เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ดินแดนไร้ชีวิต


    ตอนที่ 101


    ดินแดนไร้ชีวิต


     


                    เสวี่ยหมิงที่หลุดร่วงออกจากกรงเล็บของมังกรเหมันต์อย่างไม่คาดคิด พยายามฝืนลืมตาของตัวเองแต่เพราะแรงลมที่ปะทะเข้ากับใบหน้าทำให้ไม่สามารถเปิดตาออกได้ เมื่อดวงตาไม่อาจใช้งานเสวี่ยหมิงจึงได้ลองพยายามโคจรลมปราณและใช้พลังจิตวิญญาณแผ่ขยายออกแทนที่ ทำให้พบว่าพลังลมปราณร้อนในกายสามารถใช้งานได้อีกครั้งจึงพยายามเร่งรักษาอาการบาดเจ็บทั้งที่ยังตกร่วงอยู่กลางอากาศ ก่อนจะบังคับใช้ท่าร่างบันไดเมฆาเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ความเร็วที่หล่นลงมานั้นไวจนเกินไปจึงไม่สามารถหยุดค้างอยู่กลางอากาศ แต่ก็ยังนับว่าไม่เสียหายเพราะท่าร่างบันไดเมฆานั้นช่วยชะลอความเร็วในการตกลงสู่พื้นไปทีละน้อย แต่กว่าที่เสวี่ยหมิงจะเริ่มใช้ท่าร่างบันไดเมฆาระยะห่างจากพื้นดินก็งวดเข้ามาแล้ว ซึ่งหากเป็นเช่นนี้เสวี่ยหมิงคงต้องตกกระทบพื้นได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย


     


                    แต่แล้วพลันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเมื่อเสวี่ยหมิงตกลงไปได้จนเข้าเขตหมอกควันแปลกประหลาดดวงตาเทพมารบรรพกาลก็เกิดอาการผิดปกติ เบ้าตาด้านซ้ายของเสวี่ยหมิง จู่ ๆ ก็เกิดอาการแสบร้อนขึ้นมาแต่ยังไม่ถึงกับเจ็บปวดมากนัก แต่เหตุการณ์แปลกประหลาดยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องเมื่อจู่ ๆ บรรยากาศรอบ ๆ ตัวของเสวี่ยหมิงก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก จนเสวี่ยหมิงเกิดความกังวลสงสัยจึงพยายามเปิดเปลือกตาออกอีกครั้งและก็พบว่าตอนนี้ตัวเองสามารถลืมตาขึ้นได้เป็นปกติแล้ว


     


                    ตุบ...!


                    เมื่อสองตามองเห็นภาพรอบข้างได้อีกครั้งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่สองเท้าของเสวี่ยหมิงตกลงแตะพื้นด้วยความนุ่มนวลอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับเสวี่ยหมิงนั้นเพียงกระโดดลงมาจากที่สูงทั่วไปเท่านั้น


     


                    ...นี่มันอะไรกัน


                    แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจึงตกลงสู่พื้นได้โดยไม่ได้รับผลกระทบจากความสูงที่ตกลงมา แต่เมื่อพยายามมองออกไปโดยรอบกลับไม่สามารถมองเห็นได้ไกลเกินระยะแขนเหยียดสุด เพราะพื้นที่โดยรอบล้วนมีหมอกควันเย็นเยียบปกคลุมเอาไว้ แถมแสงสว่างที่เจิดจ้าก่อนหน้าก็กลายเป็นเพียงแสงสลัวเท่านั้น


     


                    ...ทำไมข้าจึงได้มาอยู่ในสถานที่ซึ่งอยู่เสมือนยามราตรีกาลมืดมิดเช่นนี้


     


                    เมื่อเกิดความสงสัยขึ้นเสวี่ยหมิงจึงแหงนหน้าขึ้นมองไปยังเบื้องบน ดวงตากระจ่างพลันเล็กหรี่จับจ้องไปยังดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เวลานี้ดวงอาทิตย์ยังลอยเด่นอยู่เช่นเดิม แต่แสงของมันกลับไม่อาจลอดผ่านทะลุชั้นหมอกควันลึกลับที่แผ่ปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ


     


                    ...ดวงอาทิตย์กลายสภาพเป็นส่องแสงหรี่ลงราวกับดวงจันทร์ยามค่ำคืนก็มิปาน สถานที่นี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก


     


                    เมื่อพบว่าสภาพแวดล้อมโดยรอบล้วนผิดปกติเสวี่ยหมิงก็ไม่กล้าประมาท ใช้ออกด้วยพลังจิตวิญญาณจนสุดรั้งหมายแผ่ขยายออกสำรวจดูพื้นที่รอบ ๆ เพื่อคิดหาหนทางต่อไป แต่ไม่คาดคิดพลังจิตวิญญาณที่เคยมั่นใจว่าสูงส่งกลับไม่อาจขยายออกไปได้ไกลเกินกว่าสามสิบวา ราวกับว่าสถานที่นี้เป็นอาณาเขตพิเศษเฉพาะ และสามารถต่อต้านพลังงานจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเสวี่ยหมิงเอาไว้


     


                    เมื่อไม่อาจพึ่งพาพลังจิตวิญญาณจากวิชาจิตเอกะ เสวี่ยหมิงจึงจำเป็นต้องอาศัยสองเท้าออกเดินสำรวจโดยรอบด้วยความระมัดระวังแทน


     


                    ...สถานที่นี้แปลกประหลาดยิ่ง


     


                    หลังจากเดินไปได้ครู่ใหญ่ เสวี่ยหมิงก็พบว่าบริเวณที่เขาตกลงมานั้นมีเพียงอิฐหินไร้ชีวิต แม้แต่ต้นหญ้าเล็ก ๆ ก็ยังมิอาจงอกเงยขึ้นบนพื้นดินสีดำแห้งสนิท เมื่อเสวี่ยหมิงก้มลงสำรวจจับดูพื้นดินสีดำที่เท้า ก็ทำให้เขาพบว่าก้อนดินที่นี่ล้วนแห้งผากและร่วนซุยราวกับขี้เถ้าและไร้ซึ่งพลังปราณธรรมชาติโดยสิ้นเชิง ทำให้ยิ่งมาความสงสัยนั้นสุมกองกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเมื่อเวลาผ่านพ้นไปกว่าหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดเสวี่ยหมิงก็ไม่อยากคิดให้มากความอีกสุดท้ายจึงตั้งเป้าหมายเพียงต้องหาทางออกจากสถานที่แห่งนี้ให้ไวที่สุด แต่ด้วยพลังจิตวิญญาณของเสวี่ยหมิงในตอนนี้นั้นไร้ประโยชน์ ทำให้ต้องอาศัยสองตาและประสาทสัมผัสของตัวเองเท่านั้นในการค้นหาเส้นทาง จึงต้องอาศัยการเดาสุ่มเดินสะเปะสะปะไปตามทิศทางที่คาดไว้ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้เสวี่ยหมิงอาจจะต้องติดอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้จนครบสามสิบวันก็เป็นได้


     


                    ...เมื่อไม่อาจใช้พลังจิตวิญญาณออกสำรวจ ก็ต้องลองใช้ประสาทสัมผัสของดวงตาเทพมารบรรพกาลดู


     


                    ความคิดแล่นแวบเข้ามา ดวงตาข้างซ้ายก็พลันส่องประกายเจิดจ้าเป็นประกาย แต่ครานี้ประสาทสัมผัสของเสวี่ยหมิงไม่เพียงประเปรียวขึ้น แต่มันยังแผ่ขยายออกไปมากกว่ายามปกติอีกหลายเท่าตัว ซึ่งแน่นอนว่าในตอนนี้มันมีประสิทธิภาพในการช่วยเสวี่ยหมิงสำรวจเส้นทางมากเสียยิ่งกว่าพลังจิตวิญญาณของวิชาจิตเอกะเกือบสิบเท่าตัว


     


                    ...นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น ทำไมพลังของดวงตาเทพมารบรรพกาลถึงได้ขยายออกมากมายขนาดนี้ ราวกับว่าสถานที่นี้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับมัน


                   


                    เมื่อดวงตาเทพมารบรรพกาลช่วยให้เสวี่ยหมิงสามารถรับรู้ได้ไกลออกไป การสำรวจพื้นที่แปลกประหลาดแห่งนี้ก็ง่ายขึ้น เพราะตอนนี้เสวี่ยหมิงเพียงมองหาแหล่งกำเนิดของพลังปราณธรรมชาติก็เท่ากับว่าเขาอาจจะสามารถพบทางออกจากสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้ได้


     


                    ...นั่นไงในที่สุดเราก็พบพลังปราณของสิ่งชีวิตแล้ว


     


                    แต่เพื่อความแน่ใจว่าพลังชีวิตที่พบมิใช่อสูรร้ายเสวี่ยหมิงจึงพยายามแผ่พุ่งพลังออกไปสำรวจจนมั่นใจ ทำให้พบว่าพลังชีวิตที่แผ่ออกมานั้นไร้การเคลื่อนไหว ซึ่งเสวี่ยหมิงเดาว่ามันน่าจะเป็นพลังงานจากต้นใบใบหญ้าที่งอกเงย และเมื่อคิดว่าพื้นดินที่สามารถทำให้ต้นไม้เติบโตได้สถานที่นั้นก็น่าจะเป็นทางออกของดินแดนลึกลับแห่งนี้ หรืออย่างน้อย ๆ ก็น่าจะเป็นสถานที่ซึ่งดีกว่าผืนดินแห้งแล้งไร้พลังชีวิตเช่นที่เป็นอยู่


     


                    เมื่อพบสถานที่น่าสนใจเสวี่ยหมิงก็ไม่รั้งรอใช้ออกด้วยท่าร่างบันไดเมฆา แต่เมื่อสองเท้าทะยานขึ้นเหนือพื้นดินได้เล็กน้อย ขาทั้งสองข้างก็ถูกแรงประหลาดดึงรั้งจนตกลงบนพื้นดินอีกครั้ง พลังลมปราณในร่างที่เพิ่งฟื้นคืนได้ราวเจ็ดส่วนพลันถูกดึงดูดออกไปอย่างไม่รู้สาเหตุ แต่แล้วดวงตาข้างซ้ายก็เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้น ทั่วร่างของเสวี่ยหมิงพลันดึงดูดหมอกควันโดยรอบเข้ามา จนทั่วทั้งร่างอาบเคลือบไปด้วยไอมรณะดำทมิฬ ความกระหายเลือดเข้าจู่โจมจิตสมาธิของเสวี่ยหมิงอย่างบ้าคลั่ง แต่ยังนับว่าโชคดีที่เสวี่ยหมิงนั้นฝึกวิชาจิตเอกะจนถึงขอบขั้นที่สาม จึงยังสามารถประคองสติขอตัวเองเอาไว้ได้อย่างมั่นคง แม้จะรู้สึกถึงความกระหายเลือดจุกแน่นอยู่ในอกอย่างเปี่ยมล้นก็ตาม


     


                    ...ความรู้สึกนี้มันช่างคล้ายกับยามที่เราใช้ทักษะเทพมารครองร่างยิ่งนัก


     


                    หลังจากที่เสวี่ยหมิงสามารถสงบสติที่แปรปรวนได้แล้ว ถึงได้รับรู้ว่าไอมรณะที่ห่อหุ้มร่างนั้นส่งผลให้พลังลมปราณของตัวเองเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนเสวี่ยหมิงเองยังประหลาดใจเพราะระดับพลังของเขาในตอนนี้นั้นทะลวงผ่านเข้าสู่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อพบว่าพลังลมปราณกลับกลายเป็นสูงขึ้น แถมความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียก่อนหน้าก็พลันมลายหายไปจนสิ้น เสวี่ยหมิงจึงลองตัดสินใจใช้ออกด้วยท่าร่างบันไดเมฆาอีกครั้ง และทันทีที่สองเท้าทะยานออกไปร่างที่หยุดนิ่งของเสวี่ยหมิงก็กลับกลายเป็นเพียงเงาติดตา เพราะร่างจริงของเสวี่ยหมิงนั้นพุ่งทะยานหายลับตาหายไปในหมอกควันอย่างน่าพิศวง และเพียงแค่ชั่วลมหายใจเสวี่ยหมิงก็กลับมาปรากฏขึ้นในอีกสถานที่หนึ่งราวกับเพียงแค่ใจนึกสองเท้าก็มาถึง


     


                    สองตาของเสวี่ยหมิงเบิกกว้างมองออกไปยังด้านหน้า พื้นดินชุ่มชื้นสีน้ำตาลเข้มแตกต่างจากพื้นดินแห้งผากสีดำก่อนหน้าอย่างชัดเจน แต่เพราะยังไม่มั่นใจว่าสถานที่ด้านหน้าเหตุใดจึงแตกต่างจากสถานที่อื่น เพราะเมื่อเสวี่ยหมิงมองออกไปโดยรอบก็ยังมีหมอกควันห้อมล้อมอยู่และเว้นไว้เพียงพื้นที่กว้างด้สนหน้าเท่านั้นที่ราวกับเป็นดินแดนที่แตกต่าง เมื่อพบว่าเรื่องราวไม่ปกติเสวี่ยหมิงจึงไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปในทันที แต่เพราะตนอนนี้พื้นที่ด้านหน้าไร้ซึ่งหมอกควันเขาจึงสองตาที่คมกล้ามองสำรวจออกไปโดยรอบ ก่อนจะทดลองใช้พลังจิตวิญญาณสำรวจดูอีกครั้ง ก็ทำให้เสวี่ยหมิงพบว่าที่ด้านหน้าไกลออกไปมีซากกระดูกขนาดมหึมาของสิ่งมีชีวิตอยู่และดูเหมือนว่าซากของมันจะเป็นจุดกึ่งกลางของพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้


     


                    ...ไม่จริงใช่มั้ย


     


                    เสวี่ยหมิงที่เดินเลาะขอบสำรวจไปรอบ ๆ เขตพื้นที่ถึงอ้าปากค้างเพราะจู่ ๆ เขาก็ค้นพบว่าต้นหญ้าเขียวขจีที่เห็นอยู่ในตอนนี้นั้นดูคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันหาใช่ต้นหญ้าธรรมดาทั่วไป แต่เป็นต้นหญ้าในแบบเดียวกับที่เสวี่ยหมิงได้ข้อมูลรูปภาพและรายละเอียดมาจากเฟยอี้หยิน


     


                    หญ้าที่เสวี่ยหมิงท่องจำจนขึ้นใจ...หญ้าปราณมังกร ความดีใจ ประหลาดใจ และตื่นตกใจผสมระคนกันไปทำให้เสวี่ยหมิงก้าวเท้าเหยียดออกไปเบื้องหน้าเหยียบลงบนพื้นดินอันชุ่มชื้นอย่างไม่ตั้งใจ


     


                    โฮกกกกกกกกกก !!!!!!!


                    ทันทีที่เท้าของเสวี่ยหมิงแตะสัมผัสพื้นดินสีน้ำตาลเข้ม เสียงคำรามก้องของสัตว์ร้ายก็ดังกังวานขึ้นมาพร้อมกัน ราวกับว่ามันกำลังเฝ้ารอผู้บุกรุกสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อยู่


     


                    ...ช่วยไม่ได้เป็นไงเป็นกัน


                    เมื่อไม่รู้ว่าสัตว์ร้ายที่คำรามลั่นนั้นคือตัวอะไร และไม่อาจแยกแยะทิศทางของเสียงคำรามได้ว่ามาจากทิศทางใด แต่เมื่อเสวี่ยหมิงคิดถึงหญ้าปราณมังกรซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม ผสานรวมกับความแปลกประหลาดของสถานที่แห่งนี้ เสวี่ยหมิงจึงตัดสินใจทดสอบเสี่ยงดู สองเท้าเร่งทะยานตรงเข้าไปหาหญ้าปราณมังกรในทันที หวังว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์คุ้มกันตัวเองจากสัตว์ร้ายที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา หรือต่อให้ไม่ใช่เมื่อมันฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วยังไงเขาก็คงไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีก แต่หากจะหลบหนีออกไปเสวี่ยหมิงก็จะขอเสี่ยงเก็บต้นหญ้าปราณมังกรที่ด้านหน้ากลับออกไปด้วย



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน