
‘ถ้าพี่ชนะ ปีจะต้องยกโทษสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วแต่งงานกับพี่นะ’
ข้อแลกเปลี่ยนของสูรย์ทำให้หัวใจของปีวราเต้นส่ำไม่เป็จังหวะ โกรธที่เขามักง่ายนำเื่น่าอับอายมาเป็ข้อต่อรอง จะขอให้เธอยกโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบง่ายดายแต่มันก็มีความอายแทรกซ้อนเข้ามาปะปน เมื่อได้ยินคำต่อท้าย
ผู้ชายคนนี้เห็นการต่อรองเป็เื่สนุกโดยเอาการแต่งงานมาเดิมพัน อย่างนั้นล่ะหรือ?
ครั้นจะโวยวายเสียงดังทุกอิริยาบถก็อยู่ในสายตาของคนอื่นด้วย ปีวราจึงแสร้งทำเป็เมิน ไม่ตอบรับข้อตกลงนั้นแล้วเดินเลี่ยงไปยังมุมอื่น ที่พอจะหลบสายตาทุกคู่ในที่นั้นเพื่อพรางความรู้สึกนึกคิดของตน
แล้วความเงียบของเธอก็กลายเป็การยอมรับไปโดยปริยาย เมื่อสูรย์ะโไล่หลังขึ้นมา ‘ปีไม่ตอบพี่ถือว่าเป็อันตกลงนะครับ’
แล้วตลอดทั้งวันก็ทำให้หญิงสาวไม่มีสมาธิ จิตใจเลื่อนลอย ฟังเื่ราวของฟาร์มไข่มุกรวมถึงวิธีการเพาะเลี้ยงจากปากคุณณรงค์เพียงแค่ผ่านหู จนกระทั่งเวลาหมดไปทั้งวันคำท้าทายของสูรย์กับสายตาของเขายังคงตามมามีอิทธิพลรบกวนจิตใจของเธอ
ยิ่งขลุกตัวอยู่ลำพังในห้องนอนดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงนั้นชัดเจน!
“ปีอยู่ในห้องไหมลูกแม่มีเื่อยากคุยด้วย”
เสียงของนางปราณีดังอยู่หน้าประตูเรียกความคิดในห้วงภวังค์ของเธอให้กลับมา เมื่อรู้สึกตัว จึงเดินไปเปิดประตูครั้นเห็นมารดามีสีหน้าวุ่นวายใจ เธอก็อดเป็ห่วงไม่ได้
“แม่เป็อะไรคะทำไมถึงทำหน้าเหมือนมีเื่ไม่สบายใจ”
หญิงสาวฉุดแขนผู้เป็แม่ให้เข้ามาภายในห้องเมื่ออยู่กันสองต่อสอง นางปราณีที่นั่งลงบนเบาะทรงกลมเป็เครื่องสานจากผักตบชวาก็เลียบเคียงออกมาทีละนิด ด้วยอาการอ้อมแอ้มในคำพูด
“แม่แค่อยากจะมาถามลูกว่าวันนี้เป็ยังไงบ้าง...”
ท่านเหมือนจะถามประโยคถัดไปแต่กลับชะงักไปเสียเฉยๆ จนลูกสาวขมวดคิ้วชนกัน “แม่อยากมาถามหนูเื่ที่ไปเรียนรู้งานวันนี้ จริงๆหรือเปล่าคะ”
เธอลงนั่งบนเบาะงานสานข้างกันแล้วกุมมืออีกฝ่ายอย่างปลอบโยน ด้วยรู้ว่าแท้จริงผู้เป็แม่น่าจะมีสิ่งอื่นใดแอบแฝงมากกว่านั้น สังเกตได้จากความโรยล้าในดวงตาซึ่งเคยมองเธออย่างเป็ห่วงเสมอมาั้แ่เด็ก
ถ้าเทียบกับสมัยที่เธอยังเป็เด็กหญิงมีชีวิตครอบครัวอยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกตอนนั้นนางปราณีดูสดชื่นไปทั้งภายนอกและภายใน เื่การแต่งเนื้อแต่งตัวผิวพรรณอันละเอียดเนียนทั่วสรรพางค์ ได้รับการทะนุถนอมอย่างผู้ลากมากดี ถึงแม้ว่าสมัยนั้นท่านจะเป็เพียงศรีภรรยาที่มีหน้าที่เป็แม่เหย้าแม่เรือนดูแลปรนนิบัติสามีอยู่แต่ในบ้านอย่างผู้เป็ช้างเท้าหลัง
ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันเกือบสิ้นเชิงที่ยามนี้แม้แต่ผมเผ้าซึ่งเคยเข้าร้านเสริมสวยบ้าง อย่างน้อยก็สองครั้งในสัปดาห์มาตอนนี้ แทบจะไม่ได้เหยียบย่างเข้าไปเลย ยกเว้นก็แต่มีธุระปะปังยามเข้าไปในเขตเมืองหรือนายหัว้าให้ท่านไปออกงานสังคมเป็บางวาระดังนั้นสภาพความงามที่หลงเหลืออยู่จึงมีเพียงเค้าโครงในคุณลักษณะของรูปโฉมเท่านั้น ที่นับว่ายังน่าชวนพิศ
ยิ่งมีเื่ทุกข์ตรมขมไหม้ที่กักเก็บไว้ั้แ่ชีวิตพลิกผันนางปราณีก็เต็มไปด้วยความทุกข์โศก หน้าชื่นอกตรมโดยมักจะยิ้มแย้มต่อหน้าเธอและผู้อื่นเสมอ ยอมเก็บความเ็ปไว้เสียเองจนมา่หลังไม่นานนัก ที่เหมือนว่าความชอกช้ำเ่าั้เปรียบเสมือนน้ำล้นแก้ว
ท่านจึงเริ่มระบายมากขึ้น
“แม่เป็ห่วงพูดตามตรง แม่ไม่อยากให้ปีไปทำงานพร้อมๆกับสูรย์”ท่านนิ่งโดยใช้ความคิด แววตาว้าวุ่น กว่าจะเอ่ยประโยคถัดมาได้ “แม่มาคิดๆดูแล้ว แม่อยากจะไปจากที่นี่ อย่างที่ปีเคยคุยกับแม่เอาไว้”
สิ่งที่มารดาคิดเคยตรงกับความ้าของปีวรา ก่อนหน้าที่จะกลับจากงานแต่งของเพื่อนแต่ในชั่วโมงนี้ ความคิดเช่นนั้นไม่หลงเหลืออีกแล้ว
เธอ้าอยู่ที่นี่...้าแก้แค้นคนที่นี่!
“ทำไมแม่ถึงเปลี่ยนใจทำตามคำขอของหนูล่ะคะ ในเมื่อตอนแรก แม่เป็คนยืนกรานว่าเราสองคนไม่ควรไปจากที่นี่”
ความสงสัยของผู้เป็ลูกไม่อาจเค้นคำตอบจากแม่ได้ ท่านเพียงแค่พูดย้ำๆ “แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันแต่แม่รู้สึกกลัว...กลัวว่า...”
‘ความกลัว’ ในจิตใจมารดา คือความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสูรย์แต่เธอก็ไม่ได้รอฟังความคิดนั้น กลับพูดสวนออกไปอย่างถือมั่น
“เราจะยังไม่ไปจากที่นี่ในตอนนี้หรอกค่ะแม่...มันยังไม่ถึงเวลา”
.....................................................จบตอนที่ 7