“นายหญิง...มีข่าวจากเบริธครับ”
ที่คฤหาสน์ในป่าอันโดดเดี่ยวทางประเทศตะวันตก บาเอลเดินเข้าไปในห้องพักผ่อนที่มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ นางกำลังจิบชาและเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลายามบ่าย และอดที่จะรู้สึกไม่พอใจไม่ได้ที่ถูกขัดในยามที่กำลังพักผ่อนเช่นนี้
“มีอะไร?”
“บาร์บาทอสถูกทางการของประเทศนั้นควบคุมตัวไปแล้วครับ...”
ชายชราพูดเสียงเบา แต่นายหญิงของคฤหาสน์หลังนี้ถึงกับต้องขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยิน นางวางแก้วในมือลงแล้วสอบถามว่ามันเป็นมาอย่างไร
“ในประเทศทางตะวันออกไม่น่าจะมีใครที่มีพลังมากพอที่จะรับมือพวกเจ้าในตอนนี้ไหวนี่?”
หญิงสาวดูจะค่อนข้างคุ้นเคยกับระดับพลังของผู้ฝึกตน นางยังกล่าวออกมาอีกว่า
“ยุคนี้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดน่าจะยังไปไม่ถึงระดับบรรพจารย์เสียด้วยซ้ำ...”
นางพึมพำกับตัวเอง ชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆทำสีหน้าลังเลเล็กน้อย เขายังจำความโกรธเกรี้ยวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ ทำให้เขาต้องเตรียมใจให้ดีก่อนที่จะรายงานออกมา
“...ตามรายงาน ผู้ที่หยุดบาร์บาทอสไว้ได้คือ ไป่ฟานเซียนคนนั้นครับ”
และเขาก็คาดเดาไว้ไม่ผิด ทันทีที่นายหญิงของเขาได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป เขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนไม่แน่นอนของอากาศที่เริ่มสั่นสะเทือน นางต้องใช้เวลาครู่หนึ่งจึงจะสงบสติอารมณ์ลงได้
“...เรียกพวกที่ตื่นแล้วทั้งหมดมารวมตัวกันที่นี่”
หญิงสาวพูดด้วยเสียงเรียบ นางเอนหลังพิงโซฟาแล้วหลับตาลงราวกับกำลังจมอยู่กับความทรงจำในอดีต
“...ดูท่าว่าคงจะใกล้เวลาที่เราจะได้เจอกันแล้วกระมัง?”
กลับมาทางบ้านพักตากอากาศริมทะเลของไป่ฟานเซียน เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับเสียงอึกทึกครึกโครมบริเวณชายหาด ก่อนจะตามมาด้วยคลื่นพลังอันรุนแรงที่สามารถทำให้เขตแดนสะท้านเบาๆ ที่นั่นมีไป่ฟานเซียนที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศพร้อมกับแผ่แรงกดดันที่สามารถทำให้อากาศแตกร้าวออกมารอบตัว
เจิ้งเหรินอี้และหลิวเยียนเฟยกลืนน้ำลายอึก เป็นพวกกเขาเองที่อยากจะแข็งแกร่งขึ้น แต่เขาไม่คิดว่าวิธีฝึกของไป่ฟานเซียนจะบ้าระห่ำขนาดนี้
“ข้าไม่คิดว่าจะมีวิธีใดที่รวดเร็วไปกว่าวิธีนี้แล้ว...”
ไป่ฟานเซียนพูดเสียงเบาก่อนที่จะสะบัดมือทีหนึ่ง คลื่นพลังสีม่วงนับร้อยสายก็ปรากฏขึ้นทางด้านหลังของนาง พวกมันหมุนวนเป็นวงกลมก่อนจะพุ่งลงมาโจมตีเจิ้งเหรินอี้ที่กระชับดาบในมือแน่น
ตูม!
ตูม!
ตูม!
เป็นเพราะแรงกดดันที่แผ่ออกมาของไป่ฟานเซียนนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับเขตแดน ปรมาจารย์ทั้งสองคนที่อยู่ด้านในรู้สึกว่าไม่สามารถจะโคจรพลังของตนเองได้สะดวก พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างยากลำบากราวกับแรงโน้มถ่วงนั้นถูกเพิ่มขึ้นมหาศาล แค่ขยับตัวไม่กี่ก้าวก็ต้องใช้พลังงานมากมายแล้ว
“สิ่งนี้คือ อาณาเขต”
ไป่ฟานเซียนอธิบายด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง นางสะบัดมืออีกทีหนึ่งก็มีกระแสลมปราณซัดใส่หลิวเยี่ยนเฟยที่พยายามจะมาโจมตีจากทางด้านหลังกระเด็นตกลงไปในทะเล
“ถ้าปรมาจารย์คือการเหาะเหินเดินอากาศ..”
“ส่วนบรรพจารย์คือการบ่มเพาะเจตจำนง...”
“อาณาเขตก็คงจะเป็นอภิสิทธิ์ของตัวตนระดับปราชญ์โบราณ”
หญิงสาวพูดจบแรงกดดันทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นอีกเท่าหนึ่ง แค่นั้นมันก็เพียงพอที่จะทำให้เจิ้งเหรินอี้ที่เหาะอยู่กลางอากาศไม่สามารถทรงตัวได้แล้วร่วงหล่นลงไปกระแทกพื้นเสียงดัง
“หากจะให้พวกเจ้าต่อกรกับตัวตนระดับบรรพจารย์ขั้นสูงได้ อย่างแรกก็จงคุ้นชินกับแรงกดดันของศัตรูให้ได้เสียก่อน จนกว่าพวกเจ้าจะขยับตัวได้เป็นปกติภายใต้อาณาเขตนี้ ข้าจะโจมตีพวกเจ้าด้วยพลังระดับปรมาจารย์ไปเรื่อยๆ...อย่างน้อยจะได้มั่นใจว่าพวกเจ้าจะพอรับมือไหวล่ะนะ”
การโจมตีเหล่านั้นก็คือคลื่นพลังนับร้อยที่ปรากฏที่ด้านหลังไป่ฟานเซียนอีกครั้ง พวกมันนั้นไม่ได้รุนแรงแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ตัวตนระดับปรมาจารย์จุกถ้าโดนเข้าไปหลายๆนัด
หญิงสาวเพียงสะบัดมือ ทั้งสองคนก็ต้องเคลื่อนไหวเพื่อหลบหลีกกันจ้าละหวั่น ถึงการโจมตีพวกนี้จะไม่ถึงตาย แต่ถ้าโดนเข้าไปสักนัดหนึ่งแน่นอนเลยว่าจะมีอีกสิบนัดตามเข้ามาแน่ๆ
ที่ระเบียงของบ้านนั้นมีเด็กๆสามคนกำลังให้กำลังใจปรมาจารย์ทั้งสองคนอยู่ ในมือของเหม่ยอิงนั้นมีโอสถระงับอาการของหลิวเยี่ยนเฟยเตรียมเอาไว้เผื่ออาการของเขาจะกำเริบ มันเป็นโอสถที่ไป่ฟานเซียนปรุงขึ้นพิเศษโดยอ้างอิงจากสูตรยาของปรมาจารย์ลู่ชิง แต่นางอาศัยพลังของตนและโอสถหมื่นสวรรค์นิรันดิ์ในร่างยกระดับมันให้สูงขึ้นไปอีก
หลิวเยี่ยนเฟยนั้นพบว่าตั้งแต่ที่เขาได้ลาพักและมาอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ อาการของเขาก็กำเริบน้อยครั้งลงมาก ขนาดผ่านการต่อสู้อย่างหนักมาถ้าได้รับการรักษาและพักผ่อนอย่างเพียงพอชายหนุ่มก็จะยังปกติดี
ตูม!
ไม่ทันไรร่างของหลิวเยี่ยนเฟยก็กระเด็นมาตกที่ชายหาดใกล้ๆพอดี สภาพของเขาสะบักสะบอม แม้แต่ชุดที่ใส่ก็ยังขาดรุ่งริ่งไปหลายจุด นี่เป็นเหตุผลหลักที่เขาไม่พกยาไว้กับตัวแล้วเลือกที่จะฝากเด็กๆเอาไว้แทน ชายหนุ่มกระอักเอาเลือดออกมาจากร่างแล้วไอเบาๆ เหม่ยอิงที่ตาดีจึงรีบคว้ายาของเขาออกมาเม็ดหนึ่งแล้วโยนไปให้
“คุณอาหลิว รับนะคะ!”
หลิวเยี่ยนเฟยหันกลับมาคว้าหมับเอาไว้ได้ เขาส่งมันเข้าไปในคอแล้วรอให้มันออกฤทธิ์ เมื่อแน่ใจว่าสภาพร่างกายตนเองพร้อมแล้วก็กระโจนกลับเข้าไปรับการโจมตีอีกครั้ง
“...เจ้าพวกนี้ชื่นชอบความเจ็บปวดหรือไงนะ?”
ราชินีมังกรกำลังนอนอาบแดดอย่างสงบบนเบาะอย่างดีที่หวงจื่อหานยกออกมาให้ นางหาวเบาๆอย่างเกียจคร้าน
“งั้นเราไปฝึกกันบ้างดีกว่า! แดงน้อยไปกันเถอะ!”
ถังเย่เย่คว้าหมับเอาร่างของราชินีมังกรขึ้นมาในอ้อมกอด แน่นอนว่านางต้องโวยวายแต่ขัดขืนไม่ได้ ลูกมังกรตัวเล็กถูกลากออกไปอีกมุมหนึ่งพร้อมกับฮุ่ยเอ๋อที่ตามไปด้วย
“ไม่ไปกับสองคนนั้นเหรอครับ?”
หวงจื่อหานเก็บกวาดสถานที่ ชายชราแปลกใจที่ยังเห็นเหม่ยอิงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
“หนูขออ่านหนังสืออยู่ที่นี่ดีกว่าค่ะลุงหวง”
สาวน้อยยิ้มแล้วหยิบหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรขึ้นมาให้หวงจื่อหานดู มันเป็นหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรระดับสาม เขาไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะรีบเตรียมตัวไว้เร็วขนาดนี้
“พลังหนูไม่เยอะเหมือนสองคนนั้น ดังนั้นหนูควรจะทำในสิ่งที่หนูถนัดให้ดีก่อนดีกว่า”
เหม่ยอิงหัวเราะเมื่อมองไปยังเด็กน้อยสองคนที่เริ่มการฝึกด้วยการวิ่งไล่ปล่อยพลังใส่ราชินีมังกรที่โวยวายไม่หยุดเพราะตอบโต้ไม่ได้
ทันใดนั้นหวงจื่อหานก็สัมผัสได้ถึงตัวตนที่ปรากฏตัวขึ้นที่ทางหน้าบ้านผ่านเขตแดน ในฐานะผู้มีสิทธ์ลำดับรองเขาสามารถรู้สึกตัวได้จากทุกที่ของบ้านหากมีสิ่งผิดปกติเข้ามา
ผู้ที่ปรากฏตัวนั้นเดินผ่านเข้ามาโดยไม่ถูกหยุดไว้ แปลว่าเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับอนุญาตจากนายหญิงเรียบร้อยแล้ว พ่อบ้านชรายิ้มกว้างเมื่อรู้แล้วว่าผู้ที่มาใหม่เป็นใคร
“คุณพ่อบ้าน สวัสดีค่ะ!”
เสียงหวานใสของหญิงสาวดังขึ้นมาจากข้างในบ้าน ก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินออกมาปรากฏตัวที่ระเบียงพร้อมกับของฝากเต็มไม้เต็มมือ
“ปรมาจารย์เซี่ยยินดีต้อนรับครับ”
หวงจื่อหานต้อนรับอย่างยินดี ผู้ที่มาใหม่นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนางพญาแม่ม่ายแดง ปรมาจารย์เซี่ยซูเหยาที่ต้องไปจัดการเรื่องราวที่ตระกูลของเธอทางภาคเหนืออยู่นาน
“คุณอาเซี่ย สวัสดีค่ะ”
เหม่ยอิงเองก็ทักทายอย่างดีใจ ก่อนหน้านี้ถึงทั้งสองคนจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันเท่าไร ขนาดตอนไปยังมิติของราชินีมังกรก็แทบไม่เจอกัน แต่เพราะรู้ดีว่าเป็นคนกันเองและเซี่ยซูเหยาก็มักจะแสดงความห่วงใยมาให้เด็กๆทั้งสามคนอย่างจริงใจ ทำให้เหม่ยอิงค่อนข้างจะชอบหญิงสาวคนนี้
“ไม่เจอกันแค่เดือนเดียว โตขึ้นมากเลยนะคะ”
เซี่ยซูเหยาประหลาดใจ จากเด็กน้อยที่ดูขี้โรคตอนนั้นดูมีน้ำมีนวลและสดใสร่าเริงขึ้นมาก เธอยิ้มให้อย่างยินดีแล้ววางถุงของฝากลงจนเต็มโต๊ะ
ในตอนนั้นเองที่เหม่ยอิงสังเกตเห็นผ้าพันแผลลและรอยฟกช้ำบางส่วนบนร่างกายของหญิงสาว เธอจึงร้องทักออกไปด้วยความตกใจ
“คุณอาเซี่ย...บาดเจ็บเหรอคะ?”
คำถามของเด็กสาวทำให้หวงจื่อหานหันมามอง บนร่างกายของเซี่ยซูเหยานั้นมีร่องรอยของบาดแผลจากการต่อสู้ที่น่าจะพึ่งเกิดขึ้นมาได้ไม่นานอยู่หลายจุดจริงๆ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?”
พ่อบ้านชราเองก็สงสัย แต่ขณะเดียวกันเขาก็รีบเดินไปหยิบเอากล่องปฐมพยาบาลจากในบ้านออกมาทันที
เซี่ยซูเหยามีสีหน้ายุ่งยากใจ เธอถกแขนเสื้อขึ้นมาให้ดู มันปรากฏร่องรอยบาดแผลหลายแห่งที่น่าจะเกิดจากดาบและอาวุธมีคม นอกจากนี้ยังมีร่องรอยพลังปราณบนบาดแผลเหล่านั้นที่แสดงว่ามันเกิดจากผู้ฝึกตนแน่ๆ
“พึ่งจะจัดการปัญหาเสร็จน่ะค่ะ...ขออภัยที่มาหาด้วยสภาพที่ไม่น่าดูนะคะ”
เธอพูดแบบนั้นแต่ขณะเดียวกันก็มองไปยังเหม่ยอิงที่เริ่มทำแผลเพิ่มเติมให้เธออย่างขอบคุณ
“สถานการณ์ทางเหนือยังวุ่นวายอยู่อีกเหรอครับ?”
หวงจื่อหานถาม เพราะระยะหลังเขาวุ่นวายกับการรับใช้นายหญิงจึงทำให้ไม่ค่อยจะได้ตรงจสอบข่าวสารที่ไกลตัวเช่นเมื่อก่อน
“ค่ะ ช่วงที่พวกเราไม่อยู่ทางเหนือมีคนก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์สามคน นอกจากนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาไปได้สมบัติมาจากไหนทำให้ระดับพลังของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด พอพวกเขาจับมือกันมันเลยค่อนข้างจะเป็นปัญหาใหญ่และยืดเยื้อแบบนี้”
เซี่ยซูเหยาเล่าให้ฟังขณะที่ถอนหายใจ “ทางใต้นอกจากคุณชายอันที่ทะลวงขอบเขตปรมาจารย์เมื่อหลายเดือนก่อนและโดนพี่หญิงเล่นงานไปแล้ว ตอนนี้ก็มีอีกสองคนที่พึ่งจะเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้เมื่อเร็วๆนี้ เหมือนว่าพวกเขาตอนนี้กำลังจะร่วมมือกันเพื่อก่อตั้งกลุ่มปรมาจารย์รุ่นใหม่ อะไรแบบนั้นขึ้นมาเพื่อโค่นล้มสี่ตระกูลใหญ่ที่เป็นฐานอำนาจเก่าค่ะ”
เมื่อได้ฟังสถานการณ์ของโลกภายนอก หวงจื่อหานเองก็พยักหน้ารับเบาๆและหรี่ตาลง ดูเหมือนว่าระยะหลังมานี้จะมีปรมาจารย์เกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ดูท่าว่าสมดุลของโลกผู้ฝึกตนกำลังจะพังทลายลงเสียแล้ว
เขาคงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ให้ดี
ชายชราจับไปที่หน้าอกของตนเองเบาๆ บาดแผลเก่าของเขานั้นหายดีแล้ว หรือจะถึงเวลาที่เขาจะต้องก้าวต่อไปข้างหน้าสักทีเหมือนกัน?
หวงจื่อหานรู้สึกว่าในยามอันตรายระดับพลังเพียงจอมยุทธ์ของเขานั้นไม่สามารถจะปกป้องใครได้ เขาคงต้องหาเวลาช่วงนี้ปรึกษากับนายหญิงดู
“แล้วตอนนี้พี่หญิงกำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ?”
เซี่ยซูเหยาถามขึ้นเมื่อมองไปยังชายทะเลที่มีเงาของคนสามคนกำลังลอยฉวัดฉวียนอยู่บนท้องฟ้า
“นายหญิงกำลังฝึกพิเศษให้กับปรมาจารย์เจิ้งกับพลเอกหลิวน่ะครับ”
“ฝึกพิเศษ?”
หญิงสาวทันทีที่ได้ยินก็สายตาเป็นประกาย เธอรีบกระโจนออกไปจากระเบียงแล้วเหาะไปทางไป่ฟานเซียนด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“พี่หญิงคะ! ฉันกลับมาแล้วค่ะ!”
เซี่ยซูเหยาตะโกนเสียงดังจนหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้ที่เหงื่อไหลโชลมกายรีบหันมามอง พวกเขาตกใจแล้วรีบทำท่าไม่ให้หญิงสาวเข้ามาแต่เธอไม่เข้าใจ
ทันทีที่เธอเข้ามายังอาณาเขตของไป่ฟานเซียน แรงกดดันและแรงโน้มถ่วงมหาศาลก็กดทับลงมาจากฟ้าจนเธอที่ไม่ทันได้เตรียมตัวรับเกือบจะร่วงลงไปกระแทกกับน้ำทะเลข้างล่าง!
เซี่ยซูเหยาตัวสั่นอย่างงุนงง เธอรีบโคจรปราณเต็มกำลังเพื่อพยุงตัว แต่วินาทีต่อไปก็ปรากฏสายของพลังลมปราณสีม่วงตีโค้งอย่างงดงามมาสิบกว่าสาย ไม่ต้องรอให้เธอได้เตรียมใจ พวกมันก็โจมตีใส่หญิงสาวจนเธอต้องพยายามหลบหนีหัวซุกหัวซุน
“ยินดีต้อนรับกลับมานะ...”
ไป่ฟานเซียนพยักหน้าเป็นเชิงทักทายครั้งหนึ่ง แต่มือของเธอกลับกางออกไปทางขวาจนสุด เส้นสายพลังปราณจำนวนมหาศาลก็ถูกสร้างขึ้นมาด้านหลังของนางจนเต็มท้องฟ้า หลิวเยี่ยนเฟยที่อยู่ด้านล่างเช่นกันกลืนน้ำลายดังอึกดดยไม่รู้ตัว
“เจ้ากลับมาได้ถูกเวลาพอดี...มาให้ข้าดูหน่อยก็แล้วกันว่าพัฒนาไปถึงไหนแล้ว”
ทันใดนั้นเส้นสายพลังปราณนับพันบนท้องฟ้าก็ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ไม่เพียงแค่เซี่ยซูเหยาแต่เจิ้งเหรินอี้และหลิวเยี่ยนเฟยก็เหม่อมองภาพห่าฝนพลังปราณนี้ด้วยความรู้สึกสิ้นหวังแปลกๆในหัวใจ...