“เจ้าเด็กนั่นกำลังลงมาแล้ว! ไปล้อมเขาไว้!”
รากบ่มเพาะของเยี่ยชิงมีพลังการติดตามซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้ทักษะกองพลพฤกษาทำให้เขาสามารถตรวจจับร่องรอยของศัตรูในระยะที่กำหนดได้
เมื่อมาถึงปากถ้ำหนิงเทียนก็พบว่าขณะนี้เยี่ยชิงและสหายอยู่ห่างจากตนประมาณหนึ่งลี้หากเขาสามารถสัมผัสถึงพลังวิญญาณที่พลุ่งพล่านในถ้ำแห่งนี้ได้ เยี่ยชิงเองก็ย่อมสัมผัสได้เช่นกัน
แล้วการซ่อนตัวที่นี่จะไม่โดนดักจับหรือ?
หนิงเทียนอยากถอยกลับเพราะไม่ต้องการเสี่ยงทว่าลำแสงทั้งสองที่หมุนเวียนภายในเส้นลมปราณที่สองกลับปลดปล่อยความหลงใหลอันแรงกล้าเพื่อกระตุ้นให้หนิงเทียนก้าวเข้าไป
“ข้างในนี้มีอะไรอยู่กันแน่?”เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบเร่งเข้าไปในถ้ำ
พื้นที่โดยรอบมีพืชพรรณเขียวชอุ่มและไม้เถาขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณซึ่งเป็นเรื่องยากที่ปุถุชนจะค้นเจอ
เมื่อเข้ามาในถ้ำ เขาก็พบว่าสถานที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่มากพลังวิญญาณค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับถ้ำวิญญาณในตำนานอีกด้วย
ยามนี้เยี่ยชิงไล่ตามมาถึงนอกถ้ำแล้วหลังจากตรวจสอบสถานที่อยู่ครู่หนึ่ง ความปีติยินดีบนใบหน้าของเขาก็เริ่มเด่นชัดขึ้น
“ถ้ำวิญญาณ! ฮ่าๆ ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน เจ้าเด็กนี่เป็นดาวนำโชคจริงๆไม่เพียงแต่มีอาวุธวิญญาณจื๋อซิว เขายังพาข้ามาที่ถ้ำวิญญาณด้วย เช่นนี้ข้าก็จะสามารถไปถึงจิตหยั่งลึกขั้นแปดได้แล้วไอ้หนู ขอบใจเจ้ามาก!”
เมื่อพูดจบเยี่ยชิงก็รีบเข้าไปในถ้ำวิญญาณด้วยความตื่นเต้น
ทันใดนั้นหอกแหลมคมก็พุ่งหาเขาราวกับการโจมตีของภูตผีเยี่ยชิงหลบอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ ทั้งยังกระแทกเข้ากับผนังหินและได้รับบาดเจ็บที่แขนซ้ายจากปลายหอกที่ทิ่มแทง
“บ้าเอ๊ย! ข้าจะไม่ยกโทษให้เจ้า!”
เยี่ยชิงรีบถอยกลับไปตั้งหลักลำพังพื้นที่ในถ้ำก็แคบมากอยู่แล้ว และหนิงเทียนก็ยังมาซ่อนตัวอีก เขาจึงไม่กล้าหุนหันพลันแล่นเท่าใดนัก
“หากกล้าก็เข้ามา!”
“แน่จริงเจ้าก็ออกมาเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าก็เข้ามาสิ!”
“เจ้าต่างหากที่ต้องออกมา!”
ทั้งสองตะโกนใส่กันอย่างไม่ลดละทว่ากลับไม่มีฝ่ายใดกล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
ผ่านไปครู่หนึ่งเยี่ยชิงก็ยังไม่ยอมบุกเข้ามาหนิงเทียนจึงตัดสินใจเคลื่อนตัวเข้าไปในถ้ำ
ภายในเชิงเขามีทางแยกจำนวนมากคนส่วนใหญ่มักหลงได้ง่าย แต่ด้วยคำแนะนำของเส้นลมปราณที่สองที่ได้รับการปลูกรากจิตวิญญาณหนิงเทียนจึงพบกับตำแหน่งชีพจรของถ้ำวิญญาณ
บริเวณนั้นคือถ้ำหยกขาวขนาดประมาณสิบจั้งทั้งยังมีทางเข้าที่แคบมาก ทันทีที่หนิงเทียนก้าวเข้าไป หินก้อนใหญ่ก็เคลื่อนมาปิดทางออกไว้
“บ้าเอ๊ย! มีกลไกเสียด้วย”
หนิงเทียนสะดุ้งโหยงแล้วลองใช้มือดันหินทว่าก้อนแข็งแกร่งนั้นกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“เอาเถอะ อย่างน้อยเยี่ยชิงก็เข้ามาไม่ได้”
หนิงเทียนหันกลับไปสนใจจุดชีพจรของถ้ำวิญญาณตรงหน้าแม้ที่นี่จะมีพลังวิญญาณท่วมท้น แต่ก็ยังมีความแตกต่างจากถ้ำในตำนาน
ถ้ำวิญญาณ หมายถึง รังที่รวบรวมพลังวิญญาณซึ่งต่างจากทุ่งวิญญาณและบ่อน้ำวิญญาณ
ทรัพยากรบ่มเพาะในดินแดนหยวนซิงแบ่งออกเป็นหลายประเภททรัพยากรจำพวกหินวิญญาณ น้ำทิพย์ และโอสถล้วนเป็นของทั่วไปที่พกพาได้สะดวก ส่วนบ่อน้ำวิญญาณทุ่งวิญญาณ ทะเลสาบวิญญาณ และมหาสมุทรวิญญาณจะเรียกว่าทรัพยากรซ่อนเร้น ซึ่งมักอยู่ประจำตำแหน่งและมีพลังที่น่าทึ่งโดยพื้นฐานแล้วจะอยู่ภายใต้การครอบครองของสำนักใหญ่และยากต่อการเคลื่อนย้าย
ตำนานเล่าว่าถ้ำวิญญาณเกิดขึ้นหลังจากทุ่งวิญญาณเหือดแห้งทั้งยังเป็นขุมทรัพย์แห่งการบ่มเพาะที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียว ต่างจากบ่อน้ำวิญญาณและทุ่งวิญญาณที่สามารถฟื้นฟูพลังขึ้นใหม่ได้
ถ้ำวิญญาณแห่งนี้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ผนังโดยรอบมีรูเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏอยู่ รวมถึงพื้นและเพดานถ้ำก็มีเสาพลังวิญญาณขนาดย่อมที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าโผล่ขึ้นมาบรรจบกันบริเวณใจกลางถ้ำ
หนิงเทียนก้าวไปข้างหน้าเสาพลังวิญญาณเหล่านี้ไม่ต่างจากปราณกระบี่เลย มันทิ่มแทงทะลุเสื้อผ้าจนเขาต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
“แย่จริงมีถ้ำเช่นนี้ด้วยหรือ?” หนิงเทียนกลอกตาและถอยกลับไปยังทางเข้าอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าออกแล้วรีบไปที่ใจกลางถ้ำ
พลังวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าโจมตีเส้นลมปราณและจุดชีพจรทั่วร่างถึงกระนั้นเขาก็ยังแสยะยิ้มพร้อมกรีดร้องด้วยความทรมาน
หนิงเทียนอยากหนีทว่าไม่อาจควบคุมร่างของตนได้แผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และเสาแสงทั้งสองที่หมุนเวียนในเส้นลมปราณที่สองก็กำลังส่งเสริมวิชาขัดเกลากายา
หนิงเทียนไม่ใช่คนโง่ เขารับรู้ถึงพลังในร่างกายจึงอดทนต่อความเจ็บปวดรวดร้าวแล้วเริ่มฝึกวิชาขัดเกลากายา
เยี่ยชิงเรียกหาสหายก่อนจะพุ่งเข้ามาในถ้ำพร้อมส่งเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้าบ้าหนิงเทียนหาเขาให้พบ ถ้ำวิญญาณต้องเป็นของข้า!”
ใจกลางภูเขามีเส้นทางที่สลับซับซ้อนอีกทั้งพืชพรรณต่างๆ ก็ไม่สามารถเจริญเติบโตในบริเวณนี้ ดังนั้น เยี่ยชิงจึงใช้ทักษะกองพลพฤกษาติดตามความเคลื่อนไหวของหนิงเทียนไม่ได้
...
ณ จุดชีพจรของถ้ำวิญญาณใบหน้าของหนิงเทียนผู้เปลือยเปล่าค่อยๆ บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด หลังจากพยายามหาคำตอบเกือบร้อยครั้งในที่สุดเขาก็เข้าใจความลับของจุดชีพจรในถ้ำวิญญาณแห่งนี้ และพบทิศทางที่ถูกต้อง
จุดชีพจรของถ้ำวิญญาณมีรูเล็กๆทั้งหมดหนึ่งพันยี่สิบสี่รู ซึ่งผุดเสาพลังวิญญาณหนึ่งพันยี่สิบสี่ต้น ครอบคลุมเส้นลมปราณและชีพจรทุกจุดในร่างกายของหนิงเทียนทุกชุ่นของผิวหนัง กล้ามเนื้อ และกระดูก ได้รับการขัดเกลาจากภายนอกสู่ภายในควบคู่ไปกับวิชาขัดเกลากายาซึ่งช่วยให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้น รูขุมขนค่อยๆ ขับคราบสกปรกออกมาจนร่างกายของเขาดำราวก้อนถ่าน
การผสานทักษะยุทธศาสตร์ครองสวรรค์และวิชาขัดเกลากายาช่วยให้ความแข็งแกร่งของหนิงเทียนพุ่งสูงขึ้นอย่างดุเดือดเลือดเนื้อ กระดูก เส้นลมปราณ เยื่อหุ้ม รวมถึงอวัยวะต่างๆ ล้วนสั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูงกลิ่นอายเก่าแก่ฟุ้งกระจายทั่วทุกทิศทาง และความผันผวนนี้ก็ทำให้เขาตื่นตระหนกอย่างมาก
จิตของหนิงเทียนไร้ซึ่งความคิดฟุ้งซ่านและเข้าสู่สภาวะว่างเปล่าวิชาขัดเกลากายามีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลาหลังผสานคลื่นพลังจากเสาพลังวิญญาณหนึ่งพันยี่สิบสี่ต้นในถ้ำวิญญาณแล้ว เขาก็พยายามบรรลุระดับที่สูงขึ้นอย่างแข็งขัน
ทว่าขั้นตอนนี้ค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องอาศัยการประสานงานที่สมบูรณ์แบบของอวัยวะทุกส่วนในร่างกายและจังหวะของพลังวิญญาณ
หนิงเทียนพยายามกว่าร้อยแปดครั้งแต่ก็ล้มเหลวถึงกระนั้นเขาก็ไม่ย่อท้อและยังคงพยายามต่อไป
หากร้อยครั้งไม่สำเร็จก็ต้องพยายามอีกพันครั้งแต่ทันใดนั้นเองหนิงเทียนก็พบเคล็ดลับสำคัญ คือ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับเวลาในการลงมือ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแต่แสงวิญญาณในถ้ำยังคงสั่นสะเทือน เมื่อเวลา สถานที่ และบุคคลรวมกันเป็นหนึ่งเสาวิญญาณหนึ่งพันยี่สิบสี่ต้นก็มีความถี่เท่ากันและเริ่มสอดประสานเข้ากับร่างกายของเทียน
จุดชีพจรถ้ำวิญญาณทั้งหมดพังทลายลงทันทีมวลพลังวิญญาณล้วนหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขาจนกล้ามเนื้อและกระดูกคำรามลั่น ภายในใจเกิดความผันผวนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เส้นสายต่างๆ ปรากฏขึ้นตามกล้ามเนื้อตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะกระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย พลังวิญญาณอันยิ่งใหญ่ถูกกลืนหายไปอย่างช้าๆ เพื่อชำระล้างร่างกายเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และปลดปล่อยพลังโบราณ
ยามนี้วิชาขัดเกลากายาระดับแรกเสร็จสมบูรณ์แล้วเสียงที่ดังก้องอยู่ในใจของหนิงเทียนไม่ต่างจากการเปิดประตูฟ้าดินบานยักษ์ นิมิตแห่งการทำลายล้างและการก่อกำเนิดปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงฟ้าถล่มดินทลายซึ่งถือเป็นความลึกลับขั้นสูงสุดแห่งวิวัฒนาการ
ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์ของหนิงเทียนพัฒนาอย่างใหญ่หลวงและเข้าสู่ช่วงปลายของขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกทันที พลันกระดูกแตกร้าวไปทั่วร่าง ก่อนจะสูงขึ้นประมาณสามชุ่นและดูแข็งแกร่งขึ้นด้วย
จุดชีพจรของถ้ำวิญญาณถูกทำลายพลังวิญญาณในนั้นก็ถูกหนิงเทียนกลืนกินจนหมดสิ้น แต่ความหิวของเขากลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
“พลังวิญญาณ! ข้าต้องการพลังวิญญาณมากกว่านี้!” หนิงเทียนลืมตาขึ้นแล้วขยับร่างปล่อยกำปั้นออกไปทันใดนั้นก้อนหินตรงทางเข้าก็แตกเป็นเสี่ยง
ทั้งร่างของหนิงเทียนดำเมี่ยมผิวหนังปกคลุมด้วยคราบหนาเป็นชั้น เมื่อเขาเปิดกำไลหยกหยวน หินวิญญาณหลายร้อยก้อนก็ลอยวนรอบตัวก่อนจะกลายเป็นพลังวิญญาณพุ่งมาชะล้างคราบสกปรกจากนั้นเขาก็หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมให้เรียบร้อย
เยี่ยชิงค้นหาเขาทั้งคืนจนเกือบจะเป็นบ้าเมื่อได้ยินเสียงหินระเบิดจึงรีบมุ่งไปทางต้นเสียงทันที และในที่สุดเขาก็ได้พบกับหนิงเทียน
“ชีพจรถ้ำวิญญาณของข้า... อ๊าก!ข้าจะฆ่าเจ้า!” เยี่ยชิงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว เขาพุ่งเข้าหาหนิงเทียนแล้วยกฝ่ามือเตรียมฟาดใส่อีกฝ่าย
“ไสหัวไป!” หนิงเทียนปล่อยหมัดตอบโต้หลังผ่านการขัดเกลากายาระดับแรก พลังทางกายภาพของเขาก็น่ากลัวมาก และตอนนี้ก็ถึงเวลาลองวิชาแล้ว
“กล้าสั่งให้ข้าไสหัวไปเจ้าคงเบื่อชีวิต...อ๊าก!” เยี่ยชิงรับการโจมตีด้วยกำปั้นและฝ่ามือ หากแต่พลังของหนิงเทียนนั้นแข็งแกร่งถึงขั้นทะลวงภูผาธาราได้
ผู้หยิ่งยโสกรีดร้องอย่างเจ็บปวดฝ่ามือขวาแตก แขนขวาหัก ทั้งร่างกระเด็นไปไกลจนแผ่นหลังและศีรษะกระแทกผนังหินอันแข็งแกร่ง
เยี่ยชิงแผดเสียงอย่างคลุ้มคลั่งพร้อมเปิดใช้กระบี่ใบพฤกษาขจีและปราณกระบี่ก็พุ่งโจมตีราวสายฟ้าในทันที
หนิงเทียนหลบเลี่ยงไม่กล้าปะทะโดยตรงแม้เขาจะผ่านการขัดเกลากายาระดับแรกแล้วทว่าปราณกระบี่นี้ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเขา เนื่องจากกระบี่ใบพฤกษาขจีเป็นอาวุธวิญญาณจื๋อซิวที่มีพลังน่าสะพรึงกลัวซึ่งเลือดเนื้อในขอบเขตจิตหยั่งลึกไม่สามารถต้านทานได้
ดังนั้น หนิงเทียนจึงวิ่งหนีออกไปโดยมีเยี่ยชิงไล่ตามติดและระหว่างทางก็ได้พบกับบรรดาศิษย์สำนักเชียนเฉ่า
หนิงเทียนจัดการพวกเขาด้วยหมัดเดียวและใช้ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์กลืนกินรากจิตวิญญาณของคู่ต่อสู้แต่รากจิตวิญญาณเหล่านั้นก็เปรียบเสมือนน้ำหยดลงถังไม่เพียงพอที่จะอุดฟันเสียด้วยซ้ำ
ทันใดนั้นศิษย์สำนักเชียนเฉ่าสองคนก็วิ่งเข้ามาคนหนึ่งถือหอก อีกคนถือกริช ซึ่งภายในถ้ำคับแคบมาก หนิงเทียนจึงหลีกเลี่ยงหอกและยอมถูกกริชแทงพลันเส้นสายก็ปรากฏขึ้นบนผิวหนังจนร่างของเขาแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า
ศัตรูในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นหกต่างใช้พละกำลังทั้งหมดเพื่อโจมตีทว่าไม่มีผู้ใดสามารถเจาะทะลุผิวหนังของหนิงเทียนได้
“ตายเสียเถิด!” หนิงเทียนกำหมัดชกออกไป แล้วกำราบศิษย์สำนักเชียนเฉ่าคนหนึ่งด้วยความแข็งแกร่งทางกายภาพ
พลังสวรรค์ที่รุนแรงทำให้ศิษย์สำนักเชียนเฉ่าอีกคนกรีดร้องและเยี่ยชิงที่อยู่ด้านหลังก็คำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อปราณกระบี่เข้าประชิดหนิงเทียนก็พลิกตัวหลบเลี่ยง
ภายในถ้ำที่ซับซ้อนกลางภูเขาหนิงเทียนใช้กลยุทธ์วกวน[1]ทำลายล้างสหายทั้งเจ็ดของเยี่ยชิงอย่างต่อเนื่องทว่าเยี่ยชิงกลับหนีรอดไปได้
หนิงเทียนปล้นหินวิญญาณไปจำนวนมากเขาเดินมาเรื่อยๆ และหยุดชะงักทันทีเมื่อใกล้ถึงปากถ้ำ เยี่ยชิงกำลังแฝงตัวอยู่ด้านนอกพร้อมกระบี่ใบพฤกษาขจีเขาต้องการลอบสังหารหนิงเทียนเพื่อแก้แค้นและยึดสมบัติ
ท้องนภาสีเทาหม่นบ่งบอกว่ายามนี้เข้าสู่วันที่สองของแดนลับแล้ว
หนิงเทียนสัมผัสได้ถึงพลังที่เพ่งเล็งมาโดยพลังเหล่านั้นคือพืชพรรณที่เยี่ยชิงใช้ตรวจจับตำแหน่งของเขา เพื่อให้สามารถลอบโจมตีได้อย่างสะดวกและแม่นยำ
ความเยือกเย็นปรากฏตรงมุมปากของเยี่ยชิงเขาพุ่งตัวออกมาพร้อมปราณกระบี่ที่ทักทายศัตรูอย่างน่าสะพรึงกลัว ทว่าหนิงเทียนเองก็เตรียมรับมือมาอย่างดีเขาจึงหันหลังกลับแล้ววิ่งไปทางปากถ้ำ
เยี่ยชิงยืนกวัดแกว่งกระบี่อยู่ด้านนอกหญ้าเจ็ดต้นหมุนวนรอบกายของเขาพร้อมปลดปล่อยพลังวิญญาณเพื่อเยียวยาส่วนที่บาดเจ็บ
หนิงเทียนบุกทะลวงไปเรื่อยๆซึ่งภายในระยะเวลาหนึ่งเค่อเยี่ยชิงออกกระบวนท่าได้ถึงสิบเจ็ดครั้ง แต่ก็จะถูกยับยั้งไว้ตลอด
จนกระทั่งครั้งที่สิบแปดกระบี่ใบพฤกษาขจีก็ค่อยๆเปลี่ยนสี และหลังจากเหวี่ยงกระบี่ออกไป ร่างกายของเยี่ยชิงก็เริ่มไม่มั่นคงเขาได้แต่คำรามอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะตัดสินใจถอยหนี
ทักษะของหนิงเทียนพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาสั้นๆเพื่อรอเวลากลืนกินรากบ่มเพาะของเยี่ยชิง เขามั่นใจว่าเยี่ยชิงจะยืนหยัดได้อีกไม่นานเนื่องจากอาการบาดเจ็บสาหัสดังนั้น เขาจึงหาโอกาสสังหารเยี่ยชิง แต่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะระมัดระวังตัวและวิ่งหนีเอาชีวิตรอดในสถานการณ์เลวร้าย
“หนีหรือ?” หนิงเทียนเย้ยหยันแล้วไล่ตามอย่างรวดเร็ว บงกชสีมรกตแกว่งไกวไปมา ทั้งยังดูดกลืนพลังวิญญาณจากฟ้าดินจนเลือดเดือดพล่านทั้งตัว
เยี่ยชิงหนีเข้าไปในป่าบนภูเขาด้วยความตื่นตระหนกโดยมีหนิงเทียนตามมาติดๆ
“ทิ้งกระบี่ใบพฤกษาขจีไว้แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้ามิฉะนั้นข้าจะฆ่าเจ้าเสีย”
หนิงเทียนจินตนาการถึงอาวุธสังหารชิ้นใหญ่ในมือของเยี่ยชิงหากแย่งชิงมาได้ เขาก็จะสามารถอาละวาดไปทั่วทั้งแดนลับ
“ฝันไปเถอะ!”
เยี่ยชิงรีบไปยังสถานที่ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านแล้วตะโกนว่า“เจ้าหนิงเทียนมีอาวุธวิญญาณจื๋อซิว! เป็นอาวุธระดับสูงสุดด้วยผู้ใดแย่งได้ก็เอาไป!”
“ยามนี้เยี่ยชิงบาดเจ็บสาหัส! หากต้องการกระบี่ใบพฤกษาขจีก็มาแย่งจากเขาเลย!” หนิงเทียนไม่ยอมพ่ายแพ้พร้อมด่าทอเยี่ยชิงที่กล่าวหาตนอย่างผิดๆ
หลายคนทราบดีว่าเยี่ยชิงมีกระบี่ใบพฤกษาขจีแต่พวกเขาไม่เคยได้ยินเรื่องหนิงเทียนมีอาวุธวิญญาณจื๋อซิวมาก่อน จึงเกิดความสงสัยเล็กน้อย
“ตามไปเดี๋ยวนี้! ปล้นให้หมด อย่าให้เหลือ”
“ใช่!จับตัวพวกเขาไว้ เร็วเข้า!”
ทว่าศิษย์ของแต่ละสำนักหาได้เบาปัญญาไม่พวกเขาตะลุมบอนแย่งชิงอาวุธจากทั้งสองคนในทันที
---------------------------------------
[1] กลยุทธ์วกวน (迂回战术) เป็นศัพท์ทางการทหารเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับศัตรู โดยถอยเมื่อศัตรูรุกเข้ามาและบุกเมื่อศัตรูถอยทัพหากพบช่องว่างก็แยกศัตรูไปคนละทิศละทางเพื่อโจมตี