เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 148 รุมประณาม

            ร่างของศิษย์สองคนนั้นยังคงแข็งทื่อ

            ขณะนั้นคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต่างก็ออกมาดู เมื่อเห็นฉากนี้ก็อดประหลาดใจขึ้นมาไม่ได้จึงทำให้พวกเขาทั้งสองยิ่งรู้สึกขายหน้า

            พวกเขาคิดว่าตนเองสามารถอาละวาดได้เพราะอาจารย์เป็นคนสั่งมา และทำตัวดูสง่าผ่าเผยและหยิ่งผยองแต่ไม่คิดว่าจะต้องมาลงเอยเช่นนี้

            ส่วนหลินเฟิงเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายจึงคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนคนนั้นมีเจตนาไม่ดีแล้วยังเอ่ยถึงลานประลองเชลยอีก 

            เป็นดั่งที่หลินเฟิงได้คาดไว้ คนของลานประลองเชลยไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ ขนาดนี้

            หลินเฟิงกลับมาถึงห้องของตัวเอง แล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดของสำนักก่อนจะออกไป

            “เอี๊ยด!!!”

            มีเสียงเปิดประตูดังขึ้นขัดจังหวะเขา ตามด้วยเสียงเรียกรั้งหลินเฟิงเอาไว้

            “ช้าก่อน”

            เสียงอันคุ้นเคยที่ยังคงเย็นชา แน่นอนว่าเจ้าของเสียงนี้คือเมิ่งฉิง

            “มีอะไรหรือ?”

            เมื่อหลินเฟิงหันไปมองตามต้นเสียง ก็เห็นเมิ่งฉิงที่ใบหน้าคลุมด้วยผ้าผืนบางกำลังเดินมาหาเขา

            “หลังจากเจ้าออกไป ข้าจะติดตามและอยู่ข้างๆ เจ้า”

            เมิ่งฉิงกล่าวด้วยเสียงเยือกเย็นตามปกติ หลินเฟิงได้ยินดังนั้นจึงเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมาแต่ภายในใจนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่น

            “อื้ม!” หลินเฟิงพยักหน้า ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยพูดจาอ่อนโยนกับเขามาก่อน

            ทั้งสองออกจากห้องและปิดประตู หลินเฟิงมองคนที่เขาเพิ่งโจมตีไปพลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “นำทางไปสิ”

            คนคนนั้นมองมาที่หลินเฟิงและเมิ่งฉิง แล้วกล่าวเสียงต่ำว่า “แล้วทาสผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองคนนั่นล่ะ?”

            “นำ... ทางไป” หลินเฟิงกล่าวเน้นคำด้วยเสียงเย็นยะเยือกจึงทำให้คนผู้นั้นแข็งทื่อ จนไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก แล้วนำทางไปอย่างว่าง่าย

            ผู้คนโดยรอบต่างชี้มาทางคนคนนี้ จึงทำให้สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวจนต้องก้มหัวลงเขาไม่พูดอะไรขณะที่เดินผ่านฝูงชนไปเฉยๆ

            ในขณะนั้น นอกตำหนักได้มีผู้คนรวมตัวกันอยู่มากมาย

            ชายวัยกลางชุดฟ้าอยู่ด้านหน้าฝูงชน ร่างนั้นยังคงดูสง่าผ่าเผย

            “มาแล้ว หลินเฟิงมาแล้ว!”

            ขณะนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้น เรียกสายตาของผู้คนให้หันไปตามเสียง มองไปยังทิศทางของปราสาททุกคนถึงเห็นหลินเฟิงเดินออกมา

            ข้างๆ หลินเฟิงมีร่างเงาที่งดงามเดินเคียงข้าง แม้เจ้าของร่างจะปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมแต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความสวยงามที่อยู่ใต้ผ้าผืนบางนั้น   

            อย่างไรก็ตาม ข้างกายหลินเฟิงดูเหมือนจะไม่มีทาสผู้ฝึกยุทธ์ที่ชายวัยกลางคนชุดฟ้าได้เอ่ยถึง

            ชายชุดดำมองไปที่หลินเฟิงและคนอื่นๆ แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามคนที่อยู่ด้านหน้าหลินเฟิง“เกิดอะไรขึ้น?”

            ชายคนนั้นเกาหัว และไม่กล้าตอบ

            “เจ้าคนไร้ประโยชน์ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็ทำไม่ได้” ชายชุดดำตำหนิอย่างเย็นชาจากนั้นมองไปที่หลินเฟิงและกล่าวว่า “เจ้าบุกรุกลานประลองเชลยและยังพาทาสสองคนมาที่สำนักเทียนอี้ใช่หรือไม่?”

            “ใช่แล้ว ข้าบุกรุกลานประลองเชลย แต่ข้าไม่ได้พาออกมา นั่นเป็นสหายของข้าไม่ใช่ทาสอย่างที่เจ้าว่าไว้”

            หลินเฟิงเหลือบมองชายชุดดำ เพียงเพราะประโยคเดียวของอีกฝ่าย ในใจของเขาพลันรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมา

            “ทาสก็คือทาส สหายงั้นหรือ? สำนักเทียนอี้จะมีทาสผู้ฝึกยุทธ์เข้ามาได้อย่างไรกัน” ชายชุดดำกล่าวไม่ไว้หน้าหลินเฟิง

            “งั้นข้าขอถามคำถามท่านอาจารย์ว่า อะไรคือทาส?”

            “บนใบหน้าได้มีนาบตรา นั่นก็คือทาสผู้ฝึกยุทธ์” อีกฝ่ายตอบกลับ

            “งั้นข้าจะถามท่านอาจารย์อีกคำถามว่า ในตอนนี้มีทาสอยู่เบื้องหน้าท่านทำไมท่านถึงปล่อยให้เข้าสำนักเทียนอี้ได้?”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา

            “หืม?” ผู้คนต่างตกตะลึง เจ้าเด็กนี่ปากกล้านักคาดไม่ถึงว่าจะกล้าขนาดนี้

            ชายชุดดำก็ประหลาดใจเช่นกัน และกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เจ้าเห็นทาสตรงไหน?!”

            “หึ”

            หลินเฟิงยิ้มอย่างเยือกเย็น แล้วชี้ไปที่คนสวมหน้ากากซึ่งยืนหลังชายในชุดสีฟ้านั่นและกล่าวว่า “เจ้าให้เขาถอดหน้ากากออกสิ แล้วดูว่าใช่ทาสหรือไม่”

            ตอนที่หลินเฟิงมาก็สัมผัสได้ถึงสายตาเยือกเย็นที่มองมาทางเขาใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั่น ทำไมหลินเฟิงจะไม่รู้ว่าคนคนนี้ก็คือไป๋เจ๋อ

            เมื่อเห็นหลินเฟิงชี้นิ้วมาทางตัวเองม่านตาของไป๋เจ๋อที่อยู่ภายใต้หน้ากากสีทองดูหดเกร็ง และสายตาก็ยิ่งเย็นชามากกว่าเดิม

            “ช่างน่าประทับใจนัก นี่คือสำนักเทียนอี้ ศิษย์ล้วนกล้าเหิมเกริมเช่นนี้ แม้แต่อาจารย์ก็ไม่เว้น” 

            ชายหนุ่มชุดฟ้ากล่าวเย้ยหยัน

            ทันใดนั้นสีหน้าของชายชุดดำกลายเป็นเยือกเย็น หลินเฟิงทำให้เขาเสียหน้าได้อย่างไร?

            “ข้าให้เจ้าพาตัวทาสพวกนั้นมา ไม่ได้ยินหรือไง?”

            ชายชุดดำจ้องหลินเฟิงเขม็ง ร่างของเขาปล่อยกลิ่นอายอันหนาวเหน็บออกมา 

            หลินเฟิงประหลาดใจ พลันมุมปากเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมาและกล่าวว่า “ที่สำนักเทียนอี้มีอาจารย์อย่างท่านช่างน่าอับอายยิ่งนัก มาทำวางอำนาจบาตรใหญ่ในสำนักท่านคิดตัวเองว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหนถึงกล้ามาใช้อำนาจข่มขู่ศิษย์ทำให้สำนักต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ทีนี้… ยังคิดว่าตัวเองน่าเกรงขามอีกหรือ”

            คำพูดของหลินเฟิงช่างเย็นชานัก จึงทำให้ม่านตาของผู้คนต่างหดลงเจ้าเด็กคนนี้ ช่างกล้าพูด!

            หลินเฟิงพูดจบแล้วแต่สายตายังจ้องเขม็งไปที่ชายชุดดำ ก่อนกล่าวว่า “หากเจ้ากล้าพอ งั้นก่อนจะออกไปจากสำนักเทียนอี้ ทำให้ผู้คนเห็นถึงความน่าเกรงขามของอาจารย์สิแล้วค่อยมาลงโทษข้า หากไม่กล้าพอก็อย่ามาหยิ่งผยองเช่นนี้ แต่ทางที่ดีที่สุดก็อย่าเป็นสุนัขรับใช้คนอื่นอีกต่อไปเลย”  

            “ตูม”

            “เจ้ารนหาที่ตายงั้นหรือ!” ชายชุดดำตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด

            “รนหาที่ตาย? ข้าไม่ได้รีบขนาดนั้นหรอก” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา จากนั้นเขาล้วงหยิบป้ายไม้แผ่นหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนที่ยังตกตะลึง

            “วันนั้นข้าไม่ได้ตั้งใจจะเข้าสำนักเทียนอี้ เพราะวันนั้นตอนที่มาถึงสำนักเทียนอี้ก็เจออาจารย์ที่นิสัยไม่ดีแต่รองเจ้าสำนักก็ได้มาเชิญด้วยตัวเอง และมอบสิทธิพิเศษให้กับข้าอนุญาตให้ข้าฝึกฝนในสำนักได้ และสามารถพาใครเข้ามาในสำนักก็ได้ก่อนที่ข้าจะก้าวเข้าสู่สำนักเทียนอี้ไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้จะมีอาจารย์ที่ไร้ยางอายเช่นนี้และยังทำตัวเหมือนสุนัขกับบุคคลภายนอก ช่างน่าละอายใจยิ่งนัก”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา ในใจของฝูงชนล้วนสั่นระรัว พวกเขาเพิ่งทราบเรื่องนี้คาดไม่ถึงว่ารองเจ้าสำนักได้เชิญหลินเฟิงมาด้วยตัวเอง และยังมอบสิทธิพิเศษให้กับเขาไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเขาถึงสามารถนำผู้คนเข้าออกสำนักเทียนอี้ได้อย่างอิสระ

            สีหน้าของชายชุดดำประหลาดใจ ป้ายไม้นั้นจริงๆ แล้วเป็นของรองเจ้าสำนักไม่ผิดแน่

            “คนคนนี้ดูหมิ่นข้าเช่นนี้ หากข้าถอยกลับตอนนี้ ข้าคงไม่มีหน้าอยู่ในสำนักนี้อีก”         

            สายตาของชายชุดดำกลายเป็นแหลมคมราวกับใบมีด      

            “ตั้งแต่ก่อตั้งสำนักเทียนอี้มา ข้ายังไม่เคยได้ยินว่ามีคนที่ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักแต่กลับได้รับสิทธิพิเศษ” ชายชุดดำกล่าวต่อว่า “หลินเฟิง เจ้าช่างอวดดียิ่งนัก แม้แต่ป้ายของรองเจ้าสำนักยังกล้าขโมยมา แล้วมาทำวางอำนาจเช่นนี้ไม่คิดเลยว่าสำนักเทียนอี้จะมีคนประเภทนี้ วันนี้ข้าจะมอบบทลงโทษให้กับเจ้าเอง”         

            “ขโมย?” หลินเฟิงประหลาดใจ เขาเห็นคนจำนวนมากพยักหน้าเห็นด้วยและเชื่อคำพูดของอีกฝ่าย เขาจึงพูดอะไรไม่ออก

            “มีเพียงคนสติวิปลาสเท่านั้นถึงจะเอ่ยเช่นนั้นได้ รองเจ้าสำนักแข็งแกร่งกว่าข้ามากข้าจะขโมยป้ายของเขามาได้อย่างไร?”

            หลินเฟิงหัวเราะเยาะ แต่อีกฝ่ายได้ตัดสินใจแล้วว่าจะจัดการเขาอย่างไร

            “พูดจาหลอกลวงเก่งนัก คิดอยากจะหนีงั้นหรือ หึ... ฝันไปเถอะ”

            ร่างของชายชุดดำสั่นสะท้านทันใด จากนั้นได้ปล่อยลมปราณอันเยือกเย็นออกมาและพุ่งโจมตีหลินเฟิง

            เมื่อเห็นฉากนี้ผู้คนต่างก็ตกตะลึง หลินเฟิงกำลังแย่แล้วคาดไม่ถึงว่าจะกล้าไปยั่วยุโทสะอาจารย์ของสำนัก การกระทำเช่นนี้นับว่าขาดสติสัมปชัญญะนัก

            อย่างไรก็ตามสายตาของหลินเฟิงที่มองไปนั้น ไม่แยแสต่อร่างเงาที่อยู่ด้านหลังของเขาที่กำลังก้าวมาด้านหน้าและขวางร่างของหลินเฟิงไว้

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน