“หือ~นายเนี่ยเหรอคนที่ถูกเรียกว่าอสูรน่ะ อือ~~...ดูเป็มนุษย์กว่าที่คิดไว้แฮะ”
“หึ!อะไรนั่น นี่เธอคิดว่าตัวข้ามีรูปร่างหน้าตาเป็แบบไหนกันล่ะเนี่ย”
“มีเขี้ยวยาวตัวสูงใหญ่และดวงตาที่ใหญ่โต้ล่ะมั้ง”
“หึ!งั้นเหรอ ขอโทษด้วยก็แล้วกันที่ทำให้ต้องผิดหวังน่ะ”
“อะไรกันไม่สักหน่อย ฉันนั้นคิดว่าแบบนี้อาจจะดูดีกว่าก็ได้นะ”
“นั่นสิครับ ข้านั้นก็ว่าเช่นนั้นแหละครับ”
“นายน่ะหุบปากไปเลย!”
“ครับ….”
พวกเขาทั้งสามได้พูดคุยข้ามเวลาในระหว่างที่กำลังขึ้นลิฟท์ไปยัง้า ครืน~~~ตึ้ง! ลิฟท์ได้หยุดลงที่ชั้น9แล้วประตูของลิฟท์ก็ได้ถูกเปิดออก ปรากฎให้เห็นทางเดินยาวสีขาวทางเดียวที่กว้างขว่างซึ่งปลายทางของเส้นทางนั้นมีประตูสีขาวบานใหญ่อยู่ที่ตรงนั้น
“เอาล่ะ! ยังเหลือเวลาอยู่อีก3นาทีแบบนี้ล่ะก็น่าจะทันนะ”
“ตัวข้าก็ว่าเช่นนั้นแหละ ถ้างั้นพวกเราไปกันเถอะ สู่การประชุมของพวกเราน่ะ”
“โอ้!”
“อือ...” [โอ้!]
ทั้งสามได้ก้าวเดินออกมาจากลิฟท์ตัวนั้นเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังห้องประชุมที่อยู่นะปลายทาง ครืน~~~ตึ้ง! ลิฟท์ตัวข้างๆที่พึ่งมาถึงได้ถูกเปิดออก ทั้งสามคนที่กำลังจะเดินไปยังห้องประชุมจึงได้หันไปมองด้วยความสงสัยว่าใครกันที่มาสายเหมือนกับพวกเขาและคนที่ออกมาจากด้านในนั้นก็คือชายหัวล้านตัวใหญ่คนหนึ่งที่กำลังเดินออกมาด้วยท่าทางที่ร้อนรน
“เฮ้อ~~เมื่อคือดันดึกไปหน่อย หวังว่าคงมาทันนะ...”
“นั่นมัน….เฮ้ย! ตาลุงงั้นเหรอ?”
“ฮะ? เฮ้ย!ไอ้เ้าหนู ทำไมเ้าถึงมาอยู่ที่ตรงนี้กัน อ่อเข้าใจแล้วเ้ามาสายงั้นสินะ!”
“ตาลุงเองนั่นแหละ เป็ถึงผู้บัญชาการแต่ดันมาสายเองแบบนี้เนี่ยนะ!”
ยูโตะได้ชี้ไปยังชายไว้กลางคนที่อยู่ตรงหน้าที่กำลังเหนื่อยจากการวิ้งมาที่นี่เพื่อที่จะมาให้ทันการประชุมนั่นเอง
ตัวเขานั้นคือชายรูปร่างมนุษย์ที่มีร่างกายสูงใหญ่มีกล้ามมากมายเหมือนดังนักรบที่ผ่านศึกมานักต่อนัก อายุประมาณ55-60ปีส่วนสูงน่าจะประมาณ190ซม. ใบหน้าที่ดูน่ากลัวแต่ที่แท้จริงแล้วเป็คนใจดีพูดคุยง่ายแถมยังมีมนุษย์สัมพันธ์ดีอีกต่างหาก บนหัวของเขานั้นไม่มีผมเลยแม้แต่เส้นเดียวเรียกได้ว่าโล้นหมดจดเลยก็ว่าได้ แต่ในทางกลับกันดันมีหนวดเครายาวสีนํ้าตาลที่มากกว่าคนทั่วไปแทน มีดวงตาที่ดุดันและในตาสีดำที่ไร้ซึ่งประกายใดๆราวกับว่าเคยผ่านเื่ราวแย่ๆมามากมายในครั้งอดีตที่ตัวเขานั้นไม่อยากที่จะพูดถึง
“แล้วคิดว่ามันเป็แบบนี้เพราะใครกันฮะ! เป็เพราะเ้าฉันถึงต้องวิ้งเอกสารทั้งคืนเลยตื่นสายแบบนี้ยังไงล่ะ!”
“อะ!...”
(เล่นพูดแบบนี้ไม่รู้เลยว่าจะต้องตอบโต้กลับยังไงเลย...)
“นี่ๆยูโตะ คนๆนี้คือใครงั้นเหรอ? ทำไมพวกนายดูสนิทกันดีจัง...”
เซกล่าที่ยืนฟังอยู่ข้างๆกับลาโน่ได้ถามออกมาด้วยความสงสัย
“ไม่ได้สนิทกันสักหน่อย! ตาลุงคนนี้น่ะคือเฟย เจินเป็ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอาร์คยังไงล่ะ ถึงจะดูไม่เหมือนก็ตามทีล่ะนะ”
“ฮะ! ผู้บัญชาการสูงสุดของอาร์คงั้นเหรอ สนิทกับคนใหญ่คนโตแถมยังพูดคุยกันได้แบบสบายๆแบบนี้ งั้นก็แปลว่าสนิทกันดีมากเลยงั้นสินะ”
“อือ...อือ...” [ข้านั้นก็ว่าแบบนั้นแหละ]
“ไม่ได้สนิทกันสักหน่อย!”
“อย่าพูดแบบนั้นเลยน่า เป็ถึงศิษย์อาจารย์เดียวกันทั้งที สนิทกันเอาไว้เถอะ”
เฟยได้ยื่นมือเข้ามาลูบหัวของยูโตะไปมาด้วยความเอ็นดู ยูโตะที่โดนแบบนั้นเข้าไปได้ใช้มือของตนปัดมือของเฟยนั้นทิ้งออกไปโดยไม่ไยดี
“หยุดเลยนะ! อย่ามาทำเหมือนกับตัวข้าเป็เด็กน้อยสิ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่เอาน่าอย่าพูดแบบนั้นเลยเ้าศิษย์เอ้ย”
“ก็ไม่อยากที่จะขัดจังหวะหรอกนะ แต่ว่าการประชุมมันน่าจะเลยเวลาไปแล้วนะ”
เซกล่าได้พูดออกมาดึงสติของทั้งสองคนให้กลับมาอีกครั้ง
“ว่าไงนะ!”
“ว่าไงนะ!”
พอทั้งสองคนที่ได้รู้แบบนั้นจึงได้รีบวิ้งออกไปในทันที เพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังห้องประชุมที่อยู่นะปลายทางของเส้นทางสีขาวแห่งนี้
“ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องไปให้ถึงก่อนตาลุงให้ได้!”
“ในฐานะของผู้บัญชาการสูงสุดและในฐานะของศิษย์พี่แล้ว จะไม่ยอมปล่อยให้เ้านั้นไปถึงก่อนได้หรอกนะ!”
ครืน~~~~~~~~ตึ้ง! ทั้งสองคนที่ไปถึงประตูพร้อมกันได้ใช้เท้าถีบประตูนั้นเข้าไปในจังหวะที่พร้อมเพียงกันแล้วเข้าไปที่ด้านในพร้อมๆกัน
“เฮะ! ฉันมาถึงก่อนก้าวนึ่งนะ”
“ไม่เลย! ตัวข้าต่างหากล่ะที่มาถึงก่อนก้าวนึ่งน่ะ”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังส่งสายตากดดันอีกฝ่ายให้ยอมแพ้ ก็ได้มีหญิงสาวที่กำลังโกรธจัดเดินเข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง
“ไม่ว่าใครก็มาสายทั้งนั้นนั่นแหละ!”
ลาน่าที่กำลังโกรธจัดได้ตวาดใส่ทั้งสองคนที่อยู่ตรงหน้า ที่ได้มองมาที่ตัวเธอด้วยสายตาที่กำลังสํานึกผิด(มั้ง)
“ละ...ลาน่า...คือว่าตัวข้านั้นมีคำอธิบาย...”
“ใช้แล้วล่ะ...ศิษย์น้อยเอ้ย สิ่งนี้นั้นมีคำอธิบายดีๆแน่นอน...”
“ไม่ต้องมาแก้ตัวเลยนะ! ไม่ว่ายังไงทั้งสองคนก็ไม่รอดแน่ ฉันจะบ่นให้ฟังจนจะไม่เกิดเหตุการแบบนี้ขึ้นอีกเป็ครั้งที่สองเลย เพราะงั้นเตรียมตัวเตรียมใจให้ดีเถอะ”
“ไม่จริงน่า...”
(ว่าแล้วเชียววันนี้น่ะซวยจริงๆด้วย...)
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะโดนลาน่านั้นบ่นใส่วีวแลนก็ได้เข้ามาห้ามเอาไว้ก่อน
“เอาน่าๆลาน่า ใจเย็นลงก่อนนะ ในตอนนี้ทุกคนก็มารวมตัวกันครบแล้ว เพราะงั้นพวกเรามาเริ่มประชุมกันก่อนเถอะนะ”
ลาน่าที่พอได้ฟังแบบนั้นเธอจึงได้หันไปมองที่ด้านหลัง ที่ตรงนั้นได้มีโต๊ะกลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่พร้อมกับคนอื่นๆที่ได้มานั่งรออยู่ก่อนแล้วรวมถึงลาโน่กับเซกล่าที่แอบไปรวมอยู่ในนั้นั้แ่เมื่อไหรก็ไม่รู้รวมอยู่ด้วย
“เฮ้อ~ช่วยไม่ได้นะ จะปล่อยไปแค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ”
“อือ...จะจำเอาไว้เป็อย่างดีเลยล่ะ”
(แต่รู้สึกว่าคนที่ควรจะโดนบ่นใส่มากที่สุดดันรอดไปซะได้น่ะสิ...)
“เข้าใจแล้วล่ะ ครั้งหน้าจะไม่สายอีกแล้วล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่ะ!”
“เฮ้อ~ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ”
หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดสงบลงทุกคนก็แยกยายกันไปนั่งประจำที่ของตนเอง โดยมีเฟยนั้นนั้นอยู่ที่ตรงกลางของโต๊ะกลม โดยมีพวกหัวหน้าหน่วยที่เหลือนั้นนั่งอยู่ที่ลอบๆกับพวกรองหัวหน้าที่ยืนเอามือไขว้หลังอยู่ที่ด้านหลังของหัวหน้าหน่วยของตนเอง แต่มีเพียงแค่ยูโตะเท่านั้นที่ยืนเอามือลวงกระเป๋าอยู่เพียงคนเดียว
“ถ้างั้นพวกเรามาเริ่มการประชุมกันเถอะ”
“เออเดี๋ยวก่อนครับ! คือว่ามีเื่อยากที่จะถามก่อนนิดหน่อยน่ะครับ...”
วีวแลนได้พูดขัดขึ้นมาในระหว่างที่เฟยนั้นกำลังที่จะเปิดการประชุม ทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นจึงได้หันมามองที่วีวแลนในทันที
“มีอะไรงั้นเหรอศิษย์น้อย...ไม่ใช้สิ หัวหน้าวีวแลนมีอะไรอยากที่จะพูดงั้นเหรอ”
“เออคือว่า...พวกเราทุกคนนั้นบางคนก็พึ่งจะเคยเจอหน้ากันเป็ครั้งแรก เพราะงั้นจึงอยากที่จะให้ทุกคนมาแนะนำตัวกันก่อนจะได้รู้จักกันก่อนน่าจะดีไหมครับ”
“มันก็จริงอย่างที่พูดนะ แต่ว่าเวลามัน...”
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ! ไม่เห็นจะเป็อะไรเลยไม่ใช้เหรอ มาแนะนำตัวกันอย่างที่เ้าหนูนั่นพูดเถอะ”
ชายตัวใหญ่คนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆกับเฟยได้พูดขึ้นมาดึงดูความสนใจของทุกคนเอาไว้ให้หันมามองที่ตัวเขา
“ถ้างั้นเริ่มจากข้าก่อนก็แล้วกัน ข้ามีนามว่าบีส ฮาบัส หัวหน้าหน่วยฮาร์ดรัน ผู้ที่ได้รับฉายาว่าสัตว์อสูรสีชาดยังไงล่ะ ขอฝากตัวด้วยนะพวกเ้าหนูทั้งหลาย ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ!”
ชายคนนั้นได้แนะนำตัวเองอย่างมันใจด้วยนํ้าเสียงใหญ่และทรงพลังของตัวเขา
เขานั้นเป็ผู้ชายรูปร่างมนุษย์ผิวสีแทนที่มีร่างกายสูงใหญ่และมีกล้ามเนื้อมากกว่าเฟยหลายเท่า สวมชุดเสื้อโค้ทยาวสีขาวที่แขนเสื้อทั้งสองข้างนั้นถูกชีกออกจากกันเผยให้เห็นแขนทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ทรงพลัง ตัวเขานั้นมีผมและเคราสีนํ้าตาลที่ยาวเหมือนดังสิงโตที่องอาจ มีแววตาที่ดุดันราวกับสัตว์นักล่าที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน
หลังที่ตัวเขาแนะนำตัวเสร็จสิ้นก็ได้ชี้นิ้วไปยังชายอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ที่ด้านหลัง
เขานั้นคือชายหนุ่มรูปร่างมนุษย์ที่ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่าบีสแต่มีใบหน้าที่ดูแก่กว่า ร่างกายโดยรวมนั้นดูกำยำเหมือนดังอัศวินอันทรงเกียรติ ที่ไว้ผมยาวสีนํ้าเงินม่วงมีแววตาที่ดูนิ่งเฉยและที่สำคัญยังมีรอยแผลเป็ขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลางของใบหน้าที่ดูเยือกเย็นนั้นอีกด้วย
“ส่วนไอ้หน้าบากนี่คือวูฟรองหัวหน้าหน่วยของข้าเอง ถึงจะดูเงียบๆแบบนี้แต่ก็เป็คนดีใช้ได้เลยล่ะนะ”
“.....”
วูฟนั้นไม่ได้พูดอะไรออกมาเขาเพียงแค่พยักหน้าเท่านั้น
“เพราะงั้นพวกเราขอฝากตัวด้วยด้วนนะ! พวกเ้าหนูทั้งหลาย ฮ่าฮะฮ่าฮะ!”
(ดูจากการแนะนำตัวแล้วคงเป็พวกที่คล้ายๆกับวีวแลนล่ะมั้งหัวหน้าหน่วยคนนั้น ส่วนอีกคนก็ดูเป็คนที่ใจเย็นเอามากๆเลย คงจะเป็คนที่ค่อยเก็บงานให้กับหัวหน้าหน่วยของตนเองอะไรประมาณนั้นล่ะมั้ง เอาเถอะคนแบบนี้ตัวข้าก็ไม่ได้เกลียดหรอกนะ)
“เฮ้อ~ดูจากการแนะนำตัวแล้ว ไม่ว่าจะดูยังไงตัวคุณมันก็คงจะเป็ได้แค่พวกที่ชอบใช้กำลังมากกว่าหัวสมองงั้นสินะครับ”
ชายสวมแวนที่นั่งอยู่ข้างๆกับวีวแลนได้พูดขึ้นมา
“ฮะ! แกว่าไงนะ”
“หึ!ยังไม่ชัดอีกงั้นเหรอครับ ผมบอกว่าตัวคุณนั้นเป็พวกชอบใช้กำลังมากกว่าสมองยังไงล่ะครับ”
“ฮา--ว่ายังไงนะ! แกนั่นแหละดูผอมบางยังกับคนติดยาไม่มีผิดเลย เป็หัวหน้าหน่วยจริงๆงั้นเหรอฮะ!”
บีสได้ทุบโต๊ะดังลั่นแล้วชี้นิ้วไปยังหน้าของชายคนนั่นที่นั่งอยู่ฟังตรงข้าม
“หึ!ผมน่ะเป็หัวหน้าหน่วยแน่นอนอยู่แล้วสิครับ ไม่เช่นนั้นคงจะมาอยู่ที่ตรงนี้ไปได้หรอกเื่แค่นั้นยังจะถามมาได้อีกนั่นแหละที่บงบอกว่าคุณนั้นมันก็เป็เพียงแค่พวกบ้าพลังยังไงล่ะครับ”
“นี่แกจะหาเื่งั้นเหรอ”
“ไม่เอาน่าหัวหน้าบีส แล้วก็หัวหน้าทาโน่ด้วย เลิกทะเลาะกันก่อนแล้วแนะนำตัวกันต่อเถอะนะ”
“งั้นก็ได้ครับ ตัวผมคือ โอ ทาโน่ ฮาลาบัส ฉายาอัจฉริยะแห่งสนามรบ หัวหน้าหน่วย ไฮโลร่า ส่วนคนที่ยืนอยู่ด้านหลังนั่นก็คือรองหัวหน้าหน่วยของผมนามว่า ลาร่า ฉายามือสังหารไรหน้าครับ”
“....”
“พวกเรานั้นเป็หน่วยที่ปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จมากที่สุดของอาร์ค เพราะฉะนั้นกรุณาอย่าเอาตัวผมคนนี้ไปเปรียบเทียบกับคนติดยาจะได้ไหมครับ”
ชายคนนั้นได้แนะนำตัวเองออกมาด้วยความมั่นใจที่แตกต่างออกไปจากบีสราวฟ้ากับเหวแถมยังมีความหยิ่งยโสที่ดูมากกว่ามากๆเลย
เขาเป็ชายหนุ่มที่มีร่างกายผอมบางกว่าทุกคนที่อยู่นะที่แห่งนี่แต่ก็มากกว่าคนปกติทั่วไป เขานั้นใส่ชุดซูตสีขาวที่ผูกโบว์สีแดงเอาไว้ที่คอเสื้อเชิ้ตที่อยู่ด้านในเสื้อซูตสีขาวนั้น ไว้ผมสั้นสีดำที่ด้านหลังรวบผมเอาไว้ ใส่แว่นรูปร่างสี่เหลี่ยม ในตาสีดำสนิดและมีแววตาของนักวางกลยุทธ์ที่แล่ดูเ้าเล่ห์ที่ไม่น่าไว้ใจสักเท่าไรอีกด้วย
(เฮ้อ~ให้ตายสิ คนแบบนี้เป็แบบที่ตัวข้าไม่ชอบมากที่สุดเลย ท่าเป็ไปได้ก็ไม่ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสักเท่าไหร่หรอกนะ)
ส่วนอีกคนหนึ่งเป็ผู้หญิงตัวสูงพอๆกับยูโตะที่มีร่างกายที่ผอมบางเฉกเช่นเดียวกันกับหัวหน้าหน่วยของเธอ ใส่ชุดรัดรูปสีขาวที่แลดูเหมือนกับนินจาที่เอวใส่เข็มขัดหลายเส้นและยังติดกระเป๋าเล็กๆหลายใบเอาไว้บนเข็มขัดเ่าั้อีกด้วย มีผมยาวสีดำสนิดที่มัดจุกเอาไว้ แต่บนใบหน้านั้นได้สวมหน้ากากสีขาวที่เรียบสนิดไม่มีช่องที่จะให้มองออกมาที่ด้านนอกได้เลยปิดบังใบหน้าทั้งหมดเอาไว้ทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงภายใต้หน้ากากนั้นได้เลย
(สวนเธอคนนั้นที่ไม่ยอมพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว แถมยังใส่หน้ากากแบบนั้นที่ดูยังไงก็ไม่มีทางมองเห็นอะไรได้เลยอีกด้วย ดูถ้าจะเป็คนที่อันตรายน่าดูเลย เพราะงั้นแล้วหน่วยนี้อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลยน่าจะดีที่สุดล่ะนะ)
“หึ! ทำภารกิจสำเร็จมากที่สุดงั้นหรอ ก็แค่เน้นจำนวนมากกว่าคุณภาพล่ะมั้ง!”
“หึ! จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะครับ เพราะมันก็เป็เพียงแค่คำเห่าหอนของสุนัขขี้แพ้เท่านั้น ผมนั้นไม่ใส่ใจหรอกครับ”
“ว่าไงนะ! อยากหาเื่งั้นหรอแกน่ะ!”
บีสที่ได้ยินแบบนั้นได้ลุกขึ้นมายืนชี้ไปที่หน้าของทาโน่ที่อยู่ตรงหน้า ทาโน่ที่เห็นแบบนั้นจึงได้จ้องหน้าบีสกลับด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามในตัวเขา
“ไม่เอาน่าทุกคน อย่าทะเลาะกันเลยครับ”
ลาโน่ที่นั่งอยู่ข้างๆกับบีสได้ลุกขึ้นมาเพื่อพยายามจะหยุดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเอาไว้
“หือ! แล้วแกล่ะเป็ใครกันฮะ!”
บีสได้พูดออกมาพร้อมกับหันหน้ามาจ้องมองหน้าของลาโน่ที่อยู่ข้างๆด้วยแววตาที่ดุดันของตัวเขา
“เออข้านั้นคือ ลาโน่ ฮาฟิก้า หัวหน้าหน่วย มิราเคิล ฉายาผู้ใช้เวทย์มนต์ฉายาพ่อมดสีครามครับ...”
“พ่อมด? ผู้ใช้เวทย์มนต์? ท่างั้นข่าวลือก็เป็จริงงั้นสินะ เื่ที่อาร์คนั้นมีผู้ที่สามารถใช้เวทย์มนต์ได้อยู่จริงๆน่ะ”
บีสที่ได้ยินแบบนั้นจึงได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูแปลกใจ
“ใช้ครับ ข้านั้นแหละคือผู้ใช้เวทย์มนต์คนนั้นล่ะครับ”
“ท่างั้นก็จริงสินะ ที่ว่านายนั้นสามารถที่จะใช้เวทย์มนต์ได้น่ะ อื่อ...ชักอยากที่จะรู้เื่เกี่ยวกับเวทย์มนต์ขึ้นมาซะแล้วสิ”
ทาโน่ที่ไม่รู้ว่าตนเองนั้นพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมาซะแล้ว นั่นก็เพราะว่าเมื่อลาโน่ได้ยินแบบนั้นตัวเขาก็เริ่มทำท่าทางที่ตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
“คุณสนใจเื่เวทย์มนต์งั้นเหรอครับ ถ้างั้นเดี๋ยวข้านั้นจะเล่าทุกอย่างให้ฟังเองครับ!”
(แย่ล่ะสิ! ดูถ้าเ้าบ้าเวทย์มนต์จะเริ่มบ้าขึ้นมาอีกแล้วสิ)
“ท่างั้นเดี๋ยวข้านั้นจะเริ่มเล่าให้ฟังั้แ่ต้นกำเนิดและทุกสิ่งที่ข้ารู้ อ่า!…”
“ต้องขอโทษด้วย ถ้าจะคุยกันล่ะก็เอาไว้ทีหลังก็แล้วกันนะ อ่อส่วนฉันนั้นมีนามว่าเซกล่า เป็รองหัวหน้าหน่วยของหมอนี้น่ะ ขอฝากตัวด้วยนะ”
เซกล่าที่หยุดลาโน่เอาไว้ได้ทันก่อนที่ตัวเขานั้นจะได้เล่าอะไรออกมา เธอนั้นได้ลากตัวของลาโน่กลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตนเองก่อนที่จะกลับไปยืนอยู่ที่ด้านหลังของตัวเขาเช่นเดิม
หลังจากที่ทุกอย่างนั้นสงบลงแล้ว เฟยที่เห็นแบบนั้นจึงได้กล่าวเปิดประชุมขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาล่ะถ้างั้น เมื่อทุกคนทำความรู้จักกันเสร็จหมดแล้ว พวกเราก็มาเริ่มการประชุมกันเลยดีมั้ย”
“อือ...คือว่า…”
วีวแลนได้พูดขึ้นมาขัดเฟยเอาไว้อีกครั้ง
“หือ? มีอะไรงั้นเหรอหัวหน้าวีวแลน”
“คือว่าฉันยังไม่ได้แนะนำตัวเองเลยนะ...”
“เออ!นั้นสินะ เ้าหนูที่เสนอเื่นี้มายังไม่ได้เเนะนำตัวเองเลยงั้นสินะ”
“อ่า...ขอโทษด้วยครับ พอดีคิดแต่เื่เวทย์มนต์จนลืมไปสะสนิทเลยครับ”
“จะยังไงก็ช่างมันเถอะครับ รีบเอาให้มันจบๆไปสักทีเถอะครับ”
“ต้องขอโทษจริงๆ เพราะฉันนั้นรู้จักพวกเธอดีก็เลยไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเธอนั้นยังไม่ได้แนะนำตัวเองเลยน่ะ ในฐานะของผู้บัญชาการแล้วต้องขอโทษด้วยจริงๆ เอาล่ะ!หัวหน้าวีวแลนเชิญแนะนำตัวเองได้เลย!”
“อ่า...อื่อ...”
วีวแลนที่ได้ทำหน้าเหนื่อยๆนั้น ได้ลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อมที่แนะนำตัวเองออกมา
“ตัวฉันคนนี้คือผู้ชายที่จะกลายเป็อาร์คที่แข็งแกรงที่สุดในอนาคต นามว่า วีวแลน เดียรอส หัวหน้าหน่วยสเลเยอร์ ขอฟากตัวด้วยนะ!”
“……”
“……..”
“…………”
“…………….”
หลังจากที่วีวแลนแนะนำตัวเองออกไปทั้งห้องก็เงียบไปคู่หนึ่งก่อนที่จะ…
“ฮ่าฮ่าฮ่า-!”
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ-!”
“ฮ่ะฮะอะ-!”
หัวเราะออกมาดังลั่นห้องแบบนี้
(เอาจนได้สิ การแนะนำตัวของวีวแลนทำให้ตนเองนั้นเด็นขึ้นมาอีกแล้วสิ...)
“ฮ่าฮะฮ่าฮะ สมแล้วจริงๆที่เป็คนหนุ่มไฟแรงพูดออกมาได้ดีเลยไม่ใช้เหรอเนี่ย”
บีสพูดออกมาในขนาดที่ตัวเขานั้นหัวเราะไม่ยอมหยุด
“มะ...มีอะไรน่าขํากันล่ะ!”
วีวแลนที่มองดูพวกเขาที่หัวเราะอยู่ได้ถามออกมาด้วยความสงสัย
“ขำอะไรงั้นเหรอ คุณเนี่ยพูดออกมาได้นะ”
ทาโน่ได้หยุดขำแล้วพูดขึ้นมาพร้อมกับได้ชี้นิ้วไปที่วีวแลนที่กำลังยืนงงอยู่
“อาร์คที่แข็งแกรงที่สุดงั้นหรอ? คิดว่าคนอย่างคุณจะเป็ได้จริงๆงั้นเหรอครับ”
“อะไรเล่า...ถึงตัวฉันคนเดียวอาจจะทำไม่สำเร็จ แต่ว่านะ! ฉันน่ะยังมีพวกพ้องที่มีความฝันเดียวกันอยู่ ตราบใดที่พวกเขายังคงอยู่เคียงข้างตัวฉันความฝันนั้นจะต้องเป็จริงในสักวันอย่างแน่นอน!”
วีวแลนได้พูดออกมาอย่างมั่นใจ ส่วนลาน่านั้นได้ยืนบิดไปมาอย่างเขินอายอยู่ที่ด้านหลังของตัวเขาข้างๆกับยูโตะที่ได้ถอนหายใจออกมา
(โดนลากเข้าไปเกี่ยวด้วยซะแล้วสิ ถึงเมื่อก่อนจะเคยสัญญากันไว้แบบนั้นก็จริง แต่ว่าคนที่ยังคงเชื่อมั่นในความฝันนั้นน่ะ ก็คง...เหลือเพียงแค่นายคนเดียวเท่านั้นแหละนะวีวแลน...)
ยูโตะที่คิดแบบนั้นได้หันไปมองลอบๆและตัวเขาก็ได้เห็นเซกล่าที่กำลังมองมาที่ตัวเขาด้วยสายตาที่ราวกลับว่ากำลังมองดูเด็กน้อยอยู่ พร้อมกับได้ใช้มือปิดปากตนเองเอาไว้แน่กันไม่ให้ตนเองนั้นหัวเราะออกมา
(ให้ตายสิใบหน้าแบบนั้น รู้สึกได้เลยว่าใยนั้นกำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่ เอาไว้จบการประชุมเมื่อไหร่ค่อยหาเวลาไปอธิบายทีหลังก็แล้วกัน)
“คิดว่าการมีพวกพ้องอยู่ด้วยจะช่วยอะไรตัวคุณได้งั้นเหรอครับ ไร้สาระสิ้นดี! ความคิดเด็กๆแบบนั้นนั่นแหละที่จะทำให้ตัวคุณนั้นอ่อนแอ่ลงยังไงล่ะ”
ทาโน่ได้ขึ้นเสียงใส่วีวแลนด้วยความหงุดหงิดในบางสิ่งที่ไม่อาจที่จะเข้าใจได้
“เื่นั้นน่ะ...”
“เฮ้ยแกนะ! มันจะมากเกินไปแล้วนะ ทีแรกก็มาดูถูกข้าแถมในตอนนี้ยังจะมาดูถูกความฝันของเ้าหนูคนนี้อีกงั้นเหรอ!”
ก่อนที่วีวแลนจะได้พูดออกมาบีสที่รู้สึกไม่พอใจได้ทุบโต๊ะแล้วหันมาทางทาโน่ด้วยความโกรธ
“หึ! อะไรกันครับพวกอ่อนแอจะมาปกป้องกันเองงั้นเหรอครับ”
“ว่าไงนะ! ข้าเริ่มทนไม่ไหวแล้วนะ คำก็อ่อนแอสองคำก็อ่อนแอ ถ้าอยากจะมีเื่กันล่ะก็เข้ามาได้เลย!”
“งั้นก็ได้ครับ เดี๋ยวผมนั้นจะสั่งสอนคุณให้รู้เองว่าตัวคุณนั้นมันอ่อนแอแค่ไหน”
ทาโน่กับบีสได้ลุกขึ้นแล้วเตรียมพร้อมที่จะทำการต่อสู้กัน
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำแบบนั้น ตึ้ง!...
“หยุดได้แล้วทั้งสองคน!”
เฟสได้ทุบโต๊ะห้ามพวกเข้าเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะบานปลายไปมากกว่านี้
“บีสเธอน่ะใจร้อนมากเกินไปแล้ว ส่วนทาโน่เองก็ด้วยการที่ไปดูถูกความฝันของคนอื่นน่ะ มันไม่ใช้เื่ที่ดีหรอกนะ เพราะงั้นทั้งสองคนกลับไปนั่งที่ได้แล้วพวกเราจะเริ่มประชุมกันแล้ว”
“เข้าใจแล้วน่า...”
“ชิ!....”
บีสกลับทาโน่ได้แยกยายกันกลับไปนั่งที่ของตนเอง
“เอาล่ะ ถึงจะมีเื่เกิดขึ้นมามากมาย แต่ก็ขอเปิดการประชุมในครั้งนี้ล่ะนะ”
“ตาลุงจะว่าไปแล้ว...”
ยูโตะได้พูดขัดขึ้นมา
“อะไรอีกล่ะ!”
“ได้ยินมาว่าหน่วยที่เรียกมามีอยู่ทั้งหมด 5 หน่วยไม่ใช้เหรอ? แล้วมันหายไปไหน1ล่ะ”
“จริงด้วยสิพอพูดขึ้นมา...แล้วหน่วยของคาล่าล่ะ ไม่ได้ถูกเรียกมาด้วยงั้นเหรอ”
บีสได้ถามออกมาอย่างร้อนร่น
“เกี่ยวกับเื่นั้นน่ะ...จะเล่าให้ฟังต่อจากนี้แหละ”
เฟยที่ได้ยินแบบนั้นจึงได้ปิดไฟในห้องลงก่อนที่จะเปิดจอภาพที่อยู่ด้านหลังขึ้นมา ปรากฎให้เห็นไฟล์ข้อมูลมากมายที่ค่อยๆปรากฎขึ้นมาบนจอภาพนั้น
“ก่อนอื่นก็จะขอบอกเอาไว้ก่อนเลย ว่าสิ่งที่จะได้ฟังต่อจากนี้ไปคือความลับสูงสุดห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้อย่างเด็ดขาด”
เฟยได้หันมามองทุกคนที่นี่ ทุกคนนั้นก็ได้พยักหน้าตอบรับกลับไป
“เอาล่ะ ถ้างั้นต่อจากนี้ไปจะเริ่มทำการบอกข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจล่ะนะ”
เฟยได้เปิดไฟล์ข้อมูลขึ้นมา ปรากฎภาพของเอกสารมากมายขึ้นมาบนหน้าจอขนาดใหญ่นั่น
“ภารกิจในครั้งนี้นั้นก็คือการสำรวจดาวเคราะห์ที่ว่ากันว่าเป็ดาวดวงแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาในจักรวาล ที่ซึ่งพวกเรานั้นเรียกขานกันในนามของ ดวงดาวแห่งจุดเริ่มต้น ดิ เฟิร์ส และพวกนายนั้นจะป็นคนกลุ่มแรกที่จะต้องเข้าไปสำรวจดาวดวงนี้อย่างไงล่ะ!”
(ภารกิจสำรวจดาวเคราะห์ดวงแรกของจักรวาลดิเฟิร์สงั้นหรอ ให้ตายสิชักจะน่าสนใจขึ้นมาซะแล้วสิ...)