เลยขึ้นไปทางเหนือ เลยข้ามฝั่งแม่น้ำที่กั้นแยกเขตแดนของอาร์โธร์โพดา พื้นที่แถบนี้คือขอบเขตการปกครองของฝ่ายยักษา
เหล่าขุ่นนางที่กระจายตัวออกไปทั้งแปดคน ต่างได้เริ่มต้นตั้งรกรากและสร้างเมืองของตนเองขึ้นมา
ขุนนางลำดับที่หนึ่ง ตำนานมีชีวิต [แมงโก]
ขุนนางลำดับที่สอง ปราชญ์ยักษา [แอปเปิ้ล]
ขุนนางลำดับที่สาม ยักษาแห่งปฐี [บานา]
ขุนนางลำดับที่สี่ มารดาอสูร [แครอท]
ขุนนางลำดับที่ห้า ปราการแห่งไกอา [โคนัท]
ขุนนางลำดับที่หก มหาไททัน [แคนตาลูป]
ขุนนางลำดับที่เจ็ด ยักษาแห่งวารีสมุทร [อเมริคานา]
ขุนนางลำดับที่แปด ยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม]
ขุนนางลำดับที่เก้า ยักษาแห่งการช่าง [เชอรี่]
ขุนนางลำดับที่สิบ หมอผีแห่งยักษา [คอร์น]
แน่นอนว่าถ้าหากไม่นับบานากับแครอทที่ออกไปทำา เมืองของพวกเขาก็จะมีด้วยกันทั้งหมดแปดเมือง
แต่ช่างเป็ที่น่าเศร้าว่าเมืองของแคนตาลูป ซึ่งคิดจะทำเป็ป้อมปราการและเมืองหน้าด่านคอยบุกโต้กลับพวกอาร์โธร์โพดาในอนาคต ได้ถูกสเลบตีแตกไปแล้ว
แต่นั่นก็หาได้นำพาซึ่งความร้อนรนมาสู่กษัตริย์ องค์าาดูเรียนของพวกเขา
ไม่ว่าจะความพ่ายแพ้ของบานาก็ดี หรือความพ่ายแพ้ของแคนตาลูปก็ดี ทุกอย่างล้วนเป็ไปตามกฏของปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ที่พ่ายแพ้ก็เพียงแค่เพราะว่าพวกเขาอ่อนแอเกินไป
ผู้อ่อนแอต้องตาย มันก็เท่านั้น
โลกเดิมของเผ่ายักษานั้นโหดร้ายมาก
สิ่งมีชีวิตบนโลกนั้นต่างดุร้ายและแข็งแกร่ง
เมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน บางทีอาจสามารถถูกลบได้ภายในคืนเดียวเพียงเพราะการโจมตีหาอาหารของอสูรร้าย
เลยทำให้พื้นฐานความคิดในการสร้างเมืองของพวกเผ่ายักษาอยู่ในรูปแบบของพวกเร่ร่อน
เพราะไม่รู้ว่าจะถูกรุกรานเมื่อไหร พวกเขาเลยสร้างเมืองที่สามารถพร้อมจะย้ายถิ่นฐานได้ทุกเวลา
อาคารที่ถูกสร้างด้วยผ้า หนังสัตว์
กำแพงที่ถูกสร้างอย่างหยาบ ๆ ด้วยก้อนหินและไม้ใหญ่
เหล่าสัตว์ั์ทั้งจากโลกเดิมของพวกเขา และสัตว์จากโลกอื่น ๆ ที่พวกเขาไม่รู้จักซึ่งถูกจับมาฝึกใช้งาน
ควันไฟที่ลุกโชนจากการเร่งหลอมโลหะซึ่งถูกขุดพบเมื่อวานนี้
หากเอาโดรนบินขึ้นฟ้า พวกเขาก็จะเห็นว่าชุมชนของยักษาได้ถูกกระจายตัวไปตามแนวขอบเขตของตีนเขาที่อยู่ทางเหนือของแม่น้ำไกลออกไป
และเต็นท์ขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างกว่าหนึ่งร้อยเมตร ณ ศูนย์กลางของเมือง ก็คือเต็นท์ของเหล่าขุนนางและองค์าาของพวกเขา
ภายในเต็นท์แห่งนี้มีขุนนางหนึ่งคนกับองค์าากำลังนั่งพูดคุยกันอยู่
***ยักษาแห่งปฐี [บานา]
“ตามที่รายงาน ข้าต้องขออภัยด้วย ที่มิอาจสลักความกลัวลงไปให้กับอริศัตรูได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถให้ขุนนางแครอทลอบเข้าไปในเมืองของศัตรูเป็ผลสำเร็จครับ”
“เข้าใจแล้ว…”
องค์าาดูเรียนไม่ต่อว่าข้าที่ทำงานผิดพลาด ซ่ำยังส่งยิ้มให้กับข้าอีก
ชุดเครื่องราชหนังสัตว์และผืนผ้าไหมของเขาได้ส่ายไปมาตามแรงลมที่พัดลอดเข้ามาภายในเต็นท์ทรงกระโจมแห่งนี้
เนื่องจากใบหน้าถูกซ่อนอยู่ใต้หน้ากากไม้ที่ดูน่ากลัว ข้าเลยไม่สามารถจับอารมณ์ความรู้สึกของเขาได้
“แล้วเ้าได้จัดการพวกอริศัตรูไปได้มากเพียงใด? ”
“ถึงตัวข้าจะปราบได้หนึ่งพันคนโดยประมาณ อีกทั้งสหายร่วมรบยังกำราบได้อีกนับประมาณสามถึงสี่หมื่น แต่หากเทียบกับที่สูญเสียไปนับแสนนายแล้ว คงถือว่าเป็ความน่าอับอายยิ่งนัก…”
“...ไม่เลยสักนิด แค่เ้าคนเดียวต่อศัตรูนับพัน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
องค์าาดูเรียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“ข้ามิอาจเข้าใจได้? ”
“บานา เ้าอาจไม่รู้ตัว แต่คนเพียงคนเดียวที่ปราบศัตรูได้นับพัน ต่อให้ศัตรูได้รับชัยเหนือเ้า แต่ตัวตนอย่างเ้าจะเป็ที่กล่าวขวัญในหมู่ศัตรู แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
“...ครับท่าน”
พูดตามตรง ข้าไม่อาจเข้าใจความหมายขององค์าาได้
เพราะว่าข้าไม่คิดว่าเื่เช่นนี้จะเพียงพอทำให้ศัตรูรู้สึกหวาดกลัวในตัวข้าได้
“บานา เ้าสู้มาพอแล้ว เดียวจะมอบภารกิจใหม่ให้ในวันหลัง ตอนนี้ออกไปพักก่อนเถิด”
“รับทราบครับ…”
ข้าก้าวเดินออกจากเต็นท์
อสูรขนทองน่าเกรงขามสองตัวกับทหารองครักษ์ ต่างยืนนิ่งเป็รูปปั้นอำลาข้าในตอนที่เดินออกจากเต็นท์ขององค์าา
“...พักผ่อนอย่างงั้นหรือ? ”
ข้ารู้สึกกระวนกระวายใจ
โลกนี้ตายแล้วสามารถเกิดใหม่ได้ แต่ถ้าหากศัตรูมันไม่ฆ่าแล้วจับเป็ไปทรมานละ?
ข้ามองไปที่มุมหนึ่งของพื้นที่เขตราชวังแห่งนี้
ที่ตรงมุมมีร่างของพวกยักษาน้อยที่ถูกตรึงเอาไว้นอนเรียงรายอยู่
บรรดาเฉลยศึกที่แครอทจับมาได้นั้น กำลังถูกศึกษากายวิภาคอยู่
ผู้ที่ดูแลหน้าที่นี้คือคนของขุนนางลำดับที่สิบ หมอผีแห่งยักษา [คอร์น]
ไม่ยอมให้ตาย เพราะหากตายไปเกิดใหม่ ข้อมูลของทางฝั่งนี้อาจจะรั่วไหลไปสู่ฝั่งศัตรูได้
พวกมันอยู่รอดในฐานะสัตว์ทดลองของพวกเราเท่านั้น
ด้วยความที่รูปร่างภายนอกของพวกยักษาน้อยเหมือนกับเผ่าของเราตอนวัยเด็ก ข้าเลยรู้สึกอยากจะช่วยพวกมัน แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้
ข้าจะทรยศพรรคพวกของตัวเองไม่ได้
ข้าอดคิดไม่ได้ว่าการติดสินใจให้แครอท เพื่อนแท้ของข้าที่ขอลักลอบเข้าฐานศัตรูนั้น มันเป็ความคิดที่ไม่ถูกต้องเลยสักนิด
แค่คิดว่าเธอต้องถูกพวกตัวเขี้ยวรุมทรมาน ข้าก็รู้สึกแทบอยากจะวิ่งออกไปช่วยนางตอนนี้แล้ว
“...เอาเถอะ นางเป็หญิงแกร่ง คงไม่เป็ไรหรอก”
ข้าปัดความคิดอัปมงคลทิ้งไป แล้วเดินต่อ
ท่ามกลางเช้าที่สดใส ข้าได้เห็นเงาบางอย่างบินผ่านหัวไป
“โอ้ว!? นั่นมันพวก [อสูรปีก] นี่น่า น่าจะเป็ [สายพันธุ์ูเา] ละมั้ง? ”
มันคือสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งในโลกของข้า แบ่งได้เป็สี่สายพันธุ์
สายพันธุ์ที่ราบ สูงหนึ่งเมตรถึงห้าเมตร มีเกล็ดสีเขียว มีแขนขาและปีกกว้างใหญ่ พ่นไฟได้ พวกนี้วิ่งเร็วมาก
สายพันธุ์ูเา สูงหนึ่งเมตรถึงห้าเมตร มีเกล็ดสีน้ำตาล มีแขนขาและปีกกว้างใหญ่ พ่นไฟได้ พวกนี้บินได้เร็วมาก
สายพันธุ์น้ำ สูงหนึ่งเมตรถึงห้าเมตร ตัวยาวั้แ่สิบเมตรไปจนถึงหลายกิโลก็มี มีเกล็ดสีฟ้า พ่นไฟได้
สายพันธุ์พิเศษ สูงห้าสิบเมตร กางปีกทีเป็หลายร้อยเมตร มีเกล็ดสีดำ-แดง เป็จ้าวแห่งท้องฟ้าของโลกข้า
พวกมันเป็สัตว์ใช้งานมีประโยชน์ ทั้งขนส่งทางอากาศ และใช้ทำา
ทุกคนต่างสงเสียงฮือฮา เพราะไม่คิดว่าจะพบฝูงใหญ่ขนาดนี้ในโลกบ้า ๆ แห่งนี้ได้
ข้าคิดว่าอีกเดียวคงมีคำสั่งให้ไปจับพวกมันมาทำเป็สัตว์าของกองทัพแน่
“อืม...บินไปทางตะวันตกสินะ”
ข้ามองไปในทิศทางที่พวกมันกำลังบินไป
รังของพวกมันคงอยู่ที่นั่น
ตอนนั้นข้าไม่ได้รู้ตัวเลย ว่าในทิศทางนั้นจะเป็อาณาเขตของเผ่ายักษาน้อยกับเผ่าตัวมีปีกที่ข้าเฝ้าคิดถึงนั่นเอง
***ปักษาผู้เป็ไท [เปอร์ไซด์]
“กรีด~~~”
เสียงเป่าฝีปากยาวเตือนภัยได้ดังไปทั่วรังของพวกหนู
ฝูงบินของสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยเห็นกำลังบินตรงมาทางนี้
มาทางเมืองของพวกเรา
หนูคิดว่าพวกมันคงเป็เ้าของรังอยู่ตรงพื้นที่ซึ่งพวกเรามาสร้างรัง (เมือง) กัน
เพราะว่าตอนที่พวกเรามาสร้างรังที่นี่ พวกเราได้พบกับเศษซากกระดูกและร่องรอยของรังสัตว์ร้ายบางอย่าง
และตอนในนี้ เ้าของรังที่ว่านั้นก็ได้กลับมาแล้ว
“ทุกคนอยู่ในความสงบ…”
พญาแห่งปักษา [ออกเซอร์] ผู้นำสูงสุดของพวกเราได้ออกคำสั่ง
คำสั่งนั้นได้ถูกถ่ายทอดส่งต่อกันด้วยคำพูดจากปากต่อปากกระจายออกไป
แต่กว่าจะกระจายคำสั่งไปทั่วทั้งเมืองได้ พวกสัตว์ร้ายก็บินมาหายใจรดอยู่หน้ารังแล้วค่ะ~
“ยิงเลย ยิงเลยมั้ย? ”
หนูถามพรรคพวกที่ยืนประจำอยู่ด้านข้าง
เขาถามคนที่ยืนด้านข้างต่อ
แล้วถามต่อไปเป็ทอด ๆ เช่นนั้นจนกระทั้งคำถามส่งไปถึงผู้นำออกเซอร์
แต่ก่อนที่ฉันจะได้รับคำตอบกลับมา พวกสัตว์ร้ายก็เริ่มแตกกลุ่ม
บางตัวบินลงไปที่แถวตีนเขา
บางตัวบินเลยไปทางทิศตะวันตก
บางตัวก็บินลงใต้
เหมือนว่ากำลังแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเองเลยค่ะ
ดูแล้วรู้สึกน่ารักจัง~
มีตัวหนึ่งที่ใหญ่เป็พิเศษ น่าจะใหญ่แทบปกคลุมทั้งรังของพวกเราได้ ตัวนั้นมันบินทะลุเมฆขึ้นไปบนฟ้าจนหายลับตาไป
สงสัยรังคงจะอยู่บนยอดต้นไม้ั์ที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางเมืองนี้ละมั้ง?
ในบรรดาสัตว์ั์บินได้เหล่านี้ มีเพียงแค่สิบตัวที่บินตรงมาทางรังของพวกเรา
ร่างกายที่มีเกล็ดสีน้ำตาลคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน เขี้ยวที่แหลมคมน่ากลัว กรงเล็บจากแขนและขาซึ่งดูทรงพลัง อีกทั้งปีกที่แผ่กว้าง
ขนาดตัวของพวกมันอยู่ที่่ประมาณหนึ่งถึงห้าเมตรได้
“!?! ”
พวกมันจับจ้องมาที่รังของพวกเราด้วยสายตางงงวย
ราวกับคนที่กำลังหลงทาง
แล้วมันก็เริ่มรู้สึกตัว...
รู้สึกตัวแล้ว ว่ารังของมันได้ถูกแทนที่ด้วยรังของพวกหนูงะ~
ชาบู ชาบู การรุกรานพื้นที่ธรรมชาติค่า~
“ยิง ยิงเลย! ”
ด้วยสัญชาตญาณที่กรีดร้อง ทำให้พวกเราต่างะโออกมาเช่นนั้นพร้อมกับยิงธนูออกไป
ท่านเทพแห่งท้องฟ้าได้กรีดร้องเตือนพวกเราว่า “ต้องชิงโจตีก่อน”
เสียงกระพือปีกได้ดังลั่นจากกองทหารแห่งนภาทั้งหมดหนึ่งล้านนาย
ธนูที่ถูกรั้งด้วยกรงเล็บขาได้ลั่นยิงลูกดอกอาบยาพิษออกไป
การต่อสู้ขับไล่สัตว์ร้ายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ัทั้งสิบตัวต่างกำลังโกรธ
พวกมันบินออกไปล่าหาอาหาร แล้วพอกลับมาก็พบว่ารังของตัวเองได้หายไป และถูกแทนที่ด้วยสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วจำนวนมาก
พวกมันคิดว่าจะเผาศัตรูทิ้งให้วอดวายด้วยลมหายใจเปลวเพลิงของพวกมัน
แต่ก่อนที่จะได้ทำเช่นนั้น สัญชาตญาณที่พวกปักษาเรียกว่า [คำพยากรณ์จากเทพแห่งท้องฟ้า] ก็ได้กรีดร้องเตือนขึ้นเสียมาก่อน
ฝ่ายที่ชิงลงมือก่อนจึงเป็พวกเผ่าปักษา
อาวุธหลักของเผ่าปักษาคือรองเท้าติดคมมีดอาวุธ กับธนู
พวกเขาไม่มีแขน มีเพียงแค่ปีกกับกรงเล็บสองข้างตรงขา จึงทำให้เน้นหนักไปที่การเสริมข้อเด่นตรงนั้นของพวกเขา
อีกทั้งความที่โลกเดิมของพวกปักษานั้น มีพีชพรรณที่ทรงคุณค่า อีกทั้งยังมากคุณสมบัติพิเศษมากมาย จึงทำให้วัฒนธรรมของพวกเข้าขึ้นกับสิ่งแวดล้อมเหล่านี้
ชุดที่ถักทอจาใบพีชที่สามารถเปลี่ยนสีตามสภาพแวดล้อมได้
ลูกธนูที่อาบยาพิษร้ายแรง หรือสารเคมีอันตรายต่าง ๆ ที่สกัดจากพืชพรรณนานาชนิด
แถมด้วยความที่โลกนี้มีพืชพรรณใหม่ ๆ ที่พวกเขาไม่รู้จักมาก่อน เลยทำให้มีลูกธนูรูปแบบใหม่ ๆ ถูกพัฒนาขึ้นมา
แต่นั่นเป็เื่ของอณาคต
ตอนนี้พวกเขาต้องสู้ด้วยสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาได้ภายในสิบแปดวันแรกนี้ก่อน
เหล่านักล่าเผ่าปักษาที่สวมชุดพรางตัวได้กระโจนออกมาจากต้นปะการังปก
สีสันหลากตาของพืชธรรมชาตินั้น ช่วยให้พวกัคาดเดาจำนวนของศัตรูผิด
ัร้ายทั้งสิบตัวเริ่มแสดงอาการสับสนออกมาให้เห็น
มันไม่คาดคิดว่าจะเจอศัตรูเยอะขนาดนี้
ัร้ายรีบพ่นลมหายใจเปลวเพลิงออกไป
ลูกไฟขนาดั์ได้แผดเผาร่างของฝูงปักษา
แต่ก็แค่นั้น
ต่อหน้าจำนวนนับล้าน ลมหายใจนั้นก็เป็เพียงแค่หยดน้ำที่โยนลงกองเพลิง
ธนูที่มัดถุงบรรจุสารกรัดกร่อน กับธนูอาบยาพิษได้ถูกยิงออกไป
รองเท้ากรงเล็บที่ติดใบมีดยืดยาว ได้จมลึกลงไปในปีกของทังกร
ถึงเกล็ดของัะกรจะแข็งแกร่งระดับต่อต้านลูกปืนได้ แต่มันก็ไม่ได้ห่อหุ้มไปทั่วทั้งร่าง
เกล็ดย้อนที่ใต้ท้อง ดวงตา ปีก ยังมีอีกหลายส่วนที่อาวุธและกรงเล็บของพวกเขาสามารถฆ่าสัตว์ร้ายที่เรียกว่าัลงมาได้
แล้วัทั้งสิบก็ได้ตายลงภายในเวลาไม่นานนัก
แต่มันไม่จบลงเท่านี้
เผ่าปักษามีสัญชาตญาณที่เฉียบคมมาก
ตัวที่เรียกว่าันั้นอันตรายมาก
แค่มีพวกมันมาทำรังอยู่ใกล้ ๆ เมืองของพวกเขา มันก็ทำให้สัญชาตญาณของพวกเขากรีดร้องแล้ว
เหมือนกับมนุษย์ที่รู้ว่ามีสิงโตมานอนอยู่หน้าบ้านตัวเองเช่นนั้น
เหล่านักล่าแห่งปักษาได้โบยบินออกจากรัง
ในโลกของพวกเขา พวกเขาคือจ้าวแห่งท้องนภา
ต่อให้เป็โลกใบนี้ พวกเขาก็จะไม่ยอมยกผืนฟ้าแห่งนี้ให้กับใครเช่นกัน
การต่อสู้นักล่าของโลกแห่งยักษากับปักษาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
รังของพวกันั้น จะกระจายตัวไปตามแนวสันเขาแยกกันออกไป
เทพเ้าที่ต่ำตมทั้งสามได้สร้างภูมิประเทศอันเหมาะสมให้แก่พวกัอยู่ที่นี่กัน
บางรังมีนับร้อยตัว
บางรังมีเพียงแค่ยี่สิบตัว
บางรังก็มีเพียงแค่ัาุโตัวเดียว
พวกัตัวเต็มวัยได้นำอาหารกลับมาที่รัง
ช้าง ม้า วัว และสัตว์ร้ายนานาพันธุ์ได้ถูกพามาที่นี่
เพื่อเลี้ยงลูกน้อยของมัน
พวกสัตว์ในโลกนี้ผิดกับพวกสัตว์มีภูมิปัญญา นั่นคือการที่อนุญาตให้มีลูกได้
พวกมันสามารถเติบโตและตายจากได้ตามปกติ
รวมไปถึงการสูญพันธุ์เช่นกัน
ในขณะที่เหล่าักำลังฉีกเนื้อเพื่อป้อนอาหารลูกอ่อน
เขี้ยวสังหารของนักล่าก็ได้ปักจมลงไปในนัยตาของเหล่าพ่อแม่ั
นักล่าที่องอาจได้ถูกนักล่าที่ที่เหนือกว่าไล่ล่า
ทั้งอาวุธ แผนการลอบจู่โจม และกลบร่องรอย
ออกล่าอย่างเงียบงัน และหวังผลแทบจะร้อยเปอร์เซ็น
สมฉายา เหล่านักล่า พญาอินทรีแห่งเผ่าปักษา
พ่อแม่ัร้องโหยหวนอย่างทรมาน
เหล่าลูกัต่างกรีดร้องไห้
น้ำตานองไหลทั่วใบหน้าเหล่าลูกน้อย
เหล่าผู้ล่าได้พุ่งทะยานลงจากฟ้า
และใช้กรงเล็บอันแสนภูมิใจฉีกกระชากเนื้อที่ไม่มีเกล็ดหุ้ม
พ่อแม่ัร้องโหยหวนและสู้สุดใจ
เหล่าลูกน้อยรีบบินหนีจากรังทั้งน้ำตาตามคำร้องขอของพ่อแม่
พ่อแม่ัสู้สุดใจเพื่อขวางนักล่าตรงหน้า
แต่เหล่านักล่านั้นฉลาดแกมโกงกว่า
อีกกลุ่มที่ดักรอได้ยิงห่าฝนธนูใส่ลูกอ่อนั
เกล็ดที่ไม่เติบโต คงไม่อาจป้องกันคมแหลมของลูกธนูได้
พ่อแม่ัได้บังเกิดโทสะอันรุนแรง
เสมือนถูกแตะเข้าที่เกล็ดย้อน
พวกมันบ้าคลั่งและพ่นไฟแผดเผาทุกสิง
มีชาวปักษาตายเป็จำนวนมาก
แต่พวกัก็ตายลงเพราะพิษร้ายเช่นกัน
เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าเช่นนี้ไปทั่วหุบเขา
พวกัต่างรู้ตัวว่ามีตัวตนที่เหนือกว่าในน่านฟ้าแห่งนี้แล้ว
ันับหมื่นชีวิตได้แตกรังกระจายออกไปเพื่อเอาตัวรอด
ยังไงสัตว์ก็คือสัตว์ พวกมันไม่รู้จักคำว่า [ร่วมพลัง] เพื่อเอาชนะศัตรูอย่างที่พวกปักษาทำอยู่ในตอนนี้
บ้างหนีไปทิศตะวันออก ทิศที่มีเผ่ายักษายึดครอง
บ้างหนีไปทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทิศที่มีเมืองของมนุษย์และอาร์โธร์โพดาตั้งอยู่
บ้างหนีไปทางตะวันออกไกล ที่ซึ่งมีเหล่าภูติตั้งรกราก
บ้างหนีไปทิศตะวันตก ทิศซึ่งเป็ที่ตั้งของหุบเขาสูงอีกลูกหนึ่ง
การรุกพื้นที่สัตว์ป่าของพวกปักษา กำลังจะส่งผลกระทบเป็ลูกโซ่ไปถึงเผ่าพันธุ์อื่น ๆ แล้ว
***ปักษาผู้เป็ไท [เปอร์ไซด์]
“โหดร้าย…”
ทุกคนโหดร้ายจังเลยค่ะ…
ถึงจะเป็การทำตามคำพยากรณ์ของท่านเทพแห่งท้องฟ้า แต่ถึงกับฆ่าตัวอ่อนทิ้งไปด้วย หนูว่ามันโหดร้ายไปค่ะ
เพราะฉะนั้น…
“เลยเก็บไข่น้อยมาพักเสียเลย ฮิ ฮิ ฮิ~”
ก็พวกหนูน้อยมันน่าร้าก~อ่ะ
หนูไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงโหดร้ายกันแบบนี้
ด้วยความสงสารเ้าไข่น้อยที่เสียพ่อแม่ไป หนูเลยแอบเก็บกลับมาฟองหนึ่งแบบนี้
แน่นอนว่าไม่มีใครรู้
เอาละ หลังจากนี้หนูจะเป็แม่กับเ้าหนูข้างในนี้ให้ดูเอง
จะรักมันให้มาก ๆ เลยละคะ~
***
แผนที่สรุปแผนผังสถานการณ์ ณ ตอนนี้