ถนนสายหนึ่งในเมืองเปี้ยนจิง
ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลง องค์หญิงอี้อัน และเสวี่ยซิง เดินบนถนนใหญ่เรื่อยๆ เขาถามนาง “องค์หญิงสงสัยอะไรเสนาบดีหวังไฉหรือ”
“เราสมควรระวังคนผู้นี้ไว้ด้วย ข้ารู้สึกเช่นนั้น” ว่าแล้วนางยิ้มกว้างใส่เขา เสวี่ยซิงจึงถาม “เสนาบดีพานโฮ่ว เป็รองเ้ากรมกลาโหม ทรงเห็นสองคนนี้มีความคิดเห็นสอดคล้องกัน ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว ข้าเห็นสองคนนี้เป็เช่นนั้นจริงๆ”
“แท้จริงแล้ว แม่ทัพพานเหม่ย บิดาของเสนาบดีพานโฮ่ว เป็สหายกับเสนาบดีหวังไฉ” นางพยักหน้ารับทราบ เดินคู่ไปเสวี่ยซิง บนถนนสายหนึ่งที่เวลานี้ไม่มีผู้สัญจรแล้ว นางกล่าวไปเรื่อยๆ
“ข้าได้ยินเื่ความจงรักภักดีของท่านแม่ทัพหยางเย่ ั้แ่ครั้งอยู่ต้าหลี่ ขุนนางต้าหลี่กล่าวยกย่องว่า แม่ทัพหยางเย่ผู้นี้ว่าเมื่อครั้ง กองทัพเหลียวยกทัพมา 1 แสนคน เข้าตีด่านเยี่ยนเหมิน ยังพ่ายต่อกองทัพท่านแม่ทัพที่มีทหารเพียง 3 พันคน แม้แต่ชาวเหลียวยังเคารพนับถือในความกล้าหาญของท่านและทัพตระกูลหยาง น่าเสียดายยิ่งนักที่ทุกวันนี้ยังมีคนคอยให้ร้ายลูกหลานของท่านแม่ทัพหยางเย่อยู่ตลอดมา” ว่าแล้วนางหันไปมองเสวี่ยซิง ยิ้มกว้างขวาง “เราไปกันเถอะ”
“ท่านรู้หรือว่า จวนเสนาบดีหวังไฉ อยู่ที่ไหน”
“รู้สิ ข้าถามเฟยฉีหมดแล้ว” นางแหงนหน้าตอบเขา แล้วเคียงเดินข้างเขาต่อ นางแอบยิ้มให้กับตัวเอง ..... ยามนี้ช่างดีจริงๆ หนอ.....
จวนเสนาบดีหวังไฉ
ภายในจวนเสนาบดีหวังไฉ ยามค่ำคืน ภายนอกสว่างไสวด้วยคบเพลิง ส่วนภายในสว่างไสวด้วยแสงเทียน เสนาบดีหวังไฉ เป็คหบดีที่ร่ำรวยมากที่สุดคนหนึ่งในนครเปี้ยนจิง จวนของเขามีกำแพงสูงล้อมรอบ หลังกำแพงมีเรือนขนาดใหญ่หลายหลัง ภายนอกจัดแต่งสวนอย่างสวยงามเป็ระเบียบ มีคนรับใช้ยืนเฝ้าเวรยามอย่างแ่า แม้เย็นค่ำแล้ว แต่สาวใช้ยังคงเดินขวักไขว่คอยรับใช้ผู้เป็นายตลอดเวลา
ด้านล่างแม้สว่างไสว แต่้าหลังคากลับมืดมิดองค์หญิงอี้อันใช้ผ้าผืนใหญ่โพกพันทั้งศีรษะคลุมใบหน้าเหลือเพียงลูกตา ส่วนเสวี่ยซิง ใช้ผ้าสีดำโพกคลุมปิดบังใบหน้าจนเหลือเพียงลูกตาเช่นกัน สองคนโดดลอยขึ้นไปบนหลังคาอย่างแ่เบา ในเบื้องต้นต่างต้องแยกย้ายไปตามมุมต่างๆ ของเรือนแต่ละหลังเพราะมันกว้างขวางมากจริงๆ จนไม่รู้ว่าหวังไฉ เ้าของจวนอยู่ ณ จุดใด สุดท้ายองค์หญิงอี้อันมาตามเสวี่ยซิงให้ไปจุดที่กระเบื้องเผยอออก ทั้งสองเห็นภาพเบื้องล่าง เสนาบดีหวังไฉ กำลังดื่มสุราสนทนาอยู่กับ เสนาบดีพานโฮ่ว จริงๆ!
“ข้าบอกเ้าแล้วว่า อย่าเพิ่งกล่าวตำหนิ หยางเหยียนเจา เื่ที่มีชาวเหลียวแอบผ่านด่านมาได้ เ้ามันใจร้อนเกินไป”
“ข้าใจร้อนดั่งที่ท่านเสนาบดีตำหนิจริงๆ ท่านอาโปรดให้อภัยหลานเถิด” พานโฮ่ว ประสานมือก้มหน้า
“เ้าก็รู้ว่าฝ่าาทรงยกย่องแม่ทัพหยางเย่เสมอมา ทั้งเชื่อใจตระกูลหยาง มาตลอด ต่อให้เ้าปลุกพ่อของเ้าขึ้นมาจากหลุมร่วมกันตำหนิแม่ทัพหยางเหยียนเจาด้วย ฝ่าาก็ไม่ทรงระแวงเขาหรอก” หวังไฉตำหนิเสียงเข้มขึ้น
“เื่ที่ชาวเหลียวลอบเข้าด่านมาทรงไม่เชื่อว่า ท่านแม่ทัพหยางเหยียนเจาจะบกพร่องจริงๆ เ้าควรไปสืบมาว่าพ่อค้าชาวจงหยวนที่เป็คนลักลอบพาเข้ามาเป็ใคร ถ้าพวกเหลียวมาถึงเมืองหลวงจริง เ้ากับข้าต่างหากที่จะลำบาก”
“ขอรับท่านอา” พานโฮ่ว ตอบรับ
“ส่วนธุระที่ข้าให้เ้าไปจัดการ ถึงไหนแล้ว”
“กำลังเจรจาซื้อข้าวกับพ่อค้าข้าวเมืองอันยาง ต้องไปติดต่อไกลหน่อย เพราะ่นี้ เป็อย่างไรไม่ทราบ ทางหน่วยตรวจการจับตามองเรามากขึ้นกว่าแต่ก่อน” เสนาบดีหวังกล่าว “ทำอะไรก็ระวังหน่อย อย่าให้ลามมาถึงข้าได้ล่ะ”
“ขอรับ ท่านอา”
“ดี ... เ้ากลับไปได้แล้ว”
เสวี่ยซิงที่นิ่งฟังการสนทนาอยู่ เมื่อหันไปมององค์หญิงปรากฏว่านางนอนนิ่งฟังอยู่อย่างสบายอารมณ์ หากไม่เห็นว่านางกะพริบตาอยู่คงคิดว่านางหลับไปแล้ว ดูท่าทางนางคงเป็คนอารมณ์ดีจริงๆ เขามองนางแล้วยิ้มน้อยๆ เหมือนว่าคนถูกมองจะรู้ตัว นางหันมามองเขาแม้จะเห็นแต่ลูกตา แต่เขารู้ว่านางกำลังยิ้มกว้างขวางภายใต้ผ้าคลุมหน้า เขาพยักหน้าให้นางขยับตัวเพื่อกลับ แต่นางทำมือว่านางยังไม่กลับ แต่เรียกให้เข้ามาใกล้นางจะกระซิบอะไรบางอย่างเขาทำตามเอียงหูมาใกล้ที่ใบหน้านาง พลันนางรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว อ้ำอึ้งไปสักครู่ เสวี่ยซิงเห็นนางนิ่งไปจึงถามเบาๆ ด้วยเกรงว่าคนข้างล่างจะได้ยิน
“ท่านเป็อะไรหรือ?” ทำให้อี้อันสะดุ้งเล็กน้อย ครั้นเรียกสติกลับมาได้แล้วจึงกระซิบบอกให้เขาติดตามดู เสนาบดีพาน อยู่ห่างๆ ส่วนนางจะติดตามดู เสนาหวังไฉ สักระยะ แล้วพบกันที่ประตูวัง
เสวี่ยซิงอาศัยความมืดโดดอย่างแ่เบาไปบนหลังคาอีกเรือนหนึ่ง เขาหลบอยู่บนต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงมองเห็นเสนาบดีพานขึ้นรถม้าที่หน้าจวนเสนาบดีหวังไฉ ครั้นจะโดดไปซ่อนกายข้างกำแพง พลันสายตาเหลือบไปเห็นผู้หนึ่งสวมชุดดำพรางกายข้างบ้านหลังหนึ่ง ยามวิกาลเช่นนี้กลับมีคนแอบซุ่มติดตามเสนาบดีพานโฮ่วย่อมต้องมีสาเหตุแน่ แต่คนผู้นั้นรู้ตัวว่ามีคนจ้องมองอยู่ จึงเร้นกายหนีไปในความมืด เสวี่ยซิงตัดสินใจโดดตามคนผู้นั้นไป แต่ไล่ตามไม่ทันปรากฏว่าหายไปแล้ว สุดท้ายเขาตัดสินใจกลับมาติดตามรถม้าเสนาบดีพานโฮ่วไปห่างๆ เพื่อดูว่าเขาจะนัดแนะใครต่อหรือไม่
อี้อัน มองลงมาด้านล่าง เมื่อเสนาบดีพานโฮ่วกลับไปแล้ว นางคอยจับตามองปรากฏว่าเสนาหวังไฉ ดับเทียน แล้วเดินไปห้องนอน เขาไม่ลืมถือจอกสุราติดมือไปด้วย นางเพิ่งสังเกตว่าจอกสุราที่เขาใช้ดื่มนั้นเป็สีทองสุกอร่าม ส่วนของเสนาพานเป็เพียงจอกกระเบื้องลายครามธรรมดา ...นั่นหละ ที่ผิดไป..
เสนาบดีหวังไฉ เดินที่ไปเตียงนอน ก้มลงดึงหีบใบใหญ่ใต้เตียงออกมา ปลดลูกกุญแจข้างเอวมาเปิดแม่กุญแจ แล้วเอาจอกทองคำใส่ลงไป ปิดหีบไขกุญแจปิดทันทีดันเข้าใต้เตียง ระหว่างนี้เองอี้อันทันเห็นได้สีทองอร่ามยามกระทบแสงเทียนที่ส่องมาจากหน้าห้อง เพียงชั่วกะพริบตาที่สีทองกระทบ นางมั่นใจว่าในหีบนั้นล้วนเต็มไปด้วยทองคำ . นางปิดกระเบื้องเข้าที่เดิม แววตาหรี่ลงเล็กน้อย
.. คหบดีผู้มั่งคั่งของนครเปี้ยนจิง .... ช่างน่าสนใจดี ....
นางโดดลอยบนหลังคา บางคราไต่กำแพงลัดเลาะไป ก่อนลงเดินไปบนถนน นางถือถุงลูกเหอเถาเคี้ยวมาเรื่อยๆ ที่สุดมาถึงกำแพงวังด้านหน้า พบเสวี่ยซิงกำลังยืนคอยนางข้างทหารเวรยามเฝ้าหน้าประตูวัง เมื่อนางเข้ามาถึง ทหารเวรยามทำความเคารพ นางกล่าวกับทหารเวรยามนั้น “ท่านรองผู้บัญชาการเสวี่ยซิง จะไปส่งข้าที่พระตำหนักฮุ่ยหลิง”
“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารเวรยามทำความเคารพเปิดทางให้เขาไปส่งองค์หญิง เสวี่ยซิง เดินไปข้างๆ รายงานว่า “ทูลองค์หญิง นอกจากเรา ยังมีคนอื่นที่กำลังจับตาดูเสนาบดีพานโฮ่วอยู่ แต่กระหม่อมไล่ตามคนผู้นั้นไม่ทัน” นางพยักหน้า
“ส่วนเสนาหวังไฉ หลังจากดื่มสุราแล้ว เขาถือจอกเหล้าสีทอง คาดว่าน่าจะเป็ทองคำ เข้าไปเก็บในหีบใบใหญ่ใต้เตียงนอน คาดว่าในนั้นล้วนเป็ทรัพย์สินมีค่า เพราะเขานำลูกกุญแจติดตัวตลอดเวลา”
“เช่นนั้นกระหม่อมว่าพรุ่งนี้ค่อยรายงานให้องค์รัชทายาททราบ” นางพยักหน้าแล้วหันไปทาง เสวี่ยซิง ยิ้มกว้างให้เขาอีกแล้ว “ลำบากท่านแล้ว รองผู้บัญชาการเสวี่ยซิง”
“เกรงใจแล้ว องค์หญิง” เขาหัวเราะพอดีกับมาถึงหน้าประตูตำหนักฮุ่ยหลิง ที่นั่นมีแม่นมเฉินมายืนรอรับ เขาทำความเคารพแม่นมเฉิน ใจรู้สึกแป้วลงไปถนัด เพราะสตรีที่เขาอยากพบยามนี้ไม่ได้ปรากฏตัวตรงหน้าเขา แววตาผิดหวังเล็กน้อย แต่พลันเปลี่ยนเป็ปกติ ทำความเคารพองค์หญิงและแม่นมเฉินแล้วขอตัวกลับไป องค์หญิงยิ้มแย้มโบกมือลาเขา ขณะเดินกลับ เขาทันได้ยินนางพูดกับแม่นมว่า... วันนี้ไปเยี่ยมบ้านเสนาหวังไฉ คนผู้นี้น่าสนใจไม่น้อยเลย .........
ค่ายซานตง กองทิศตะวันตก
เ้าสำนักยืนกลางเวทียกสูง กล่าวกับลูกศิษย์สำนักว่า “เมื่อคืนเ้าโคจรลมปราณกันทุกคนหรือไม่” ทหารทั้ง 200 คนตอบรับ “ขอรับ ท่านเ้าสำนัก” นางได้ยิน รู้สึกยินดีที่คนเรียกขานนางเช่นนี้
“ก่อนจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ พวกเ้าแสดงฝีมือซัดอาวุธให้ข้าพอใจเสียก่อน เริ่มได้” มู่ไป๋ สั่งตั้งแถว เหล่าลูกศิษย์กุลีกุจอเข้าแถว แล้วเริ่มซัดอาวุธไปที่แผ่นกระดาน วันนี้ไม่มีไม้ยวี๋มู่ตกพื้นแม้แต่ชิ้นเดียว นางตบมือเสียงดัง “ดีมาก ซัดครั้งต่อไปต้องให้อยู่ตรงจุดสีแดงให้มากที่สุด เริ่ม” ครั้งนี้ อาวุธเริ่มตรงจุดเป้าหมายจำนวนมากขึ้น
“...เริ่มอีก...” เสียงคำสั่งนี้ดังเป็ระยะๆ
“พอก่อน มู่ไป๋ ให้ยกกระดานถอยออกไปอีก 10 ฉื่อ(10นิ้ว) ” พอได้ยินคำสั่ง เหล่าลูกศิษย์โอดครวญต่อท่านเ้าสำนัก แต่นางมีหรือจะยอม “ไม่ได้ ต้องฝึกต่อจนเ้าชำนาญกว่านี้ ที่สำคัญยามนี้สัตว์ป่าพากันนอนในรังของมัน เราจะออกเดินทางกลางยามเซิน(16.00 น.) ดังนั้นเ้าจะฝึกซัดอาวุธ หรือเ้าจะวิ่งรอบสนามจนกว่าจะถึงยามเซิน” สิ้นคำบัญชา ทุกคนยอมฝึกต่อไม่โอดโอย ระหว่างนี้นางเดินไปให้คำแนะนำลูกศิษย์ที่ยังทำได้ไม่ดี แสดงตัวอย่างท่าการจับอาวุธที่ถนัดมือ ทำให้เหล่า ลูกศิษย์ต่างซาบซึ้งน้ำใจของเ้าสำนักหญิงผู้นี้
นางเดินมาพบ ต้าหล่าง ลูกศิษย์ร่างใหญ่ นางสังเกตอยู่ครู่ใหญ่พบว่าเขาขัดข้องการเล็งจุดเป้าหมาย “สายตาของเ้าไม่ตรงเช่นนั้นหรือ”
“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ แต่ทุกครั้งที่หม่อมฉันเล็งไปที่จุดตรงกลางทีไรมันจะออกนอกจุดทุกครั้ง”
“เ้ามองมาที่ไม้ยวี๋มู่ของข้า” ว่าแล้วนางนำไม้ของตนเองตั้งไว้ตรงหน้าเขาห่างจากจมูก 1 ฉื่อ
“อย่าขยับกาย แล้วใช้แต่สายตามองตามไม้ข้า” เขาทำตามคำสั่งเ้าสำนัก พบว่าสายตาของเขาเป็ปกติ
“เช่นนั้น เ้าเคยทดลองใช้อีกมือซัดอาวุธบ้างหรือไม่?”
“ยังไม่เคยขอรับ” “เช่นนั้นลองทำดู” นางให้เขาใช้อีกมือหนึ่งจับไม้ยวี๋มู่ ในท่าเตรียมซัดอาวุธ นางออกไปยืนห่างจากเขา 3 จั้ง (10เมตร)
“ซัดอาวุธมาที่มือข้า ...เริ่ม” คราแรกเขาอึกอัก เพราะเกรงว่าเ้าสำนักจะได้รับอันตราย ลูกศิษย์คนอื่นๆ หยุดฝึกมองดูด้วยใจระทึก หากองค์หญิงอี้อันถูกต้าหล่างซัดอาวุธจนตาย พวกเขาจะพลอยชะตาขาดไปด้วย แต่นางสั่งเสียงดัง
“ซัดมาเดี๋ยวนี้” เขาซัดอาวุธออกไปอย่างรวดเร็ว แต่นางเบี่ยงกายเล็กน้อยพลันจับอาวุธที่ซัดมาได้อย่างแม่นยำ “ข้ารู้สาเหตุแล้ว สายตาของเ้าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่มือขวาเ้าเส้นเอ็นเคลื่อนไปเล็กน้อยนั่นเพราะเ้าใช้กำลังมือขวาอย่างหนักมาตลอดชีวิต หากเ้าจับอาวุธหนักเ้าสามารถบังคับทิศทางข้อมือของเ้าได้ แต่หากเป็อาวุธเบาชิ้นเล็กทิศทางอาวุธที่เ้าซัดไปจะเคลื่อนไปโดยที่เ้าบังคับมันไม่ได้” สีหน้า ต้าหล่าง เริ่มสลดคล้ายคนสิ้นหวัง
“จะไปยากอะไร ถ้าเ้าจะซัดอาวุธเบา เ้าก็เปลี่ยนไปใช้อีกมือสิ ส่วนมือขวาของเ้า ถ้ามีดาบ กระบี่ หรือทวนอยู่ เ้าจะใช้ให้เป็อาวุธซัดไปก็ย่อมทำได้ ไม่ใช่หรือ” ครานี้สีหน้าของต้าหล่าง เปลี่ยนไป เขาปีติยินดียิ่งนัก ที่สุดท้ายเขาก็สามารถแก้ปัญหาสำคัญนี้ได้ เหล่าลูกศิษย์ต่างยินดีกับต้าหล่างและซาบซึ้งน้ำใจเ้าสำนัก “ขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงเมตตา” จากที่ยิ้มแย้มอยู่นางหุบยิ้มทันที “บอกแล้วงัย ข้าเป็เ้าสำนัก ลืมไปแล้วหรือ”
“ขอบพระทัย ท่านเ้าสำนัก” เหล่าลูกศิษย์เองก็สับสนระหว่างตำแหน่งเ้าสำนัก กับ ตำแหน่งองค์หญิง
การฝึกยังดำเนินต่อไป เพราะยังไม่ถึงปลายยามเซิน เ้าสำนักเดินดูการฝึกของลูกศิษย์ ต้าหล่าง ฝึกใช้อีกมือหนึ่งซัดอาวุธ แรกๆ ไม่ค่อยถนัดนัก แต่สุดท้ายเขาเริ่มจับไม้ยวี๋มู่ถนัดมือขึ้น ขณะที่เดินอยู่นั้น มู่ไป๋ เดินเข้ามาหานาง เขายืนอยู่เบื้องหน้านาง นางเพิ่งสังเกตเขาอย่างจริงจังครั้งแรก เขาเป็ชายหนุ่มร่างสูงเพรียว ไม่ใช่คนผอมเก้งก้าง รูปหน้าถือได้ว่าเป็คนหน้าตาดีคนหนึ่ง เพียงแต่แววตาของเขานิ่งจนไร้ชีวิตชีวา ต่างจากเฟยฉี ฮุ่ยชิว สองสหายนั่นร่าเริงอย่างล้นเหลือ มู่ไป๋ทำความเคารพนางแล้วยืนอ้ำอึ้งอยู่เล็กน้อย “มีอะไรหรือ มู่ไป๋”
“เอ่อ คือ กระหม่อม หาโอกาสนำมีดขององค์หญิงมาคืนพ่ะย่ะค่ะ” เขายื่นมีดสั้นด้วยสองอุ้งมือ เป็มีดที่นางเคยให้เขาไว้ตอนไปตัดหญ้าในป่า นางขมวดคิ้วเล็กน้อยมองที่มีดสั้นเล่มนั้น “อ๋อ.. มีดสั้นนี่หรือ ข้าให้เ้าไปแล้วนี่”
“กระหม่อมไม่กล้ารับไว้” เขาอึกอัก กล่าวไม่เต็มเสียงนัก แท้จริงเขาเองก็ไม่อยากคืนมีดสั้นนี้สักเท่าไหร่ ใจอยากเก็บไว้เป็ที่ระลึกเป็ที่สุด แต่เพราะมันเป็อาวุธสำคัญประจำกายของนาง ดังนั้นหลังจากชั่งน้ำหนักแล้วเขาจึงตัดสินใจที่จะส่งคืนนาง
“มู่ไป๋ การใช้ไม้ยวี๋มู่ของท่านชำนาญมาก รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าใครในกองนี้ ท่านจะลองใช้มีดสั้นนี้เป็อาวุธลับสุดยอดที่ไม่มีใครล่วงรู้ย่อมได้นะ ใช้จิตของท่านัักับมีดเล่มนี้ ทำความรู้จักมัน แล้วมันจะจำท่านได้และเชื่อฟังท่าน” นางส่งยิ้มกว้างให้เขา เขาโค้งคำนับนางอย่างจริงใจ ในใจปีติยิ่งนัก มีดสั้นเล่มนี้มีค่ากับจิตใจเขายิ่งกว่าราคาของมันเสียอีก
“เอาหละท่านฝึกซ้อมต่อเถิด”
ที่โต๊ะอาหารเที่ยง
“เมื่อเช้าเ้าเลี่ยงไม่ยอมมารถม้ากับพี่ มีอะไรหรือไม่?” พี่ชายถาม พลางคีบอาหารส่งใส่ชามข้าวให้น้องสาว “เมื่อเช้าเสด็จแม่เรียกหาหม่อมฉันแต่เช้า” “เ้าทำอะไรผิดเช่นนั้นหรือ?”
“ไม่ได้ผิดมาก คือเมื่อคืนหม่อมฉันกลับดึกไปหน่อย” นางยิ้มกว้างๆ ตอบพี่ชาย “ไปหาขนมกิน ถึงกับกลับวังดึกเลยหรือ?” พี่ชายเอียงคอถามน้องสาว สุ้มเสียงแปลกๆ นางจึงยิ้มกว้างไม่ตอบ แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อไป อาการนี้ทำให้พี่ชายรู้สึกรำคาญยิ่งนักจึงใช้ฝ่ามือตบหลังเบาๆ 1 ที น้องสาวพลันสำลักข้าวออกมา
สองสหายเกรงจะกระทบถึงอาหารบนโต๊ะรีบเอามือปิดป้องไม่ให้เศษอาหารร่วงลงไป “เสด็จพี่ แค่ก แค่ก.. แค่ก .” นางสำลักข้าวจริงๆ “ว่ามา” พี่ชายยังคงกินข้าวต่อไป
“ท่านเสวี่ยซิง คงรายงานเสด็จพี่แล้วนี่ ถามหม่อมฉันก็ได้เื่เท่าเดิม” นางก้มหน้ากินข้าวต่อดูมีพิรุธ “เื่เกี่ยวข้องกับเสนาบดีพานโห่วหรือ?” พี่ชายถามต่อ นางเงยหน้ายิ้มขณะยังเคี้ยวอาหารอยู่
“เ้าสบายใจได้ ถ้าเกี่ยวข้องถึงใครก็ตามต่อไปพี่ไม่ขัดขวางเ้าแน่นอน” พี่ชายตอบนิ่งๆ สีหน้านิ่ง ราบเรียบ
หลังอาหารเที่ยงแล้ว อี้อันแอบข้างเสารอสหายของพี่ชายเดินมา เพราะเขาต้องผ่านเส้นทางนี้ก่อนไปยังกองฝึกทิศใต้ นางดึงแขนเสื้อจางเหยาลากหลบออกมา “ท่านจางเหยา ทำไมเสด็จพี่พูดแปลกๆ เื่ที่ข้ากับท่านเสวี่ยซิงไปพบเมื่อคืน อาจพัวพันการทุจริตบางอย่างแล้วเสนาบดีพานโห่วเป็พี่ชายพระชายาของเสด็จพี่ เช่นนี้เสด็จพี่ไม่กังวลว่าจะกระทบถึงพระชายาหรือ อย่างน้อยเขาก็พี่น้องกัน”
จางเหยา นิ่งครู่หนึ่งแล้วกล่าวเบาๆ “ความจริงแล้วที่องค์รัชทายาทสมรสกับพระชายาพานเอ๋อร์ เพราะฝ่าาประทานสมรสให้”
“อ๋อ ..... “ อี้อันพยักหน้ารับทราบเื่ของพี่ชาย
ต้นยามเซิน
เหล่าลูกศิษย์ของเ้าสำนัก เดินแถวเรียงหนึ่ง ไปหยุดตรงหน้าป่าไผ่จากนั้นใช้วิชาตัวเบาโดดขึ้นไต่ข้ามป่าไผ่ จุดหมายปลายทางคือป่าข้างลำธาร พลทหารกองทิศเหนือที่กำลังฝึกธนูอยู่นั้นแอบกระซิบกระซาบกันว่า “เมื่อคืนข้าได้ยิน อาเอ้อร์กับเพื่อนๆ คุยกันว่าวันนี้พวกเขาจะไปฝึกใช้อาวุธล่าสัตว์ในป่ากัน กองนี้เขาฝึกสบายๆ ไม่หนักเท่าของพวกเราเลยเนอะ”
“โธ่เอ๋ย เ้าไม่รู้อะไร กะอีแค่ไม้ยวี๋มู่น่ะหรือจะล่าสัตว์อะไรมาได้ มันต้องธนูอย่างพวกเราตะหาก ถึงจะล่าสัตว์ได้” ขณะยืนนินทากองอื่นที่เดินเข้าป่าไผ่ไปกันแล้ว พลันรู้สึกได้ถึงไอความร้อนจากเปลวเพลิงวูบวาบไปมาจนเสียวสันหลัง ทหารทั้งสองจึงนึกขึ้นได้ว่าอยู่ในระหว่างการฝึก ค่อยๆ หันหลังไป องค์รัชทายาทยืนอยู่หลังพวกเขา ยืนกอดอกมองเขานิ่งๆ องค์รัชทายาทให้ทหารช่างคุยแบกคันธนูคนละ 20 คัน วิ่งรอบสนามฝึก โทษฐานไม่ตั้งใจฝึกซ้อม
เดินเพียง 1 เค่อ(15 นาที) ทั้งหมดมาถึงป่าข้างลำธาร “เอาหละ พวกเ้ามี 200 คน ต้องจับสัตว์ป่ามาได้ 200 ตัว จะตัวเล็กตัวใหญ่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและฝีเท้าของพวกเ้าแล้ว จำไว้ว่าสัตว์ทุกตัวที่จับได้ต้องแสดงอาวุธที่เ้าซัดมาให้ดูด้วย อย่าได้คิดหลอกข้านะ ข้าให้เวลา ครึ่งชั่วยาม ...... เริ่มได้”
พอได้รับสัญญาณ ทหารทั้ง 200 คนวิ่งกรูกันเข้าป่า เพียงแค่เสียงวิ่งของคน 200 คน บรรดานก สัตว์ป่าตัวน้อยใหญ่พากันแตกกระเจิงหนีตายเข้าป่าลึกเข้าไปอีก พวกเขาก็ยิ่งเอะอะไล่ต้อนซ้ำเข้าป่าลึกยิ่งขึ้นอีก นี่เป็ครั้งแรกที่เ้าสำนักผู้เก่งกล้าตาเบิกโพลงกุมขมับ นางเพิ่งรู้สึกสำนึกผิดเป็ครั้งแรกว่า ที่ผ่านมานางฝึกลูกศิษย์ได้ไร้ระเบียบจริงๆ ทั้งสัตว์ป่าและลูกศิษย์วิ่งเตลิดเข้าป่าไปหมดแล้ว นางยืนเท้าเอวส่ายหัว
“หม่อมฉันว่า ครึ่งชั่วยามไม่พอแน่” นางหันไปพบเสวี่ยซิง ยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ นางแปลกใจเล็กน้อย เขามายืนตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่ นางไม่ทันรู้ตัว แสดงว่าวิชาตัวเบาของเขาดีทีเดียว แต่เวลานี้นางไม่อาจชื่นชมเขาเพราะกังวลอยู่ว่าพวกลูกศิษย์ตัวดีจะจับอะไรไม่ได้เลย กระทั่งเต่าที่เชื่องช้าที่สุด
“ทำอย่างไรดีล่ะท่านเสวี่ยซิง” นี่เป็ครั้งแรกที่อี้อันร้องขอความช่วยเหลือ เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม “รอดูพวกเขาก่อนแล้วกัน บางทีอาจมีบางคนทำให้ท่านประหลาดใจก็ได้”
เขาหัวเราะขบขัน แต่นางกลับไม่รู้สึกว่าจะมีเื่อันใดที่น่าหัวเราะได้ นางเดินไปนั่งบนโขดหินริมลำธาร หน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์ นี่เป็ครั้งแรกจริงๆ ที่นางรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ เขาหันไปเห็นใบหน้าของนางยามนี้ พลันหัวเราะอีก จับหัวเขย่าน้อยๆ อย่างเอ็นดู แล้วนั่งลงข้างๆ
“เป็อย่างไร เป็ครั้งแรกใช่ไหมที่รู้สึกไม่สนุก” เขามองนางถามอย่างยิ้มๆ นางไม่ตอบแต่พยักหน้าช้าๆ คล้ายจะร้องไห้
“สำหรับกระหม่อม องค์หญิงท่านเก่งมากเลยนะ ที่สามารถฝึกทหารธรรมดาๆ 200 คนที่ใช้อาวุธใดๆ ไม่เป็สักอย่าง จนวันนี้พวกเขาสามารถโคจรลมปราณได้ มีวิชาตัวเบาแล้วยังซัดอาวุธลับได้อีก หม่อมฉันมองว่านี่เป็ของขวัญพิเศษที่พวกเขาได้รับจากค่ายซานตงด้วยซ้ำ เพราะพวกเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะฝึกให้พวกเขาเป็ทหารที่สามารถต่อสู้กับศัตรูได้ ไม่ให้ถูกศัตรูฆ่าตายได้อย่างง่ายดายเท่านั้น ไม่เช่นนั้นครอบครัวของพวกเขาจะทำอย่างไร?”
อี้อันนิ่งฟังเขาพูด สายตาจับจ้องที่ใบหน้าเสวี่ยซิงตลอดเวลา ความรู้สึกผิดหวัง ไม่สบอารมณ์ที่มีก่อนหน้านี้ บัดนี้เริ่มผ่อนคลายลงแล้ว นางยิ้มกว้างให้เขาได้เหมือนเดิมแล้ว
....ดีจริงๆ ที่มีท่านอยู่ตรงนี้ด้วย ... ท่านเสวี่ยซิง...........
แล้วทั้งสองนั่งตรงโขดหินนั้นเงียบๆ รอเวลาครึ่งชั่วยาม จากนั้นเริ่มมีเงาตะคุ่มๆ ออกมาจากป่า 1 คน เฟยฉี นั่นเองเขามาพร้อมไก่ 1 ตัว นางถอนหายใจโล่งอก เสวี่ยซิง มองนางแล้วหัวเราะ นางเองหันไปส่งยิ้มกว้างตอบเขา
ที่สุด ลูกศิษย์ทั้ง 200 คนทยอยออกมาจากป่า ได้สัตว์มาคนละ 1 ตัวจริงๆ มีั้แ่ตัวนกเล็กๆ ไปจนถึงห่านที่นับว่าตัวใหญ่สุด นี่เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกยินดีอย่างแท้จริงกับความสำเร็จของเหล่าลูกศิษย์ตัวแสบ แต่อดพูดเสียงอ่อยๆ ไม่ได้ว่า “คราวหน้าจะจับสัตว์ป่าพวกเ้าค่อยๆ ย่องเข้าไปนะ อย่าทำแบบครั้งนี้อีก”
“ขอรับ ท่านเ้าสำนัก”
“เอาสัตว์ป่าพวกนี้ไปให้พ่อครัวทำอาหารเถิด” ครั้นนางพูดจบ เหล่าลูกศิษย์เฮลั่น ต่างทำท่าจะวิ่งกลับค่าย
“หยุดเดี๋ยวนี้”
เสวี่ยซิง รองผู้บัญชาการหน่วยอวี๋หลิน ตวาดเสียงดังก้องริมลำธาร พลทหาร 200 คนชะงักค้างดังหนึ่งต้องมนต์สะกด “ตั้งแถว แล้วเดินกลับให้เป็ระเบียบ” อี้อันหันไปมองหน้าเขา รู้สึกสำนึกในพระคุณอย่างใหญ่หลวง เอ... หรือนางจะไร้ระเบียบดั่งพี่ชายตำหนิจริงๆ
ณ ห้องทรงพระอักษร
“ฝ่าา องค์หญิงอี้อันขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยเข้ามาทูลรายงาน