เสียงระฆังดังก้องส่งให้บรรยากาศรอบลานกว้างคึกคักขึ้นมาทันตา
ร่างของฉู่เทียนหยางปรากฏขึ้นใจกลางลานกว้าง พลังหยวนเคลื่อนไหว เปล่งเสียงทรงพลังดังเข้าโสตประสาททุกคน “กฎการสอบวัดระดับสำนักเป็นเหมือนเช่นเคย ทุกสำนักจะส่งตัวแทนออกมาสี่คน ต่อสู้ได้อย่างอิสระ เอาชนะทั้งสี่คนได้ก็จะแทนที่ของอีกฝ่าย”
“ผู้เข้าร่วมแต่ละสำนัก ขอเชิญขึ้นมาบนเวทีได้!”
ทันทีที่เสียงแผดร้องของฉู่เทียนหยางจบลง แต่ละสำนักก็มีร่างกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมายืนบนเวทีท่ามกลางเสียงโห่ร้องทอดยาวของฝูงชน ดึงดูดสายตาของทุกคน
ทางฝั่งสำนักเจี่ยกำหนดผู้เข้าแข่งขันไว้แล้ว สี่คนนั้นก็คือโจวหยวน ซูโย่วเวย หยางไจ้ และซ่งชิวสุ่ย
“สู้!” ศิษย์สำนักเจี่ยร้องให้กำลังใจ
ทั้งสี่คนมองหน้ากันแล้วพยักหน้า ขยับร่างขึ้นบนเวทีสอบ ตำแหน่งเวทีของพวกเขาอยู่ชั้นที่สอง ส่วนบนชั้นแรกมีศิษย์สำนักอี่สี่คนที่นำโดยฉีเยวี่ย
ฉีเยวี่ยยืนเอามือไพล่หลัง หลิ่วซียืนอยู่ด้านข้าง ขณะนี้พวกเขากำลังจ้องมองโจวหยวนและคนอื่นที่อยู่ระดับต่ำกว่า
“เวทีผู้นำสำนักปีนี้ย่อมตกเป็นของสำนักอี่ แนะนำพวกเจ้าอย่าได้คาดหวัง” ฉีเยวี่ยจ้องมองโจวหยวนด้วยแววตาเยือกเย็น แล้วพูดอย่างเฉยชา
เมื่อโจวหยวนได้ยินก็หัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ยังดีที่เจ้ามอบเวลาการฝึกในน้ำตกอวี้หลิงมาให้ แต่คิดว่าจวนฉีอ๋องร่ำรวยมั่งคั่ง ฝึกฝนผู้คนได้ด้วยเงินตัวเอง คงไม่สนใจกระมัง”
ฉีเยวี่ยใบหน้ากระตุกเล็กน้อย ชื่อเสียงของสำนักอี่ช่วงนี้แย่ลงจากการที่เขาพ่ายแพ้ให้กับโจวหยวนในน้ำตกอวี้หลิง การเอาใจผู้คนเริ่มเป็นเรื่องยาก บ้างก็แยกย้ายตีตัวออกห่างไปไม่น้อย
“หึ มีอะไรน่าพอใจนัก หลังจากการสอบครานี้ชื่อเสียงสำนักเจี่ยของพวกเจ้าก็จะย่อยยับอย่างสิ้นเชิง ถึงตอนนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงเป็นของพวกเรา” หลิ่วซีที่อยู่ข้างฉีเยวี่ยยิ้มเยาะ
“ใครจะแพ้หรือชนะ พูดตอนนี้คงเร็วไปหน่อย” ซูโย่วเวยพูดอย่างสงบ
“เจ้านับเป็นตัวอะไรได้? ใครใช้ให้เจ้าพูดกับข้า?” หลิ่วซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน
ซูโย่วเวยหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วโต้ตอบกลับไปว่า “บนเวทีนี้ฐานะไม่มีความหมาย ถ้าแพ้กลับมีแต่เพิ่มเรื่องน่าขบขันก็เท่านั้นเอง”
หลิ่วซีหนังตากระตุก กัดฟันแน่น “ยัยเด็กปากดี รอตกอยู่ในเงื้อมมือข้าก่อนเถอะ คอยดูว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!”
“งั้นเจ้าก็จงระวังตัวไว้เช่นกัน เรื่องเมื่อคราก่อน ข้าจะสะสางกับเจ้าที่นี่” ซูโย่วเวยปรากฏแววตาเยือกเย็นไม่แพ้หลิ่วซี
“กลัวก็แต่ว่าเจ้าจะไม่มีปัญญานี่สิ!”
การประลองยังไม่ทันเริ่ม ทั้งสองฝ่ายก็ใส่ไฟกันลุกโชน พูดจาทิ่มแทงกันไปมา
พวกโจวหยวนสี่คนนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะเวที เขาเหลือบมองฉีเยวี่ยแวบหนึ่ง ด้านหลังหลิ่วซีมีเด็กหนุ่มร่างสูงกำยำสองคน รอบตัวพวกเขามีพลังหยวนเคลื่อนไหวคลุมเครือ
“สองคนนั้นคนแรกคือเฉาหลิง ส่วนอีกคนคือฟั่นอู่ ต่างเป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของสำนักอี่ หากเดาไม่ผิด เกรงว่าพวกเขาสองคนก็เปิดลมปราณเส้นที่หกได้แล้วเช่นกัน” ซูโย่วเวยกระซิบข้างโจวหยวน
โจวหยวนพยักหน้าช้าๆ จ้องมองสองคนนั้น รู้สึกคลับคล้ายเหมือนว่าสองคนนี้มีพลังไหลเวียนผิดปกติ
“ติ้งๆ!”
พอผู้เข้าร่วมการประลองของแต่ละสำนักขึ้นเวที เสียงระฆังดังกังวานสุดท้ายที่สั่นเร็วแรงก็ดังขึ้น การสอบวัดระดับสำนักเริ่มอย่างเป็นทางการ
“หลี่ทงจากสำนักติงประชันกับอู๋เจี้ยนสำนักปิ่ง”
“ไฉเหยียนจือสำนักอู้ประชันกับซุนชิงจากสำนักติง”
“...”
ทันทีที่เสียงระฆังดัง ทันใดนั้นเสียงแผดร้องก็ดังขึ้น ตามด้วยร่างคนกลุ่มหนึ่งพุ่งขึ้นบนลานหินโล่ง
“ข้าขอตัวก่อน” ฝั่งสำนักเจี่ย หยางไจ้ลุกขึ้นก่อน สายตาพุ่งไปที่เฉาหลิงทางอีกฝั่งแล้วพูดเสียงกร้าวว่า “หยางไจ้จากสำนักเจี่ย ท้าประลองเฉาหลิงจากสำนักอี่”
บนเวทีผู้นำสำนัก เด็กหนุ่มสีหน้าไร้อารมณ์ที่เรียกว่าเฉาหลิงก็ลุกขึ้นเดินมาที่ลานหิน
หยางไจ้ก็มาที่ลานหิน ยกกำปั้นคำนับเฉาหลิง
ผู้ตัดสินที่ยืนอยู่บนลานหินมองทั้งสองคนแวบหนึ่ง จากนั้นโบกมือแล้วร้องตะโกนเป็นสัญญาณ “เริ่มได้!”
ตึง!
ทันทีที่สิ้นเสียงแผดร้องร่างของหยางไจ้และเฉาหลิงก็พุ่งเข้าหากันแล้วแผดร้องพร้อมกัน “เปิดลมปราณที่หก!”
ทั้งคู่มีพละกำลังอยู่ในขั้นลมปราณระดับหก จึงไม่คิดออมมือให้กันแม้แต่น้อย ลงมือด้วยลมปราณเส้นที่หกอย่างเต็มกำลัง
พลังหยวนพันรอบร่างของทั้งสองคน ทุกคราที่ออกหมัดปล่อยลูกเตะอากาศรอบด้านก็สั่นสะเทือนขึ้นด้วยพลังรุนแรงน่าเกรงขาม
ปัง! ปัง!
สองร่างพุ่งเข้าต่อสู้พัวพันท่ามกลางสายตาจับจ้องนับไม่ถ้วน เงาหมัดพุ่งปะทะใส่กันไม่ยั้งมือ ทักทายอีกฝ่ายอย่างหนักหน่วง ดูอันตรายและดุเดือดเลือดพล่านเป็นอย่างมาก
“พละกำลังของพวกเขาไม่ต่างกันมาก” ซูโย่วเวยจ้องมองแล้วพูดเสียงแผ่ว
โจวหยวนพยักหน้าช้าๆ ทั้งสองคนต่างมีพลังเปิดลมปราณที่หก ด้านพละกำลังกินกันไม่ลง จะชนะหรือแพ้ต้องดูว่าใครมีศาสตร์หยวนที่แข็งแกร่งและมีจิตรับรู้การต่อสู้ที่ว่องไวกว่า
สายตามองไปทางฉีเยวี่ย กลับพบว่าเขาจ้องมองการประมือของทั้งสองด้วยใบหน้าประหลาด คิ้วเลิกสูงขึ้นทันที รู้สึกบางอย่างไม่ถูกต้อง
ตูม!
ภายในลาน การต่อสู้ระหว่างหยางไจ้กับเฉาหลิงดุเดือดไม่มีผ่อน แต่ไม่มีใครพบว่าดวงตาของเฉาหลิงในยามนี้ค่อยๆ แดงขึ้นเล็กน้อย พลังหยวนแผ่ออกจากร่างกายด้วยความหนักหน่วงรุนแรง
หยางไจ้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจน ทันใดนั้นแรงกดดันก็พุ่งขึ้นสูง หลายคราที่เข้าปะทะกันเขาล้วนส่งสัญญาณของการโดนบดขยี้
“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?” หยางไจ้กระวนกระวาย “ไสหัวไปซะ!”
ครั้นเมื่อร่างของหยางไจ้เริ่มล่าช้าลง แววตาเฉาหลิงก็แดงก่ำ เขาแผดร้องตะโกนเสียงดัง ก่อนจะกระโจนเข้าใส่อย่างดุเดือดน่ากลัว ส่งหมัดปะทะหยางไจ้อย่างรุนแรงจนกระเด็นลอยออกไป เลือดสดๆ พุ่งออกจากปาก
ภายในลานมีเสียงโห่ร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทันที ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าสถานการณ์ที่สูสีกันเหตุใดจู่ๆ หยางไจ้ถึงพ่ายแพ้ได้
โจวหยวนขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้เขารับรู้ได้เลือนราง พลังหยวนในร่างเฉาหลิงมีการเคลื่อนไหวผิดปกติจนเปลี่ยนเป็นดุร้ายเหี้ยมโหดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
บนเวทีผู้นำสำนัก ฉีเยวี่ยก็จ้องมองมาด้วยรอยยิ้ม แล้วกวาดสายตามองไปทางโจวหยวน แววตาเยือกเย็นปรากฏขึ้นในดวงตา
การสอบวัดระดับสำนักครานี้สำคัญกับจวนฉีอ๋องของพวกเขาอย่างมาก ดังนั้นต่อให้ลงมืออย่างไรเขาก็จะไม่ปล่อยโอกาสให้โจวหยวนแม้แต่น้อย
“ต่อไปตาข้า” ซ่งชิวสุ่ยใบหน้าแน่วแน่แล้วลุกขึ้น
“ระวังตัวด้วย” โจวหยวนพยักหน้าเล็กน้อย
เห็นซ่งชิวสุ่ยลงสนาม ฉีเยวี่ยก็มองไปทางฟั่นอู่แล้วพูดอย่างเย็นชา “ตาเจ้า”
ฟั่นอู่ยืนขึ้นเดินตรงสู่ลานประลอง ซ่งชิวสุ่ยก็เดิมตามติด
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่พูดพล่ามมากความ ทันทีที่เสียงแผดร้องจากผู้ตัดสินดังขึ้นทั้งคู่ก็เปิดลมปราณเส้นที่หก ส่งพลังหยวนเข้าสู่ร่างกาย พลังพรั่งพรูไหลพล่านทุกส่วน
เงาร่างของทั้งสองคนพุ่งออกอย่างรุนแรงส่งให้อิฐหินใต้ฝ่าเท้าแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
โจวหยวนจ้องมองทั้งสองเผชิญหน้ากันในลาน เป็นเหมือนเช่นก่อนหน้านี้ พละกำลังของทั้งคู่ไม่แตกต่างกัน ย่อมต่อสู้กันอย่างสูสี
ทว่า...เมื่อการต่อสู้ผ่านไปเรื่อยๆ แววตาของโจวหยวนกลับเริ่มปรากฏความหวั่นวิตกออกมาสายหนึ่ง เพราะเขารับรู้ได้อีกครั้งว่าพลังหยวนในร่างกายของฟั่นอู่เริ่มคลุ้มคลั่งขึ้นมา
ตูม!
ฟั่นอู่โจมตีหนักหน่วง แต่ละหมัดแฝงด้วยพลังคลุ้มคลั่ง พลังหยวนบดขยี้อากาศจนส่งเสียงดังออกมา
“จบแล้ว” ฉีเยวี่ยเห็นภาพเช่นนี้ก็พูดอย่างเฉยชา
รับไป!
ฟั่นอู่คำรามในคอ เสียงดังสะท้านสั่นสะเทือนพื้นดิน หมัดที่แฝงไว้ด้วยพลังดุเดือดอัดกระแทกไปยังซ่งชิวสุ่ยอย่างหนักหน่วง
ปัง!
แม้ซ่งชิวสุ่ยจะพยายามสกัดอย่างสุดความสามารถแต่พละกำลังของอีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งเกินกว่าจะต้านทานไหว นางส่งเสียงฮึ่มออกมาคราหนึ่งก่อนร่างจะกระเด็นลอยออกนอกลานประลองไป
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนรอบข้างสนามจึงต่างโห่ร้องเสียงดังอีกครั้ง เพราะว่าสำนักเจี่ยพ่ายแพ้สองครั้งติดแล้ว...
บนเวทีสูง ยามนี้โจวฉิงพลันมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที ส่วนฉียวนมุมปากยิ้มกว้าง
โจวหยวนจ้องฟั่นอู่ตาเขม็ง ครู่หนึ่งต่อมาแววตาเขาก็เปล่งประกาย แล้วพูดช้าๆ ว่า “ข้ารู้แล้วว่าพวกเขาทำบ้าอะไร...”