แชยองรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้านสักทีหลังจากนอนโรงพยาบาลมาเป็เวลาสองเดือน เมื่อกลับมาถึงบ้านเด็กสาวรีบขึ้นห้องเอาข้าวของไปเก็บให้เรียบร้อยเพื่อจะรีบออกไปหาซองซูดังที่ตั้งใจไว้ั้แ่วันแรกที่ฟื้นขึ้นมา ยังไม่ทันที่เด็กสาวจะเก็บของเสร็จเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น
“พ่อกับแม่ขอเขาไปคุยกับลูกหน่อยได้ไหม” เสียงของผู้เป็พ่อดังขึ้นหลังจากเคาะประตูห้องลูกสาว
“เข้ามาสิคะ ยังจัดของไม่เสร็จเลย ของเยอะมาก เยอะยังกับว่าหนูเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ยังไงยังงั้นเลย ว่าไหมคะ” เด็กสาวเปิดประตูให้พ่อกับแม่เข้ามา ส่วนตนก็บ่นเล่น ๆ ไปนิดหน่อยและก็หันหลังไปจัดของต่อ
สองสามีภรรยาเดินเข้าห้องลูกสาวมา ภรรยาเดินมานั่งปลายเตียง ส่วนสามีดึงเก้าอี้จากโต๊ะอ่านหนังสือของลูกสาวมานั่งตรงข้ามภรรยา
“แชยอง มานั่งตรงนี้สิ” แม่เอ่ยเรียกลูกสาวเสียงเรียบนิ่ง จนคนที่วุ่นจัดของหันมามองอย่างสงสัย
“มีอะไรกันคะ ทำไม่ทำหน้าตาดูจริงจังกันจังเลย คงไม่ได้จะบ่นหนูั้แ่วันแรกที่กลับบ้านหรอกใช่ไหมคะ” เด็กสาวพูดเล่นบ้างจริงบ้างเมื่อเห็นสีหน้าของพ่อและแม่ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ แม่ของตน
“เื่ซองซูน่ะ”
“หนูว่าจะถามพ่อกับแม่เื่ซองซูอยู่เหมือนกันค่ะ คิดว่าจะถามตอนจัดของเสร็จ ตกลงแล้วเขาย้ายไปอยู่ที่ไหนคะ หนูขอที่อยู่หน่อยได้ไหม” เด็กสาวรีบถามสวนผู้เป็แม่ขึ้นทันที คำตอบที่เด็กสาวได้รับคือการส่ายหน้าไปมาช้า ๆ ของพ่อและแม่
“ไม่มีใครรู้ว่าซองซูกับคุณย่าย้ายไปอยู่ที่ไหน” ผู้เป็พ่อพูดพลางจับมือภรรยาไว้เพื่อส่งสัญญาณว่าเขาจะเป็คนบอกลูกสาวเอง
“หมายความว่ายังไงคะ ไม่มีใครรู้ พ่อกับแม่กำลังแกล้งอำหนูอยู่รึเปล่าเนี่ย น่าสงสัยจัง” ลูกสาวทำท่าทางไม่เชื่อคำที่พ่อบอก
“ทั้งสองคนย้ายไปจากเกาะั้แ่เดือนที่แล้ว ่นั้นลูกยังนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาล พ่อขอโทษนะที่เพิ่งมาบอกเอาป่านนี้ พ่อกลัวว่าความจริงมันจะทำให้ลูกอาการทรุดลงหลังจากเพิ่งฟื้น พ่อผิดเองที่เอาแต่ผลัดวันมาเรื่อย ๆแบบนี้ ทั้งหมดนี้มันเป็ความผิดของพ่อเอง” ผู้เป็พ่อบอกเล่าเื่ราวพร้อมกับความรู้สึกผิดที่ฉายอยู่ในแววตา
“ไม่จริงใช่ไหมคะ” เด็กสาวหันไปมองหน้าผู้เป็แม่ที่พยักหน้าบอกว่าทั้งหมดคือเื่จริง
ในใจของแชยองเริ่มกลัวว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็เื่จริง นั้นหมายความว่าเธอจะไม่ได้เห็นหน้าของซองซูอีกแล้วอย่างงั้นเหรอ เธอยังไม่ได้เห็นกับตาเลยว่าเขาหายดีหรือยัง
เด็กหญิงยังไม่ยอมปักใจเชื่อพ่อกับแม่ ร่างที่เริ่มสั่นเพราะความกลัวในจิตใจรีบลุกขึ้นคว้าโทรศัพท์มือถือจากหัวเตียงและวิ่งหายออกจากห้องไป
“เดี๋ยว แชยองลูกจะไปไหน” อิลแจรีบลุกตามลูกสาวและพยายามจะวิ่งตาม แต่ก็ถูกสามีรั้งไว้
“ปล่อยลูกไปเถอะ แกคง้าพิสูจน์ความจริง เดี๋ยวแกจะยอมรับมันเอง”
แชยองรีบวิ่งออกมาที่ถนนใหญ่และขึ้นบัสประจำทางเพื่อไปยังโรงเรียน ในมือเธอกดโทรหา ‘คังซู’ และ ‘จองวอน’ สลับไปมาอยู่หลายครั้ง แต่ไม่มีทีท่าว่าเพื่อนทั้งสองคนจะรับสายเธอเลย แชยองเปลี่ยนเป็ส่งข้อความในแชทกลุ่มแทน
‘ทั้งสองคนจะทำแบบนี้จริง ๆ ใช่ไหม จะไม่รับสายกันเลยรึไง’
‘ขอร้องล่ะ ช่วยตอบหน่อย’
‘นี่มันเื่อะไรกัน ทำไมทุกคนถึงทำตัวแปลก ๆ’
‘ซองซูกลับมาเรียนรึยัง’
‘ขอร้องละ บอกความจริงฉันมาเถอะ’
ไร้ข้อความตอบกลับจากคังซูและจองวอน แชยองเริ่มกลัวว่าสิ่งที่เธอได้ยินมาจะเป็ความจริงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรถจอดหน้าโรงเรียนแชยองรีบวิ่งตรงไปยังห้องเรียน
ปัง ~ คนรีบร้อนเปิดประตูห้องเรียนเสียงดัง
“แชยอง” เสียงของคังซูที่นั่งโต๊ะติดกับประตูเรียกคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา แต่แชยองกลับไม่ได้สนใจเสียงของเพื่อนสนิทเลย สายตาของเธอกวาดไปทั่วห้อง
ไม่มี เขาไม่อยู่ที่นี่
เธอหาซองซูไม่เจอ ตอนนี้ทั้งห้องมีเพียงโต๊ะสามตัวที่ว่างเปล่าอยู่ โต๊ะของซองซู นาบี และโต๊ะของเธอเอง เมื่อเห็นเช่นนั้นเด็กสาวตัดสินใจวิ่งไปหาคนที่เธอคิดว่าคงจะมีข้อมูลติดต่อนักเรียนทุกคน
‘ห้องพักครูประจำชั้น’
“เอ้า แชยอง ออกจากโรงพยาบาลั้แ่เมื่อไหร่” คุณครูสาวที่กำลังจะเดินเข้าห้องเอ่ยถามนักเรียนของตนที่กำลังวิ่งตรงมาหาเธอ
“ครูคะ ครูต้องรู้ที่อยู่ของซองซูแน่ ๆ เขาย้ายไปอยู่ที่ไหนกันแน่คะ แล้วเขาจะกลับมาเรียนเมื่อไหร่คะ” เด็กสาวถามคุณครูประชั้นด้วยท่าทางร้อนรนและจริงจัง แม้ตัวเองจะยังหอบเหนื่อยก็ตาม
“ครูว่าเราเข้ามาคุยกันข้างในดีกว่านะ” คุณครูพูดพลางเปิดประตูห้องเชื้อเชิญลูกศิษย์ให้ตามเธอเข้ามา
“นั่งก่อนสิ ดูจากท่าทางเธอแล้ว ครูก็พอเดาได้ว่าเธอคงรู้จะเื่ของซองซูมาบ้างแล้วสินะ” คุณครูกล่าวกับลูกศิษย์ที่นั่งเผชิญหน้ากัน
ครูสาวก้มลงหาของในลิ้นชักโต๊ะทำงานตัวเอง ก่อนจะหยิบเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมาและวางมันลงตรงหน้าแชยอง ‘เอกสารเข้าร่วมโครงการวิจัย (สถาบัน XXX) ’ แชยองกวาดสายตาดูเอกสารตรงหน้าเธอก็ต้องสะดุดตากับชื่อผู้เข้าร่วมโครงการ ‘คิมซองซู’ ‘อึนนาบี’
“นี่มันเื่อะไรกันแน่คะ หนูงงไปหมดแล้ว”
“ทั้งสองคน หมายถึง ซองซูกับนาบีน่ะ พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการวิจัยของสถาบัน XXX ตามสัญญาที่เธอเห็น สถาบันวิจัยให้ความสนใจกับเื่ของสองคนนี้มาก เมื่อรู้ว่าพลังงานไฟฟ้าในตัวซองซูสามารถทำให้หัวใจของนาบีกลับมาทำงานปกติได้ใน่ระยะเวลาหนึ่งโดยไม่มีผลข้างเคียงตามมา ซึ่งการผ่าตัดแต่ละครั้งของนาบียังไม่เกิดประสิทธิภาพดีเท่าวิธีนี้มาก่อน ทางทีมวิจัยอยากศึกษาเื่นี้ต่อ” ครูสาวหยุดพูดไปสักพักและสบตากับคนตรงหน้าที่ดูตั้งใจฟังเื่ที่เธอกำลังจะบอก
“และทั้งสองยินดีให้ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของตัวเอง นาบีเองก็จะได้ค้นหาวิธีรักษาโรคประจำตัว ส่วนซองซูเขาไม่ยอมบอกเหตุผลจริง ๆ ที่ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการวิจัยครั้งนี้กับครู เขาแค่บอกว่าถ้าทุกอย่างเป็ไปตามที่เขาคิดก็คุ้มค่าที่จะเข้าร่วมโครงการ ครูเองก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่ครูอยากให้หนูรู้ไว้อย่างหนึ่งนะแชยอง”
“ ”
“ว่าทั้งหมดมันคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจด้วยความเต็มใจ อย่าคิดว่าเป็ความผิดของตัวเองไม่ว่าจะเื่อะไรก็ตามที่ตอนนี้หนูกำลังคิดอยู่เข้าใจไหม”
คุณครูบอกเด็กหญิงตรงหน้าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แท้จริงแล้วคำปลอบใจเหล่านี้ของคุณครูได้ถูกส่งผ่านมาจากเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายที่มารับรู้เื่ราวหลังจากฟื้นขึ้นมาแล้วคิดว่าเป็ความผิดของเธอที่ทำให้เขาเลือกจากไปแบบนี้
“ถ้าอย่างนั้น สถาบันวิจัยนี้อยู่ที่ไหนคะ”
“จริง ๆ แล้วเท่าที่ครูทราบคือเขามีที่ตั้งอยู่ในหลายประเทศ แต่พวกเขาไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลที่อยู่ได้ งานวิจัยนี้ยังเป็ความลับอยู่น่ะ”
“แล้วครูก็ปล่อยในให้เด็กในความดูแลไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้อย่างงี้เหรอคะ”
“ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายเขายินยอม ครูก็ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ”
“แล้วการวิจัยบ้านี่มันจะจบเมื่อไหร่คะ เมื่อไหร่ซองซูเขาจะกลับมา”
“ไม่มีใครทราบเื่นั้นเลยจ้ะ ทั้งสองครอบครัวยินยอมให้ปกปิดข้อมูลที่เกี่ยวกับการวิจัย คนนอกอย่างเราไม่สามารถรู้รายละเอียดเชิงลึกได้เลย”
คำอธิบายของคุณครูสร้างความรู้สึกว่างเปล่าในจิตใจของเด็กสาว เธอไม่สามารถรู้อะไรได้เลย ไม่รู้ว่าเขาเป็ยังไงบ้างตอนนี้ ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนกับใคร จะสบายดีไหม เธอนึกไม่ออกเลยว่าตอนนี้อีกฝ่ายจะเป็ยังไง ทุกอย่างมันว่างเปล่าไม่มีคำตอบให้เธอเลย
“ก่อนไปซองซูเขาเป็ยังไงบ้างคะ เขาหายดีรึยัง” น้ำเสียงของลูกศิษย์เริ่มดูเรียบเฉยลงพร้อมกลับใบหน้าที่ดูสิ้นหวัง
“หายเป็ปกติแล้วจ้ะ เธอไม่ต้องเป็ห่วงเื่นั้นหรอกเขาไม่ได้รับาเ็มากหนัก”
“ขอบคุณค่ะครู ขอโทษที่มารบกวนเวลาพักนะคะ” เด็กสาวตรงหน้าลุกขึ้นก่อนจะโค้งให้คุณครูเล็กน้อยแทนคำขอบคุณ และเดินหันหลังออกจากห้องไป ครูสาวเห็นแววตาที่ดูว่างเปล่าของลูกศิษย์ที่เดินจากไปทำให้เธอเองก็พลอยรู้สึกเศร้าตามไปด้วย
“แชยอง” เสียงคังซูเรียกเพื่อนสนิทที่เดินออกมาจากห้องครูประจำชั้น เธอได้ยินสิ่งที่เพื่อนและคุณครูพูดกันในห้องทุกอย่างและรับรู้ว่าเพื่อนสนิทของเธอตอนนี้คงจะใและใจสลายกับสิ่งที่รับรู้อย่างแน่นอน
“พวกนายรู้ทุกอย่าง แต่ก็ไม่ยอมบอกฉันสักคำ” แชยองจ้องมองเพื่อนชายที่ตอนนี้ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้านิ่งเฉย น้ำใส ๆ ที่พยายามกลั้นไว้เริ่มรินไหลออกจากสองตา
“คุณลุงกับคุณน้าห้ามเราไว้ พวกท่านบอกว่าจะเป็คนบอกเื่นี้กับเธอเอง ความจริงแล้วพวกเราเองก็ไม่รู้จะบอกเธอยังไงเหมือนกัน เพราะรู้ว่าเธอจะเป็แบบนี้ไง” เด็กหนุ่มตรงหน้าพูดกับแชยองน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหนักใจ ก่อนจะพยายามเอาเอื้อมมือออกมาเพื่อหวังจะเช็ดน้ำตาให้คนตรงหน้า แต่เขาต้องฝืนดึงมือกลับ
ไม่มีคำพูดออกจากปากแชยอง เธอได้แต่พยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ กับตัวเองและเดินออกไปจากวงสนทนาด้วยใบหน้านิ่งเรียบ
“เดี๋ยว เธอจะไปไหน” คังซูถาม พร้อมกับรั้งแขนเพื่อนสนิทไว้
“ขอเวลาให้ฉันสักพักนะ” แชยองขยับแขนออกจากมือของคังซูช้า ๆ และเดินจากไปราวกับร่างที่ไร้ิญญา ทิ้งคนข้างหลังมองตามด้วยสายตาที่เป็ห่วง
เด็กสาวพาตัวเองเดินมาเรื่อย ๆ ไร้ซึ่งจุดหมาย ปล่อยให้ความคิดต่าง ๆ ไหลผ่านเข้ามาในสมอง จนกระทั้งขณะนี้เบื้องหน้าของเธอคือท้องทะเลสีฟ้าครามอันกว้างใหญ่สุดสายตา คลื่นลมแรงที่พัดเข้ามาปะทะร่างของเธอมันช่างทำให้รู้สึกอ่อนไหวและอ่อนแอขึ้นมาอย่างง่ายดาย ความรู้สึกโดดเดี่ยวเกาะกุมหัวใจเธอ ราวกับว่าตอนนี้ได้เหลือเพียงแค่เธอคนเดียวแล้ว ในเส้นทางที่เธอเคยวาดฝันว่าจะเดินไปพร้อม ๆ กับคน ๆ นั้น
ไม่มีอีกแล้วเด็กชายที่ทำให้เธออบอุ่นทุกครั้งที่เธอเจอปัญหา ไม่มีคนที่จะคอยจับมือและยิ้มให้เธอตอนที่เธอโกรธ คนที่เธอให้เป็เป้าหมายในชีวิต คนที่เธอใฝ่ฝันว่าจะหาทางใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันตลอดไป ตอนนี้เขาหนีเธอไปแล้ว เ้าของโต๊ะเรียนริมหน้าต่างที่เธอเคยนั่งแอบมองไม่มีอีกต่อไป เธอจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว
ร่างบางทิ้งตัวลงกับพื้นทรายพร้อมกับใช้แขนทั้งสองข้างกอดเข่าตัวเองไว้แน่น ก่อนจะก้มหน้าลงร้องไห้กับตัวเอง เธอไม่สามารถที่จะอดกลั้นความเสียใจและน้ำตาที่มีไว้ได้อีกต่อไป ในอกซ้ายของแชยองมันเกิดความรู้สึกปวดหน่วง เธอรู้สึกถึงความเ็ปที่วัดค่าไม่ได้มันถาถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ภาพแห่งความทรงจำที่ก่อให้เกิดเป็ความผูกพันธ์ระหว่างเด็กสองคน ระยะเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน เื่ราวทั้งดีและร้ายที่ผ่านมาด้วยกัน สิ่งเ่าั้ย้อนกลับมาทำร้ายเธออย่างสาหัสในวันนี้ เด็กสาวปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ไปกับความทรงจำอยู่อย่างนั้นอย่างห้ามไม่ได้
หลายความคิดโผล่เข้ามาในหัวของแชยอง นี่เหรอคือรางวัลตอบแทนความเชื่อใจของเธอ เขาตัดสินใจไปโดยไม่บอกอะไรเธอสักคำได้ยังไงกัน เขาไม่ให้โอกาสเธอแม้แต่จะได้มองหน้าเขาก่อนไปเลยสักครั้ง ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายกับเธอขนาดนี้
เพียงไม่นานเด็กสาวก็เปลี่ยนจากความรู้สึกโกรธเป็เสียดาย ตัวเธอไม่เคยได้บอกเขาเลยสักครั้งว่าเธอรักเขาแค่ไหน ที่ผ่านมาแชยองคิดว่าเธอและซองซูมีความรู้สึกที่เหมือนกัน ถึงไม่เคยบอกอีกฝ่ายแต่ทั้งคู่ก็รับรู้ถึงความรู้สึกนั้นดี เธอจึงไม่เคยพูดอะไรให้ชัดเจน กระทั้งตอนนี้เธอคงไม่มีโอกาสได้พูดคำนั้นอีกแล้ว ไม่มีทางที่เธอจะสามารถส่งคำนี้ไปถึงอีกฝ่ายได้เลยด้วย
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เด็กสาวใช้มือของตัวเองปาดน้ำตาที่แก้มออกไป แต่ก็เหมือนจะไม่มีประโยชน์เพราะมันยังคงไหลออกมาไม่ยอมหยุด เธอไม่สามารถควบคุมมันได้เลยเหมือนกับที่ไม่สามารถความคุมความรู้สึกที่เ็ปของตัวเองในตอนนี้
จากตะวันส่องสว่างจนกระทั่งตอนนี้ใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที คนหัวใจสลายยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ในใจยังคงคิดถึงแต่เื่ของคนที่จากไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“มาอยู่ตรงนี้นี่เอง ฉันตามหาเธอตั้งนาน” เสียงของจองวอนดังมาจากด้านหลังของแชยอง คนที่นั่งอยู่รีบใช้มือทั้งสองข้างเช็ดน้ำตาอีกครั้ง ก่อนจะรีบลุกเดินหนีคนที่มาตามหาเธอ
“อย่าตามมา ฉันอยากอยู่คนเดียว” ดูเหมือนว่าคำพูดขอเธอจะไม่สามารถบังคับให้อีกฝ่ายทำตามได้ น้ำตาของเด็กสาวยังคงไหลออกมาเหมือนเดิม เธอจึงรีบสาวเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
แชยองไม่้าให้เพื่อนชายมาเห็นเธอในสภาพนี้เพราะเธอรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายที่มีต่อเธอมาตลอด แต่เธอไม่เคยคิดเช่นเดียวกันทั้งสองเลือกที่จะเป็แค่เพื่อนที่ดีต่อกัน เธอคิดว่าการที่จองวอนต้องมาเห็นเธอเสียใจเพราะคนอื่นอย่างนี้คงทำให้ตัวเขาเองเสียใจไปด้วย เธอไม่้าทำร้ายความรู้สึกใครทั้งนั้น
“นายจะทำอะไร ปล่อยนะ บอกให้ปล่อยไง” ร่างของแชยองถูกดึงให้หันกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของคนที่ตามมาติด ๆ เด็กสาวพยายามขัดขืนและดันตัวออกจากอ้อมแขนแข็งแรงคนตรงหน้า แต่กลับยิ่งถูกรัดแน่นขึ้นทุกทีที่เธอออกแรงขยับตัว
“ฉันจะไม่มอง จะไม่เล่าเื่นี้ให้ใครฟังด้วย ฉันรู้ว่าเธอกลัวว่าฉันจะเสียใจ แต่ขอร้องละช่วยเลิกคิดแทนฉันสักที การที่จะมายืนอยู่ตรงนี้หรือไม่มา ทั้งหมดมันเป็การตัดสินใจของฉัน ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันเลือกที่จะเป็เพื่อนเธอ เพื่อที่จะยังได้ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอต่อไป” เด็กชายร่างสูงหยุดพูดและถอนหายใจ ตอนนี้คนในอ้อมแขนของเขาเริ่มหยุดดิ้นและเอาแต่สะอื้นอยู่ที่อกของเขา
“แค่ได้เป็คนที่เธอคอยมาซ่อนตัวตอนรู้สึกอ่อนแอหรือเสียใจแค่นั้นก็มากพอสำหรับฉันแล้ว” เด็กชายพูดไปพร้อมกับใช้มือลูบผมปลอบใจคนในอ้อมกอดเบา ๆ
สำหรับจองวอนแล้วเขาหมายความแบบที่พูดออกไปจริง ๆ เพราะเขารู้ตัวดีว่าในใจของเเชยองไม่มีที่สำหรับเขาเลย เหมือนกับใจของเขาเองก็ไม่เหลือพื้นที่ให้ใครเช่นกันนอกจากเธอ คนในอ้อมกอดของเขาตอนนี้
หลังจากที่ปล่อยให้ร่างบางในอ้อมแขนร้องไห้จนเสื้อเขาเปียกไปเกือบจะครึ่งตัว จองวอนก็ดึงร่างในอ้อมกอดออกช้า ๆ มือทั้งสองข้างของเขายกขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่แก้มของคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ก่อนอีกฝ่ายจะถอยหลังห่างออกไปและใช้มือของตัวเองเช็ดน้ำตาซ้ำอีกครั้ง
“ตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว กลับกันเถอะ ป่านนี้พ่อกับแม่เธอคงเป็ห่วงแย่แล้ว เดี๋ยวฉันไปส่งเอง”
“ฉันกลับเองได้ นายกลับไปเถอะ นายกลับดึกจองอาจะอยู่กับใคร”
“ไม่ต้องห่วงยัยนั้นหรอก ไม่มีใครกล้าเข้าไปทำอะไรยัยเด็กแบบนั้นแน่ ไปเถอะอย่าดื้อ” พูดเสร็จเด็กหนุ่มก็เดินนำเพื่อนไปที่จักรยานของตนที่จอดอยู่ริมถนน
เมื่อแชยองนั่งลงตรงที่นั่งซ้อนท้าย จองวอนก็เอื้อมมือไปจับมือทั้งสองข้างของแชยองขึ้นมาโอบเอวตัวเองไว้ ก่อนอีกฝ่ายจะมีท่าทางพยายามจะดึงมือกลับ
“จับไว้ให้แน่นเถอะ ฉันจะปั่นแบบเร็วที่สุด ฉันเองก็อยากกลับบ้านเหมือนกันนะ อีกอย่างตัวเธอแค่นี้ลมพัดปลิวไปฉันจะบอกพ่อกับแม่เธอยังไง”
“ฉันไม่ใช่เด็กตัวเล็ก ๆ แล้วนะ” พูดไม่ทันขาดคำเด็กหนุ่มก็รีบออกเดินทางทันที คนซ้อนท้ายที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับต้องรีบคว้าเสื้อเขาไว้แน่น ทำเอาคนข้างหน้าเผลอหลุดยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“รีบเข้าบ้านซะ ป่านนี้พ่อกับแม่เธอคงร้อนใจแล้ว ลูกสาวคนสวยหายไปจากบ้านหลายชั่วโมง” แชยองได้แต่ส่ายหน้าและยิ้มบาง ๆ ให้กับเพื่อนชาย
“ขอบใจนะที่มาส่ง นายกลับไปได้แล้ว”
“ไม่เอา เธอเข้าไปก่อน” เมื่ออีกฝ่ายยืนยันว่าจะไม่ยอมกลับ แชยองจึงต้องยอมเป็ผ่ายเข้าบ้านไปก่อน เธอหันกลับโบกมือลาเพื่อนเล็กน้อยและเดินหันหลังเข้าบ้านไป เมื่อประตูบ้านถูกปิดลงเด็กชายถึงยอมปั่นจักรยานกลับบ้านของตน