เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 71 เก็บลวี่เยาไว้เป็นทาสปรนนิบัติเถอะ

    เมื่อได้ฟังคำกล่าวของลวี่เยา และเห็นสีหน้าของไป๋จื่อชี ชวีหนานอีกลั้นแล้วกลั้นอีกกลับกลั้นไม่อยู่ ท้ายที่สุดอกคอสั่น หัวเราะจนเอนหน้าเอนหลัง ปล่อยออกมาแล้วก็ไม่สามารถเก็บกลับลงไปได้ สุดท้าย สำลักน้ำลายตนเอง ไออยู่พักใหญ่ก็ตบหน้าอก สูดหายใจเข้ายาว ๆ แท้จริงแล้ว หัวเราะเรื่องบ้าบอประเภทนี้ทำให้คนตายได้จริง ๆ  


    ลวี่เยาทอดถอนใจกล่าว “ไป๋จื่อชี เจ้าก็เอาเงินให้ใต้เท้าชวีไปสิ ดูเจ้า ทำคนหัวเราะจนโง่แล้ว! หากว่า...หากว่าเขาหัวเราะจนตาย เจ้าก็คืออาชญากรที่สังหารท่านผู้ผดุงความยุติธรรม หากว่าเขาหัวเราะไม่ตาย เขา...เขาก็จะโผเข้ามากัดเจ้านะ ข้าไม่รู้ด้วย ข้าก้าวขาได้ก็วิ่งแล้ว”  


    ชวีหนานอีไม่ขำแล้ว เขาพบว่า ฟันของตนคันนิดหน่อย อยากกัดคนเสียให้ได้ เขาพลิกกลอุบายในใจหนึ่งรอบก่อนจะเอ่ย “นี่ ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสอง ชายมีใจหญิงสนใจ ข้าก็จะไม่ทำเป็นคนชั่วที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ยังจะเป็นสื่อกลางเชื่อมด้ายแดง เป็นคนดีคนหนึ่ง” 


    ไป๋จื่อชีเปลี่ยนสายตามองไปที่ชวีหนานอี รออีกฝ่ายออกอุบายชั่วร้าย


    ชวีหนานอีไม่ทำให้ผิดหวังตามคาด กล่าวตามตรงว่า “ไป๋เม่าฉาย ข้าเป็นพ่อสื่อ อนุญาตให้เจ้าเก็บลวี่เยาเป็นทาสปรนนิบัติ” หรี่ตาจิ้งจอก “สำหรับคุณหนูใหญ่ถัง ข้าไปแจ้งให้ทราบสักคำก็ได้”  


    เงียบสงัด ช่างเงียบสงัดยิ่ง คล้ายกับแม้แต่ลมล้วนหยุดกลั้นหายใจไปแล้ว มิกล้าสร้างความยุ่งเหยิง กลัวถูกชวีหนานอีจับส่งไปเป็นทาสปรนนิบัติให้ใคร 


    ไป๋จื่อชีค่อย ๆ ยกมุมปาก จะหัวเราะอีก แต่พลันนึกได้ว่าตนห้ามยิ้ม รอยยิ้มของเขาที่เรียกได้ว่าควักหัวใจเฆี่ยนถึงกระดูก หยุดเสียงร้องไห้ของเด็ก ทำให้ผู้ใหญ่หวาดกลัว ผีสางหวาดหวั่นอย่างเหี้ยมโหดไร้คู่ต่อสู้ แต่ในสายตาของลวี่เยากลับเป็นดอกไม้น่ารักดอกหนึ่ง เรื่องนี้ดูหมิ่นเขาอย่างมาก ไม่สามารถให้อภัยเด็ดขาด  


    ความคิดของเขาพลิกกลับ ระหว่างสามพันตำลึงเงินกับลวี่เยา คิดตรึกตรองเล็กน้อย คล้ายว่าตัดสินใจออกได้ทันที เขาจะเก็บลวี่เยาไว้เป็นทาสปรนนิบัติ หลังจากนั้นเก็บเข้าหลังบ้าน ทรมานทั้งเป็น!  


    ทว่า การตัดสินใจนี้ก็ช่างเจ็บปวดทรมานเหลือแสน 


    แค่คิดว่าไป๋จื่อชีอยู่ในเขตลิ้วเหอนี้นับได้ว่าหากกล่าวหนึ่งแล้วไม่มีทางเป็นสอง กลับต้องเก็บของโง่เง่าน่าเกลียดอัปลักษณ์เกินจะบรรยายนี้เป็นทาสปรนนิบัติ ยังมิกล่าวถึงข่าวลือเมื่อแพร่ออกไป จะมีคนกี่มากน้อยหัวเราะจนฟันหลุด แค่ด่านนี้ก็ผ่านไปได้ยากแล้ว


    อย่างไรก็ตาม จะทำการใหญ่ต้องมีเล่ห์กล ลวี่เยาและชวีหนานอียังไม่คุ้มที่เขาจะจ่ายสามพันตำลึงซื้อความสงบของจิตใจ หลายปีมานี้ ใจของเขาไม่เคยสงบ  ไฉนคนอื่นจะสามารถมอบมันให้อย่างง่ายดาย? 


    เมื่อตรึกตรองได้แล้ว ไป๋จื่อชีไม่ได้มองลวี่เยา ก็พยักหน้าตอบรับ “เช่นนี้ช่างดีนัก รบกวนใต้เท้าต้องลำบากแล้ว” เขาไม่กล้ามองลวี่เยาจริง ๆ กลัวว่าตนเองจะเปลี่ยนใจ ลูกผู้ชายมีที่ทำและที่ไม่ทำ สามพันตำลึงเงินนี้ไม่สามารถให้กับเรื่องนี้ได้!  


    ลวี่เยาด่าแม่อยู่ในใจ รำพึง ‘ไอ้เจ้าลูกหมาไป๋จื่อชี ความทะนงของเจ้าล่ะ? เกียรติอันสูงส่งของลูกผู้ชายอย่างเจ้าล่ะ? สามพันตำลึงเงินเล็กน้อยเจ้าก็ให้ไม่ได้หรือ? เงินนี่เจ้าควักออกมาฟาดหัวชวีหนานอีได้ไหม? หากไม่ได้จริง ๆ ข้าให้เจ้ายืมก็ได้’  


    ชวีหนานอีเห็นสีหน้าท่าทางยอมรับโทษของไป๋จื่อชี ในใจแม้ห่อเหี่ยวเพราะมิได้รับเงิน แต่ในอารมณ์กลับแอบสบายใจเป็นอย่างยิ่ง เขาหัวเราะกล่าว “เช่นนี้ก็ดี ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาเลือกวันมงคลกัน จัดการเรื่องดีนี้ให้เรียบร้อยเถอะ”  


    แววตาไป๋จื่อชีกะพริบเป็นประกาย กล่าว “ช้าก่อน”  


    ชวีหนานอีเลิกคิ้วถาม “มีเรื่องใด?”


    ไป๋จื่อชีกล่าว “ท่านใต้เท้า พ่อแม่จื่อชีก่อนล้มป่วย จื่อชีเคยให้คำมั่นกับทั้งสองว่าจะต้องไม่ทำให้แซ่ของตระกูลไป๋อับอายเป็นอันขาด แต่งภรรยาต้องเป็นผู้เพียบพร้อม รับทาสปรนนิบัติก็ต้องเป็นผู้งดงาม...” 


    ชวีหนานอีตะลึงงงกล่าว “ไป๋เม่าฉายช่างแสนดี! ถึงกับคิดจะรับแต่งลวี่เยาเป็นภรรยา? เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบ คิดว่าฐานะของนาง เหอะ...แต่ว่า ในเมื่อเจ้าชอบใจใฝ่คุณธรรมอ่อนโยนของนาง ข้าก็สามารถเชิญคุณหนูใหญ่ถังร่วมขบคิด ถอดความเป็นทาสของนาง กลับเป็นฐานะปุถุชน”


    ไป๋จื่อชีฝืนมิให้ตนเองขมวดคิ้วกล่าว “เรียนใต้เท้า ท่านเข้าใจผิดแล้ว จื่อชีมิได้หมายความเช่นนั้น จื่อชีแค่จะกล่าวว่า ในเมื่อใต้เท้าอยากเป็นพ่อสื่อ หรือเสริมให้เรื่องดีเป็นสอง รับลวี่เยาเป็นน้องบุญธรรม ครานี้ก็สามารถเป็นปุถุชนดังใจใต้เท้าชวี จื่อชีก็ไม่ทำให้พ่อแม่ที่อยู่ในยมโลกอับอาย หากไม่ได้เช่นนี้ แม้จื่อชีรักชอบลวี่เยา ก็มิกล้าให้ทาสคนหนึ่งเข้ามาเป็นทาสปรนนิบัติเป็นแน่แท้”  


    ชวีหนานอีลังเลแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา เหตุใดย้อนกลับมาก่อกวนวุ่นวายให้ตนได้


    ลวี่เยามองดูความยุ่งยากด้วยความกระตือรือร้น รู้สึกว่านิสัยมนุษย์นี่แหละคือละครบทใหญ่ที่สุด ช่างเป็นสิ่งที่ผสมปนเปมั่วกันไปหมด  


    ชวีหนานอีกับเรื่องที่ฆ่าศัตรูเป็นพันเสียหายแปดร้อยเช่นนี้ไม่ชอบอย่างมาก แต่ไหนแต่ไรเขาเป็นมือดีที่ไม่ต้องออกแรงก็ได้ประโยชน์มาอย่างง่ายดาย จะให้เหยี่ยวลงมาจิกตาเองได้อย่างไร? ดังนั้น เขาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “มิใช่ว่าข้าไม่ยอมช่วยหมู่บ้าน เพียงแต่แรกเริ่มข้ามาเขตลิ้วเหอในฐานะพ่อเมือง มาถึงก็จะรับเลี้ยงน้องบุญธรรมได้อย่างไร ? ลูกผู้ชายที่ดี ไป๋เม่าฉายต้องกล้าทำกล้ารับถึงจะได้” เขาหันไปมองลวี่เยา “เฮ้อ สงสารก็แต่ผู้หญิงอย่างเจ้า ถูกคนมัดพามาถึงนี่ เดิมคิดว่าเป็นความยินยอมพร้อมใจ ดูอีกคราก็ช่างเหมือนฆ่าคนปิดปาก น่าเสียดายเจ้าเป็นคนปัญญานิ่ม ไม่รู้ถึงความโหดเหี้ยมของใจคน” 


    ไป๋จื่อชีกล่าว “จับคนทรยศต้องจับคู่ จับโจรต้องจับของ ใต้เท้าอย่าได้กล่าวใส่ความจื่อชี ทำลายชื่อเสียงของจื่อชีในเขตลิ้วเหอ” แม้เขาจะมัดลวี่เยามาถึงตีนเขาเยี่ยนซาน แต่ชวีหนานอีจับไม่ได้ ก็นับได้ว่าเขาไม่ได้ทำ 


    ชวีหนานอีรู้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางสืบสาวได้ ถึงอย่างไรภายใต้การจับจ้องจำนวนมาก ไป๋จื่อชีก็มิได้ตะโกนทุบตีเข่นฆ่าลวี่เยา ยังเอ่ยปากกล่าวแล้วกล่าวอีกว่าชอบนาง ความชอบของไป๋จื่อชี ช่าง... หึ ๆ... พิเศษจริง ๆ 


    ชวีหนานอีโบกมือเพื่อส่งสัญญาณว่าเรื่องนี้ยอมไว้เท่านี้  


    จู่ ๆ ลวี่เยาก็กระโดด ยื่นมือไปหาไป๋จื่อชี กล่าวอย่างหยาบคาย “เอาเงินมา”   


    ไป๋จื่อชีไม่คิดกล่าวไร้สาระกับนางอีก จึงควักเศษเงินจากในแขนเสื้อออกมาสามตำลึง โยนให้ลวี่เยา  


    ลวี่เยารับเงินไว้ ก้มหน้านับแล้วนับอีก


    ชวีหนานอีกล่าว “เรื่องนี้...”


    ไป๋จื่อชีกำลังฟัง ทันใดนั้นรู้สึกมีเสียงลมดังขึ้นข้างหู อยากหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว เห็นแต่ลวี่เยาที่จู่ ๆ เหวี่ยงแขนเป็นวง ฟาดลงมาที่ใบหน้าไป๋จื่อชีอย่างแรงหนึ่งที! มือที่ตบลงบนหน้าเสียงดังก้องกังวาน อีกทั้งยังหนักหน่วง เป็นผลของสาวน้อยที่ใช้แรงทั้งชีวิต สะเทือนจนนกบนเขาเยี่ยนซานกางปีกบินหนี 


    ไป๋จื่อชีตะลึงงัน จนกลับมารู้สึกตัวก็แหวกชุดคลุมช่วงล่าง ยกเท้าถีบ ไป๋จื่อชีมิเคยโอ้อวดว่าตนเป็นสุภาพบุรุษ ตบหรือไม่ตบผู้หญิง ต้องดูว่าผู้หญิงคนนั้นสมควรถูกตบหรือไม่ 


    ทว่า การถีบครั้งนี้กลับเกิดปัญหา 


    เขาลืมไปว่ากางเกงของตนนั้นเป้าแตก อ้อ ควรจะบอกว่า กางเกงของเขาถูกลวี่เยากรีดขาด เขาคิดว่านั่นคือการคิดไปเอง ขณะนี้ การเคลื่อนไหวของเขาตอนที่แหวกชุดคลุมถีบคนชัดเจนมาก ถีบอย่างรุนแรงป่าเถื่อน!  


    ผลปรากฏว่า ได้ยินเสียงแควกดังขึ้นหนึ่งครั้ง เดิมรอยที่เป้ากางเกงซึ่งยาวหนึ่งนิ้วก็เปลี่ยนเป็นยาวหนึ่งไม้บรรทัด 


    ในฤดูร้อนที่แผดเผา กางเกงยาวก็เพียงพอแล้ว ใครจะใส่กางเกงชั้นในไว้ในกางเกงยาวกันล่ะ? ไป๋จื่อชีเข้าใจการเสพสุข ตั้งแต่เขาสวมแค่ผ้าทอก็รู้ได้ เขาจะให้ตนเองอึดอัดจนเป็นลูกน้ำเต้าร้อนได้อย่างไร? 


    ด้วยเหตุนี้ ในตอนที่เกิดเสียงดังแควก เขาชะงักทันใด นัยน์ตาหดเล็กอย่างที่สุด ทิวทัศน์น้อยนิดที่ช่วงล่างของสะโพก ใต้คบเพลิงอันสว่างไสว ไร้สิ่งบดบัง แม้ไม่เหมือนตอนกลางวันที่เห็นได้ชัดเจน แต่ก็ไม่เลือนรางอย่างแน่นอน  


    ลวี่เยาไม่อาจหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว จึงใช้ประโยชน์จากการถีบของไป๋จื่อชีเอนล้มหงายหลัง คิดแสร้งทำเป็นได้รับบาดเจ็บค่อนข้างมาก ทว่าเมื่อล้มลงกลับเห็นทิวทัศน์ลับที่สุดของไป๋จื่อชี ก็แสร้งได้รับบาดเจ็บไม่ทันแล้ว ชี้ไปที่ด้านล่างสะโพกของไป๋จื่อชี กล่าวเสียงสั่น “อ๊ะ ๆ...อ๊ะ ๆ ๆ ...วัวน้อยของเจ้าโผล่แล้ว!” ใช่ นางยอมรับว่าตนเองกลั้นขำอย่างแสนทรมาน  


    เสียงลมหายใจเข้าออกดังรุนแรง  


    ไป๋จื่อชีทิ้งชายเสื้อลงด้วยอาการเรียบสนิท แววตาดุจคบเพลิง เผยรังสีอำมหิตที่ใกล้คลั่ง เดินเข้าประชิดตัวลวี่เยาทีละก้าว  


    ลวี่เยากล่าวเตือนอย่างหวังดี “ไป๋จื่อชี ไม้ค้ำของเจ้าแข็งแล้ว”


    ไป๋จื่อชีตะลึงเล็กน้อย หยุดยืน มีความรู้สึกไปเองว่าถูกฟ้าผ่า ใช่ ต้องคิดไปเองแน่  


    ลวี่เยาฉวยโอกาสลุกขึ้น วิ่งไปหาชวีหนานอี หลบอยู่ข้างหลังเขา จ้องตาเขม็งตะโกน “เจ้าบอกชอบข้าก็ชอบข้า บอกไม่สู่ขอข้าก็ไม่สู่ขอข้า บอกมัดข้าก็มัดข้า บอกตีข้าก็ตีข้า งั้นข้าบอกไม่ชอบเจ้าก็ไม่ชอบเจ้า บอกตีเจ้าก็ตีเจ้า บอกเห็นวัวน้อยเจ้าก็เห็นวัวน้อยเจ้า! หึ!” 


    ทันใดนั้นไป๋จื่อชีมีความรู้สึกชั่ววูบที่อยากพังพินาศไปด้วยกันกับลวี่เยา! หลายปีมานี้ ห้องใจของเขาที่ไม่มีใครสามารถบุกรุกเข้ามาได้กลับฉีกขาดเป็นช่องจากการกระโดดถีบลวี่เยา นี่คือรอยแผลที่ไม่มีอะไรมารักษาได้ เป็นข้อสงสัยในอารมณ์ที่รุนแรงสำหรับเขา! 


     ดวงตาสองข้างของไป๋จื่อชีมองลวี่เยา เต็มไปด้วยความดุร้ายรุนแรงที่ไม่สามารถบรรยายได้ และอยากกลืนมันลงท้องในคำเดียวอย่างบ้าคลั่ง นิ้วของเขาขยับคล้ายกำลังวาดอะไรสักอย่าง ด้วยความตั้งใจมาก และแปลกประหลาดมากเช่นกัน เขาไม่ไปจับตัวลวี่เยาอีก แม้ไฟโกรธแผดเผาในใจ ทั้งกายเป็นดั่งเตาถ่าน แต่สติยังคงอยู่ รู้ดีว่ามีชวีหนานอีปกป้องลวี่เยา เขาก็ทำอะไรไม่ได้ 


    ยังดีที่วันเวลายังอีกยาวไกล


    ชีวิตนี้ มีเขาไม่มีนาง!  


    ชวีหนานอีคิดไม่ถึงว่ากำลังของลวี่เยาจะแข็งแกร่งเช่นนี้ วาจากล้าหาญเช่นนี้ แรงทำลายล้างน่าตกใจเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างของจอมยุทธ์หญิงโดยแท้จริง ดูเอา ๆ ดูการตบนี้ของนาง เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและงดงาม รอยฝ่ามือน้อยที่ชัดเจน ประทับเด่นชัดอยู่บนใบหน้าหยกขาวไร้ที่ติของไป๋จื่อชี คาดว่าไม่นานคงบวมขึ้น ดูสิ ๆ ดูนางถูกถีบทีหนึ่ง แต่กลับต้องตกตะลึงที่ได้เห็นทิวทัศน์ด้านในของไป๋จื่อชีทั้งหมด ถือโอกาสให้เขาได้เรียนรู้เหมือนกัน แท้จริงแล้วมีชายที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีขนแม้แต่นิด 


    ไป๋จื่อชีเอ๋ย ไป๋จื่อชี ดูสิ เพื่อสามพันตำลึงเงินก็ได้รับโทษนี้ คุ้มไหม? คนหนอ ไม่ควรโลภเกินไป 


    ชวีหนานอีทำปากจิ๊จ๊ะ รู้สึกชีวิตช่างมีรสชาตินัก 


    ตีนเขาเยี่ยนซานทรมานคนได้อย่างล้มคนล้มม้า เป็นชีวิตชีวาที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ 




    ไกลออกไป นกพิราบสื่อสารตัวหนึ่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน บินกลับมายังวังหงเทียน


    มือเรียวบางขาวสะอาดกลับมีริ้วรอยปรากฏชัดเจน เลื่อนลงบนหลังของพิราบสื่อสาร ลูบคลำเบา ๆ สองสามครา หลังจากนั้นดึงเศษผ้าหยาบในกระบอกจดหมายที่มัดอยู่บนขาเล็ก ๆ ของมัน ค่อย ๆ เปิดออก บนนั้นมีตัวอักษรหนึ่งตัว —— สงบ 



    เสน่หาชั่วกัลป์ เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ 

    ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้า ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

     

    ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g

    ***ถึงจะมี Ebook แล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***