เวลาล่วงเข้าสู่ฤดูกาลชุนเฟิน สรรพสิ่งต่างเจริญงอกงาม!
หลังเขาเทพสาขา บรรยากาศเงียบสงัด ดอกไม้ป่าหลากสีสันบานสะพรั่ง
บริเวณพื้นที่ว่างข้างทะเลสาบ ฉู่เหินกำลังร่ายรำเพลงหมัดอันวิจิตรล้ำลึก รังสีพลานุภาพแข็งแกร่งถ่ายเทออกมาจากกายของฉู่เหินไม่มีหยุด
กระแสลมปราณในระยะสิบกว่าตารางเมตรปั่นป่วนเร่งร้อน
กิ่งไม้ใบหญ้าแห้งที่ร่วงหล่นเริงรำกำแหงในอากาศ
แม้แก่นของวิชาหมัดฉู่เหินชุดนี้จะอยู่ที่ความรุนแรงรวดเร็วพลิ้วไหวดุจสายน้ำ ในความล่องลอยแซมด้วยกำลังซ่อนเร้นมีชีวิตชีวาแต่ไม่ขาดความรุนแรงและรวดเร็ว คลื่นหมัดมโหฬารหนักขึ้นในทุกๆ หมัดไปสำแดงพลานุภาพแกร่งกล้า
ฟู่…
ฉับพลัน รังสีพลานุภาพของฉู่เหินก็พุ่งทะยานทันใดหางตาคมกริบเรืองรองประกายหนาว พลังหยวนแท้ห่อหุ้มหมัดซ้าย วาดหมัดทลายหมื่นพันธนา
“หมัดดาวมืด!”
ตู้ม!!!
สิ้นเสียงคำรามของฉู่เหิน แรงหมัดน่าตะลึงก็ถล่มลงไปอย่างหนักแน่น
แผ่นดินสั่นะเืเลือนลั่น รอยแตกระแหงลุกลามไปทั่วทุกสารทิศราวกับใยแมงมุมก็มิปานพื้นดินแตกกระเด็นกระดอนไปสี่ทิศทางราวกับฝูงแมลงเม่า
ฝุ่นดินล่องลอย เศษดินฟุ้งกระจายไปทั่ว
ฉู่เหินเรียกพลังหยวนแท้กลับ หว่างคิ้วปรากฏแววตะลึงและยินดี
“ไม่นึกเลยว่ากายโกลาหลจะมีความสามารถเช่นนี้ความแกร่งของกายเนื้อข้อกระดูกข้าเพิ่มมากกว่าหลายเดือนก่อนมากนัก...”ฉู่เหินมองมือทั้งสองของตนเองแล้วพึมพำแ่เบา
ในระยะเวลาเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ฉู่เหินได้ค้นพบอย่างเหนือความคาดหมายว่านอกจากตนจะมีกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจแล้วยังมีขีดจำกัดสายเืลึกลับอีกประเภทหนึ่งอยู่ด้วย
หลังตั้งนามขีดจำกัดสายเืนั้นว่ากายโกลาหลแล้วฉู่เหินก็จะฝึกควบคุมพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจโดยมีหลีอู๋ซางคอยช่วยเหลือในยามทิวาล่วงเข้าราตรี เขาจึงจะลองติดต่อและสั่งการพลังสายเืกายโกลาหลบ้าง
หลังวิจัยอย่างละเอียดแล้วก็พบว่ากายโกลาหลเป็ลักษณะกายที่สามารถเสริมความแกร่งของตัวเองได้ทุกด้านหากร่างกายแข็งแกร่งขึ้น อานุภาพกระบวนยุทธ์ที่ใช้ก็จะยิ่งทรงพลังกว่าแต่ก่อน
“นี่เป็เพียงพลังขั้นแรกของกายโกลาหลเท่านั้นเองไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้จะเป็เช่นไรบ้าง...”
ดวงตาฉู่เหินฉายแววคาดหวังหลายส่วน
เพิ่งตื่นขึ้นมาได้ไม่นานเท่าไร ก็ฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแกร่งเหมือนเดิมมิหนำซ้ำยังเพิ่มพลังขึ้นอย่างมาก หาใช่สิ่งที่กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจจะเทียบเทียมได้
แน่นอนว่าความแกร่งของสายเืเนตรปีศาจนั้นโดยมากจะอยู่ที่ ‘วิชาเนตร’ ในยามนี้เป็หลัก
เท่าที่ฉู่เหินเข้าใจในตอนนี้ กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจมีพลังที่ดลใจคนให้ลุ่มหลงได้ยิ่งกว่า
ไม่ว่าอย่างไร ฉู่เหินก็ตระหนักดีว่าเส้นทางในวันข้างหน้ายังอีกยาวไกลจะสำแดงพลังกายศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงออกมาในอนาคตได้หรือไม่ยัง้าระยะเวลาอีกเนิ่นนานนัก
...
“เห็นทีเ้าคงฟื้นฟูดีแล้ว”
ทันใดนั้นเองที่เสียงหัวเราะนิ่งและอ่อนโยนของหลีอู๋ซางแว่วมา
ฉู่เหินหันกลับไป เห็นเพียงอีกฝ่ายเดินเอาสองมือไขว้หลังก้าวมาทางนี้อย่างมั่นคง
“ผู้าุโหลี!”
ฉู่เหินเดินเข้าไปก่อน สองมือประสานหมัดคารวะเล็กน้อย
หลีอู๋ซางกวาดตาดูทิวทัศน์ที่ถูกฉู่เหิน ‘ทำลาย’ โดยรอบ ใบหน้ามีแววประหลาดใจ “ยังไม่ถึงสามเดือนก็ใช้พลังเนตรปีศาจได้ระดับนี้แล้วพร์เ้าใช้ได้เลยนะนี่”
‘ใช้ได้เลย!’
ฉู่เหินลูบจมูกเขินๆ ว่าไปแล้วก่อนหน้าที่ตนยังอยู่สำนักเส้าจงนั้นได้ยินแต่คำชมประเภท ‘พร์หาตัวจับยาก’ หรือ ‘คุณสมบัติสูงยิ่ง’ หรือ ‘โดดเด่นเป็สง่า’ ทั้งนั้น
แต่คิดดูแล้วก็เข้าใจ หลีอู๋ซางเป็ยอดฝีมือเหนือโลกวิสัยทัศน์จะกว้างไกลเพียงไรกันเล่าต้องเคยเห็นอัจฉริยะและปีศาจทั้งหลายมาไม่น้อยอยู่แล้ว เขาพูดคำว่า ‘ใช้ได้เลย’ ออกมาก็นับเป็คำประเมินอย่างสูงแล้ว
“ต้องขอบพระคุณผู้าุโหลีที่ปรีชาชี้แนะ!”
หลีอู๋ซางยิ้มบาง ไม่รอให้เขาเอ่ยปากอันใด ฉู่เหินก็รีบสาธยายต่ออย่างเอาจริงเอาจัง“ผู้าุโ ท่านมาพอดีเลย ข้ากำลังอยากไปพบท่านพอดี”
“โอ๊ะ?” หลีอู๋ซางเอ่ยเป็เชิงถาม
ฉู่เหินผ่อนลมหายใจออกพรืดยาว แล้วว่าต่ออย่างจริงจัง “ผู้าุโผู้น้อยจะลงจากเขาเทพสาขาพรุ่งนี้ขอรับ”
หลีอู๋ซางไม่รู้สึกเหนือคาดอะไรที่ฉู่เหินจะเอ่ยเช่นนี้ เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบ“ดูจากพัฒนาการของเ้าในตอนนี้แล้ว ในสามเดือนย่อมจะทลายเนตรปีศาจหนึ่งดาวได้เ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ไปหลังจากบรรลุเสียก่อน?”
“ขอบพระคุณผู้าุโหลีที่หวังดี!”
ฉู่เหินกล่าวขอบคุณตัดบทโดยไม่ลังเล ดวงตาฉายแววเย็นยะเยียบ“อีกไม่กี่วันก็จะเป็วันสอบ ‘สำนักยุทธวายุจักรพรรดิ’ ข้าเตรียมการมาสามปีเพื่อวันนี้ และยังพวกคนที่ทำร้ายข้าข้าจะสะสางบัญชีให้จงได้...”
หลีอู๋ซางเพ่งมองเล็กน้อยพร์เฉกเช่นฉู่เหินไม่ใช่ว่าสำนักยุทธขั้นสูงหน้าไหนก็แย่งกันคว้าตัวหรือ?
แต่กระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ทิ้ง ‘ปม’ ไว้ในใจของฉู่เหินไปเสียแล้ว หากไม่อาจแก้ ‘ปม’ นี้ให้สำเร็จได้จะเป็ผลกระทบที่ไม่อาจมองข้ามได้ต่อการฝึกวิชาในภายภาคหน้าของฉู่เหิน
หลีอู๋ซางไม่ได้ทัดทานอันใด
“พบพานกันนับเป็วาสนา ข้ามีสิ่งหนึ่งจะให้เ้า”หลีอู๋ซางว่าพลางหยิบม้วนหยกออกมา
“นี่คือ?”
“วิชากระบวนยุทธ์ในม้วนหยกนี้ มีเพียงผู้ครองสายเืเนตรปีศาจเท่านั้นจึงจะเปิดอ่านได้ทว่าวิชากระบวนยุทธ์โดยมากในนี้ถูกหวงห้ามไว้ต้องรอจนเ้าบรรลุตบะถึงขั้นที่เหมาะสมจึงจะเปิดอ่านได้”
ว่าจบหลีอู๋ซางก็ส่งม้วนหยกให้ถึงมือฉู่เหิน
ฉู่เหินกำม้วนหยกหนาหนักในมือ หัวใจบังเกิดความตื้นตันใจและขอบคุณที่ไม่อาจบรรยายได้
พระคุณช่วยชีวิต พระคุณไขความกังขา พระคุณที่ถ่ายทอดศิลปวิทยาพระคุณที่มอบของล้ำค่าให้...
ฉู่เหินประสานหมัดคุกเข่าลงทันใด คุกเข่าขอบคุณบุญคุณนี้
“ผู้น้อยน้อมคุกเข่าขอบพระคุณคุณอันยิ่งใหญ่ของผู้าุโ บุญคุณของผู้าุโฉู่เหินจักจดจำอยู่ในใจ วันหน้าวันใด จักขอมาตอบแทน”
“ลุกขึ้น!”
หลีอู๋ซางยื่นมือพยุงฉู่เหินขึ้นมาจากพื้น เอื้อนเอ่ยอย่างอ่อนโยน“พวกเราจะได้พบเจอกันอีกในภายภาคหน้า”
ว่าจบหลีอู๋ซางก็ยกมือซ้ายขึ้นมา จุดแสงสีทองสว่างไสววับวาวที่ปลายนิ้วชี้หลีอู๋ซางดีดนิ้วเบาๆ จุดแสงสีทองนั้นก็จมลงที่หว่างคิ้วของฉู่เหินดุจแสงหิ่งห้อย
“ผู้าุโท่าน?” ฉู่เหินมองอีกฝ่ายด้วยสงสัย
“นี่คือประทับผนึกที่ข้าวางให้กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจของเ้าเป็การเฉพาะเมื่อเ้าใช้พลังเนตรปีศาจได้ปกติ สีตาจะไม่เปลี่ยนชัดจนเกินไป เ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่?”
“ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ!”ฉู่เหินพยักหน้าตอบรับจริงจัง “ข้าจะไม่แพร่งพรายเื่ขีดจำกัดสายเืเนตรปีศาจและผู้าุโเป็อันขาด”
“เ้าชาญฉลาดนัก!”
หลีอู๋ซางเผยสีหน้าเชยชมหลายส่วน “กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจเป็เื่ใหญ่หากเื่ที่เ้าครองขีดจำกัดสายเืเนตรปีศาจแพร่งพรายออกไปน่ากลัวว่าจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุข เ้าควรรู้ชัดในเื่นี้”
“ขอรับ!”
“เช่นนั้นวันนี้เ้าก็พักผ่อนให้จงดี พรุ่งนี้ค่อยลงจากเขาไปแล้วกัน”
หลีอู๋ซางยกมือสะบัดชายเสื้อ สำแดงความงามสง่าแห่งยอดคนเลิศล้ำเหนือสามัญ
“ขอบพระคุณผู้าุโ!”
มาตรแม้นเพิ่งพานพบได้ไม่ถึงสามเดือนดีแต่ฉู่เหินก็ซาบซึ้งและขอบคุณหลีอู๋ซางเช่นที่ไม่อาจบรรยายเป็คำพูดได้
แค่พระคุณเื่ ‘ช่วยชีวิต’ อย่างเดียว ก็มากพอให้ฉู่เหินจดจำไปชั่วชีวิตแล้ว
...
ยามราตรี
หลังกินข้าวเย็นกับหลีอู๋ซาง สนทนาพาทีสุขสันต์เสร็จสิ้นแล้วฉู่เหินก็กลับมาที่ห้องของตนเอง
มองดูห้องที่ตนพักมาเกือบสามเดือนแล้ว ฉู่เหินก็หัวใจหนักอึ้งขึ้นมา ขณะเดียวกันก็คิดถึงสารพัดเื่ราวและผู้คนที่จะได้พบเจอยามกลับเมืองหลินเหยียนในวันพรุ่งนี้ดวงตาฉายแววเยือกหนาวขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
พลันนั้น ฉู่เหินไม่ได้ล้มตัวลงนอนแต่หยิบม้วนหยกที่หลีอู๋ซางให้ตนออกมาดู
ม้วนหยกบนฝ่ามือหนาหนักแต่กลับสบายมือผู้ถือนัก
“จากเขาเทพสาขาไปเมืองหลินเหยียนต้องใช้เวลาเดินทางสองสามวันระหว่างสองสามวันที่เดินทางนี้ ก็ศึกษาวิชากระบวนยุทธ์ไปด้วยหน่อยแล้วกัน...”
ว่าจบก็กางม้วนหยกออกมา เห็นเพียงม้วนหยกที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งตัวอักษรใด
ฉู่เหินคิดในใจ เคลื่อนใช้พลังเนตรปีศาจในกาย ความรู้สึกร้อนวาบอ่อนๆเข้าครอบคลุมสองตา ั์ตาฉู่เหินเปล่งประกายแสงสีม่วงเลือนรางทันตา
เหมือนเช่นที่หลีอู๋ซางเอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ประทับผนึกที่เขาวางไว้เปลี่ยนสีเนตรปีศาจได้
นอกเสียแต่จะจ้องตาฉู่เหินใกล้มากแล้ว ก็เห็นเป็เพียงแสงสีม่วงรางๆ เป็สายเส้นเท่านั้นในสถานการณ์ปกติย่อมยากจะมีผู้สังเกตเห็น
แน่นอนว่าประทับผนึกนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดต่อพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจเลย
กึงๆ!
ยามนี้เองที่ม้วนหยกขาวว่างเปล่าตรงหน้าเกิดเป็คลื่นพลังแปลกประหลาดั์ตาฉู่เหินหรี่ลงเล็กน้อย ใส่จิตเข้าไปในม้วนหยกทันใด
วาบ!
ฉู่เหินััเพียงแสงสีขาววาบขึ้นมา จิตสำนึกถูกพลังบางอย่างนำพาไป
พริบตาต่อมา กลุ่มแสงพิเศษก็ล่องลอยอยู่เบื้องหน้าฉู่เหิน กลุ่มแสงขนาดเท่ากำปั้นแบ่งเป็สองสีสันโดยมากเป็สีแดง ส่วนน้อยเป็สีทอง
ฉู่เหินเข้าใจได้ในทันทีว่าหนึ่งกลุ่มแสงแทนหนึ่งวิชา
มีแต่วิชากระบวนยุทธ์ฉายแสงสีทองเท่านั้นที่เขาจะนำมาฝึกได้ ส่วนวิชากระบวนยุทธ์แสงสีแดงนั้นต้องรอให้พลังตบะของเขาเข้าระดับขั้นที่พอเหมาะเสียก่อนถึงจะได้
ฉู่เหินลอบทอดถอนใจเบาๆ “ผู้าุโหลีท่านช่างคิดรอบคอบเหลือเกิน”
ฉู่เหินมุ่งหน้าไปหากลุ่มแสงสีทองสองกลุ่มที่ใกล้เขาที่สุดอย่างไม่รีรอวินาทีที่แตะกลุ่มแสงสองกลุ่มนั้น ข้อมูลสองอย่างก็หลั่งไหลเข้าห้วงคำนึงของฉู่เหินทันที
“ัดาวเหนือจร กระบวนยุทธ์ท่ากายที่ร้อยเรียงตามลำดับเจ็ดดาวเหนือก้าวย่างเป็ตำแหน่งของเจ็ดดาว มีชีวิตชีวาดุจัจรลี หากฝึกฝนสำเร็จ จักสามารถไปมารวดเร็วดุจสายลมรูปกายอ่อนจางดั่งผีสาง...”
“ฝ่ามือน้ำตกทลายภูผา วิชาหมัดที่ทั้งอ่อนโยนและรุนแรง ให้พลังหยวนแท้มารวมกันที่สองฝ่ามือแล้วจู่โจมออกไปในพริบตาในความแข็งแกร่งคือความอ่อนหวาน กำลังภายนอกแทรกด้วยกำลังเร้นลับ ป้องกันเช่นไรก็ป้องกันมิได้...”
ครั้นได้รับข้อมูลในหัวแล้ว ฉู่เหินก็ยิ่งตะลึงยินดีมากขึ้น
กระบวนยุทธ์ที่ผู้าุโหลีอู๋ซางให้ตนมาไม่มีธรรมดาสามัญเลย ลำพังเพียงฝ่ามือน้ำตกทลายภูผาก็เหนือกว่ากระบวนยุทธ์ที่แกร่งที่สุดเท่าที่เขาใช้ได้อย่างหมัดดาวมืดเจ็ดสังหารไปไกลโข
ฉู่เหินคาดหวังในใจยิ่งขึ้นกลุ่มแสงสีแดงที่เรืองรองนั้นเล่าจะเป็วิชากระบวนยุทธ์ระดับขั้นใดกัน
ครั้นสงบใจที่ฟุ้งซ่านลงแล้ว ฉู่เหินจึงเลือกวิชาัดาวเหนือจรกับฝ่ามือน้ำตกทลายภูผาสองอย่างนี้แม้จะมีเวลาก่อนการทดสอบสำนักยุทธวายุจักรพรรดิเพียงไม่กี่วันแต่ฉู่เหินก็มีพร์เหนือคนและความมั่นใจมากพอว่าจะพอเข้าใจพวกมันในขั้นเริ่มต้นได้
นับประสาอะไรกับการที่มีทั้งพลังขีดจำกัดสายเืกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจและพลังโกลาหลสองอย่างอยู่ในด้วย
...
หนึ่งราตรีผ่านพ้นไปไวราวนกที่ติดปีกบิน
ยามอรุโณทัย หมอกยามเช้าในพงไพรส่งความเย็นถึงกระดูก
“ผู้าุโหลี ฉู่เหินขอลา หากมีเวลาในวันหน้า ผู้น้อยจะกลับมาเยี่ยมเยือนขอรับ”
“ไปเถิด! มีวาสนาย่อมได้พบกันอีก”
แผ่นหลังของฉู่เหินเริ่มไกลห่างออกไปบนเส้นทางลงเขาที่ปูจากหินคราม
หลีอู๋ซางมองร่างบุรุษหนุ่มที่เริ่มเลือนราง ดวงตาล้ำลึกเผยแววซับซ้อนยากจะอธิบาย
“ยามนี้ข้าช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้ วันหน้าเนตรปีศาจคู่นั้นของเ้าจะทอดมองไปได้ไกลเพียงใดหนอ?”
.............................