เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 34 หมายแก้

         เป็นใครที่เคยเห็น ว่าองค์เลอสรวงเคยวางตนเช่นไร


    คงจะทำใจยากกับตอนนี้ ในพิธีปัดเป่าภัยพิบัติแล้งแค้น


    ผู้นำสูงสุดต้องเข้าร่วม อชาตะถูกขอร้องผ่านมังคลาพราหมณ์ซึ่งรับผิดชอบงาน


    ให้เสด็จเบิกฤกษ์งามยามดี กล่าวบนบานต่อพระพิรุณเบื้องบน ประทานฝนชโลมแผ่นดิน


    ช่วยให้พืชพรรณธัญญาหาร เจริญเติบโตเพียงพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมวลประชาชน


    งานจัดภายในร่มเงาเคหสถาน อชาตะจึงไร้กังวลยอมรับปาก


    หากแต่ยังมีอาการผิดปกตินุ่งห่มเครื่องทรงหลายชั้น ทั้งที่อากาศร้อนของอสูร 


    ท่าทางเลิ่กลั่กที่จำต้องมาสรรเสริญ อวยยศต่อเทวดา


    เหมือนฝืนทนทำให้ผ่าน ๆ จึงถูกตัดสินจากสายตาบรรดารอบ ๆ


    ที่แอบพูดถึงยามพ้นลับตา ไม่เว้นแม้แต่คณะพราหมณ์พรต


    ยังเอามาวิจารณ์ภายในคณะ ตรงจริยวัตรขาดปราณีต ไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์


         “มีแนวเว้าพื้น ลักษณะวาจา ความประพฤติองค์พ่อหลวง เบิ่งแล้วบ่คือ”


    ไม่เคยเกิดขึ้นกับจริยวัตรที่ทรงทำ เลอสรวงพิถีพิถันในขนบประเพณี


    ต่างกับงานมงคลคราวนี้ แค่จุดธูป เทียน ตรัสสั้น ๆ ในนามราชาเทวาธิราช


    เพียงไม่กี่ถ้อยคำก็ปักธูป รีบผละจากบริเวณนั้น


    มอบให้ปุโรหิตมังคลาทำต่อทอด โปรยข้าวสารหว่านกลีบดอกไม้


    ช่างย้อนแย้งเหลือเกิน ปวงผู้พบเห็นนำมาเล่าสู่กันฟังในเชิงติเตือน


    ลำพังประการนี้ไม่เท่าไร หากแต่ตรงจำนวนศพที่ถูกนำออกมาจากห้องบรรทม


    ล้วนต่างหวั่นสักวันจะเป็นตัวเอง จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้


    มีที่ไหวทัน ตีตนออกห่างวางท่าป่วยการเมือง


    ขนาดพระยารณชัยยังโดนข้อหา อนาคตถูกตัดหนทางสร้างสมอิทธิพล


    แล้วบรรดาข้าบาทซึ่งศักดินาต่ำต้อย มีหรือจะไม่พลอยฟ้าพลอยฝนไปกับเขาด้วย


    ราชธานีกระส่ำกระส่าย พอมังคลามาบริหารถึงรู้ว่าลำบากใจ


    ไหนอสูรที่ต้องคอยบอกบทหน้าที่ เนื่องเอาแค่เสพสังวาสและสูบเลือด


    งานอย่างอื่นไม่ได้สนใจให้ความสำคัญ วัน ๆ มุดแต่ใต้ผ้าห่มบ่นหนาวตลอด


    เสวยถึงอำนาจที่ได้ครอบครองร่วมกับอสูรอชาตะ เพียงไม่นานมังคลาก็เกิดเบื่อหน่าย


    ตรงข้ามกับฝ่ายซึ่งเอาหลักธรรมะ มาปราบสิ่งอัปมงคล


    เพื่อดลให้โทษกรรมเบาบาง ผลบาปจากองค์เลอสรวงบัญชาเข่นฆ่าเด็กชาย 


    คืนสนองในรูปของการเหมือนตายทั้งเป็น แม้แต่ร่างกายตนก็ไม่สามารถสั่งได้


    ส่วนจิตใจติดในห้วงวังวน กึ่งมีบางอย่างกักขังหน่วงเหนี่ยว


    จวบจนค้นเจอแนวใช้ปัญญาหมายแก้ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังประจันหน้า


    โดยท้าวเทศกับรจนาลูกสาว คบคิดตีโจทย์จากตำราแล้วนำมาถ่ายทอด


    สู่นางคำปงและบักลายสือ สองแม่ลูกบุคคลอันต้องปฏิบัติธรรมสำหรับงานนี้


    แสงแห่งบุญญาส่องกระทบจิตที่ถูกสะกด เรียกให้บิดาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง


    จากบุตรนั่งสมาธิอุทิศส่วนกุศล ด้านคำปงหรือองค์หญิงคาระปง 


    นางอภัยด้วยการแผ่เมตตา ลดทิฐิลบมวลคำสัญญายึดติด


    ก่อผลกระทบกับอสูรที่สิงสู่ร่างองค์ราชา อชาตะแทบทนไม่ไหว


    ในยามค่ำคืนทุรนทุราย หมดอารมณ์สุนทรีย์ทางกาม


    ส่วนโลหิตที่ดื่มไม่ได้ช่วยนัก ระยะหลัง ๆ อสูรสังเกตตัวเองล้าพลัง


    ทั้งหมดมาจากอิทธิฤทธิ์วิปัสสนา เอกอุศาสดาประทานโปรดสัตว์ทั่วชั้นภพภูมิ


    ...“ต้องมีอีหยังเฮ็ดกู!”


    อชาตะผุดพูดทักขึ้น อันรู้สึกมีลางสังหรณ์ก่อกวน


    ยิ่งโมโหหนักเข้าไปใหญ่ เมื่อจามรเทวีอาศัยการแพ้ท้องบังหน้า


    ขอแยกสถานที่ พระนางหาโอกาสหลบเลี่ยง เกี่ยงงานในสถานะมเหสี


    ข้อคิดอีกทีก็พออนุโลมได้ อย่างไรเลือดเนื้อเชื้อไขตน


    ต้องถนอมฟูมฟักครรภ์ซึ่งกำลังมีทายาทตัวอ่อน


    ไม่สบายครั่นเนื้อครั่นตัว พอขยับจะลุกจะยืนวินเวียนหัว เหมือนกับว่าอสูรตั้งครรภ์ซะเอง


    เลยเปรยกับมังคลา ขณะอยู่ลำพังกันในสถานที่


         “ท่านคึดจังซี่เบาะ”


    ที่มาที่ไปของอสูรกายลี้ลับเกินขุดหา ตำราคัมภีร์สิ่งเหนือบรรยาย


    อุบัติการณ์ข้อนี้ ที่มังคลาจึงให้ความเกรงขามอยู่บ้าง


    แม้จะหงุดหงิดในบางที ซึ่งหลายครั้งอชาตะไม่ได้ดั่งใจ 


    ด้วยพื้นฐานอุปนิสัยทะเยอทะยาน อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามคาดหวัง


    เลยพาลระอาความขุนไม่ขึ้น อุตส่าห์พากันมาถึงขั้นนี้แล้ว


    กฎข้อต้องอาศัยผลประโยชน์ร่วมกัน จึงทนนิ่งฟังในสิ่งที่อสูรเล่า 


    ทางมังคลายังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี เนื่องนึกว่าไม่มีอะไร


    ส่งผลต่ออมนุษย์กึ่งสัมภเวสี จำพวกปีศาจดูดเลือดซึ่งผุดมาจากอเวจี


    นอกจากจุดอ่อน สัมผัสเจอดวงสุรีย์ต้องดับสิ้น เปลวรังสีสามารถแผดเผาเป็นจุน


    ประการติดในคัมภีร์เพราะโดนลงโทษซ้ำซาก คำประกาศิตของท้าวกุเวส 


    ที่ให้โอกาสแล้วยังไม่ปรับปรุงตน กรณีขั้นหนังสือถูกโยนตกลงมาสู่พื้นพิภพ


    แต่ทว่าแดนมนุษย์อยู่ภายใต้การปกป้อง ดูแลขององค์อินทร์*ท้าวสักกะ


    จึงเสกสร้างปราการด่านป้องกันไว้ในธรรมชาติสำหรับดักจับ 


    มวลสารประเภทเชื้อโรคจะถูกฆ่า รวมทั้งเจตภูตที่มาไม่ดี มักโดนตัดทอนพิษสง


    เรื่องเช่นนี้มังคลารู้ตั้งแต่แรก ดูออกอชาตะกลัวแดดที่สุด


    มังคลาจึงซ่อนเล่มคัมภีร์ไว้ในกล่องหีบ เก็บไว้อย่างดี


    เมื่ออสูรพ้นคำสาป จำเป็นอยู่แต่ภายในบริเวณจำกัด


         “มีผู้ใส่ของกู อีหลี”


    อชาตะออกปากเล่าถึงตนเองคล้ายโดนคุณไสย


        “บักรณชัยคัก ๆ”


    ถ้อยคำชี้ระบุของมังคลา เดาว่าคงเพราะเจ็บใจ


    ตรงตนเปลี่ยนมาอยู่ใกล้องค์เหนือหัว สาเหตุบดบังอนาคตตัดหนทางรุ่งโรจน์


    แต่มันใช่ที่ไหนจะต้องทำของใส่ แทนที่จะเป็นตัวมังคลามากกว่า


    ซึ่งสืบแน่ชัดเจนคือศัตรูคู่แข่ง ที่สมควรรับการเอาคืน


    ไฉนไปลงที่พ่อหลวง มังคลาพยายามนึกหาคำตอบ


         “รึ ไผว่ะ”


    ประโยคสุ่มหากลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ในช่วงขณะนี้


         “เอ้ สิแม่นบ้อ”พลางนึกถึงท้าวเทศ ยังปักใจในพฤติกรรม


    ซึ่งเป็นผู้นำเอาทายาทราชาเข้ามา จุดประสงค์จะเปิดตัวต่อสาธารณะ


    ท้ายแล้วตนใช้ไหวพริบ โดยให้อสูรที่อยู่ในร่างองค์เลอสรวงปัดปฏิเสธไป


    ทั้งกำชับใส่ ไม่ให้บุคคลใดเอาเยี่ยงอย่างเพราะถือเป็นเรื่องมดเท็จแอบอ้าง


         “พวกมัน บ่ขี้กาก”


    เห็นแววครุ่นคิด อชาตะพูดบ้าง“โตกู ฮู้ว่าบ่เป็นตาอยู่”


    เอ่ยสาธยาย ประมาณกระแสแทรกทำให้หนาวยะเยือกถึงข้างใน


         “เอาหละ อย่าฟ้าวฮนหลาย สินำหาจนพ้อ”


    รับฟังคำสารภาพของอสูร ที่ครั่นคร้ามในฤทธิ์เดช 


    ทางมังคลาอาสาหาสิ่งก่อกระทบให้พบเจอ 


    พอถึงเวลาต้องช่วยกัน อันพรตพราหมณ์ซึ่งพึ่งอสูรเพื่อยืนบนจุดสูงสุด


    แม้นจะทุลักทุเล ต่างตระหนักลากพยุง ในเมื่อมีชะตาเกี่ยวข้อง


    ...ว่าจะไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต สำหรับปราบพวกขัดขวาง


    กลับออกมาจากวังหลวง มังคลามุ่งนั่ง*ทางใน 


    อาศัยฝึกหัดต่อจากบิดา กฤษณะพราหมณ์ผู้เคร่งครัด ขจัดจิตที่แฝงกิเลส


    ซึ่งต่างกับบุตรแสวงครองราชย์ มวลมายาล่อใจ


    นำวิชาธรรม มาใช้ในทางผิด ๆ ด้วยคิดสร้างสมอำนาจ


    ตรวจตราหาสิ่งอันสร้างความหวาดหวั่นแก่อสูร


         “บ่ะ! เป็นแนวนี่เอง”


    หมายมโนนิมิตรเชื่อมโยง ผุดภาพระยะห้วงภาวนา


         “กูกับมึง คึสิดีกันบ่ได่ บักเทศลูกผสม”


    ถอนกระแสจิต มังคลาเปรยก่นด่ารากเหง้าผสานสองเผ่าพันธุ์


    ระหว่าง*ไทเบิ้ง กับ*ไทลาว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อท้าวเทศ


    เมื่อพอทราบแหล่งของมวลพลังคลื่นมหาศาล 


    สายธารมหัศจรรย์ถูกปล่อยมาจากแถวคุ้มหลังวัง บริเวณที่ปรากฏแสงเรืองรอง


    จึงสบประมาทไว้ จะได้กำราบยังถิ่นเรือนชาน


    ...กล่าวถึงจามรเทวี ประการไม่รู้ว่าวิญญาณที่อยู่ในครรภ์คือลูกอสูร


    ทุกวันพระนางจะต้องกินของดิบ เพื่อลดอาการอ่อนล้า อาเจียน


    เนื้อสด ๆ ใส่เลือดแดง ๆ สำรับกับข้าวล้วนชวนคลื่นไส้


    อีปุนข้ารับใช้ ถึงกับเบือนหน้าหนียามนายมัน


    จกข้าวเหนียวเคี้ยวกับลาบที่ปรุงไม่สุก รสคาวคละคลุ้งถูกกลบด้วยเหล้าฉุน


         “เหมิดซัมนี่เบาะ? อีปุน”


    จามรเทวีเรียกหาสุรามาดับกลิ่น มวลอาหารที่กินเข้าไป


         “แม่หยัวเพคะ บ่ดีปานได๋กับเด็กน้อยในท้อง”


    ถือเป็นบ่าวประจำกาย มันจึงเอ่ยพูดในสิ่งควรห้าม


    หากมองในแง่ดี ครั้งนี้พระนางสมใจแล้วที่ตั้งครรภ์ 


    เพราะอย่างน้อยพอรับประกันอนาคตได้ ถ้าคลอดออกมาเป็นชาย


    แรกรับสภาพไม่ได้ เจ็บซ้ำกับความคาดหมายมีต่อองค์เลอสรวง


    ใยพักหลังมานี้ทรงกักขฬะสิ้นดี ต่างกันลิบลับจากก่อน ๆ


    อันยิ่งนานวันเข้า ชักไม่เหมือนเก่าแทบไม่เหลือคราบเดิม


    พลันคิดขึ้นมาทุกที จามรเทวีมีทุกข์ไม่น้อย


         “คั่นบ่ได่สาโทน้ำจันทร์ กูคึสิฮากนำหลังกินข้าวหนิหละ”


    บอกตรงทรมานต่อความต้องการดื่มจำพวกมึนเมา ซึ่งลำบากยากจะหักห้าม


    ทั้งพลั้งพูดถ้อยคำแปลก ๆ “ลูกยักษ์ลูกมาร มาเกิดนำกูคัก ๆ อีปุน”


    ขั้นพระนางออกปากเอง ตามความรู้สึกนึกอุปทาน


         “หาเว้าไปหลายแม่หยัว คั่นพ่อหลวงได่ยิน สิคอขาด”


    อารามกลัวตาย อีปุนรีบปรามด้วยท่าทางหลุกหลิก 


    อุตส่าห์แยกมาอยู่อีกฟากของตำหนักหอหลวง มันยังระแวงจะไม่ปลอดภัยในชีวิต


    เลยเอาใจนายหญิง เทเหล้าลงจอกถวายดื่มให้จนเมา 


    จะได้นอนหลับเบาเสียงลง ลดกิริยาโวยวาย


    บ่าวไพร่อย่างมันแก้ไขทำได้แค่นี้ อีปุนอดสงสารคนท้องไม่ได้.


    *ท้าวสักกะ คือประมุขแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นที่ประทับของเหล่าทวยเทพ


    อีกในฐานะเทวาธิบดีผู้พิทักษ์โลก บัญชาพิรุณลงมาให้พืชพันธุ์ 


    ธัญญาหารเจริญเติบโต เพื่อเป็นอาหารต่อมวลมนุษยชาติ 


    และคุ้มครองเภทภัยต่าง ๆ ขับไล่บรรดาอสูรที่จ้องทำลาย คอยแต่จะสร้างเดือดร้อนในแผ่นดิน


    มีวชิราวุธ สายฟ้าฟาดเป็นอาวุธปราบปีศาจร้าย


    ทรงช้างเอราวัณ 33 เศียร พาหนะประจำองค์บารมี


    *การนั่งทางในสมัยโบราณ เน้นการทำสมถะกรรมฐาน เพ่งกสิณ ดิน น้ำ ไฟ ลม รัศมีสีธาตุที่ปรากฏ


    เพื่อให้จิตสงบตั้งมั่นและเข้าถึงฌาน โดยเริ่มจากการชำระกายใจให้บริสุทธิ์ 


    นั่งขัดสมาธิ อาจเป็นปฐมฌาน กำหนดอารมณ์กรรมฐานนั้น ๆ ให้ชัดเจน


    ฝึกละนิวรณ์ทั้ง 5 ความง่วง ความพยาบาท ความหดหู่เซื่องซึม ความฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย


    เมื่อละได้จะเกิดปีติ สุข และจิตตั้งมั่นในเอกัคคตา 


    หรือถืออารมณ์เดียว จนเข้าถึงฌานสมาบัติได้สำเร็จ


    *ไทเบิ้ง ชาวนครราชสีมาหรือไทโคราช บรรพบุรุษอพยพมาจากอยุธยา


    และหัวเมืองทางตะวันออก จึงมีภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์


    ก่อวัฒนธรรมแตกต่างจากคนอีสานโดยทั่วไป


    *ไทลาว คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง 


    มีวัฒนธรรมและภาษาใกล้เคียงกัน แบ่งย่อยได้เป็นหลายกลุ่ม


    เช่น ลาวเวียง ต้นกำเนิดจากเวียงจันทน์ ลาวพวนมาจากเมืองพวน ไทดำหรือโซ่ง ไทขาว 


    และกลุ่มที่ใช้ภาษาถิ่นอีสาน ซึ่งรวมถึงพวกที่เรียกตนเองว่า ไทยลาว ในบุรีรัมย์ 


    มีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ผีฟ้า และใช้ภาษาตระกูลไทเป็นหลัก 


    ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย ทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)