ดังนั้นผู้อาวุโสหยวนมู่จึงอยากเห็นนักว่า เยี่ยนเจาเจาที่ฝ่าบาทส่งมาเป็นคนเช่นไรแบกรับภาระได้หรือไม่ และคู่ควรหรือไม่?
ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่แม้แต่จะรีบมองหยวนอีย่วนอันเป็นที่รัก กลับมองไปทางเยี่ยนเจาเจาข้างหลังนางคนแรกแทน
นางตัวไม่สูงงดงามละเอียดลออราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบสูงค่า แววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แม้พึ่งพาอาศัยผู้อื่นบนร่างก็ยังมีความทะนงที่ปิดไม่มิด
เพียงมองก็ทำให้ผู้อาวุโสหยวนมู่ตกตะลึง
นางช่างเหมือนคนผู้นั้น
คนผู้นั้นคือใครน่ะหรือ?
ย่อมเป็นลูกศิษย์คนแรกของเขา เป็นนักเรียนผู้มีฐานะสูงส่ง และมีพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดเท่าเขาเคยสอนมา
เขาภูมิใจในตัวนางเสมอ ไม่ลืมเลือนตราบจนทุกวันนี้
คนอื่นไม่รู้ มีเพียงผู้อาวุโสหยวนมู่เท่านั้นที่รู้ว่า ฮ่องเต้หญิงเหลียงฮุ่ยองค์ปัจจุบันแห่งราชวงศ์ต้าซีสมัยยังเยาว์ได้รับการสอนกลยุทธ์ทางการเมือง การปกครองนโยบายพลิกแพลงของกษัตริย์มาจากเขาไม่น้อย เขาเป็นถึงอาจารย์ขององค์หญิงรัชทายาทที่ถูกต้องชอบธรรมผู้เฝ้ามองดอกไม้งามโดดเด่นสะดุดตาในวังบูรพาเดินขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในปัจจุบันทีละก้าวๆ
เหลียงฮุ่ยฉลาดหลักแหลม มากสติปัญญาราวปีศาจตั้งแต่เด็กอายุสิบสองปีก็เริ่มติดตามอดีตฮ่องเต้ เข้าฟังราชกิจบ้านเมืองในตำหนักจินหลวน
ต้าซียามนั้นโดนมหาอำนาจรายล้อมจ้องกลืนกิน ไฟสงครามยากจะมอดสถานการณ์ง่อนแง่นห่างไกลจากความเจริญรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้
การสอบหน้าพระที่นั่งปีนั้น ความจริงไม่ใช่ฝ่าบาทกำกับแต่เป็นองค์หญิงรัชทายาทเหลียงฮุ่ยที่ยังอ่อนวัย
นางตั้งใจอ่านบทความของบัณฑิตจิ้นซื่อ [1] ทั้งหมด สุดท้ายชี้นิ้วเรียวงามเลือกหยวนมู่เป็นจอหงวน
แม้หยวนมู่จะมีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่กลับเป็นปัญญาชนตัวจริงไม่เคยจับเจ่าอยู่เพียงในกำแพงเรือน
เขาอ่านหนังสือตำราทุกประเภททั่วหล้า ล่องสามธาราห้าขุนเขาผจญหนทางลำบากยาวไกล เรื่องทางโลกกว้างใหญ่ไพศาล แต่ส่วนใหญ่อยู่ในใจเขาหมดแล้ว การสอบขุนนางคราวนี้ก็เพียงเพื่อจะได้แต่งงานกับคนในดวงใจของตนเองจำต้องเดินตามกรอบประเพณีคร่ำครึ มอบเกียรติยศสูงสุดบนโลกให้แก่นางเท่านั้น
แต่แม้เขาจะมีคุณธรรม ก็ยังปรารถนาครองตำแหน่งขุนนางขั้นสูงสุดเช่นกัน
คนอื่นดูถูกเหยียดหยามพูดว่าเด็กสาวอายุน้อยคนหนึ่งจะไปรู้อะไร แต่เขากลับมองแผนการและปณิธานอันยิ่งใหญ่ในดวงตาอ่อนเยาว์ออก
หลังจากบัณฑิตจอหงวนขี่ม้าเดินขบวน นางมารอที่กลางจวนของเขาด้วยตนเองพบหน้าก็ยกจอกแสดงความยินดี ขอให้เขาเป็นอาจารย์
หยวนมู่ไม่รู้ว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งกล้าเชิญเขาเป็นอาจารย์แห่งวังบูรพาได้อย่างไรแต่นางมีความสามารถในการกระทำตามอำเภอใจอันเข้าตา
แน่นอนว่าหยวนมู่ถามนาง
ไม่ใช่ถามว่าเหตุใดจึงได้เลือกเขาเป็นอาจารย์แต่ถามว่านางคู่ควรเป็นนักเรียนของตนตรงจุดใด
เขานึกว่าองค์หญิงรัชทายาทที่อายุยังน้อย แต่กลับสามารถเข้าร่วมฟังราชกิจในตำหนักจินหลวนจะต้องเย่อหยิ่งจองหองแน่นอน ทว่านางไม่ดูหมิ่นหรือสบประมาทกันสักนิด
“คนเรายกทัพจับศึกชั่วชีวิต อาจได้ครอบครองใต้หล้าชาติบ้านเมืองตราบยืนยง ท่ามกลางโลกอันโหดร้ายนี้ ท่านผู้มากความสามารถหาตัวจับยากนามจักต้องคงอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน ได้โปรดท่านสอนข้าด้วย”
นางไม่เรียกแทนตัวว่าเราแต่เป็นข้า เดินมาทางเขาทีละก้าวทีละก้าว
เด็กน้อยตัวสูงไม่ถึงเอว อายุก็ยังไม่ถึงครึ่งของเขากลับถือจอกแก้ว แกว่งสุราใสชั้นดีในจอกแผ่วเบา เงยหน้ามองเขา
อาฮุ่ยยามวัยเด็ก ดวงตาสงบนิ่ง สีหน้าสุภาพอ่อนโยนแต่แยกเขี้ยวกางเล็บข่มขู่ เผยความดุร้ายออกมา
ความทะเยอทะยานของนางปรากฏเด่นชัดมองปราดเดียวก็รู้ว่ามันรุนแรงไม่ต่างจากความทะเยอทะยานของเขา
ดังนั้นหยวนมู่ถึงเข้าใจว่ายามกวาดตามองไกลๆหน้าตำหนักจินหลวน ไม่เพียงเขาที่มองปณิธานแรงกล้าขององค์หญิงรัชทายาทออกยังทำให้นางมองเห็นความมักใหญ่ใฝ่สูงในใจเขาเช่นกัน
คนประเภทเดียวกันย่อมดึงดูดกัน และบุรุษที่แท้จริงยอมอุทิศชีวิตได้เพื่อสหายรู้ใจ
แต่เขายังอยากถามต่อ “พระปรีชาสามารถของพระองค์เพียงพอจะปกครองใต้หล้าแล้ว ยังมีสิ่งใดที่ไม่ได้มาอีกหรือ?”
เหลียงฮุ่ยยกยิ้มบางเบา นางถอดเหมี่ยนกวาน [2] ที่เป็นขององค์หญิงรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวออกจากศีรษะและใช้นิ้วมือเขี่ยระย้าหยกข้างหน้าแผ่วเบา ถอนหายใจท่ามกลางเสียงกระทบคมชัด
“เหมือนที่ท่านอยากเป็นมากกว่าขุนนางขั้นสูงสุดชื่อเสียงเลื่องลือ ตัวข้าเหลียงฮุ่ยก็อยากเป็นมากกว่าฮ่องเต้หญิงคุณสมบัติเหมาะสมคนหนึ่งเช่นกันข้าต้องการให้แสงจันทราเหนือศีรษะ ณ ลานเรือนแห่งนี้ ส่องสว่างไปอีกนานนับพันปี”
องค์หญิงรัชทายาทแหงนศีรษะชมจันทรา
หยวนมู่คาดว่านางต้องกล่าววาจาน่าทึ่งอย่างแน่นอนแต่คาดไม่ถึงว่านางจะพูดออกมาเช่นนี้เลย
แสงจันทราแห่งต้าซีของข้าจะสุกสกาวบนขอบหน้าต่างทุกครัวเรือนตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน
แสงจันทราในคืนนั้นอาจไม่งดงามสมบูรณ์แบบทว่านั่นเป็นพระจันทร์ของต้าซี สิ่งที่องค์หญิงรัชทายาทต้องการคือให้ทั่วหล้าแดนดินสยบใต้แสงจันทราของราชวงศ์ต้าซี
ปณิธานแรงกล้าและคำพูดชวนตกตะลึงนี้เองที่ทำเขาเลื่อมใสศรัทธาจนหยิบสุรา ชนเบาๆ และดื่มหมดจอกโดยไม่รู้ตัว
“ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวล้วนเป็นของราชสำนัก กระหม่อมจะทำงานรับใช้พระองค์หวังว่าพระองค์จะแผ่ปณิธานไปทั่วหล้าพ่ะย่ะค่ะ”
หยวนมู่พยักหน้า
นับแต่นั้นมา ฉากหน้าเขาเป็นขุนนางทัดทานของฝ่ายตรวจการได้รับความไว้วางใจและโปรดปรานจากฮ่องเต้ หลังอาทิตย์ลับขอบฟ้า เขาจะกลายเป็นอาจารย์ขององค์หญิงรัชทายาทเพียงคนเดียวที่สามารถเข้าออกวังบูรพาได้
เหลียงฮุ่ยตั้งเงื่อนไขตนเองสูงกว่าที่คนอื่นคิดไว้
นางไม่ต้องการเป็นเพียงฮ่องเต้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งนางต้องการเป็นฮ่องเต้หญิงผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถเทียบเคียงสามราชาห้าจักรพรรดิ [3] ได้
เวลาเพียงสามปีนางก็เรียนรู้ทุกอย่างที่สามารถเรียนรู้จากเขาไปจนหมด
เมื่อตำแหน่งองค์หญิงรัชทายาทของนางมั่นคง และอดีตฮ่องเต้ใกล้สิ้นพระชนม์จากอาการประชวรหยวนมู่ก็กลายเป็นขุนนางใกล้ชิดขององค์หญิงรัชทายาทแล้ว
จากพระองค์จะกลายเป็นฝ่าบาทในไม่ช้า
หยวนมู่จักอุทิศตนเพื่อฮ่องเต้หญิงที่ขึ้นครองราชย์ใหม่แน่นอนทว่าราชสำนักไม่มีที่ให้เขารับใช้แล้ว และสิ่งที่องค์ฮ่องเต้หญิงในอนาคตต้องการคือคนรุ่นใหม่มากกว่านี้
ดังนั้นเขาจึงกลับบ้านเกิด พร้อมภาพฝีพระหัตถ์ของโอรสสวรรค์ที่องค์หญิงรัชทายาทขอมากลับเมืองซูโจวอย่างสมเกียรติก่อตั้งสถานศึกษาของแผ่นดิน หว่านล้อมนักเรียนทั่วหล้าเพื่อนางและส่งคนเก่งที่นางต้องการเข้าสู่เส้นทางขุนนาง
คนอื่นคิดว่าเขาเบื่อหน่ายชีวิตขุนนางแต่กลับไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ปรารถนาเพียงความรุ่งโรจน์ชั่วขณะ
ยามนี้พระประสงค์ของฝ่าบาทสำเร็จไปเกินครึ่งแล้ว นางกลายเป็นฮ่องเต้หญิงแห่งราชวงศ์ต้าซีที่นานาแคว้นขอเข้าเฝ้าอำนาจเรืองโรจน์ขึ้นทุกวัน
ส่วนเขาก็บรรลุสิ่งที่เขาต้องการ มีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมืองความสามารถโดดเด่นไม่เป็นสองรองใคร
เหลียงฮุ่ยนำความประหลาดใจมาให้เขาเนิ่นนานมันนานเสียจนเขาไม่เคยพบนักเรียนที่ตราตรึงใจเหมือนนางมาก่อนจวบจนถึงทุกวันนี้
ดังนั้นเมื่อฝ่าบาทเอ่ยกับเขาคนแรกว่า จะส่งดวงใจของนางมาเป็นนักเรียนของเขาเขาถึงนึกว่าฝ่าบาทล้อเล่น ไฉนจึงดันส่งมาจริงๆ
หากเพียงให้พวกเขายืมตัวตนหลบภัย เช่นนั้นก็คงไม่สำคัญนักทว่าฝ่าบาทกลับทำหน้าสีหน้าจริงจังว่าต้องสั่งสอนพวกเขาให้ดี
จะว่าอย่างไรดี?
แม้ไม่เห็นสีหน้าของเหลียงฮุ่ยเวลานั้น เขาก็สามารถจินตนาการได้ว่าเป็นเช่นไร
นางน่าจะหลุบดวงตาลง ใบหน้าแต้มรอยยิ้มแต่ในแววตาแน่วแน่อย่างไม่ต้องสงสัย
“ข้าต้องการให้เจ้าอบรมสั่งสอนนาง เหมือนกับที่สอนข้าใต้หล้าแดนดินจะได้ไม่ผิดหวังทั้งเจ้าและข้า”
เขาไม่กล้าไตร่ตรองลึกซึ้งเกี่ยวกับเนื้อความเหล่านี้แต่เขารู้ว่าเมื่อใดที่ฝ่าบาทตัดสินใจไปแล้ว ก็จะไม่มีทางถอยหลังกลับเด็ดขาด
แต่ในใจของเขายังคงโกรธอยู่ และหากคนที่มาเป็นเด็กสาวโง่งมแม้จะทำให้ฝ่าบาทโมโหเขาก็ไม่มีวันรับงานนี้
ทว่าเห็นนักเรียนใหม่ของตนวันนี้
เค้าโครงหน้าของนางแทบจะเหมือนกับเหลียงฮุ่ยน้อยสวมชุดเหมี่ยนฝูขององค์หญิงรัชทายาทในปีนั้นทุกประการกระทั่งตัวยังเล็กบอบบางกว่า แต่กลับงดงามเฉียบแหลมแฝงความคุกคามร้ายกาจยากจะลืมเลือนไม่ต่างกัน
เขามองแล้วมองอีก จึงได้เห็นความแตกต่างเล็กน้อย
ความคล้ายคลึงกันนี้ทำเขาตกตะลึงไปพักหนึ่งต่อมาถึงนึกออกว่าเหลียงฮุ่ยน้อยกับเหลียงฉงน้อยกำเนิดมาหน้าตาคล้ายกันอยู่แล้ว บุตรีขององค์หญิงเหลียงฉงเหมือนนางเช่นนั้นย่อมเหมือนเหลียงฮุ่ยผู้เป็นพี่สาวร่วมอุทรของนางด้วย
เพียงแต่ความคล้ายคลึงกันนี้อาจทำให้ผู้คนแตกตื่นได้
โชคดีที่เมืองซูโจวเกือบทั้งหมดไร้ช่องโหว่อยู่ในมือเขาและคนรอบกายก็ไม่รู้ว่าตระกูลใหญ่ในซูโจวกับหยวนมู่ยังเป็นขุนนางสายตรงของฝ่าบาทอยู่กอปรกับเป็นพื้นที่ไกลปืนเที่ยง มีคนเคยพบใบหน้าของฝ่าบาทไม่มากนักคนนอกคงไม่ถึงกับยื่นมือเข้ามาและจดจำนางได้
ขณะที่ผู้อาวุโสหยวนมู่มองเยี่ยนเจาเจา เยี่ยนเจาเจาก็กำลังมองเขาเช่นกัน
เผชิญหน้ากับสายตาจับผิดแทบศีรษะจรดเท้าของเขา เยี่ยนเจาเจาที่อยู่ตรงข้ามกลับไม่กังวลสักนิด
กระทั่งนักเรียนหลายคนที่เขาภาคภูมิใจที่สุดยามนี้อยู่ภายใต้สายตาของเขาก็ยังยากที่จะควบคุมตนเอง ทว่าแม่หนูคนนี้ทำได้
นางถึงกับเหลือบสายตาของตนขึ้นมาสังเกตขุนนางสูงวัยมือดีอย่างเขาทีละนิดๆเหมือนกับที่เขาพิศมองนาง
เมื่อมีความชื่นชมเล็กน้อยในดวงตาของเขา ดวงตานางจึงค่อยๆ ฉายแววเห็นด้วยออกมา
นางช่างถือดีเสียจริง ต้องให้เขายอมรับนางก่อนนางถึงจะยอมรับเขาหรือ?
ไม่ต่างอะไรกับอาฮุ่ยน้อยในปีนั้นเลย ทั้งยังยโสกว่าหน่อยๆ ด้วย
บุตรีของสกุลเหลียงดั้งเดิมโดดเด่นไม่เหมือนใครเลยจริงๆ!
ผู้อาวุโสหยวนมู่คิดว่าตนเองควรโกรธด้วยโดนก้าวร้าวใส่แต่เขากลับอยากหัวเราะ และคิดเพียงว่าฝ่าบาทไม่ได้หลอกลวงตาแก่เช่นเขาแทน
เขาผ่อนคลายสีหน้า ก่อนเปิดปากเรียก “อาจ้าว มา... มาหาปู่”
เป็นอาจารย์วันเดียว เป็นดั่งบิดาตลอดชีวิต
สมัยนั้นเขาเป็นทั้งอาจารย์ของเหลียงฮุ่ยและคอยชี้แนะทักษะการรบขององค์หญิงเหลียงฉงด้วย แม้อาจารย์ตัวจริงของเหลียงฉงยังมีอีกคนแต่เขาก็ถือว่าเป็นอาจารย์ครึ่งหนึ่ง ให้แม่หนูตรงหน้าเรียกตนเองว่าท่านปู่ก็ไม่ผิดอะไร
หรือสองเด็กน้อยเหลียงฮุ่ยเหลียงฉงที่เขาเห็นมาจนโต จะกล้าขมึงทึงใส่ตนเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้?
ปัจจุบันเยี่ยนเจาเจาไม่ใช่เยี่ยนเจาเจาแต่เป็นหยวนชิงจ้าวหลานสาวของเขาหยวนมู่ เรียกเขาท่านปู่ย่อมสมเหตุสมผล!
ในใจหยวนมู่คงรู้สึกชื่นมื่นที่ได้กดขี่ฝ่าบาทซึ่งตนไม่เคยกล้าล่วงเกินใบหน้าเกรี้ยวกราดเมื่อสักครู่จึงได้ยิ้มแย้มฉับพลัน ราวกับจิ้งจอกเฒ่าผู้คาดเดาไม่ได้
ฝ่าบาทครั้นเยาว์วัยค่อนข้างน่ารักองค์หญิงเหลียงฉงยามเด็กก็เหมือนซาลาเปาน้อยนุ่มนิ่ม สนิทสนมกับตนเองมาก
อาจเพราะตนไม่มีบุตรสาวจึงตั้งใจสั่งสอนดูแลพวกนางเหมือนกึ่งบุตรสาวของตนอย่าง “ดื้อดึง”น่าเสียดายที่พวกนางแต่ละคนสุขุมสงวนท่าทีอย่างยิ่ง ไม่เคยใกล้ชิดเขาตอนนี้โตแล้วยิ่งไม่ยอมเข้าไปใหญ่ พบหน้าก็เป็นท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ ไม่สนใจกันสักนิด
ดังนั้นปัจจุบันสามารถกลั่นแกล้งพวกนางฉบับย่อส่วนได้ พอลองคิดแล้วใจก็ตื่นเต้นมีความสุขทีเดียว?!
------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] บัณฑิตจิ้นซื่อ หมายถึงบัณฑิตที่สอบผ่านระดับสูงสุดของการสอบขุนนาง
[2] เหมี่ยนกวาน หมายถึงพระมาลาห้อยหยกหรือลูกปัดซึ่งฮ่องเต้จะสวมสำหรับออกงานพระราชพิธีสำคัญคู่กับฉลองพระองค์เหมี่ยนฝู
[3] สามราชาห้าจักรพรรดิ หมายถึงกลุ่มบุคคลหรือเทวดาซึ่งตำนานกล่าวว่าปกครองทางภาคเหนือของจีนโบราณ ว่ากันว่าราชาทั้งสามเป็นเทพหรือกึ่งเทพซึ่งสร้างความเป็นอยู่ที่ดีและอบรมสั่งสอนวิชาความรู้ต่างๆให้แก่ผู้คน ส่วนจักรพรรดิทั้งห้าก็ว่าเป็นปราชญ์ตัวอย่างซึ่งมีคุณธรรมล้ำเลิศมีอายุยืนยาว ปกครองผู้คนให้สงบร่มเย็น ซึ่งอยู่ในยุคก่อนราชวงศ์เซี่ยและถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นวีรบุรุษทางวัฒนธรรม