ตอนที่ 189 ความตกใจของยอเน๊
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุขได้ไม่กี่วันเท่านั้น กำหนดการลงอบิสระดับสีน้ำเงินก็มาถึง
ก่อนวันลงเทรดไม่กี่วัน ประเทศไทยได้มีหัวข้อข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่
การที่บัญชาเมฆและมหาเถรปัญโญ สองแรงค์ SSS ของประเทศจะลงอบิสแห่งนี้ด้วยกันย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนที่อบิสระดับสีน้ำเงินปรากฏขึ้นในประเทศไทย
ภายในเวลาหนึ่งปีเจ็ดเดือนพวกเขาและแรงค์ SS จำนวนมากต่างลงเทรดเข้ายับยั้งอบิสสีน้ำเงิน และมันก็ทำได้สำเร็จ พวกเขาสามารถยื้อจนอบิสปิดตัวลงจนได้
สื่อต่างๆ ลงข่าวว่าน่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่เกมส์ ไม่เช่นนั้นทั้งสองอาจจะล่าบอสแล้วปิดอบิสได้เร็วกว่านี้
โลกนี้โหดร้ายกว่าโลกในเกมส์มาก พวกเขาต้องสูญเสียสมาชิกไปจำนวนไม่น้อย เพื่อแลกกับการรักษาความปลอดภัยของประเทศนี้เอาไว้
แล้วข่าวใหญ่ก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งซึ่งในครั้งนี้ทางนิวโฮปได้โยนระเบิดลูกใหญ่มาให้สื่อ
นั่นคือ ...
“ได้แล้วรายงานแน่ชัดแล้วว่านิวโฮปจะส่งเวเนเตอร์แรงค์ SSS เข้าร่วมการลงเทรดนี้ด้วย แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือทางนิวโฮปแจ้งว่าเวเนเตอร์แรงค์ SSS อีกคนซึ่งคนคนนี้ไม่ใช่เวเนเตอร์ชาวต่างชาติ แต่เขาคือคนไทย!”
“คนไทยให้กำเนิดเวเนเตอร์แรงค์ SSS อีกคนแล้ว!”
“ใครกันคือเวเนเตอร์แรงค์ SSS คนนั้น?”
มีการพาดหัวข่าวกันไปต่างๆ นานา มันกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่แม้แต่ทั่วโลกยังเกิดความสนใจ
แรงค์ SSS คือตัวแทนของเวเนเตอร์ระดับโลก ต่อให้พวกเขาไม่ได้ถูกจัดอยู่ในร้อยอันดับแรกแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขามีคุณในการให้ความสนใจ เพราะอบิสนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก และอบิสระดับสีน้ำเงินไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว
อีกอย่างสถานการณ์การรุกคืบของพื้นที่ต้องห้ามทั้งสามก็เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกจำเป็นต้องใช้เวเนเตอร์แรงค์ SSS เพื่อปราบปรามพวกมัน
ทั้งนี้นิวโฮปเฟเดอร์เรชั่นยังมีแผนการในอนาคตว่าจะกวาดล้างมอนสเตอร์จากอบิสแตกในพื้นที่ต้องห้ามเพื่อยึดพื้นที่คือจากมอนสเตอร์
ข่าวเวเนเตอร์แรงค์ SSS คนที่สามของประเทศถูกแจ้งขึ้นหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่การลงเทรดอบิสจะเริ่มขึ้น
นักวิชาการมากมายต่างให้การวิเคราะห์ว่าแรงค์ SSS คนนี้อาจจะมาจากแคลนนิวโฮปภาคกลาง เพราะเป็นคนของนิวโฮปภาคกลางโดยตรง
แต่แคลนนิวโฮปภาคกลางได้ตอบปฏิเสธออกไปในทันที
ทำให้มีการวิพากวิจารณ์ถึงเรื่องของเฟิร์สในอดีตที่เขาเคยได้รับฉายาว่า “ว่าที่แรงค์ SSS” แต่น่าเสียดายที่เขาได้หายตัวไปในอบิสสีแดงระดับสูงเสียก่อน
ตัวตนของแรงค์ SSS คนใหม่ยังคงเป็นปริศนา
แต่อีกไม่นานพวกเขาคงจะรู้ความจริงว่าแรงค์ SSS คนนั้นคือใคร
ในวันลงเทรดอบิส สถานที่ที่อบิสปรากฏขึ้นมีนักข่าวมากมายตั้งหลักรอที่นั่น ไม่เพียงนักข่าวจากประเทศไทยเท่านั้น แต่มันมีนักข่าวทั่วโลกที่สนใจในข่าวนี้
แรงค์ SSS ทุกคนมีผลกระทบต่อโลก มันยังมีทฤษฏีหลายอย่างที่วิเคราะห์ว่าแรงค์ SSS เกี่ยวพันกับขั้วอำนาจของโลกอีกด้วย และถึงขั้นมีบทความที่ว่าหากอบิสหายไปสงครามโลกทั้งที่สามอาจจะปะทุขึ้นในยุคนี้ โดยที่ระเบิดนิวเคลียร์จะไม่ใช่ตัวแปรอีกต่อไป แต่จะเป็นแรงค์ SSS ที่อยู่ฝ่ายประเทศขั้วอำนาจนั้นๆ มากกว่า
ในขณะที่นักข่าวนำเสนอข่าวอย่างดุเดือด เฟิร์สกลับใช้ชีวิตปกติและได้รับรู้ข่าวเหล่านี้มาบ้างจากยอเน๊
เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อนั้นพอจะคาดเดาตัวตนของพี่ชายที่แสนดีคนนี้ได้แล้ว
ยิ่งข่าวพูดถึงเวเนเตอร์แรงค์ SSS เวลาที่เขาอยู่ใกล้พี่ชายก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น
เฟิร์สนั้นเอ็นดูยอเน๊เป็นอย่างมาก เขาถึงกับสร้างเสื่อวงแหวนค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อยและมอบแกนสปีริตจำนวนไม่น้อยให้กับเด็กหนุ่ม ไม่เท่านั้นเขายังชี้แนะเด็กหนุ่มไปไม่น้อย ทำให้ช่วงเวลาไม่กี่วันการบ่มเพาะของเขานั้นก้าวหน้าเป็นอย่างมาก
ในวันนี้ยอเน๊วิ่งมาที่บ้านของคุณหมอแต่เช้า เขาเปิดประตูบ้านเข้ามาอย่างเหนื่อยหอบแล้วมองไปรอบๆ บ้าน
เสียงกระทบกันของกะทะและตะหลิวดังก๊อกแก๊งในครัว เด็กหนุ่มรีบเดินไปที่นั่นในทันที
“พี่เฟิร์ส ... แห่กๆ”
เด็กหนุ่มผมสีเงินที่กำลังช่วยแม่จัดโต๊ะกินข้าวเงยหน้าขึ้นมามอง “มีอะไรหรอยอเน๊”
“อ้าว ... พี่เฟิร์สไม่ได้กำลังจะไปที่นั่นหรอครับ?” ยอเน๊ถาม
“ที่นั่น?”
“ก็ ... ก็ ...” ยอเน๊เริ่มไม่แน่ใจ เพราะเขาคิดมาตลอดว่าพี่ชายของเขาต้องเป็นเวเนเตอร์แรงค์ SSS คนนั้นแน่ แต่ทำไมตอนนี้พี่เขาถึงยังอยู่ที่นี่
“ยอเน๊มาพอดี นั่งเลยวันนี้แม่ทำกับข้าวไว้เยอะเลย” นพนภาเอ่ยอย่างเอ็นดูที่เห็นท่าทางของเด็กหนุ่ม
ไม่นานคุณหมอก็เข้ามาในห้องพร้อมกาแฟร้อนแก้วโปรด
“นั่งสิยอเน๊ กินข้าวด้วยกันก่อน” คุณหมอสมคิดเอ่ย
ยอเน๊เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ ‘หรือว่าเราจะคิดผิด’
เด็กหนุ่มยอมนั่งลงอย่างว่าง่ายก่อนที่จะกินข้าวเช้าพร้อมกับครอบครัวนี้
เฟิร์สนั้นอดที่จะแอบยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางที่อยากรู้อยากเห็นของเด็กหนุ่ม แต่ไม่กล้าที่จะพูดออกมา
เสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานดังขึ้นในบรรยากาศการทานอาหารเช้านี้
ก่อนที่เฟิร์สจะยกน้ำขึ้นมาดื่มแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้
“อ้าวเฟิร์สอิ่มแล้วหรอลูก?” นพนภาเอ่ยถาม
“ครับ พ่อ ... แม่ ... ผมขอตัวก่อนนะครับ ไว้เสร็จงานผมจะรีบกลับมา” เฟิร์สเอ่ย ก่อนจะหันไปทางยอเน๊ที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย “พี่ไปก่อนนะยอเน๊ ฝากดูแลพ่อกับแม่พี่ด้วย”
“ครับ?” เด็กหนุ่มเอ่ยตอบรับคำอย่างสงสัย ก่อนที่เขาจะเห็นภาพที่ทำให้เขามือไม้อ่อนจนช้อนร่วงจากมือ
ภาพนั้นก็คือพี่ชายของเขายกแขนขวาขึ้นแล้วชี้นิ้วจิ้มไปด้านหน้า ตอนนั้นเองวังวนมิติพลันปรากฏขึ้น
พี่ชายของเขาหันกลับมายิ้มก่อนจะเดินเข้าไปในวังวนนั้นแล้วหายตัวไปในทันที
ทิ้งให้ยอเน๊จ้องมองอย่างอ้าปากค้าง
“นะ ... นั่นพี่เฟิร์สเค้า ...”
นพนภายิ้มอย่างเอ็นดู เธอเอ่ยกับเด็กหนุ่ม “ถ้าอยากรู้ว่าพี่เฟิร์สเขาไปไหน เดี๋ยวป้าจะเปิดทีวีให้ดู”
ว่าแล้วเธอก็เปิดทีวีในห้องทานข้าวทันที
ข่าวเกือบทุกช่องแทบจะรายงานข่าวในหัวข้อนี้ พวกเขาถ่ายทอดสดให้ผู้ชมทั่วโลกได้ดูกัน
แน่นอนว่ามันคือข่าวการถ่ายทอดสดบรรยากาศหน้าประตูอบิสระดับสีน้ำเงิน
ซึ่งตอนนี้เวเนเตอร์ทรงพลังของทั้งทางฝั่งของประเทศพม่าและประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายชาติ แต่ละคนล้วนมีพลังรบไม่ต่ำกว่าแรงค์ SS จำนวนหลายสิบคน ซึ่งนี่เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของยอดฝีมือ
‘ตอนนี้ทางฝั่งคุณบัญชาเมฆพร้อมกับยอดฝีมือของแคลนบัญชาฟ้าได้มาถึงที่นี่แล้ว ทั้งนี้เวเนเตอร์แรงค์ SS ของไทยก็มาถึงที่นี่แล้วเช่นเดียวกัน แต่มหาเถรปัญโญกับคณะสงฆ์แคลนธรรมจักรยังไม่ปรากฏตัวเลยค่ะ ทั้งนี้ยังมีแรงค์ SSS ปริศนาของประเทศไทยก็ยังไม่ปรากฏตัวอีกด้วย คาดว่าอีกไม่นานพวกเขาคงจะมาถึงที่นี่’
นักข่าวสาวรายงาน พร้อมกับแพลนกล้องไปที่ชายชราผิวสีเข้มที่ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและมีความสูงเกือบสองเมตร เขาคนนี้ก็คือบัญชาเมฆ เวเนเตอร์แรงค์ SSS ผู้ติดหนึ่งร้อยอันดับแรกของโลก
ตอนนี้มีนักข่าวไม่กี่สำนักเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์เขา แต่ถึงอย่างนั้นสำนักข่าวอื่นๆ ก็จับภาพไปที่เขาด้วยความสนใจอยู่ดี
ตอนนั้นเองเสียงฮือฮาก็ดังขึ้น นักข่าวหลายคนแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
พวกเขาเห็นท้องฟ้าที่ส่องแสงอำพันและคนกลุ่มหนึ่งกำลังร่อนลงมา
‘นั่นพวกเขา! ... ในที่สุดคณะสงฆ์จากแคลนธรรมจักรก็มาถึงแล้วค่ะ แน่นอนว่าผู้ที่นำขบวนคือมหาเถรปัญโญ เวเนเตอร์แรงค์ SSS อีกคนหนึ่งของประเทศไทย แต่เอ๊ะ ... เดี๋ยวก่อนค่ะ ดูเหมือนว่าท่านมหาเถรปัญโญกำลังร่อนลงมาพร้อมกับใครอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่พระสงฆ์ภายในแคลน’
กล้องของนักข่าวรีบซูมไปที่พระสงฆ์กลุ่มนั้นทันที
คุณภาพของกล้องในยุคนี้คมชัดมาก ในที่สุดผู้คนก็ได้เห็นโฉมหน้าของมหาเถรปัญโญและใครอีกคนที่เหาะเหินอยู่เคียงข้างเขา
ซึ่งคนคนนั้นก็คือเด็กหนุ่มที่พึ่งกล่าวลายอเน๊ไปเมื่อครู่
“นะ ... นั่นมันพี่เฟิร์ส! คุณหมอครับพี่เฟิร์สไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง เมื่อกี้เขายังอยู่ที่นี่แต่ตอนนี้ ... เขา!”