เซอร์จอห์น มาร์ค เทมเปิลตัน (Sir John Marks Templeton ,1912 -2008) เขาเกิดในสหรัฐอเมริกากับครอบครัวฐานะดี แต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (The Great Depression) ในอเมริกา (และทั้งโลก) เขาจึงต้องหันมาตั้งใจเรียนจนกวาดทุนการศึกษาไปได้โดยไม่ต้องรบกวนทางบ้าน ส่วนค่าใช้จ่ายทั่วไประหว่างเรียน ว่ากันว่าเขาใช้กิจกรรมยามว่างที่ถนัดอย่างไพ่โป๊กเกอร์สร้างรายได้ให้อย่างงาม
ในขณะที่เรียนมหาวิทยาลัยเขาก็เริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นด้วย และเพราะยังอยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจหุ้นจำนวนมากจึงมีราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าอยู่มากมาย ทำให้เขาสามารถซื้อหุ้นได้ที่ราคาถูกมาก
โดยเขาใช้การซื้อกระจายไปในหุ้น 104 บริษัทซึ่งแต่ละบริษัทราคาต่อหุ้นเหลือไม่ถึงหุ้นละ 1 เหรียญ โดยเขาลงทุนบริษัทละ 100 เหรียญ และต่อมาเมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกก็ทำให้เกิดความต้องการสินค้าต่างๆ แทบจะทุกชนิด ทำให้บริษัทจำนวนมากต่างก็มีรายได้กับกำไรที่งดงามในช่วงสงคราม ส่งผลให้หุ้นต่างๆ ที่เขาซื้อจากราคาหุ้นละไม่ถึงเหรียญไปสู่ราคา 10 - 20 เหรียญ สร้างผลตอบแทนให้เขาได้เป็นกอบเป็นกำ (หลังสงครามโลกพอตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มแพงก็หันไปลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เพิ่งแพ้สงครามต่อ #โหดสัส)
หลังจบการศึกษาปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากเยล ปริญญาโทกฎหมายจากอ๊อกฟอร์ด เขาก็ทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการลงทุน ต่อมาเปิดบริษัทบริหารเงินและจัดตั้งกองทุนของตัวเองขึ้นมา (Templeton Growth Fund) ในปี1954 ด้วยเงินเริ่มต้นที่ 7 ล้านเหรียญ ผ่านไป 45 ปี (1997) กองทุน Templeton Growth Fund ของเขามีสินทรัพย์ถึง 80,000 ล้านเหรียญ
หลักการลงทุนของเทมเปิลตันเป็นแบบเน้นคุณค่าสไตล์คอนทราเรียนที่จะหลีกเลี่ยงหุ้นหรือตลาดหุ้นที่กำลังร้อนแรง โดยเน้นการซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยข่าวร้าย และมองหาหุ้นที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่า ซึ่งกองทุนของเขาก็ได้ไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างๆ ทั่วโลกเมื่อเห็นโอกาส (ตลาดหุ้นไทยก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น)
ปรัชญาการลงทุนของเทมเปิลตันอย่ากลัวอย่าทำตามฝูงชนจงซื้อเมื่อเลือดนองถนน (ตลาดหุ้น)
“The time of maximun pessimism is the best time to BUY and the time of maximum is the best time to SELL” ในเวลาที่ใครๆ พากันมองโลกในแง่ร้ายสุดๆ เป็นเวลาดีที่สุดที่จะ ซื้อ ในเวลาที่ใครๆ พากันมองโลกในแง่ดีสุดๆ เป็นเวลาดีที่สุดที่จะ ขาย
------------
หลังเลิกเรียนวันจันทร์ณรัชต์กำลังเล่นเกมกับเพื่อนในร้านอินเทอร์เน็ต
เขาได้เข้าเว็บไซต์ไปดูความเคลื่อนไหวของหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่มีการซื้อขายกันในวันนี้เรียบร้อยแล้ว โดยวันนี้ทั้งวันหุ้นกลุ่มค้าปลีกก็ยังพากันปรับตัวลงอีก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่เป็นดิสเคาน์สโตร์
“แกไม่เรียนวิศ’วะ จริงอะ ไหนแต่ก่อนว่าอยากเป็นนายช่างไง” เต้ที่นั่งติดกันในร้านเน็ตเครื่องข้างๆ หันมาถาม หลังจากพวกเขาพูดคุยถึงเรื่องอนาคตกันเล็กน้อย
“ไม่ล่ะ หาคณะฯ เรียนใหม่ในกรุงฯ ดีกว่า” ณรัชต์ตอบยิ้มๆ เพราะรู้ว่าเพื่อนสนิทคนนี้จะเข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ เหมือนกัน
“เรียนกรุงเทพฯ กันเนอะวิทย์ ไอซ์” เขาหันไปคุยกับเพื่อนอีกสองคนที่กำลังเล่นเน็ตไปคุยกันไปอยู่โต๊ะใกล้ๆ
“ถ้าติดอะนะ” วิทย์ตอบอย่างไว้เชิง เพราะสำหรับคณะแพทย์ที่ตั้งใจเลือกไว้ คะแนนของทั้งสองมหาวิทยาลัยนั้นสูงมากณรัชต์มองวิทย์ที่หันไปคุยกับไอซ์ต่อแบบกะหนุงกะหนิงต่างจากนิสัยตอนปกติราวกับคนละคน
ที่เขาเชียร์ให้วิทย์เลือกมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ นอกจากเพราะอยากจะได้เจอกลุ่มเพื่อนสนิทตอนเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯแล้ว เหตุผลหนึ่งก็เป็นเพราะเขาเสียดายความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ระหว่างวิทย์กับไอซ์ด้วยล่ะในช่วงชีวิตที่แล้ว หลังจากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย วิทย์กับไอซ์ก็เจออุปสรรคความรักคือระยะทาง ซึ่งรักทางไกลส่วนมากก็มักจะไปกันไม่รอด ยิ่งแต่ละคนต่างก็เรียนหนักประกอบกับทั้งคู่เป็นพวกปากหนักด้วยแล้ว สุดท้ายก็มีเรื่องราวให้ไม่เข้าใจกันจนต้องเลิกรา
ผ่านไปอีกเกือบสิบปีหลังจากนั้นโน่นล่ะทั้งคู่ถึงได้เจอกันอีกครั้งตอนย้ายไปประจำการที่โรงพยาบาลต่างหวัดแห่งหนึ่ง
สนับสนุนทั้งคู่หน่อยแล้วกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลากันไปเปล่าๆ เป็นสิบปี
วันต่อมา
ตามปกติแล้ววันอังคารมักจะถูกกำหนดให้เป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี ส่วนวันพุธ-พฤหัสฯ จัดไว้เป็นวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส่วนวันศุกร์ก็จะเป็นวันประชุมวุฒิสภา
คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยตามปกติทั่วไปคณะรัฐมนตรีจะมีการประชุมพิจารณาตัดสินใจเรื่องต่างๆ เพื่อกำหนดเป็นนโยบายในการบริหารประเทศ และผลการพิจารณาเรื่องต่างๆ จะออกมาเป็น “มติคณะรัฐมนตรี”
วันนี้ทั้งวันหุ้นกลุ่มค้าปลีกก็ยังมีแรงขายมากกว่าแรงซื้อทำให้ราคาหุ้นทั้งกลุ่มตกลงไปอีก พร้อมกับตอนเย็นหลังตลาดหุ้นปิดก็มีเฉลยว่าทำไมหุ้นกลุ่มค้าปลีกถึงมีคนขายมากในสามวันที่ผ่านมา
โดยคณะรัฐมนตรีพิจารณากันแล้ว ตกลงที่จะออกมาตรการควบคุมห้างค้าปลีกอีกครั้ง
หลังจากร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกฯ อันเก่าที่ได้มีการร่างและผลักดันกันมานานตั้งแต่รัฐบาลก่อนถูกรัฐบาลปัจจุบันปัดตกไป ก็เกิดแรงต้านและกระแสความไม่พอใจในกลุ่มธุรกิจการค้าต่างจังหวัดและกลุ่มการเมืองท้องถิ่นอย่างมาก ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ต่างก็มีความสำคัญต่อนักการเมืองอย่างสูงเพราะเป็นฐานเสียงสำคัญสุดท้ายเมื่อเสียงเรียกร้องดังมากขึ้นเรื่อย ๆ รัฐบาลจึงจำต้องกลับมาพิจารณาเรื่องกฎหมายควบคุมค้าปลีกอีกครั้ง จนได้ข้อสรุปออกมาว่าจำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมห้างค้าปลีกเพื่อลดผลกระทบและช่วยเหลือประชาชนผู้ค้ารายย่อยที่ส่งเสียงเรียกร้อง
เมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นในตอนบ่าย แรงเทขายหุ้นกลุ่มค้าปลีกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกดราคาหุ้นกลุ่มนี้ลงไปอย่างมาก พร้อมกับมีข่าวการจะออกมาตรการควบคุมห้างค้าปลีกจากรัฐบาล
เย็นวันศุกร์พี่สาวของเขาก็โผล่มาพร้อมกับนายตำรวจคนขับรถประจำตัว ก่อนจะชวนณรัชต์แวะเดินซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าก่อนกลับบ้าน
ระหว่างเดินตามพี่สาวในห้างสรรพสินค้า ผู้หมวดหนุ่มที่เดินอยู่ข้างๆ ณรัชต์ก็รีบชวนเข้าเรื่องที่มาวันนี้ทันที
“จังหวะนี้ซื้อหุ้นได้หรือยังน้องนะ” นายตำรวจถามอย่างกระตือรือร้น เพราะหลังจากหุ้นกลุ่มค้าปลีกฯ ราคาตกแรงในวันอังคารที่ผ่านมา อีกสองสามวันต่อมาราคาก็ไม่ได้ตกลงอีกตามที่คิด กลับทรงตัวอยู่นิ่งๆ เหมือนหมดแรงขายแล้ว
“รออีกนิดพี่”
ว่าไปแล้วตลาดหุ้นก็เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ บ่อยครั้งที่เหตุการณ์สำคัญหลายๆ อย่างเกิดขึ้น ตลาดหุ้นมักจะรู้ตัวก่อนแทบจะทุกครั้ง ทำให้เกิดการซื้อขายหุ้นที่ผิดปกตินำมาก่อนตลอด ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา ยึดอำนาจ หรืออย่างการจะมีการออกกฎหมายควบคุมห้างค้าปลีกฯ นี้ก็ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจะรู้ตัวก่อนแล้ว
โดยหุ้นกลุ่มค้าปลีกทั้งหลายต่างก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้จนราคาร่วง ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีกประเภท ห้างสรรพสินค้า ดิสเคาน์สโตร์หรือร้านสะดวกซื้อ ตั้งแต่ก่อนจะมีข่าวออกมาแล้ว และถ้าสังเกตดีๆ หุ้นค้าปลีกประเภทดิสเคาน์สโตร์ กลับราคาลงแรงกว่าใครเพื่อน ราวกับรู้ว่าเป้าใหญ่ของกฎหมายที่จะออกมาควบคุม มุ่งตรงไปที่ห้างดิสเคาน์สโตร์
เรื่องความรู้มากอย่างน่าอัศจรรย์นี้กระทั่งในตลาดหุ้นต่างประเทศก็ไม่ต่างกัน อย่างเช่นในเหตุการณ์กระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์ระเบิดขณะกำลังถูกส่งไปในอวกาศ การสอบสวนอย่างเป็นทางการต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะยืนยันได้ว่าเป็นเพราะอุปกรณ์ของซัพพลายเออร์รายหนึ่งที่เสื่อมสภาพได้ง่ายในอากาศเย็นจัดเป็นตัวการ แต่ราคาหุ้นของบริษัทซัพพลายเออร์นี้ตกหนักทันทีหลังการระเบิดไปก่อนแล้ว โดยไม่ต้องรอผลสรุปการสอบสวนเลย
เพราะความแม่นยำของตลาดหุ้น ทำให้ข่าวลือในตลาดหุ้นมักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ และเพราะรู้ว่าข่าวลือในตลาดหุ้นนั้นเป็นที่น่าเชื่อถือ จึงมีพวกผสมโรงปล่อยข่าวในตลาดหุ้นเพื่อหาผลประโยชน์อยู่มากมายบ่อยครั้งด้วยเช่นกัน
ณรัชต์แนะนำให้นายตำรวจยังไม่ต้องรีบซื้อหุ้นบริษัทดิสเคาน์สโตร์
“น่าจะยังมีลดราคาอีกนิด”เขาคิดว่าข่าวน่าจะยังมีอีกระลอก
ขณะเดินผ่านร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าณรัชต์เรียกให้พี่สาวที่กำลังเดินนำหน้าไว้ ก่อนชวนเข้าไปดูอุปกรณ์เครื่องเล่นเทปที่อยู่ภายในร้าน เขาเห็นวิทย์ ไอซ์ กับเต้ ต่างก็มีเครื่องเล่นเทปหรือซาวด์อะเบาท์กันทุกคน จึงอยากไปซื้อมาฟังเพลงกับเขาบ้างเวลาเบื่อๆ

พิมพ์คำอธิบายที่นี่
เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้เงินพี่สาวเขาก็ช่วยชี้เลือกรุ่นโน้น รุ่นนี้ มาแนะนำเขาได้อย่างคล่องแคล่ว
“เอาแบบไหน เทป ซีดี หรือ เอ็มดี” พี่สาวเขาหันมาถามราวกับพนักงานขาย
“เอาซีดี” ณรัชต์เลือกเครื่องเล่นซีดีแบบพกพาที่ในช่วงชีวิตที่แล้วไม่เคยใช้
ช่วงเวลานี้ดูเหมือนคู่แข่งในอนาคตอย่างiPod ก็ออกวางจำหน่ายไปเป็นปีๆแล้ว แต่เนื่องจากราคายังสูงอยู่จึงไม่ได้กระทบกระเทือนอะไรกับตลาดเครื่องเล่นเพลงของโซนี่เท่าไหร่
หลังจากเลือกได้เครื่องแล้ว กลุ่มของเขาก็ต้องยกขบวนกันไปที่ร้านขายเทปและซีดีในห้างต่อ ณรัชต์เลือกซีดีเพลงมาหลากหลายแนวจนพี่สาวแปลกใจ ก็เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มคนเดิมที่ฟังแต่เพลงป๊อปนี่นา

พิมพ์คำอธิบายที่นี่
เดินออกจากร้านขายเทปซีดีเพลง พี่สาวณรัชต์ก็เดินเตร่เข้าไปที่ลานกลางห้างที่มีรถเก๋งยี่ห้อหนึ่งตั้งบู๊ทไว้พร้อมรถเก๋งขนาดกะทัดรัดคันสวยจอดโชว์อยู่กลางลาน
เห็นพี่สาวยังอยากที่จะได้รถยนต์ไม่เลิกณรัชต์ก็ได้แต่ถอนหายใจ เขาคงต้องอบรมพี่สาวเรื่องการใช้เงินแล้วล่ะมั้งเนี่ย
หลังจากยืนรอพี่สาวนั่งคุยกับพนักงานขายพักใหญ่ พี่สาวณรัชต์ก็เดินออกจากบู๊ทพร้อมโบรชัวร์รถยนต์หลายรุ่นในมือพอพี่สาวออกมาจากบู๊ท ณรัต์จึงเริ่มการกรอกข้อมูลชวนเชื่อให้พี่สาวฟัง จนนางสาวนันทรัตน์ชักจะลังเลเมื่อรู้ว่ามีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะตามมาเมื่อซื้อรถยนต์อีกหลายอย่าง
“เจ๊นั่งฟรีแบบเดิมนี่ล่ะดีแล้ว ค่าน้ำมันก็ไม่ต้องเสีย ค่าเปลี่ยนยาง ค่าประกันรายปีก็ไม่ต้องจ่าย แถมไม่ต้องขับเองให้เหนื่อยด้วย” เขากล่าวไซโคพี่สาวเป็นชุดๆ เพราะรู้ว่าเธออ่อนไหวเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจจะต้องเสีย โดยไม่เกรงใจคนขับรถผู้เสียค่าน้ำมันรับส่งเป็นประจำที่เดินตามมาด้วยกัน
สุดท้ายพี่สาวของเขาก็เริ่มมีแววตาลังเลอย่างเห็นได้ชัด
ขณะณรัชต์กำลังจะกล่อมพี่สาวเพิ่มเติมอีกฝ่ายก็เบนสายตาไปมองโทรทัศน์รุ่นใหม่ล่าสุด ภาพสีคมชัดที่กำลังฉายโฆษณาอยู่ในร้านเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่ง
“เอะ!! นั่นน้องบีน่านี่นา ”
ณรัชต์หันไปสายตาของพี่สาวก็เห็นรุ่นน้องกำลังอยู่ในจอโทรทัศน์ส่งสายตากับยิ้มหวานผ่านหน้าจอมา
เขายืนดูด้วยความสนใจกับโฆษณาน้ำหอมวัยรุ่นที่มีรุ่นน้องดาวโรงเรียนของเขาเป็นนักแสดง
“นั่นคนที่น้องนะถ่ายรูปคู่ด้วยในงานกีฬาสีใช่ไหม”นายตำรวจหันไปถามพี่สาวณรัชต์
“ค่ะ”
เรื่องราวในโฆษณาก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ เป็นเรื่องราวที่รุ่นพี่รุ่นน้องร่วมโรงเรียนเดินสวนกันแล้วประทับใจในความหอมจนต้องหันกลับไปมองตามหลัง โดยเรื่องราวในโฆษณาเป็นนักแสดงชายที่เป็นรุ่นพี่ผู้ชายจะมองตามหลังรุ่นน้องก่อนหันกลับ แล้วหลังจากนั้นรุ่นน้องผู้หญิงก็หันกลับมามองตามหลังรุ่นพี่บ้าง เดินสวนกันหลายครั้งแต่ก็ต่างฝ่ายต่างแอบมองตามหลัง จนครั้งสุดท้ายได้หันกลับพร้อมกัน จนได้สบตากันปิ๊ง ๆ จนรู้ว่าใจตรงกัน ประมาณนั้น
“รุ่นน้องนันนี่สวยเนอะ สวยกว่าที่เห็นในรูปอีก” นายตำรวจกล่าวชม หลังจากโฆษณาจบ
“แสดงเก่งด้วยอ่ะ ทำสีหน้า แววตาได้ยังกับคนมีความรักและแอบรักจริงๆแหนะ ” พี่สาวณรัชต์วิจารณ์โฆษณาที่รุ่นน้องแสดงจบไป
“แน่นอนอยู่แล้วเจ๊ อนาคตดาราดังแน่ๆ เจ๊รีบตีซี้ไว้แต่เนิ่นๆ เลย” เขากล่าวแนะนำ
“อะ อะ เชียร์ออกนอกหน้าเลยนะ” นางสาวนันทรัตน์ทำหน้าล้อเลียน
ณรัชต์จำได้ว่ารุ่นน้องคนนี้เข้าวงการราวช่วง ม.6 นี่นา ดูเหมือนนี่จะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ไม่เหมือนกับช่วงชีวิตที่แล้วของเขา แม้จะดูเหมือนไม่ต่างอะไรมากเพราะสุดท้ายรุ่นน้องก็ได้เข้าวงการเหมือนเดิม แต่ก็เป็นความหวังให้เขารู้ว่า บางเรื่องราวก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม….
ขณะณรัชต์กำลังนึกหาคำพูดตอบโต้การล้อเลียนของพี่สาว โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะสนทนาเสียก่อน
“สวัสดีค่ะ นันทรัตน์ค่ะ”
“อะไรนะคะ! บริษัทตกลงจะซื้อที่ดินแล้ว อยากจะทำสัญญาซื้อขายให้เร็วที่สุด” นางสาวนันทรัตน์กล่าวเสียงตื่นเต้นพร้อมส่งสายตามาถามน้องชาย
ณรัชต์พยักหน้าตกลงเขาก็อยากขายเต็มแก่แล้ว ถึงตอนนี้จะได้เปรียบเรื่องการเจรจา แต่เขาไม่คิดจะโก่งราคาเพิ่มอะไร
“ค่ะ ไม่มีปัญหา” พี่สาวณรัชต์กล่าวตอบปลายสายอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 2,400,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 143,300 หบาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 4,000,100 บาท: ที่ดินหนึ่งแปลง 15 ไร่ ราคาซื้อ 18 ล้าน ราคาประเมิน 24 ล้าน:หุ้นโรงภาพยนตร์ จำนวน 70,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 40 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,400,000 + 143,300 + 4,000,100 + 2,800,000 + 24,000,000
= ปัจจุบัน 33,343,400 บาท
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปล.นิยายนี้แต่งเพื่อความบันเทิง เรื่องราว บุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ไม่มีอยู่จริงงงงงงงง >.<ปล2.ช่วงนี้ก็จะช้าๆหน่อย ไม่อยากรีบจบภาค >__<