บทที่ 180 โจทย์สุดท้าย
ซูหยวนยกยิ้มหยันเมื่อได้ยินเสียงของอีกฝ่าย หากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตนเอง การทำลายอนาคตของคนอื่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะชอบทำ ทว่า...ไม่ใช่ว่าเซิ่นหนิงต้องการหาเรื่องเธอก่อนงั้นหรอ? แถมก่อนหน้านี้ก็ยังมีปัญหากับคุณหนูสกุลจางซึ่งเป็นตระกูลของเจ้านายเธอด้วย เพราะแบบนั้น...ภัยนี้ก็คืนสนองกลับไปให้ก็แล้วกัน
คนหนึ่งโกรธจัด อีกคนหนึ่งกลับยังใจเย็นอยู่ คณะกรรมการที่มองดูการแสดงออกของทั้งสองคน ผู้ผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วนจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เกษตรกรอย่างพวกเขา คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ต้องมีก็คือความใจเย็นและสุขุมนุ่มลึก หากไม่มีคุณสมบัตินี้แล้ว ก็ยากที่จะเป็นเกษตรกรที่ดีได้
หลายครั้งที่พืชผลจำเป็นต้องใจความพยายามมาก ต้องพบเจอความผิดหวัง ความเสียใจ หรืออาจจะต้องรอเป็นหลายปีเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ ดังนั้นคนที่ใจร้อนและอยากเอาชนะเช่นนี้ นับว่าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจริงๆ ต่อให้เธอจะมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการเพาะปลูกขนาดไหน แต่เส้นทางนี้ก็ถูกจิตใจของเธอบดบังไปอยู่ดี ดังนั้นแทนที่จะช่วยเหลือห้ามปราม พวกเขากลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำเดียว
ไม่ใช่แค่เพราะเธอมีปัญหากับผู้เข้าร่วมการทดสอบ แต่เพราะความเย่อหยิ่งที่กล้าว่าร้ายกระทั่งคณะกรรมการ ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะไม่ได้รับความหวังดีจากใคร
ทว่า...โอวหยางเซินที่ดูการทดสอบอยู่ไม่สามารถปล่อยให้คนรักของเขาล้มลงเช่นนี้ได้ เขาถึงกับขอถอนหมั้นคุณหนูจางเสี่ยวเสียนแล้วมาคบหากับเซิ่นหนิง จะปล่อยให้เธอถูกโยนลงบ่อได้อย่างไร
“พอได้แล้วหนิงเอ๋อร์ เรื่องนี้เป็นกับดักที่จะทำให้อนาคตของเธอถูกทำลาย” โอวหยางเซินก้าวออกมา เมื่อเห็นเขา...เซิ่นหนิงก็เกือบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
ก่อนหน้านี้ เธอเหมือนอยู่ตามลำพัง คณะกรรมการพวกนี้เป็นพวกเดียวกับพนักงานจางเสี่ยวเสียนทั้งนั้น ก็เลยรุมรังแกเธอ ในความคิดของเซิ่นหนิง...มีแค่โอวหยางเซินเท่านั้นที่หวังดีกับเธออย่างแท้จริง
โอวหยางเซินมองอันซูหยวนด้วยความไม่พอใจ เขาเข้าใจอย่างลึกล้ำว่าเด็กคนนี้กำลังวางแผนร้ายต่อผู้หญิงของตนเอง คิดเอาไว้ไม่ผิดเลยว่าจะต้องถูกจางเสี่ยวเสียนพามาแน่ ถ้าอันซูหยวนคนนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับจางเสี่ยวเสียนแล้ว ทำไมจะต้องเพ่งเล็งทำร้ายเซิ่นหนิงของเขาด้วย
“ต้องขออภัยคณะกรรมการที่ทำให้วุ่นวายด้วยครับ สำหรับเรื่องการทดสอบของอันซูหยวนนี้ ในเมื่อคณะกรรมการบอกว่าผ่าน พวกเราก็ไม่มีปัญหาอะไรอีก เซิ่นหนิงยังมีประสบการณ์น้อยเกินไปจึงทำความเข้าใจไม่ชัดเจน”
“พี่โอวหยาง...”
“หนิงเอ๋อร์ เชื่อฉัน...” โอวหยางเซินไม่ต้องการให้เซิ่นหนิงตกลงไปในหลุมพรางเช่นนี้ เขาจ้องตาอันซูหยวนด้วยท่าทางท้าทาย
“หากผู้เข้าทดสอบอันซูหยวนไม่ได้โกงการทดสอบจริงๆ เชื่อว่าการทดสอบที่ผ่านมาก็น่าจะบอกแนวคิดในการคัดแยกเมล็ดพันธุ์พวกนี้ให้เราได้ ไม่ใช่เพราะเป็นการอธิบายเนื่องจากพวกเราไม่เชื่อใจ แต่เป็นการมอบวิทยาทานให้กับพวกเราที่อยู่ที่นี่ได้กระจ่างด้วย เพราะขนาดฉันเองที่เป็นเกษตรกรระดับสูง การจะคัดแยกเมล็ดพันธุ์พวกนี้ในเวลาอันสั้นก็ยังยากที่จะทำได้เลย”
ซูหยวนไม่คิดว่าแผนของเธอจะถูกจัดการโดยง่ายดายเช่นนี้ โอวหยางเซินคนนี้ไม่ใช่ธรรมดาจริงๆ เขาไม่เพียงแค่ไม่ต้องใช้การ “คัดค้าน” แต่ก็สามารถพิสูจน์ความสามารถของซูหยวนได้แล้ว
ด้วยการบอกว่า “มอบเป็นวิทยาทาน” เป็นแค่การขอให้เธอช่วยแนะนำเรื่องนี้ ทว่า..ที่จริงก็คือการพิสูจน์นั่นแหละว่าเธอรู้จริงหรือแค่โกงการทดสอบเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ซูหยวนไม่ใช่คนที่จะต้องทำอะไรไร้สาระเช่นนี้ หากไม่ได้ทำแล้วมีประโยชน์ในอนาคต เธอก็คงจะไม่ทำให้เสียเปล่า
“ขอปฏิเสธค่ะ” คำพูดที่ชัดเจนและความหมายครบถ้วนทำให้ทุกคนที่กำลังรอฟังชะงักไป
“ทำไมล่ะ”
“เป็นเพราะเธอไม่รู้ใช่ไหม” เซิ่นหนิงแค่นหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำตอบนี้
“นี่...เป็นกฎของการทดสอบหรือเปล่าคะ ถ้าฉันอธิบายความเข้าใจนี้ จะทำให้ไม่ต้องสอบโจทย์รอบต่อไปหรือเปล่า อันที่จริง...ฉันคิดว่าตอนนี้เป็นการเสียเวลามากแล้วนะคะ เกือบจะครบ 2 ชั่วโมงที่ฉันควรจะได้พักผ่อนก่อนการทดสอบรอบต่อไปแล้ว”
ซูหยวนหันไปหาคณะกรรมการ มองดูเวลาก็เป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ นี่ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเธอเชื่อเหลือเกินว่าเซิ่นหนิงและตอนนี้ก็มีโอวหยางเซิน ทั้งสองไม่ต้องการให้เธอผ่านการทดสอบนี้จึงได้พากันมาถ่วงเวลาเอาไว้
คณะกรรมการที่จริงแล้วอยากรู้เช่นกันว่าทำไมซูหยวนจึงคัดแยกเมล็ดพันธุ์ทั้ง 5 ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ถึงอย่างนั้น...ก็เป็นอย่างที่ซูหยวนพูด ไม่มีกฎที่ว่าเธอจะต้องอธิบายเหตุผลและวิธีการทดสอบของตนเองให้ผู้อื่นรู้ ดังนั้นพวกเขาจึงผายมือให้เธอจากไป
“ในเมื่อไม่คิดจะคัดค้าน อย่างนั้นก็อย่าทำให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบเสียเวลาอีกเลย แล้วก็...ขอประกาศเอาไว้ที่นี้ว่า หลังจากนี้ หากมีคนนอกมาก่อกวนการทดสอบอีก พวกเราจะมีบทลงโทษอย่างแน่นอน ส่วนผู้เข้าร่วมการทดสอบ...ถ้าไม่พอใจหรือคิดว่าการตัดสินของพวกเราไม่ถูกต้อง ก็สามารถคัดค้านได้ตามกฎ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เซิ่นหนิงก็กำหมัดแน่น ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมรุ่นพี่โอวหยางต้องเข้ามาขวางการเปิดโปงของเธอด้วย เธอไม่เหมือนโอวหยางเซินที่เข้าใจแผนการของอีกฝ่าย นั่นก็เพราะเซิ่นหนิงมั่นใจว่าซูหยวนเป็นคนทำผิดกฎแน่ เหตุผลที่เธอไม่ยอมบอกว่าใช้วิธีอะไรในการคัดแยก ทั้งหมดเป็นเพราะเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน!
เนื่องจากเสียเวลาไปมาก ดังนั้นเซิ่นหนิงและซุนเจ๋อก็ไม่ผ่านการทดสอบรอบนี้จริงๆ พวกเขาทั้งสองถูกเชิญออกจากลานการทดสอบ ตอนนี้เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงเท่านั้นที่จะเริ่มโจทย์รอบต่อไป เซิ่นหนิงที่ถูกทำให้อับอายย่อมไม่ยอมจากไปง่ายๆ เธอต้องการดูว่าการทดสอบรอบต่อไปของอันซูหยวนจะผ่านไปได้อย่างไรอีก!!
รองประธานสภาฯเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว เขาได้แต่ถอนหายใจออกมา เด็กตระกูลเซิ่นคนนี้ใช้การไม่ได้จริงๆ แม้จะเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าชื่อเสียงที่คนอื่นพูดล้วนแต่เกินจริงไปทั้งนั้น ถ้าเทียบกับความสุขุมของอันซูหยวนจากสถาบันนักล่าแล้ว นับว่ายังห่างไกล!
หากมีการคัดค้านก่อนหน้านี้จริงๆ เขานี่แหละที่จะเป็นคนพิสูจน์ว่าอันซูหยวนไม่ได้โกงการทดสอบ เว้นเสียแต่ว่าคนที่คัดค้านจะคัดค้านอีกว่า...ตัวเขาก็ช่วยเหลืออันซูหยวนโกงด้วยเช่นกัน!
นี่เป็นเพราะโจทย์เรื่องเมล็ดพันธุ์ทั้ง 5 ที่คล้ายคลึงกันนี้ เป็นโจทย์ที่มาจากเขาเอง การทดสอบทั้งสองรอบ ล้วนแต่เป็นเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์กรมอบบททดสอบให้ ถ้าบอกว่ามีการคดโกงเกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าเป็นการบอกว่าพวกเขาโกงนั่นแหละ
อีกอย่าง..โจทย์พวกนี้เพิ่งมอบให้เมื่อเช้า ไม่มีทางที่มีคนนอกจะรู้โจทย์แล้วนำไปเปิดเผยก่อน
ดังนั้นหมายความว่า การที่โอวหยางเซินเข้ามาขวางไว้ ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว ต่อให้เซิ่นหนิงจะยังไม่พอใจ แต่การกระทำของเขาก็ชัดเจนแล้วว่าได้ช่วยเธอเอาไว้
“ท่านรองประธานสภาฯครับ ท่านคิดว่าเด็กที่ผ่านการทดสอบเพียงคนเดียวนี้จะผ่านการทดสอบโจทย์สุดท้ายของท่านได้ไหมครับ” ผู้ติดตามเอ่ยถามขึ้นด้วยความสนใจ ทำเอาผู้ที่อยู่รอบๆเงี่ยหูฟังกันเป็นแถว
“.............” รองประธานสภาฯได้แต่คลี่ยิ้มจางๆ จะให้เขาพูดอย่างไรดีล่ะ...จะบอกว่ามั่นใจหนึ่งร้อยส่วนก็ไม่ได้ใช่ไหม? เขาจะพูดออกไปได้หรือว่าโจทย์ข้อนี้...แท้จริงแล้วมาจากการที่เขาได้เห็นผลการตรวจสอบแปลงเพาะปลูกที่ซูหยวนได้ทำไว้ก่อนหน้านี้
ในเมื่อนักเรียนจากสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับวิชาเกษตรโดยตรงก็ยังทำได้ เช่นนั้น...ในความคิดของเขา คนที่จะกลายเป็นเกษตรกรก็ควรจะทำได้ด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่มาตรฐานการทดสอบรอบนี้สูงขึ้น ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะมาตรฐานในสายตาของพวกเขาสูงขึ้น!
“การทดสอบรอบสุดท้ายโจทย์สุดท้ายเริ่มออกมาแล้ว ขอให้ผู้ผ่านการทดสอบโจทย์แรกอันซูหยวนออกมาข้างหน้าด้วยครับ” กรรมการประกาศ ซูหยวนที่พักผ่อนอยู่ก็เดินออกมา ท่าทางของเธอที่ยังนิ่งสงบท่ามกลางความตื่นเต้นของทุกคนนั้นทำให้เซิ่นหนิงได้แต่ลอบเบะปาก
เธออยากจะรู้จริงๆว่ารอบสุดท้าย อันซูหยวนจะทำอย่างไรได้อีก!
รอบก่อน เพราะเธอเองก็ต้องสนใจกับการทดสอบ จึงไม่สามารถจับผิดอีกฝ่ายได้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน! ในเมื่อเธอสอบไม่ผ่าน เช่นนั้นอันซูหยวนก็จะต้องไม่ผ่านรอบนี้ด้วย!
“โจทย์ข้อที่สองของการทดสอบรอบที่สามก็คือ การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของแปลงเพาะปลูกข้างหน้า มีเวลาให้ 1 ชั่วโมง...หากผู้เข้าร่วมการทดสอบสามารถเพิ่มระดับของความอุดมสมบูรณ์จากระดับ 3 ไปที่ระดับ 4 ได้ เช่นนั้นก็จะถือว่าสอบผ่าน”
เมื่อได้ยินโจทย์นี้ ผู้ชมทั้งหลายก็ได้แต่อ้าปากค้าง!
ถ้าบอกว่าโจทย์ข้อแรกยากมากแล้ว โจทย์ข้อที่สองนี้ไม่ได้ยากเกินกว่าจะทำได้หรอกหรือ? จู่ๆก็จะให้ยกระดับแปลงเพาะปลูกจาก 3 ไป 4 คิดว่ามันง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือ?
“ผู้เข้าร่วมการทดสอบสามารถขออุปกรณ์ใดๆก็ได้เพื่อดำเนินการกับแปลงเพาะปลูกนี้ ขอแค่ใน 1 ชั่วโมงสามารถเพิ่มความระดับจาก 3 ไป 4 ได้ก็พอ” ราวกับกลัวว่าทุกคนจะกล่าวหาว่าพวกเขาใจร้ายใจดำเกินไป กรรมการจึงพูดเสริมขึ้นมา แต่คำพูดนี้ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนคิดว่าการทดสอบง่ายขึ้นเลย
“ใครจะทำได้! เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ขึ้น 1 ระดับใน 1 ชั่วโมง เพี้ยนไปแล้วหรอ?”
“เหอ เหอ เหอ โจทย์นี้...ต่อให้เป็นเกษตรกรที่แท้จริงก็ยังทำไม่ได้เลย”
“นั่นน่ะสิ พวกเขาคิดว่าผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ไหนจะทำได้กัน การทดสอบรอบนี้ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการให้คนอื่นสอบผ่านหรอกหรอ?”
“เกษตรกรที่สอบผ่านมีมากเกินไปแล้วหรือ? พวกเขาจึงได้ให้การทดสอบแบบนี้น่ะ”
“สงสารก็แต่ผู้เข้าร่วมการทดสอบคนนั้น ถ้าเป็นฉัน...คงจะถอนตัวแล้ว” ทุกคนพูดไปในทิศทางเดียวกันหมด ไม่มีใครคิดว่าซูหยวนจะสอบผ่านเลยแม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่าเซิ่นหนิงที่ได้ยินโจทย์ข้อนี้ก็หัวเราะออกมา เธอมองดูเครื่องมอนิเตอร์ที่ตรวจสอบค่าความอุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดการโกงขึ้น มั่นใจเหมือนกับทุกคนว่าอันซูหยวนไม่มีทางสอบผ่านไปได้!
“รุ่นพี่โอวหยางคะ ถ้าเป็นพี่....จะสามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของแปลงเพาะปลูกตามโจทย์นี้ได้ไหมคะ” เซิ่นหนิงรู้อยู่แล้วว่าตัวเองทำไม่ได้ แต่รุ่นพี่โอวหยางเป็นเกษตรกรระดับสูง เขาก็น่าจะทำได้ใช่ไหม?
โอวหยางเซินคิดเล็กน้อยก่อนจะให้คำตอบ
“ถ้าใช้เวลา 1 สัปดาห์ก็อาจจะทำได้”
“เวลา 1 สัปดาห์อย่างนั้นหรอคะ นั่นก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้วนะคะ การยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของแปลงเพาะปลูกนั้นเป็นเรื่องยากมากๆ ยิ่งระดับสูงก็ยิ่งยากมากไปอีก สำหรับฉัน...ถ้าเป็นการยกระดับแปลงเพาะปลูกระดับ 1 ไป 2 ก็น่าจะทำได้ใน 3 วัน แต่ถ้าเป็นระดับ 2 ไประดับ 3 ก็อาจจะต้องใช้เวลา 1 เดือน แต่ถ้าตามโจทย์นี้...ไม่รู้ว่าใช้เวลา 1 ปีจะทำได้หรือเปล่า”
“อืม นั่นสินะ...มันต้องอาศัยทักษะในการสังเกต การรับรู้กลิ่นของดิน การตรวจสอบผ่านการสัมผัสและอื่นๆอีกมาก ดังนั้น...จำเป็นต้องฝึกฝนทักษะในการรับรู้ให้ดีก่อนจึงจะมีความสามารถนี้”
“นี่ก็แปลว่าพวกเรากำลังจะได้เห็นอะไรตลกๆสินะคะ” เซิ่นหนิงหัวเราะออกมา นึกขอบใจที่รุ่นพี่โอวหยางหยุดเธอเอาไว้ไม่ให้ใช้สิทธิในการคัดค้าน
เพราะถึงแม้จะลากซูหยวนลงมาตบได้ แต่เธอก็ต้องล่วงเกินคณะกรรมการขององค์กรจนทำให้ภาพลักษณ์ดูแย่ ทั้งๆที่สุดท้ายแล้ว...อันซูหยวนก็ไม่มีทางสอบรอบนี้ผ่านอยู่ดี
ถึงจะรู้โจทย์ก่อนแล้วอย่างไร วิธีการตรวจสอบน่ะมันง่ายดายหรือ?
ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดเสียจนวุ่นวาย พวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าก่อนหน้านี้...ซูหยวนเพิ่งจะใช้เวลา 1 วันเพื่อยกระดับแปลงเพาะปลูกระดับ 4 ขึ้นเป็นระดับ 6
ทั้งหมดที่นี่...คงจะมีแค่รองประธานสภาฯเท่านั้นที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้กันแน่!
…………………………………..