ณ ตำหนักไป่เหอ
ภายในตำหนักของกุ้ยเฟย ร่างในแท่นบรรทมขยับไหวกายเพียงเล็กน้อย นางกำนัลที่ถูกสั่งให้เฝ้าร่างไร้สติมาทั้งคืนก็รีบเข้าไปตรวจดูให้แน่ใจว่าฟางเหรินกุ้ยเฟยฟื้นคืนสติมาแล้วจริงหรือไม่
“พระสนมเพคะ.... พระสนม...”
ร่างบนเตียงคล้ายจะตอบรับกับเสียงเรียกนั้น แพขนตาของร่างบนแท่นบรรทมไหวระริก เหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายขึ้นบนหน้าขาวผ่อง นางกำนัลเบิกตากว้างอย่างยินดี แล้วรีบะโบอกต่อข้ารับใช้ด้านนอก
“กุ้ยเฟยฟื้นแล้ว กุ้ยเฟยฟื้นแล้ว ตามหมอหลวงเร็ว ส่งข่าวถึงองค์ฮ่องเต้ด้วย”
เสียงะโดังลั่นนั้นปลุกให้คนบนแท่นบรรทมให้สะดุ้งตื่นขึ้น ร่างนั้นหอบหายใจแรงคล้ายกับปลาที่ถูกจับเหวี่ยงขึ้นบนบกแล้วพยายามฮุบเอาอากาศเพื่อรักษาชีวิตตน
“พระสนมเพคะ”
นางกำนัลวิ่งหน้าตื่นเข้ามา แล้วหยิบผ้าชุบน้ำเช็ดไปตามใบหน้าชุ่มเหงื่อของกุ้ยเฟย ในใจนั้นภาวนาขอให้หมอหลวงรีบมาโดยไวด้วยเถิด หากพระสนมคนโปรดขององค์ฮ่องเต้เป็อะไรไปอีก หัวบนบ่าของนางต้องหลุดแน่ ๆ
“เ้าเรียกเราว่าอะไร”
ริมฝีปากไร้สีของคนบนแท่นบรรทมขยับเอ่ยเสียงแหบแห้ง นางกำนัลผู้นี้อยากตายหรืออย่างไรจึงเรียกขานเราว่าสนม !
นางกำนัลผู้นั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางเพิ่งจะได้เข้ามาถวายการรับใช้พระสนมแทนนางกำนัลคนเก่าที่ถูกจับไปขังคุกกระทันหัน จึงไม่มั่นใจว่ากฎของตำหนักไป่เหอเป็เช่นไร นางจึงทรุดตัวหมอบลงกับพื้น แล้วละล่ำละลักออกมาว่า
“พระสนม.... ฟางเหรินกุ้ยเฟยเป็พระสนมในองค์ฮ่องเต้ หม่อมฉันจึงเรียกเช่นนี้เพคะ”
....ฟางเหรินกุ้ยเฟย.....
ชื่อของผู้ที่นางแค้นจับจิตพุ่งทะลุเข้าไปในใจของเฟิงอี๋ฮองเฮา
- เหตุใดนางกำนัลผู้นั้นเรียกเราเป็ฟางเหรินกุ้ยเฟย เหตุใดเราจึงมีชีวิตอยู่ !-
พระเนตรของนางหรี่ลงช้า ๆ จากนั้นก็เบิกโพล่งขึ้น ร่างของนางสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง จากนั้น เฟิงอี๋ฮองเฮาจึงตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเตียง แล้วถลาเข้าไปหาโต๊ะเครื่องแป้ง
“พระสนมระวังเพคะ”
นางกำนัลจึงรีบเข้าไปประคองร่างบางเอาไว้ เกรงว่าจะล้มไปกับพื้นให้ต้องระคายเคืองผิว
คันฉ่องบานโตสะท้อนใบหน้าสวยพิลาสล้ำ คิ้วโก่งเรียวงามเหนือดวงตาหงส์ ใบหน้ารูปไข่อยู่บนลำคอยาวระหง ผมยาวสลวยดำขลับขับเน้นผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแม้ยังซีดอยู่ก็ความงามก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่นิดเดียว ผู้ที่งามเป็หนึ่งในแผ่นดินเช่นนี้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น นั่นคือ -ฟางเหรินกุ้ยเฟย-
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด
เฟิงอี๋ฮองเฮากรีดร้องออกมาดังลั่น ตนเองถูกจับแขวนคอด้วยผ้าขาวสิ้นลมไปแล้วแท้ ๆ เวลานี้ควรจะอยู่ที่ธารเหลืองกับลูกน้อย เหตุใดนางจึงมาอยู่ในร่างของสตรีที่นางชิงชังเป็ที่สุด !
เพล้ง !
“ว้าย”
นางกำนัลกรีดร้องออกมาเบา ๆ ด้วยความตื่นตระหนก เมื่อฟางเหรินกุ้ยเฟยคว้าเอาสิ่งของใกล้มือขว้างใส่คันฉ่องจนมันแตกเป็เสี่ยง ๆ นางถึงกลับผงะถอยห่างออกจากผู้เป็นายด้วยความหวาดกลัว แต่แล้วก็ต้องรีบถลันตัวเข้าไปหาอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายหยิบเศษแหลมของคันฉ่องขึ้นมาหมายจะทำร้ายตนเอง
“พระสนมโปรดอย่าทำร้ายตนเองเพคะ”
นางกำนัลจับข้อมือของพระสนมเอาไว้ สีหน้าแตกตื่นยิ่ง
“ปล่อยเรา ! เราจะสังหารนางแพศยานี่ !”
เฟิงอี๋ฮองเฮาในร่างของฟางเหรินกำเศษคันฉ่องแน่น คมของมันกรีดเข้าไปในเนื้อจนเืสีแดงไหลออกมา
นางกำนัลแทบจะหัวใจวายตาย ฮ่องเต้ต้องทรงลงพระอาญานางแน่ ๆ ที่ปล่อยให้พระสนมทำร้ายตนเองถึงขั้นเืตกยางออก
“ฟางเหริน !”
เสียงเรียกขานอย่างตื่นใดังขึ้นที่หน้าประตู แล้วร่างในชุดสีเหลืองทองลายัก็ปาดเข้าหาคนทั้งคู่อย่างว่องไว
เมื่อเห็นองค์ฮ่องเต้เสด็จมาแล้ว นางกำนัลจึงรีบหลบออกมายืนข้าง ๆ หมอหลวงเฒ่า
“ฟางเหริน เ้าอย่าทำร้ายตนเองแบบนี้”
ฮ่องเต้ทรงกอดร่างฟางเหรินกุ้ยเฟยเอาไว้แน่น จากนั้นก็แย่งเศษคันฉ่องมาจากมือของนาง แล้วรีบโยนมันทิ้ง ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำปลอบประโลมสนมคนโปรดว่า
“เรารู้..... เรารู้ว่าเ้าเสียใจที่ต้องสูญเสียลูกของเราไป เราเองก็เสียใจมากเหมือนกัน”
เฟิงอี๋ฮองเฮาได้ยินดังนั้นร่างกายก็พลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ ฝ่าาทรงกล่าวเช่นนี้หมายความว่าเช่นไร ? ฟางเหรินเข้าถวายตัวต่อองค์ฮ่องเต้ไม่ถึงปี แต่กลับตั้งครรภ์แล้วรึ ? จะเป็ไปได้เช่นไร ?
“ลูก...”
เสียงแหบแห้งหลุดออกมาจากปากไร้สี...
“เ้าไม่ต้องห่วง ผู้ใดที่บังอาจวางยาพิษเ้าจนต้องสูญเสียลูกของเราไป เราได้สั่งจับมันทุกคนเข้าคุกหมดแล้ว”
เสียงทุ้มนั้นเต็มไปด้วยความโกรธ เขาอุตส่าห์เฝ้ารอคอยโอรส์มาแสนนาน แต่กลับถูกคนร้ายวางยากุ้ยเฟยจนนางแท้งลูกของพวกเขา อาการที่นางคลุ้มคลั่งราวคนจิตใจสลายเมื่อครู่คงเกิดจากความเสียใจอย่างหนัก
คำปลอบประโลมนั้นทำให้เฟิงอี๋ฮองเฮาหยุดใคร่ครวญ มีคนอยากฆ่ากุ้ยเฟยพร้อมลูกน้อยในครรภ์ วังหลวงแห่งนี้ช่างชุกซ่อนผู้คนจิตใจริษยาเอาไว้มากจริงหนอ อยู่ ๆ นางก็พลันรู้สึกสาสมใจขึ้นมา ในขณะที่กุ้ยเฟยวางแผนสังหารนางกับลูก ชะตากรรมของกุ้ยเฟยก็ไม่ต่างไปจากนางแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าคนในอ้อมกอดดูจะสงบลงแล้ว ฮ่องเต้จึงประคองนางมาที่แท่นบรรทม ใช้ร่างกายของตนเป็ต่างหมอนให้นางนอนเอนลง จากนั้นก็สั่งหมอหลวงให้รีบเข้ามารักษาแผลที่เกิดจากดูอาการ
เฟิงอี๋เงยหน้าขึ้นมองดูสามีของตนที่กำลังเฝ้าทะนุถนอมร่างกายฟางเหรินกุ้ยเฟยอย่างรักใคร่ ยิ่งเห็นเขารักร่างกายนี้มากเท่าไหร่ ความแค้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อก่อนนางเป็ฮองเฮาที่ดีต่อเขามากเพียงไร เขากลับเฉยชา หนำซ้ำยังสั่งปะาตระกูลนางจนหมดสิ้น ในเมื่อเป็คนดีแล้วถูกเหยียบย่ำ นางก็จะใช้ร่างกายของคนที่นางชิงชังที่สุดตอบสนองความกรุณาของเขาคืนให้เป็พันเท่าทวีคูณ !
“ทูลฝ่าา พิษในกายของพระสนมถูกขับออกหมดแล้ว เหลือเพียงแผลที่เกิดจากคมคันฉ่องเมื่อครู่ กระหม่อมได้ใส่โอสถให้แล้วเรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงเฒ่าถวายรายงาน
“ขอบใจมาก เ้าออกไปเถอะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าเบา ๆ แววตาเหนื่อยล้า สองสามวันมานี้เกิดเื่ร้ายแรงขึ้นมากมายนัก เมื่อเห็นร่างในอ้อมแขนเหม่อลอย เขาก็เข้าใจว่านางยังคงเศร้าเสียใจกับการสูญเสียลูกในครรภ์ จึงออกพระโอษฐ์ว่า “เพื่อเป็การชดเชยที่เ้าสูญเสียลูกไป และเพื่อเป็สิ่งตอบแทนที่เ้าช่วยให้เราตาสว่างเื่ฮองเฮาลอบคบชู้....”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ร่างในอ้อมแขนก็สั่นสะท้านขึ้นมาอีกครา แต่เป็เพราะว่านางหันหลังพิงหน้าอกเขา พระองค์จึงไม่มีโอกาสได้เห็นว่าดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความเจ็บแค้นหาใช่ความเสียใจไม่ เขาจึงตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“เราจะแต่งตั้งเ้าเป็ฮองเฮาคนใหม่ มีอำนาจอยู่เหนือทั้ง 12 ตำหนักในวังหลัง”
..............................จบตอน...............................................