ผมนั่งตรงข้ามกับหญิงสาวอยู่บนรถแท็กซี่ไร้คนขับขนาดสี่ที่นั่ง เป้าหมายพวกเราคือเวทีหาเสียงซึ่งตั้งในสวนสาธารณะในตำบล349 ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวๆ 20 กม.ผมเพิ่งรู้ว่าบริษัทมีรถตู้อัตโนมัติสำหรับเดินทางไปทำข่าวที่มักจะใช้กรณีไปหลายคนอิสราเล่าว่าปกติเธอจะไปกับแบและลักษณ์รวมเป็นสามคน พากันนั่งรถแท็กซี่แล้วไปเบิกค่าเดินทางซึ่งง่ายกว่า ถ้าเป็นผมไปเองคงเลือกขนส่งสาธารณะแต่อิสราไม่ชอบ เธอยอมรับตรง ๆ ว่าขี้เกียจทรานซิตหลายรอบแม้ว่าค่าใช้จ่ายโดยรวมจะถูกกว่าก็ตาม
เธอบอกผมว่าไม่ต้องกังวลว่าจะทำงานเกินเวลาเพราะการปราศรัยจัดแค่ครึ่งวันแต่หากจำเป็นต้องเกินเวลาจริงทีมบรรณาธิการจะแจ้งนักข่าวที่อยู่กะบ่ายดึกเพื่อเตรียมมาเปลี่ยนอยู่แล้วแต่ถ้าข่าวเรื่องนั้นซับซ้อนค่อยเจรจาให้ผู้สื่อข่าวคนเดิมยอมทำงานต่อเพื่อความสะดวก โดยรับเงินโอทีและอาจได้พักในวันถัดมาแทนก็ถือว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่ายุคผมมาก
ปกติที่นั่งบนรถสี่ล้อขับอัตโนมัติเหล่านี้จะไม่ต่างจากยุคผมแต่สองที่นั่งด้านหน้าสามารถหมุน 180องศามาเผชิญหน้ากับคนข้างหลังได้หากขึ้นมากันสองคนคนยุคนี้จะนิยมนั่งตรงกันข้ามนั่นคือคนแรกอยู่ตำแหน่งคนขับตามที่กฎหมายบังคับไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินอย่างที่สุดที่ต้องใช้ระบบแมนวลซึ่งโอกาสเกิดน้อยมากอีกคนนั่งเบาะหลังฟากเดียวกับคนขับซึ่งเป็นที่จุดที่ผมเล็งไว้ตอนก้าวเข้าไปในรถโชคดีที่ผมเคยนั่งกับธรณีมาแล้วครั้งหนึ่งจึงรู้ธรรมเนียมนี้อย่างไรก็ตามผมก็ไม่มีใบขับขี่ จึงไม่สามารถอยู่ตำแหน่งคนขับได้อยู่แล้วข้อจำกัดการใช้บริการขนส่งประเภทนี้คือถ้าคุณมาคนเดียวต้องขับรถเป็นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงเลือกการเดินทางโดยใช้รถไฟฟ้ามาตลอดแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนยุคนี้เพราะผมรู้มาว่าวิชาขับรถเป็นวิชาบังคับในหลักสูตรการศึกษาอยู่แล้วไม่ต่างจากการปฐมพยาบาล
เมื่อรถเริ่มออกตัวได้สองนาทีแล้วระบบแจ้งเตือนว่าไม่พบความผิดปกติอิสราก็กดปุ่มหมุนเก้าอี้กลับหลังมาสบตาผมแม้จะรู้สึกทึ่งในความทันสมัยแค่ไหนผมก็ซ่อนสีหน้าเก็บอาการไว้เมื่อเก้าอี้หยุดกึก เธอหันไปกดปุ่มบนกระจกหน้าต่างด้านข้างเพื่อปรับเป็นจอภาพ
กระจกสมาร์ตกลาสรอบคัน ทั้งคอนโซลหน้ารถข้างผู้โดยสาร หรือแม้แต่กระจกหลัง มีเหลือเฟือให้ผู้โดยสารทุกคนในรถใช้เบาะที่ผมนั่งก็มีปุ่มหมุนตามทิศทางที่ต้องการเพื่ออำนวยความสะดวก ได้ยินว่ารถราคาแท็กซี่บางรุ่นสร้างภาพฮอโลแกรมจากหลังคาได้แต่กินพลังงานไฟฟ้ามากเลยไม่ค่อยนิยม อีกทั้งราคาค่าโดยสารก็แพงหูฉี่ ผมเคยลองสัมผัสหน้าจอกระจกข้างเล่นตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วจึงรู้ว่าเราสามารถปรับการแสดงผลได้หลากหลาย ตั้งแต่แผนที่ เส้นทางเดินรถระยะเวลาเดินทาง การจราจรแบบเดียวกับแอปเนวี หรือจะเปิดเป็นสื่อบันเทิงฟังเพลงดูหนังก็ได้ แถมยังมีช่องไว้สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สร้างโลกเสมือนซึ่งต้องพกมาเอง
หญิงสาวอาจกังวลเรื่องงานสัมภาษณ์จึงไม่เลือกชมสื่อบันเทิงตอนนี้เธอเปิดแผนที่ทิ้งไว้จากนั้นก็ก้มหน้าทำงานตนเอง
“ตามสบายเลยนะ อีกสัก 15 นาทีก็น่าจะถึง”อิสรากล่าวอย่างยิ้มแย้ม คงเพราะเกรงใจผมที่อุตส่าห์มาช่วยวันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตที่มีตราของบริษัทสรีนด้านหลังคู่กับกางเกงยีนขายาวและรองเท้าผ้าใบดูทะมัดทะแมงและน่ารักไปอีกแบบ ผมนั่งตัวตรงรู้สึกเกร็งไปทั้งร่างราวกับว่าเธอแผ่รังสีลึกลับบางอย่างมาสะกดผมไว้ตั้งแต่มาโลกนี้ผมยังไม่เคยอยู่สองต่อสองกับใครนอกจากธรณีแถมยังชิดใกล้ในระยะที่หัวเข่าแทบจะสัมผัสกัน
นักข่าวสาวหยิบสมุดเล่มสีม่วงเล่มนั้นออกมาผมจำได้แม่นเพราะเหตุการณ์ที่ผมนำมันไปคืนอิสราที่ห้องนำมาสู่ความวายป่วงของสัญญาณกันขโมยในตอนจบ นำมาสู่ความไม่กินเส้นระหว่างผมกับสหาย
{ ภาพโฆษณาถุงมือแม่เหล็กที่เห็นในซิมูเลชันเมื่อวันก่อนผุดมาในห้วงความคิดผมเมื่อสวมใส่แล้วจะสามารถใช้แรงแม่เหล็กดูดสิ่งของที่ออกแบบมาจำเพาะได้อิสราจะได้หมดปัญหาการลืมสมุดปากกาอีกเนื่องจากเป็นโลกเสมือนเลยสามารถกดตรงสินค้าทดลองใช้ได้ ผมสวมถุงมือจีบนิ้วเพื่อเปิดโหมดดึงดูด แล้วยื่นไปทางโทรศัพท์มือถือซึ่งลอยมาอยู่ในอุ้งมืออย่างรวดเร็วในตอนนั้นผมหัวเราะร่าเริงเหมือนเด็กเห่อของเล่นใหม่รู้สึกว่าตนเองเป็นอัศวินเจไดในหนังเรื่องสตาร์วอร์ส[1]ที่กำลังใช้พลังแต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่คิดซื้อมาใช้เพราะรู้สึกว่าระยะทางที่ใช้ได้สั้นไปหน่อยแค่เมตรเดียวยิ่งของหนักยิ่งสั้นลงอีก แถมแรงกระแทกที่ไม่มีเบรกก็ทำมือถือพังได้ง่าย ๆ }
ผมสลัดความคิดเรื่อยเปื่อยนั้นออกจากสมองแล้วนั่งนิ่งในรถด้วยความเงียบ แม้จะพากเพียรหลบตาขนาดไหนก็ต้องเผลอแอบชำเลืองมองเธอเป็นระยะหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าผมช่างสวยสง่าไม่เคยเปลี่ยน เธออ่านสมุดโน้ตขีดเขียนบางอย่างที่ผมไม่กล้าถาม คงเช็คถูกงานที่ทำสำเร็จในวันนี้หรือไม่ก็จดเพิ่มเพราะเพิ่งนึกออก อันที่จริงผมอยากรวบรวมความกล้าเปิดปากพูดคุยกับเธอแต่ก็กลัวว่าจะรบกวน จึงได้สังเกตพฤติกรรมเพื่อนร่วมงานอิสราใช้มือที่ว่างอยู่ลูบไปตามผมดำยาวนุ่มสลวยลงไปจนถึงปลายเป็นระยะ
ชั่วครู่หนึ่งอิสราก็ปิดสมุดสีม่วงเล่มนั้นแล้วเก็บเข้ากระเป๋าใบเล็กๆ ประจำตัว เธอเงยหน้ามาประสานสายตากับผม โชคดีที่เธอเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดกับผมก่อน
“เรื่องที่ท่านเสนอเมื่อเช้านี้น่าสนใจดีนะค่ะถึงหัวหน้าจะไม่เลือกแต่เราว่ามันเป็นประเด็นอีกแง่มุมหนึ่งของสังคมที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง”
ผมอ้ำอึ้งด้วยความเขินไม่คิดว่าเธอจะเห็นค่าเด็กใหม่อย่างผม “ขอบคุณนะ”
“ท่านอยู่คอนโดเดียวกับธรเหรอ”อิสราเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็วราวกับอัดอั้นข้อสงสัยนี้มานาน
“ใช่...ใช่” ผมตอบยังปรับอารมณ์ไม่ค่อยทัน ไม่แน่ใจว่าเธอไปรู้มาจากไหน อาจบังเอิญเห็นผมแถวนั้นแต่ที่เป็นไปได้มากกว่าคือธรณีน่าจะเล่าให้ฟัง เพื่อนทำนิสัยแบบนี้อีกแล้วน่าจะโดนด่าสักที ถึงแม้จะสนิทกับอิสรามาตั้งแต่เด็กแต่ก็ไม่ควรเอาข้อมูลผมไปเปิดเผยรึเปล่า
“เราว่าทำเลดีมากเลย อยู่กลางเมืองแถมวิวแถวนั้นน่าจะสวย มองเห็นทะเลได้ด้วย”
“ใช่ วิวสวยมาก” ผมตอบโดยทวนคำถามไม่กล้าพูดอะไรเกินนี้ แม้แต่การแย้งว่าฝั่งห้องของธรณีอยู่ทิศตรงข้ามกับทะเลเลยมองไม่เห็นขืนคุยเรื่องนี้ต่อจะลำบากเพราะไม่รู้ว่าเพื่อนผมบอกข้อมูลอะไรอิสราไปบ้าง
“เมื่อวันศุกร์ไม่เห็นท่านในที่ประชุม ท่านทำงานทางไกล[2]เหรอ”พูดไปแล้วเพิ่งนึกได้ว่าเผลอถามโง่ ๆ
“เปล่า เราลาไปส่งพ่อรับยาที่โรงพยาบาล”อิสราตอบ ผมเพิ่งนึกได้ว่าเผลอถามโง่ ๆ ออกไป ถึงจะทำงานที่บ้านก็ต้องเข้าร่วมประชุมออนไลน์แบบที่สิรินทำอยู่ดี ผมได้แต่พยักหน้าไม่กล้าถามรายละเอียดเรื่องเจ็บป่วย กลัวจะเป็นโรคร้ายแรง
“จริง ๆ จะใช้เทเลเมดิซินก็ได้แต่พ่ออยากไปที่โรงพยาบาลมากกว่า นี่ก็รอเป็นเดือนกว่าจะได้คิวตรวจ”
“พ่อของท่านเป็นคนอดทนดีนะถ้าเป็นเราคงหัวร้อนแย่” ผมชื่นชมข้อดีไว้ก่อน
“เราก็คิดอย่างนั้น จะว่าไปเราก็ได้นิสัยจากพ่อมาอยู่นะนักข่าวบางคนก็จะเลือกทำข่าวโดยไม่ต้องเดินสักก้าว หาข้อมูลทางห้องสมุดออนไลน์ ถามนักการเมืองในกลุ่มแชตเลือกสัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอลหรือในโลกเสมือน แต่ยังไงเราก็ชอบแบบเจอหน้ากันมากกว่าเคยมีคนหนึ่งจองคิวไว้เป็นเดือนกว่าเขาจะว่างสัมภาษณ์ยาว ๆไม่รู้สิถ้านั่งในห้องทั้งวันแบบที่สิรินทำคงเบื่อตาย”
“ใช้แอทโมสเฟียร์(Atmosphere) เปลี่ยนฉากหลังไปเรื่อยๆ ได้ไหม” ผมพูดถึงเครื่องมืออันหนึ่งที่เห็นโฆษณาเพียงแค่แขวนอุปกรณ์นี้ไว้บนเพดานกลางห้องคุณก็จะทำงานได้ไม่มีเบื่อเครื่องจะสร้างภาพฮอโลแกรมเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวเรากลายเป็นสถานที่ไหนก็ได้จะทำงานกลางป่ากลางเขาท่ามกลางสิงสาราสัตว์ก็ได้หรือปรับเป็นสวนสนุกที่คนพลุกพล่านก็ได้หรืออยู่กลางอวกาศอันเงียบสงัดเพิ่มสมาธิการทำงานก็ได้
“เราก็มีเครื่องหนึ่ง เคยลองแล้วไม่ค่อยชอบ รู้สึกแปลก ๆ ไม่ได้สมจริงขนาดนั้น เราใช้ตอนกลางคืนมากกว่าสร้างภาพดวงดาวรอบตัวแล้วมองเพลิน ๆ จนหลับไป” อิสราพูดไปอมยิ้มไปเธอคงจินตนาการถึงภาพที่ว่า ผมชักเริ่มเกิดกิเลสอยากได้สักตัวแต่ธรณีบอกว่าแพงหูฉี่ อยากได้ก็เก็บตังซื้อเอง
“พูดตรง ๆ ก็คือเราขี้เบื่อนั่นแหละ”เธอเหน็บแนมตัวเอง เธอบอกสิ่งที่ผมกำลังจะถามพอดี“เราเลือกไม่อยู่แผนกข่าววิทยาศาสตร์เพราะปกติเราติดตามเองอยู่แล้วถ้าอยู่แผนกที่ไม่ได้สนใจมากจะได้บังคับตัวเองให้เปิดหูเปิดตาบ้าง”
นิสัยขยันขันแข็งเธอช่างต่างจากผมลิบลับที่อยู่แผนกการเมือง เพราะคิดว่าตนเองถนัดที่สุด ใช้พื้นเพความรู้เดิมที่มีได้หารู้ไม่ว่าต้องมาเรียนรู้แทบทุกอย่างใหม่หมดกฎกติกาโครงสร้างทางการเมืองเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแต่คนไร้สัญชาติอย่างผมก็ไม่ได้มีสิทธิต่อรองมากตำแหน่งนักจับใจความแผนกอื่นไม่ได้ว่างแต่แรกถ้าจะเปลี่ยนต้องไปคุยกับผู้บริหารอีกยาว
หลังจากนั้นบรรยากาศเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งพวกเราหันไปดูวิวนอกรถแทนท้องฟ้าดูอึมครึมเมฆดำเริ่มตั้งเค้ารวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่อิสราบอกให้ผมเตรียมร่มกับเสื้อกันฝนให้พร้อม งานนี้สำคัญเกินกว่าจะยกเลิกได้ผมแวะซื้อร่มอันหนึ่งที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ตึกสำนักงานก่อนขึ้นรถแท็กซี่แล้ว
พวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านย่านสามเสาที่ผมเคยมาหางานทำผ่านสวนสาธารณะที่ผมเจอหญิงชรายายออมสิน ผู้คนไม่พลุกพล่านมากนักคงอยู่ในช่วงเวลาทำงานอยู่ เวลาบนหน้าจอยังเหลือเวลาอีกห้านาทีกว่าจะถึงที่หมาย
“ก่อนจะมาทำงานที่นี่ ท่านทำอาชีพอะไรมาก่อนเหรอ”ผมหาหัวข้อสนทนาฆ่าเวลาเพื่อทลายความเงียบ ถ้าไม่ใช่หญิงสาวผู้นี้ผมก็คงไม่เป็นฝ่ายชวนคุยก่อน
“ไม่ได้ทำอะไรหรอก” อิสราหัวเราะเบา ๆดูสดใส ผมอมยิ้มตาม
“หมายถึงนักข่าว...ไม่ใช่...นักจับใจความเป็นงานแรกของท่านเหรอ”
“เปล่า หลังจากเรียนจบช่วงใช้สวัสดิการการว่างงานเราก็อยู่บ้านเฉย ๆ พักใหญ่ ๆ เลย ค้นพบตัวเองไปวัน ๆ”
ผมเคยได้ยินคร่าว ๆว่าสวัสดิการนี้มีขึ้นให้เงินชดเชยระหว่างทดลองหางานที่เหมาะสมกับตนเองภายในเวลาหนึ่งปี ไม่รู้เงื่อนไขรายละเอียดอื่นของการใช้ นักข่าวสาวเล่าต่อท่าทางกระตือรือร้น ดูมีความสุขที่ได้พูดคุย
“เราเคยลองเขียนบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบบพวกเขียนโปรแกรมหรือเอไอ...เห็นธรเล่าให้ฟังว่าท่านก็ค้นหาตัวเองก่อนมาที่นี่เหมือนกัน ใช่ไหม”
ผมพยักหน้า ไม่กล้าพูดอะไรต่อไม่รู้ว่าธรณีเปิดเผยเรื่องของผมไปแค่ไหน ที่พวกเราเคยตกลงกันไว้คือภูมิหลังปลอม ๆที่ผมซักซ้อมพูดตอนที่ไปสัมภาษณ์งาน
“จำได้เลย ตอนเอาบทความให้เพื่อนอ่านแล้วเขาทำหน้าแบบนี้เลย” อิสราแกล้งทำหน้าหงุดหงิด ย่นหน้าผากจนคิ้วเกือบชนกันผมอดยิ้มไม่ได้ พยายามกลั้นขำ ไม่รู้ว่านักข่าวสาวเคยเรียนการแสดงมาหรือไม่แต่ผมว่าเธอน่าจะเป็นดาวรุ่งได้ ถ้าเอาดีด้านวงการบันเทิง
“เราเลยรู้ว่าไปไม่รอดแอบเสียดายงานสายเทคโนโลยีเอไอเหมือนกันกำลังเป็นขาขึ้นในตลาดเลย... พ่อแม่เราก็ตามใจเราไม่ได้อยากให้เราทำงานอะไรเป็นพิเศษ“
ผมพอจะเข้าใจค่านิยมพ่อแม่เลือกอาชีพให้ลูกเริ่มมีเค้าลางจางหายไปตั้งแต่ยุคของผมเป็นต้นมา ผมอยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้จึงถามต่อ
“แล้วทำไมท่านถึงเปลี่ยนมาเป็นนักข่าวการเมือง”
“อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมให้ดีขึ้นเพราะปัญหาสังคมทุกอย่างบนโลกนี้ยังไงก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่มากก็น้อย” เธอตอบยาวเหยียดน้ำเสียงดูเป็นทางการ
“ว้าว สุดยอดเลย” ผมอ้าปากค้าง
“เราล้อเล่น อันนั้นคือคำตอบแบบดูดี”อิสราหัวเราะคิกคัก คงตลกสีหน้าผม เมื่อครู่นี้ผมไม่เอะใจเลยแม้แต่น้อยสงสัยตกหลุมพลางแห่งความรัก ผมถามเธอว่าคำตอบอีกแบบคืออะไร
“เราสะดวกแบบนี้” อิสราตอบสั้น ๆ ห้วนๆ ได้ใจความ สรุปก็คือชอบนั่นแหละ...จบ
พวกเราเดินทางมา23.74 กม. ตามระยะทางที่แสดงบนหน้าจอโดยใช้เวลาเพียง 15 นาทีนาฬิกาข้อมือผมบอกเวลา 10.00 น.ที่รวดเร็วก็เพราะว่าสัญญาณไฟจราจรสามารถปรับตามรถที่แล่นบนถนนจริงได้และการที่สามารถเคลื่อนไปพร้อม ๆ กันทำให้ลดระยะเวลารถติดไปได้มาก
รถไปถึงแล้วจอดริมถนนในบริเวณที่เป็นจุดรับส่งคนหน้าจอบนรถขึ้นคำเตือนให้ชำระค่าบริการ 674 บาท ซึ่งไม่ได้แพงไปกว่าแท็กซี่ในยุคของผมเมื่อคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อแล้วคงประมาณ170 บาทอิสรายื่นหลังมือไปใกล้จุดบนคอนโซลรถที่มีไฟสีเขียวกระพริบสักพักหนึ่งหน้าจอก็เปลี่ยนเป็นเครื่องหมายถูก ยืนยันชำระค่าบริการผมไม่เสนอตัวช่วยหารเพราะรู้ดีว่าบริษัทจะชดเชยเงินส่วนนี้ให้เมื่อจ่ายค่าตอบแทนในตอนเย็น
เมื่อก้าวลงจากรถผมก็ยืนอยู่ท่ามกลางต้นไม้เขียวขจีของสวนสาธารณะอันกว้างใหญ่
[1]Star wars ภาพยนตร์ชุดแนวอวกาศแฟนตาซีที่สร้างสรรค์โดยGeorge Lucas เกิดขึ้นในกาแล็กซีอันไกลโพ้นที่มีอัศวินเจไดผู้ใช้พลัง (the Force), ยานอวกาศ, หุ่นยนต์, และสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว
[2]Work home