ลมหนาวพัดเข้ามาทางหน้าต่าง หยางเสียจามออกมาหญิงสาวกระชับเสื้อคลุมเข้ากับตัว ก่อนจะลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างและประตู
แสงเทียนไหวสะบัดตามแรงลมที่ปะทะเข้ามาองค์ชายฝานจิ้งทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองร่างของข้ารับใช้ซึ่งลุกเดินไปมาในห้องถ้าใครไม่เคยเห็นชายหนุ่มในสนามฝึก มองเพียงท่าทางการเดินห่อตัวห่อไหล่ไม่ค่อยจะผึ่งผายเช่นนี้คงได้คิดว่าเ้าหนุ่มคนนี้เป็สตรีแน่ ผมที่เกล้าสูงช่วยเผยให้เห็นต้นคอขาว่ไหล่ลาด แม้ออกกำลังใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักจนดูแข็งแรงแต่ก็ไม่ได้มีมัดกล้ามเนื้อหนั่นแน่นเหมือนพระองค์หรือนายทหารส่วนใหญ่มีอะไรบางอย่างในท่าทีเดินเหินและกิริยาอาการของเขาที่ดูผิดแผกแตกต่างจากชายหนุ่มทั่วไปแต่จะแปลกอย่างไรนั้นพระองค์ก็ไม่ทรงสามารถให้คำตอบได้เช่นกัน
หยางเสียปิดหน้าต่างประตูเสร็จก็รีบกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองนางรู้สึกมึนและหนักศีรษะไปหมด หนังตาก็หนักเสียจนจะบังคับให้ลืมขึ้นและจดจ่อกับตำราตรงหน้าได้ยากเหลือเกิน
เสียงฝนภายนอกห้องดังขึ้นอีกคราองค์ชายฝานจิ้งทรงเงยพระพักตร์ขึ้นก็พบว่าคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสืออยู่เมื่อครู่ได้ฟุบหลับลงบนหนังสือไปเสียแล้ว
“หยางเสีย”
ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวจากผู้ถูกเรียกพระองค์จึงทรงลุกจากที่ประทับมาเพื่อปลุกให้ชายหนุ่มกลับไปนอนที่ห้อง ครั้นเมื่อมาหยุดทอดพระเนตร หยางเสียอยู่ใกล้ๆ ก็ทรงพบว่าใบหน้าขาวคุ้นตาในเวลานี้กลับแดงระเรื่ออย่างผิดสังเกตจึงทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปแตะท่อนแขนหมายจะปลุกมาสอบถามอาการ
มีไข้...
“หยางเสีย...หยางเสีย” องค์ชายฝานจิ้งตรัสเรียกหยางเสียอย่างนุ่มนวลพลางเขย่าที่แขนเบาๆทำให้อีกคนเริ่มขยับตัว
“ไปกินยา แล้วกลับไปนอนที่ห้อง”
“หือ...กินแล้ว” หญิงสาวออกอาการงัวเงียสะลึมสะลือก่อนฟุบหน้าลงดังเดิม
“กินแล้วก็ไปกินอีกได้...ลุก!”ทรงออกแรงดึงแขนคนมีไข้อีกครั้ง
“ขอรับ” หยางเสียรับคำเบาๆ ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นจากโต๊ะเ้าของ ร่างบางเดินโซเซไปยังประตูเพียงแค่บานประตูแง้มออกกระแสลมก็พัดพาละอองฝนที่กำลังพรั่งพรูอยู่ภายนอกเข้ามาในห้องทำให้นางรู้สึกสั่นสะท้านหนาวไปถึงกระดูก หญิงสาวชักเท้าถอยกลับเขาห้องโดยพลัน
“ฝ่าฝนไปไม่ได้ก็นอนที่นี่” องค์ชายฝานจิ้งที่ทรงยืนทอดพระเนตรตรัสขึ้น
หยางเสียลังเลก่อนตอบออกไป “ข้ากลับได้ขอรับ...”แล้วนางก็ก้าวออกประตูไป
หลังบ่าวรับใช้ออกไปได้ไม่นานนักองค์ชายฝานจิ้งทรงได้ยินเสียงตึงที่นอกห้อง จึงทรงรีบเสด็จออกมาและทรงพบว่าคนที่ยืนยันว่ากลับห้องได้อยู่เมื่อครู่ขณะนี้กำลังนั่งทรุดอยู่หน้าประตูนี่เอง
“ขอประทานอภัย” หยางเสียลุกขึ้นอย่างโงนเงนนางทรงตัวแทบจะไม่อยู่แล้ว ยังไม่ทันจะก้าวขาออกเดินก็โดนท่านแม่ทัพฉุดแขนไว้ก่อนจะลากเข้าไปในห้องดังเดิม
“ไปนอนโน่น...” นิ้วพระหัตถ์ชี้ไปยังมุมห้องทรงฉวยผ้าและหมอนอิงยัดใส่มือคนที่ยังดูมึนงงอยู่ เมื่อคนป่วยนอนลงแล้วจึงได้ทรงกลับมาประทับยังโต๊ะทรงพระอักษรตามเดิม...
ดึกมากแล้ว องค์ชายฝานจิ้งกำลังจะเสด็จเข้าที่บรรทมหลังพระวิสูตรทรงได้ยินเสียงครางหงุงหงิงมาจากคนที่นอนอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องพระองค์จึงทรงเปลี่ยนทิศมาหาคนป่วยที่นอนคุดคู้อยู่แทน
พระวรกายสูงทรุดนั่งลงข้างตัวบ่าวคนสนิทเ้าคนที่นอนอยู่เบื้อง พระพักตร์กำลังตัวสั่นน้อยๆจึงทรงยื่นพระหัตถ์ไปแตะที่หน้าผาก
ไข้กำลังขึ้นสูง
เขาคงจะได้ไข้จากการฝึกหนักท่ามกลางสายฝนการฝึกซ้อมตามสถานการณ์จริงนั้นจำเป็ต้องฝึกทหารให้คุ้นเคยกับการตั้งค่ายการจัดขบวนทัพ การต่อสู้ทั้งในการรุกและการรับในสภาพอากาศที่แตกต่างกัน การจะได้ชัยชนะในานั้นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังทหารที่มีความเก่งกาจสามารถในการรบเพียงอย่างเดียวแต่ทหารเ่าั้ต้องมีความเข้าใจเจนจบในจุดอ่อนจุดแข็งของฝ่ายตนเองอีกด้วย เพื่อจะได้ดึงจุดแข็งมาใช้และหลีกเลี่ยงจุดอ่อนที่จะเสี่ยงทำให้เพลี่ยงพล้ำให้ได้มากที่สุดทักษะเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการสั่งสมทหารจึงต้องได้รับการฝึกให้เคยชินเสียั้แ่ตอนนี้
เ้าหนุ่มน้อยนี่คงยังปรับตัวไม่ได้กระมัง องค์ชายฝานจิ้งทรงรู้สึกเห็นใจหยางเสียอยู่ครามครันเหงื่อที่ซึมจนชื้นตามไรผมและหน้าผาก ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยลุกออกไปสั่งทหารที่อยู่เวรให้ไปนำยาจากห้องยามาให้
และเมื่อได้ยามาแล้วจึงทรงเขย่าคนที่นอนซมด้วยพิษไข้หวังให้มีสติและยอมลุกขึ้นมากินยา “หยางเสียลุกขึ้นมากินยาก่อน”
“ข้ากินแล้ว กินไปตั้งถ้วย ขมก็ขม” หยางเสียอิดออดอย่างลืมตัวว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ต่อหน้าท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่แม่หยางเอ๋อร์ของนาง
“ไข้ขึ้นก็ต้องกินอีก อย่าดื้อทำตัวเป็เด็ก” ครั้นเขาถูกดุแล้วก็ทำหน้าง้ำหน้างอตากลมคู่นั้นแดงก่ำ น้ำตาเริ่มรื้นที่ขอบตาเพราะไข้กำลังขึ้นสูงริมฝีปากแดงเรื่อเบะออก
“ไม่ได้ดื้อเดี๋ยวยามันก็ออกฤทธิ์ข้าไม่ได้ดื้อกับแม่เสียหน่อย”
พระขนงเข้มขมวดมุ่น “แม่...” เขาคงกำลังเพ้อเพราะไข้
อีกคนยังขยี้ตาก้มหน้างุด มองดูเหมือนเด็กเล็กๆที่กำลังออกฤทธิ์งอแงเอากับมารดาของตน
“นั่งดีๆ แล้วก็กินเข้าไปเสีย” องค์ชายฝานจิ้งตรัสด้วยพระสุรเสียงจริงจังดูเถิด...พระองค์มีคนใกล้ชิดสักคนก็หวังให้คอยดูแลรับใช้แต่รายนี้รู้สึกว่าจะตรงกันข้าม ดูเหมือนนายจะต้องคอยตามดูแลบ่าวอยู่เสมอทีเดียว
พระองค์ทรงยกถ้วยยาจ่อไปที่ริมฝีปากแดงเื่อแงอย่างนี้กว่าจะรอให้เ้าตัวยอมดื่มยาเองเห็นทีคืนนี้พระองค์จะไม่ได้บรรทมเป็แน่ เ้าคนตัวเล็กกินไปได้หนึ่งอึกก็สำลักไอออกมาองค์ชายฝานจิ้งทรงรีบวางถ้วยยาลง เมื่อคนได้ไข้เอนตัวซบลงพระอุระกว้างก็ทรงรู้สึกถึงลมหายใจร้อนๆ และไอร้อนที่แผ่จากตัวคนป่วย
“หยา...” ใช่ว่าพระองค์และหยางเสียไม่เคยได้ถูกเนื้อต้องกายกันแต่ความรู้สึกหวามไหวประหลาดที่แล่นเข้ามาในพระหทัยขณะนี้...ต่างจากทุกคราวภาพหยางเสียบนศาลาที่ตำหนักถงเิแวบเข้ามาในห้วงพระดำริกลายเป็ว่าพระองค์ตรัสอะไรไม่ออกครู่หนึ่งที่องค์ชายฝานจิ้งทรงรู้สึกเหมือนจะจับไข้ตามคนที่กำลังซบอิงไปด้วย
“กะ...กินยา” ทรงแข็งพระทัยแล้วผลักศีรษะเขาออก
ยาเข้าปากไปได้นิดเดียว เ้าคนตัวเล็กก็บ่นว่ายาขมอีกพระองค์ต้องทรงประคองไหล่เขาให้ตั้งตรง แล้วยกถ้วยยาส่งเข้าปากอีกที
“รีบกินเสียเถอะ กลั้นใจให้หมดในคราวเดียว”
หนนี้หยางเสียยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี เมื่อยาอึกสุดท้ายล่วงผ่านลำคอไปร่างบางนั้นก็โงนเงนหงายหลังจนหัวฟาดโครมเข้ากับผนังห้อง
“โอ๊ย!”
องค์ชายฝานจิ้งส่ายพระเศียรด้วยความระอากับคนที่อยู่เบื้อง พระพักตร์ พระองค์ทรงปล่อยให้อีกคนนอนลงตามเดิมเมื่อทอดพระเนตรดูหยางเสียดึงผ้าห่มมาคลุมจนมิดคอจนเรียบร้อยดีแล้วจึงทรงลุกขึ้นแต่ก็พบว่าชายฉลองพระองค์ถูกคนป่วยนอนทับไว้
“หยางเสีย” องค์ชายฝานจิ้งตรัสเรียกหมายให้เ้าตัวขยับคนถูกเรียกปรือตามองสบขึ้นมา ริมฝีปากแดงระเรื่อคลี่ยิ้มน้อยๆ มายังพระองค์ก่อนเปลือกตานั่นจะปิดลงอีกครั้งพระหทัยแห่งองค์ชายรองของแคว้นถึงกับกระตุกวูบวาบไหวหวั่นพระองค์ทอดพระเนตรดวงหน้าเล็กที่แดงเรื่อเพราะพิษไข้นั้นอย่างเพ่งพิศขนตาโค้งงามงอนเป็แพนั้นทิ้งเงาอยู่เหนือแก้มทั้งสอง เปลวเทียนละมุนทำให้ภาพเบื้องพระพักตร์ดูยวนตากว่าที่ควรจะเป็พระหัตถ์ซ้ายเผลอลูบพระนาสิก ก่อนเลื่อนลงมายังพระโอษฐ์อย่างช้าๆอย่างคนตกอยู่ในภวังค์
งาม...
ไม่!...พระองค์ทรงรีบเบือนพระพักตร์คมคายไปอีกทางจะทรงรู้สึกกับ ชายหนุ่มซึ่งเป็ข้ารับใช้ในพระองค์แบบนี้ไม่ได้!
แต่ความรู้สึกหวามไหวเมื่อครู่นี้มันอะไรกัน!
คนที่งามหมดจดจนเทียบเท่าสตรีได้ ก็มีอู๋อี้หวิน...ราชองครักษ์ประจำพระองค์แต่ด้วยรูปร่างเค้าโครงเขาดูอย่างไรก็เป็ชาย และไม่เคยมีแม้สักครั้งสักหนที่พระองค์จะทรงหวั่นไหวกับใบหน้าหล่อเหลางดงามนั่น
องค์ชายฝานจิ้งทรงถอนปัสสาสะ แล้วเบนสายพระเนตรกลับมาจับจ้องดวงหน้าของชายหนุ่มที่กำลังเข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์อย่างตรึกตรองในพระทัยเพราะห่างซึ่งอิสตรี เลยทำให้ทรงเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นนี้เชียวหรือ
ความรู้สึกนี้...ไม่ควรบังเกิดเป็อย่างยิ่ง!
เ้าของวรกายสูงทรงออกแรงดึงชายฉลองพระองค์โดยแรงให้พ้นออกจากคนที่กำลังนอนหลับตาพริ้มโดยไม่ได้รู้เื่รู้ราวเลยว่าตัวเองกลายเป็ปัญหาก่อกวนหัวใจใครเข้าแล้ว...
องค์ชายฝานจิ้งทรงรีบกลับเข้าที่บรรทมเสียงลมฝนนอกห้องยังคงกระหน่ำอยู่ราวจะตอกย้ำถึงความสับสนที่กำลังก่อตัวถาโถมเข้าสู่เบื้องลึกของพระราชหฤทัย
ไม่ควรเลย...ไม่ควร ทรงพร่ำบอกกับพระองค์เองจนเข้าสู่ห้วงนิทรา