ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 52 : ราชองครักษ์

    พวกเขาเคยได้ยินมาว่าทหารรับจ้างหลานเฟิงถือกำเนิดขึ้นเมื่อสามปีก่อนในช่วงเวลาที่มีกลุ่มทหารรับจ้างมากมาย เพียงแต่ว่าในช่วงเวลานั้นกลุ่มของทหารรับจ้างต่างก็ถูกปกครองโดยตระกูลต่างๆในเมืองหยางโจว ทำให้พวกเขาไม่สามารถควบคุมอำนาจทางทิศใต้ของเมืองหยางโจวได้อย่างเบ็ดเสร็จ


    แต่ในวันหนึ่งก็มีชายหนุ่มลึกลับปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้าล้มล้างกองกำลังทหารรับจ้างของแต่ละตระกูล ก่อนจะสร้างกองกำลังทหารรับจ้างขึ้นมาเองเพียงแค่หน่วยเดียว!


    นั่นคือองค์กรทหารรับจ้างหลานเฟิง!


    แม้องค์กรทหารรับจ้างหลานเฟิงจะมีสมาชิกอยู่ไม่มาก แต่พวกเขากลับสามารถปกครองทางทิศใต้ที่เป็นแดนเถื่อนได้อย่างเบ็ดเสร็จจากความช่วยเหลือของกลุ่มบัญญัติสวรรค์ กลุ่มที่ขึ้นตรงกับจางหลินแต่เพียงผู้เดียว


    ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่มีตระกูลใดกล้าที่จะสร้างกองกำลังทหารรับจ้างเป็นของตนเองอีกต่อไป เพราะไม่ว่าตระกูลใดจะพยายามสร้างกองกำลังทหารรับจ้างขึ้นมา ในวันรุ่งขึ้นกองกำลังนั้นก็จะถูกฆ่าล้างบางโดยไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย!


    นั่นถือได้ว่าเป็นฝันร้ายครั้งใหญ่ของทางทิศใต้ หลังจากนั้นตระกูลต่างๆในเมืองหยางโจวก็ไม่กล้าที่จะยุ่งเกี่ยวกับทิศใต้อีกเลย


    และจนถึงวันนี้ยังไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครกันที่เป็นหัวหน้าที่แท้จริงขององค์กรทหารรับจ้างหลานเฟิง ทุกคนจะรู้จักเพียงแค่ชื่อของหานชิวหงที่เป็นรองหัวหน้าเท่านั้น


    ปรากฏว่าหัวหน้าลึกลับขององค์กรทหารรับจ้างหลานเฟิง คือชายที่สวมหน้ากากงิ้วที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขา!


    ทันใดนั้นลูกสมุนทั้งสี่ก็ไม่รอช้าที่จะคุกเข่าคำนับด้วยความหวาดกลัว “ทะ-ท่านอาจารย์ พวกเราผิดไปแล้ว”


    หานชิวหงเองก็รีบโค้งคำนับอย่างสุภาพด้วยเสียงหัวเราะแห้งๆ “ทะ-ท่านอาจารย์ ข้าขออภัยที่ไม่ได้สั่งสอนเจ้าพวกนี้ให้ดีพอ”


    จางหลินที่อยู่ภายใต้หน้ากากงิ้วก็หัวเราะเบาๆ “ไม่ต้องใส่ใจมากนัก เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะไม่รู้จักข้า เพราะข้าแทบจะไม่ได้มาเยี่ยมเยียนพวกเจ้าเลย…”


    จากนั้นเขาก็พูดกับหานชิวหงว่า “ข้าอยากไปที่ป่าอสูรร่ำไห้ เจ้านำทางข้าไปที่ทางเข้าได้หรือไม่?”


    หานชิวหงพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด “ข้ามีรถม้าอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล เชิญท่านอาจารย์ตามข้ามา”


    จางหลินพยักหน้าเบาๆอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินตามกลุ่มของหานชิวหงไปยังเส้นทางลับเส้นทางหนึ่งที่มีรถม้าถูกจอดเรียงรายกันอยู่


    โดยที่จางหลินไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่


    หยางเซี่ยกำลังซ่อนตัวอยู่ในอาคารร้างไม่ไกลจากที่ตั้งขององค์กรทหารรับจ้างหลานเฟิง ใบหน้าของมันสับสนเล็กน้อยเมื่อเมื่อมองไปยังแผ่นหลังของชายสวมหน้ากากงิ้ว “ชายผู้นั้นเป็นใครกันแน่?”


    หยางเซี่ยได้ติดตามการเคลื่อนไหวของรถม้าพ่อค้ามาตลอดทาง และหลังจากเห็นว่ารถม้าของพ่อค้ากลับไป มันก็ได้พยายามเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับตัวตนของบุคคลที่อยู่ในรถม้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น


    เพียงแต่ว่าคนขับรถม้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจางหลินเลย เขาถูกเรียกไปที่โรงเตี๊ยมหลังหนึ่งโดยบุคคลลึกลับเพื่อต้องการจ้างวานเช่ารถม้าของเขาเท่านั้น


    คนขับรถม้ารู้เพียงแค่ว่าชายผู้นั้นต้องการจะเดินทางมายังทิศใต้ และอีกฝ่ายได้ให้เงินจำนวนมากเป็นการตอบแทน


    หลังจากเรียบเรียงข้อมูลเข้าด้วยกัน หยางเซี่ยอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “เป็นไปได้ไม่ว่าประสาทสัมผัสของท่านเทียนเหยาที่สองผิดพลาด? หรือจะเป็นไปได้ไหมว่ากลิ่นอายของจางหลินเพียงแค่ติดอยู่ที่รถม้าคันนั้นเท่านั้น?”


    มันมีความมั่นใจกว่าแปดในสิบส่วน ว่าชายสวมหน้ากากงิ้วผู้นั้นไม่ใช่จางหลิน เพราะกลิ่นอายและรัศมีของทั้งสองแตกต่างกันอย่างลิบลับ


    ในขณะที่มันกำลังจะออกจากที่ซ่อนเพื่อสะกดรอยตามชายสวมหน้ากากงิ้วต่อไป กลับมีเสียงฝีเท้าม้าดังกระหึ่มมาแต่ไกล ทำให้มันมองย้อนกลับไปด้วยความสงสัย


    เส้นทางสัญจรที่เปล่าเปลี่ยว มีรถม้าเพียงแค่คันเดียวที่วิ่งตรงมา รถม้านั้นดูหรูหราแปลกตาผิดปกติ และดูเหมือนจะมีเพียงผู้ที่มีฐานะสูงส่งเท่านั้นที่จะใช้รถม้าประเภทนี้ได้


    ด้วยความตื่นตกใจ หยางเซี่ยรีบเข้าไปหลบอยู่ในอาคาร ก่อนจะชายตามองไปยังหลังม้า และพบว่าคนขับรถม้าคือชายชราผู้หนึ่งที่มีผมสีทองพริ้วไหวไปกับสายลม ซึ่งมันก็สามารถมองเห็นเงาของใครบางคนที่นั่งอยู่ในรถม้าได้อย่างเลือนลาง


    ขณะที่มันกำลังสังเกตลักษณะของชายชราผมสีทอง จู่ๆสายตาของมันก็สบเข้ากับเข็มกลัดที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมของชายชรา ใบหน้าของมันเปลี่ยนสีไปในทันที “ขะ-เข็มกลัดราชองครักษ์!”


    เมื่อลองสังเกตบุคลิกและรูปลักษณ์ของชายชราอย่างละเอียด หยางเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง “ขะ-เขาคือ…ดาบแห่งการพิพากษา! หยูเป่ยเทียน!”


    หยูเป่ยเทียนคือหนึ่งในสี่ราชองครักษ์ที่มีหน้าที่พิทักษ์และดูแลความปลอดภัยของอ๋องฉู่! และเขายังเป็นสมาชิกระดับสูงภายในกรมราชทัณฑ์ของแคว้น!


    หยูเป่ยเทียนมีอำนาจมากพอที่จะตัดสินความเป็นความตายของเหล่าขุนนางในราชสำนักได้ด้วยซ้ำ!


    แต่บุคคลระดับนั้นกลับมาปรากฏตัวที่เมืองหยางโจวอันห่างไกลเช่นนี้


    จู่ๆ หัวใจของหยางเซี่ยก็เต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ และนั่นเป็นการยืนยันสมมติฐานของมันได้ในทันทีว่ารถม้าคันนี้ต้องมาจากราชสำนักของแคว้นฉู่


    [เป็นไปได้ไหมว่าในรถม้าคันนั้นคือบุคคลสำคัญของแคว้น?]


    [แล้วเหตุใดบุคคลระดับนั้นจึงมาปรากฏตัวที่มุมมืดของเมืองหยางโจวอันห่างไกลนี้ได้?]


    [เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อสมบัติบางอย่าง?]


    จู่ๆสายตาที่เรียบเฉยของหยูเป่ยเทียนเหลือบมองไปที่อาคารร้าง 


    หากแต่เขาไม่พบอะไรที่ดูผิดสังเกต เขาจึงหันกลับไปกุมบังเหียนม้าต่อไป


    โดยหารู้ไม่ว่าด้านหลังอาคารรกร้างคือหยางเซี่ยที่กำลังหลบซ่อนตัวอย่างมิดชิด มันหอบหายใจอย่างหนักด้วยเหงื่อเย็นๆที่ไหลพราก “ใช่จริงๆ! รัศมีและกลิ่นอายเช่นนี้มีเพียงบุคคลในระดับนั้นเท่านั้นที่จะสามารถครอบครองได้!”


    มันใช้เวลาในการขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไล่ตามรถม้าของราชสำนักไปอย่างลับๆโดยไม่ให้ผิดสังเกต


    . . .


    ภายในรถม้าคือร่างของหยานฉู่ที่กำลังถือถ้วยชาและถามว่า “ลุงหยู อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงป่าอสูรร่ำไห้?”


    หยูเป่ยเทียนที่กำลังกุมบังเหียนม้าส่ายหน้าเบาๆ มือซ้ายของเขายังมีเข็มทิศโบราณที่กำลังกวัดแกว่งไปมาอย่างต่อเนื่อง “อีกไม่กี่ลี้ก็จะถึงที่หมายแล้ว เพียงแต่ว่าสัญญาณของเข็มทิศสวรรค์ยังไม่ได้ชี้ชัดว่ามีสมบัติสวรรค์ปรากฏขึ้นหรือไม่ ดูเหมือนว่าอาจจะต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะในการยืนยันให้แน่ใจ”


    หยานฉู่พยักหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไร การที่เราไปถึงที่นั่นก่อนอาจจะเป็นเรื่องดี เพราะข้าก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีคนอื่นๆนอกจากพวกเรารับรู้ถึงการมีอยู่ของสมบัติสวรรค์หรือไม่”


    รถม้าสีทองยังคงผ่านโรงเตี๊ยมไปทีละหลังที่มีกองกำลังของทหารรับจ้างหรือแม้แต่กองโจรวนเวียนอยู่ แต่ไม่มีทหารรับจ้างหรือโจรแม้แต่คนเดียวที่กล้าจะหยุดยั้งรถม้าสีทอง เพราะชายชราที่อยู่เบื้องหน้ารถม้าได้แผ่ซ่านจิตสังหารอันน่าสะพรึงออกมา นั่นทำให้ใครหลายๆคนไม่มีความคิดที่จะโลภทรัพย์สมบัติของพวกเขาแม้แต่คนเดียว