ทันทีที่เห็นสภาพภายนอก หวังลี่ซื่อถึงกับตกตะลึง!
วัวและแกะเล็มหญ้าเต็มท้องทุ่งทั่วทั้งูเา
"เกิดอะไรขึ้น?" เสียงของจ้าวฉงหย่วนดังขึ้นจากภายในรถม้า
หวังลี่ซื่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า "ฝ่าา พวกเรามาถึงม่อเป่ยแล้วหรือขอรับ"
ม่อเป่ยเป็ชนเผ่าเร่ร่อนทั้งเผ่าดำรงชีวิตด้วยการเลี้ยงสัตว์ และมักจะรุกล้ำชายแดนอยู่ทุกปี
"ม่อเป่ยอะไรกัน? จะมาถึงม่อเป่ยได้อย่างไรในเมื่อทุกอย่างยังปกติดี?"
จ้าวฉงหย่วนขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับยื่นมือไปเลิกม่านรถม้าขึ้น แต่เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าชัดเจน ดวงตาคมดุจพยัคฆ์ก็เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"เจิ้นมาถึงม่อเป่ยจริง ๆ หรือ?" จ้าวฉงหย่วนพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็หันไปถลึงตาใส่คนขับรถม้าด้วยความโกรธ
"เ้าคนสารเลว ใครสั่งให้เ้าขับรถมาที่ม่อเป่ย รีบออกไปเดี๋ยวนี้!" จ้าวฉงหย่วนตวาดเสียงดัง แววตาเต็มไปด้วยความตระหนกและโกรธเกรี้ยว
เขาคือฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเฉียนส่วนม่อเป่ยเป็ชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งเป็ศัตรูกับแคว้นเกษตรกรรมอย่างแคว้นต้าเฉียนมาแต่โบราณ หากในยามนี้ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเฉียนมาถึงม่อเป่ย แล้วเกิดเื่ไม่ดีขึ้นเพียงนิดเดียว อาจทำให้สถานการณ์ในราชสำนักแคว้นต้าเฉียนปั่นป่วนและเสี่ยงต่อการล่มสลายได้
"ฝ่าา ที่นี่คือโยวโจวพ่ะย่ะค่ะ" คนขับรถม้าใจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบชี้ไปยังแท่นหินริมทาง
"โยวโจวหรือ?" จ้าวฉงหย่วนพึมพำกับตัวเอง พลางเขามองตามทิศทางที่คนขับรถชี้ไป
ริมทางมีแท่นหินอยู่จริง ๆ บนนั้นเขียนตัวอักษรตัวใหญ่ว่า 'โยวโจวยินดีต้อนรับท่าน'
โยวโจวไม่ใช่ดินแดนที่ทุรกันดารและหนาวเหน็บหรอกหรือ? ในฎีกาจ้าวติ้งไม่ได้บ่นให้เขาฟังทุกวันหรือว่าการดำรงชีวิตในโยวโจวนั้นยากลำบากยิ่ง?
"กงกง นี่มันเื่อะไรกัน?" จ้าวฉงหย่วนหันไปมองหวังลี่ซื่อ
อีกทั้ง เมื่อเทียบกับถนนบนูเาที่ขรุขระก่อนหน้านี้ ในยามนี้ม้าได้เหยียบลงบนถนนแผ่นหินสีเขียวที่มีความกว้างถึงสามจั้ง พื้นผิวเรียบเนียนและสะอาดสะอ้านเป็พิเศษ
"ฝ่าา กระหม่อม... ไม่ทราบเลยพ่ะย่ะค่ะ" หวังลี่ซื่อในตอนนี้ก็รู้สึกมึนงงเช่นกัน เขาไม่เข้าใจว่าโยวโจวกลายเป็สภาพเช่นนี้ได้อย่างไร
เสียงกระแทกอย่างรุนแรงเมื่อครู่ เกิดจากล้อรถม้าชนเข้ากับขอบถนนแผ่นหินสีเขียวนั่นเอง
"ฝ่าา ให้กระหม่อมลองหาคนแถวนี้มาสอบถามดูดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" หวังลี่ซื่อชี้ไปยังชาวบ้านที่กำลังเลี้ยงแกะอยู่ท่ามกลางหุบเขาในระยะไกล แล้วหันกลับมาถามเสียงเบา
"ไปสิ"
จ้าวฉงหย่วนตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แต่ในใจมีความรู้สึกอยากจะด่าบรรพบุรุษขึ้นมาทันที
นี่น่ะหรือคือดินแดนทุรกันดารที่จ้าวติ้งบอกเขาในฎีกา? โยวโจวที่ร้องขอสิ่งของจากเขาอยู่ทุกวันจนเขาต้องส่งกลับไปน่ะหรือ?
วัวและแกะเต็มท้องทุ่งทั่วทั้งูเา รวมถึงถนนแผ่นหินสีเขียวที่เรียบเนียนจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดภายใต้รถม้านี้ แม้แต่ถนนหลวงนอกเมืองหลวงของแคว้นต้าเฉียนก็ยังไม่มีความโอ่อ่าเช่นนี้
ด้วยความกว้างของถนนแผ่นหินสีเขียวนี้ สามารถให้รถม้าสี่คันวิ่งขนานกันได้สบาย ๆ ทั้งยังสร้างอยู่บนูเาอีกด้วย นี่ต้องสิ้นเปลืองภาษีราษฎรไปเท่าไหร่กัน?
"ได้พ่ะย่ะค่ะ"
หวังลี่ซื่อเห็นว่าเ้านายกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธ จึงรีบขานรับและลุกขึ้นเดินออกไปนอกรถม้า
ยังไม่ทันที่เขาจะเลิกม่านรถม้าขึ้น เขาก็เห็นองครักษ์คนหนึ่งในหน่วยคุ้มกันที่อยู่ด้านหน้ารถม้า เมื่อเห็นชาวบ้านเดินตรงมาแต่ไกลก็ะโขึ้นว่า "ท่านลุง"
"อ้าว เอ้อร์หวาจื่อ เ้ากลับมาได้อย่างไร?"
ชาวบ้านคนนั้นเมื่อเห็นองครักษ์ก็ร้องออกมาด้วยความดีใจและรีบวิ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วทันที
จ้าวฉงหย่วนเหลือบมองหวังลี่ซื่อ หวังลี่ซื่อจึงรีบกระซิบที่ข้างหูของจ้าวฉงหย่วน จ้าวฉงหย่วนถึงได้เข้าใจ
องครักษ์คนนี้คือผู้นำทางที่พวกเขาคัดเลือกมาจากกองทัพหู่เปินซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันเมืองหลวง เดิมทีเขาเป็คนโยวโจว ต่อมาเพราะมีความดีความชอบโดดเด่นจึงถูกย้ายไปประจำที่เมืองหลวง
"โธ่เอ๊ย วัวของข้า"
เมื่อวิ่งมาถึงและเห็นวัวที่นอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจอยู่บนพื้น ชาวบ้านคนนั้นก็ร้องออกมาด้วยความเสียดาย
"ท่านลุง ข้าไม่รู้ว่าเป็วัวของบ้านท่านขอรับ"
องครักษ์ที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่อเกาหัวด้วยความกระอักกระอ่วน พร้อมกับหยิบตำลึงเงินสองตำลึงออกมาจากแขนเสื้อยื่นให้
"ท่านลุงให้ข้าชดใช้เงินให้ท่านดีไหมขอรับ? ท่านใช้ชีวิตอยู่ที่โยวโจวนี่ก็ลำบากมากอยู่แล้ว"
"เหอะ ก็แค่วัวตัวเดียว ตายก็ตายไป ไม่เป็ไรหรอก" ทว่าชาวบ้านคนนั้นกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เอ้อร์หวาจื่อก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก
"ท่านลุง วัวนะขอรับ นี่มันวัวเชียวนะ"
่ไม่กี่ปีที่เขาจากบ้านไป ท่านลุงร่ำรวยมั่งคั่งขนาดนี้เลยหรือ?
"เ้าคิดว่าโยวโจวตอนนี้ยังเป็โยวโจวเหมือนเมื่อก่อนหรืออย่างไร" ชาวบ้านคนนั้นเหลือบมองเอ้อร์หวาจื่อด้วยสายตาเหยียดหยาม
"เห็นไหม นั่นน่ะวัวของหมู่บ้านเรา แกะของหมู่บ้านเราทั้งนั้น" เขาชี้ไปยังฝูงวัวและแกะที่เต็มูเา
"ของหมู่บ้านเราทั้งหมดเลยหรือ?"
เมื่อมองไปยังวัวและแกะที่เต็มท้องทุ่ง องครักษ์ที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่อถึงกับยืนอึ้งอยู่กับที่
มองไปแวบเดียว เฉพาะวัวก็มีสี่ห้าร้อยตัว ส่วนแกะนั้นมีเป็พันตัว และสิ่งเหล่านี้เป็เพียงวัวแกะของหมู่บ้านเดียวเท่านั้น
ในขณะที่หมู่บ้านของพวกเขามีคนอยู่ไม่ถึงร้อยคน มีเพียงสามสิบสี่ครัวเรือน หากคำนวณถึงบ้านท่านลุง อย่างน้อยต้องมีวัวสิบกว่าตัว
นี่แค่หมู่บ้านเดียว แล้วทั้งโยวโจวล่ะ?
แม้แต่หวังลี่ซื่อและจ้าวฉงหย่วนที่อยู่บนรถม้า เมื่อได้ยินคำพูดที่แสดงถึงความมั่งคั่งนี้ก็ถึงกับอึ้งไปเช่นกัน
โยวโจวเป็ดินแดนที่ทุรกันดารและหนาวเหน็บมาแต่โบราณ อีกทั้งยังมีพรมแดนติดกับแคว้นเป่ยเหลียงและแคว้นหนานเฉิน และมักถูกชนเผ่าเร่ร่อนจากม่อเป่ยรบกวนอยู่บ่อยครั้ง
ั้แ่เริ่มก่อตั้งแคว้นต้าเฉียนที่นี่คือสมรภูมิรบสามด้าน ความเป็อยู่ของราษฎรตกต่ำ าไม่เคยสงบ ทั้งยังเป็สถานที่ที่ฮ่องเต้ทุกพระองค์ทรงกังวลมากที่สุด
มั่งคั่งขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่? หมู่บ้านเดียวมีวัวเป็ร้อย แกะเป็พัน?
"ท่านลุงอย่าล้อเล่นเลย หมู่บ้านเรามั่งคั่งขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่ขอรับ"
ผ่านไปครู่หนึ่ง องครักษ์ที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่อจึงได้สติ และมองท่านลุงด้วยท่าทางเหมือนจะจับผิด
ตอนนั้นเป็เพราะโยวโจวอยู่ไม่ได้ถึงต้องจากมา นี่ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ทำไมถึงเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้
"เ้าเด็กบ้า หาว่าลุงคนนี้คุยโม้ใช่หรือไม่ ข้าจะบอกเ้าให้ วัวพวกนี้ท่านอ๋องเป็คนนำมาให้ทั้งนั้น"
ชาวบ้านกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้นก็ชี้ไปยังถนนแผ่นหินสีเขียวบนพื้น "เห็นหรือไม่ นี่ก็เป็ท่านอ๋องที่นำชาวบ้านโยวโจวช่วยกันสร้างขึ้นมาทีละนิด ท่านอ๋องบอกว่าหากอยากมั่งคั่งต้องสร้างถนนก่อน และเป็จริงดังว่า พอถนนสร้างเสร็จ พ่อค้าจากต่างถิ่นก็เริ่มเข้ามาในโยวโจวของพวกเรา"
"วัวเป็ท่านอ๋องนำมาให้ และถนนนี้ท่านอ๋องก็เป็คนสร้างหรือขอรับ?" องครักษ์ที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่ออ้าปากค้าง มองท่านลุงของตนด้วยความไม่อยากเชื่อ แม้แต่สีหน้าของหวังลี่ซื่อและจ้าวฉงหย่วนบนรถม้าก็เริ่มดูแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ
เื่นี้ดูเหมือนจะไม่เป็ไปตามที่พวกเขาคิด และท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ถึงกับนำทัพสร้างถนนด้วยตัวเอง? ทั้งยังบอกว่าหากอยากมั่งคั่งต้องสร้างถนนก่อน?
คำขวัญบ้าอะไรกัน?
เอ๊ะ แต่จะว่าไปก็ฟังดูคล้องจองดี
"อะแฮ่ม" หวังลี่ซื่อกระแอมเบา ๆ
องครักษ์ที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่อเข้าใจทันทีจึงถามว่า "ท่านลุง หลายปีมานี้ข้าก็พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ท่านลองบอกข้ามาเถอะว่า ท่านอ๋องบังคับพวกท่านสร้างใช่หรือไม่? แล้วตอนสร้างถนนนี้มีคนตายไปเท่าไหร่? ข้าจะกลับไปร้องเรียนต่อฮ่องเต้ให้ท่าน..."
ทว่ายังไม่ทันพูดจบ ชาวบ้านคนนั้นก็ฟาดฝ่ามือออกมาฉาดหนึ่ง ทำให้เอ้อร์หวาจื่อถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ
"เ้าเด็กสารเลว จะพูดให้ร้ายใครก็ได้แต่ห้ามพูดให้ร้ายท่านอ๋องเด็ดขาด เ้ารู้หรือไม่ว่าหลายปีมานี้เงินที่ใช้รักษาพ่อแม่เ้าตอนเจ็บป่วยเป็เงินของใคร? ทั้งหมดเป็เงินจากระบบการแพทย์ร่วมที่ท่านอ๋องจัดให้และจ้างคนมาดูแล หากไม่มีท่านอ๋อง พ่อแม่เ้าคงสิ้นใจไปแล้ว!"
"หา?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น องครักษ์ที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่อก็อึ้งไปทันที "แล้วพ่อแม่ข้า...?"
ชาวบ้านถลึงตาใส่และตอบอย่างหงุดหงิดว่า "วางใจเถอะ สบายดีมาก!"
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ดีจริง ๆ " เมื่อได้ยินดังนั้น เอ้อร์หวาจื่อก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"แล้วระบบการแพทย์ร่วมนี้คืออะไรหรือขอรับ?"
"เื่นี้พูดคำสองคำกับคนนอกอย่างเ้าไม่เข้าใจหรอก ไว้เ้าเข้าเมืองไปเดี๋ยวก็รู้เอง"
เขาส่ายหัวจากนั้นก็ชี้ไปยังถนนแผ่นหินสีเขียว "อีกเื่คือถนนนี้ ข้าบอกเ้าไว้ อย่าได้ไปพูดมั่วซั่วว่าท่านอ๋องขูดรีดภาษีราษฎรเด็ดขาด ตอนพวกเราทำงานนี้ ท่านอ๋องไม่เพียงจัดอาหารให้เราวันละสองมื้อแต่ยังมีค่าแรงให้ด้วย"
"เดือนละหกสิบอีแปะ ลองคิดดูว่าค่าแรงขนาดนี้ ราษฎรตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเราจะไปหาได้จากที่ไหน?"
"หกสิบอีแปะเลยหรือ สูงถึงเพียงนั้นเชียว?" เมื่อได้ยินเช่นนี้ เอ้อร์หวาจื่อก็ใอีกครั้ง
เดือนละหกสิบอีแปะ ปีหนึ่งก็เจ็ดร้อยยี่สิบอีแปะ หากเปลี่ยนเป็ตำลึงเงินก็คือเจ็ดตำลึงสองเฉียน นี่คือเบี้ยหวัดที่ทหารทั่วไปได้รับต่อปี ตัวเขาเองตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่ค่ายกองทัพหู่เปิน เบี้ยหวัดถึงได้เพิ่มขึ้นมาบ้าง
"ไม่ขูดรีดราษฎร ทั้งยังให้ค่าแรง เ้าเด็กนี่ไม่เลว"
ภายในรถม้า จ้าวฉงหย่วนที่ได้ยินคำพูดนี้ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจในใจ
ตอนแรกเขาคิดว่าถนนแผ่นหินสีเขียวนี้เกิดจากการที่จ้าวติ้งบีบบังคับราษฎรท้องถิ่นให้เกณฑ์แรงงานสร้างขึ้นมา ไม่นึกว่านอกจากจะไม่บีบบังคับแล้ว ยังให้ค่าแรงและอาหารอีกด้วย ซึ่งเื่นี้ทำให้เขาพอใจมาก
อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เขาที่เป็บิดาและเป็ฮ่องเต้ต้องอับอาย
"ฝ่าา ไม่ถูกต้องนะพ่ะย่ะค่ะ ค่าแรงนี้มันไม่สมเหตุสมผล"
แต่หวังลี่ซื่อที่อยู่ข้าง ๆ กลับร้อนรน
การสร้างถนนแผ่นหินสีเขียวเส้นนี้ อย่างน้อยต้องใช้เงินหลายแสนตำลึงเงิน แล้วภาษีต่อปีของเขตปกครองหนึ่งแห่งมีเท่าไหร่กัน? โดยเฉพาะในที่อย่างโยวโจว!
"เอ๊ะ... นี่มัน..." จ้าวฉงหย่วนเริ่มคิดตามและขมวดคิ้วคำนวณ
เบี้ยหวัดต่อปีของอ๋องชั้นเอกคือข้าวห้าหมื่นถัง เงินสองหมื่นห้าพันก้วน ผ้าไหมสี่สิบพับ ผ้าไหมทอสามร้อยพับ ผ้าโปร่งและผ้าแก้วอย่างละหนึ่งร้อยพับ ผ้าไหมห้าร้อยพับ ผ้าฝ้ายฤดูหนาวและฤดูร้อนอย่างละหนึ่งพันพับ สำลีสองพันตำลึง เกลือสองร้อยห่อ และดอกไม้หนึ่งพันชั่ง
คำนวณทั้งหมดแล้ว ปีหนึ่งจะได้ประมาณสามหมื่นตำลึงเงิน หากรวมภาษีอากรในท้องถิ่นเข้าไปด้วย อย่างมากที่สุดก็แค่เจ็ดหมื่นตำลึงเงินเท่านั้น
ต่อให้จ้าวติ้งมาอยู่ที่นี่แปดปีโดยไม่กินไม่ดื่ม นำภาษีอากรและเบี้ยหวัดทั้งหมดมารวมกันก็อาจจะไม่พอสร้างถนนแผ่นหินสีเขียวเส้นนี้ เพราะนี่คือบนูเา การจัดทำและการขนส่งแผ่นหินสีเขียวเหล่านี้เป็งานที่ใหญ่หลวงนัก
"เ้าเด็กนี่เอาเงินมาจากไหนกัน?"
เมื่อคำนวณเสร็จ จ้าวฉงหย่วนก็ถึงกับอึ้ง เพราะไม่ว่าจะคำนวณอย่างไร ตัวเลขก็ไม่ลงตัว
"นี่น่ะหรือที่ว่าสูง? รอเ้าถึงโยวโจวก่อนเถอะ แล้วเ้าจะรู้ว่าคำว่าสูงที่แท้จริงเป็อย่างไร"
ทว่าด้านนอกรถม้า ท่านลุงผู้นั้นกลับหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมกับเหลือบมองรถม้าที่อยู่ด้านหลังเอ้อร์หวาจื่อด้วยสายตามีเลศนัย แต่ก่อนที่เอ้อร์หวาจื่อจะได้พูดอะไร ชาวบ้านก็เรียกเด็กหนุ่มที่แต่งตัวเป็เด็กเลี้ยงวัวข้าง ๆ และลูบหัวเบา ๆ
"โก่วหวา มาทักทายลูกพี่ลูกน้องเร็ว"
เด็กหนุ่มคนนั้นขานเรียกพี่ลูกพี่ลูกน้องด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจนัก
องครักษ์ที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเก็บความสงสัยไว้ในใจ และเหลือบมองจ้าวฉงหย่วนกับหวังลี่ซื่อบนรถม้า เมื่อเห็นทั้งสองพยักหน้า จึงหยิบขนมน้ำตาลกวนที่ซื้อมาจากร้านกุ้ยอวิ๋นฟางในเมืองหลวงออกมาจากอกเสื้อยื่นให้เด็กเลี้ยงวัว
"ถุย"
เด็กเลี้ยงวัวรับไปกัดคำหนึ่งแล้วถุยทิ้งทันที พร้อมกับพูดอย่างเหยียดหยามว่า "ไม่หวาน ไม่อร่อย"
พูดจบก็หยิบพุทราเชื่อมออกมาจากแขนเสื้อเข้าปากด้วยสีหน้าพึงพอใจ
"ไม่หวาน?"
เมื่อได้ยินคำพูดของโก่วหวา องครักษ์ที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่อก็เริ่มไม่ยอม
ร้านกุ้ยอวิ๋นฟางเป็ร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวงของแคว้นต้าเฉียน แม้แต่ขนมเปี๊ยะในพระราชวังหลวงก็ยังจ้างอาจารย์จากร้านกุ้ยอวิ๋นฟางไปทำ
ขนมสองชิ้นนี้เขาต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อมันมา เพียงเพื่อจะใช้โอกาสนี้อวดความร่ำรวยตอนกลับบ้านเกิด ไม่นึกเลยว่าจะถูกเหยียดหยามเช่นนี้
หวังลี่ซื่อและจ้าวฉงหย่วนที่เห็นเหตุการณ์นี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ขนมร้านกุ้ยอวิ๋นฟางไม่เพียงมีชื่อเสียงในแคว้นต้าเฉียน แต่ยังถือเป็ขนมเปี๊ยะชั้นเลิศในบรรดาแคว้นรอบข้างด้วย ตอนนี้กลับถูกเด็กเลี้ยงวัวคนหนึ่งเหยียดหยามเนี่ยนะ?
เมื่อเห็นดังนั้นท่านลุงก็ยิ้มแห้ง ๆ แล้วเอ่ยออกมาเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์
"เอาน่า เอ้อร์หวาจื่ออย่าโกรธเลย โก่วหวาน้องของเ้าถูกขนมร้านเทียนซูในเมืองเลี้ยงจนลิ้นสูงั้แ่เด็ก ไม่ชอบของจากข้างนอกก็เป็เื่ปกติ"
"ไม่ใช่ขอรับท่านลุง นี่เป็ของร้านกุ้ยอวิ๋นฟาง ข้าซื้อมาในราคาถึงสองตำลึงเงิน เพื่อจะนำมาให้ทุกคนได้ลองชิมของแปลกใหม่ มันแพงมากนะขอรับ" เอ้อร์หวาจื่อทำสีหน้าเ็ป
นี่คือเงินที่เขาประหยัดเบี้ยหวัดครึ่งเดือนเพื่อซื้อมันมา แต่ผลลัพธ์กลับถูกเหยียดหยามเช่นนี้
"ท่านกินของข้าสิ" เด็กหนุ่มที่ชื่อโก่วหวาหยิบถุงผ้าออกมาจากอกเสื้อ และหยิบขนมชิ้นหนึ่งส่งให้เอ้อร์หวาจื่อ
"ลองก็ลอง ข้าไม่เชื่อหรอกว่า... เอ๊ะ หวานมาก! นี่เคลือบน้ำผึ้งหรือไม่ แต่น้ำผึ้งก็ไม่หวานขนาดนี้"
ตอนแรกเอ้อร์หวาจื่อยังไม่เชื่อ แต่พอเอาเข้าปากก็ถึงกับตกตะลึง
นี่มันไม่ใช่แค่หวาน แต่มันเหมือนมีน้ำผึ้งป่าเข้มข้นหนึ่งช้อนอยู่ในปากเลย หวานจนเกือบจะเลี่ยน
"จริงหรือ?"
เมื่อเห็นชายหนุ่มที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่อทำท่าทางใเกินเหตุ องครักษ์คนอื่น ๆ ก็เริ่มสนใจ แต่ละคนเดินเข้ามาดูขนมเปี๊ยะที่เหลืออยู่ในมือของเอ้อร์หวาจื่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เอาไป เอาไป"
โก่วหวาไม่ได้ขี้เหนียว เขารู้ว่าคนเหล่านี้เป็เพื่อนของลูกพี่ลูกน้อง จึงหยิบขนมเปี๊ยะจากถุงผ้าแบ่งให้ทีละคน
ทุกคนรับขนมเปี๊ยะมาแล้วพิจารณาดูในมือ หากพูดถึงฝีมือการทำ ยังมีความแตกต่างจากร้านกุ้ยอวิ๋นฟางอยู่ไม่น้อย แต่พอเอาเข้าปาก ทุกคนก็ตกตะลึงในทันที
นี่มันหวานจริง ๆ เหมือนอมน้ำผึ้งไว้ในปากเลย
เมื่อนำขนมร้านกุ้ยอวิ๋นฟางมาเปรียบเทียบกับขนมเปี๊ยะชิ้นนี้ มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน พอได้กินสิ่งนี้แล้วกลับไปกินขนมร้านกุ้ยอวิ๋นฟาง ก็รู้สึกว่ารสชาติจืดชืดไปทันที
ไม่แปลกใจเลยที่เด็กเลี้ยงวัวคนนี้จะเหยียดหยาม
หวังลี่ซื่อและจ้าวฉงหย่วนก็มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจเช่นกัน ทว่าด้วยฐานะจึงไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม เพียงแต่นั่งอยู่บนรถม้าและมองดูภาพนี้ด้วยความเพลิดเพลิน
"เหอะ เอ้อร์หวาจื่อ เ้ามันโลกแคบ น้ำผึ้งอะไรกัน นี่คือดีน้ำตาล ท่านเยียนอ๋องของพวกเราเป็คนคิดค้นขึ้นมาเอง และหอเทียนซูนั่นก็เป็ของท่านอ๋องที่เปิดขึ้นมาทั้งนั้น" ท่านลุงกล่าวด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ
หลายปีมานี้ั้แ่ท่านอ๋องมาที่โยวโจว ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากดินแดนทุรกันดารที่เคยถูกผู้คนดูแคลน ตอนนี้เกือบจะกลายเป็์บนดินในสายตาคนรอบข้างไปแล้ว แม้แต่ผู้ลี้ภัยจากแคว้นหนานเฉินและแคว้นเป่ยเหลียงก็อยากจะหนีมาที่นี่มากมาย แต่ท่านอ๋องไม่รับ!
มีเพียงราษฎรโยวโจวที่เกิดและโตที่นี่เท่านั้นที่มีบุญวาสนานี้
"สิ่งนี้เยียนอ๋องก็เป็คนคิดค้นขึ้นมาหรือขอรับ?"
เมื่อได้ยินคำพูดของท่านลุง องครักษ์ที่ชื่อเอ้อร์หวาจื่อก็ใอีกครั้ง ตอนแรกเขาคิดว่ามันคือน้ำผึ้งป่าที่ทิ้งไว้นานจนตกผลึก ไม่นึกเลยว่าจะเป็ดีน้ำตาล?
แต่ปัญหาคือดีน้ำตาลคืออะไรกันแน่?
เขาเคยได้ยินแต่เื่น้ำตาลทรายแดง เพราะขนมร้านกุ้ยอวิ๋นฟางใช้น้ำตาลทรายแดงในการทำ
ท่านลุงกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม "เ้าไม่รู้หรอกว่ากิจการของหอเทียนซูนั้นดีแค่ไหน ไม่ต้องพูดถึงราษฎรโยวโจว แม้แต่คนรอบข้างก็ยังเดินทางมา รวมถึงคนจากแคว้นเป่ยเหลียงและแคว้นหนานเฉินที่ต่างพยายามทุกวิถีทางเพื่อมาซื้อขนมเปี๊ยะที่หอเทียนซู"
"แม้แต่ชิ้นที่เ้ากินอยู่นี้ก็เป็ของที่ถูกที่สุดในหอเทียนซูแล้ว ของที่แพงที่สุดพวกข้าไม่มีปัญญาซื้อหรอก"
เมื่อเห็นคนรอบข้างเอ้อร์หวาจื่อทำท่าทางใ ท่านลุงก็รู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง
เมื่อก่อนมีแต่พวกเขาที่ต้องอิจฉาผู้อื่น แล้วจะมีใครมาอิจฉาพวกเขาบ้าง? ั้แ่เยียนอ๋องมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจริง ๆ
ส่วนเอ้อร์หวาจื่อเมื่อได้ยินดังนั้นก็เข้าใจในทันที ถึงตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมจ้าวติ้งถึงมีเงินสร้างถนนเส้นนี้ ที่แท้ก็คือการค้ากับคนจากแคว้นหนานเฉินและแคว้นเป่ยเหลียงนั่นเอง
เมื่อคิดได้ดังนี้ เอ้อร์หวาจื่อก็ลอบกลืนน้ำลายและขมวดคิ้วมอง
"ท่านลุง ท่านบอกว่าท่านอ๋องทำการค้ากับคนจากแคว้นเป่ยเหลียงและแคว้นหนานเฉินหรือขอรับ?"