ั้แ่ที่คนในหมู่บ้านใส่ร้ายเถียนสวี่หลันเื่ที่นางถูกิญญาร้ายเข้าสิง ท่านปู่ของนางก็สั่งให้คนในเรือนเลิกสุงสิงกับชาวบ้าน ทั้งยังประกาศออกไปอย่างเด็ดเดี่ยวว่าปีหน้าจะให้คนจากหมู่บ้านอื่นเช่าที่นาของตน
ส่วนคนที่เคยทำสัญญากับท่านปู่ของนางก็จะถูกยกเลิกทั้งหมด ชาวบ้านที่เคยอาศัยพึ่งพาตระกูลเถียนต่างก็มาคุกเข่าขอร้องท่านปู่ที่หน้าเรือนอยู่หลายวันจนเถียนสวี่หลันอดเห็นใจพวกเขาไม่ได้
นางจึงไปพูดกับผู้เฒ่าเถียนแทนชาวบ้านว่าให้ยกโทษให้พวกเขาอีกสักครั้งเพราะนี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาทำผิดและตอนนี้ชาวบ้านที่เคยใส่ร้ายนางก็คงจะรู้สึกสำนึกแล้ว
อีกอย่างเื่ทั้งหมดมันเริ่มมาจากตระกูลสวี ที่พยายามปลุกระดมชาวบ้านหนานซานให้เป็ปรปักษ์กับตระกูลเถียน คนที่ควรถูกลงโทษคือคนพวกนั้นต่างหาก
หลังจากที่หลานสาวสุดที่รักเอ่ยเช่นนั้น มีหรือที่ท่านปู่ของนางจะไม่เห็นด้วย สุดท้ายชาวบ้านที่มาคุกเข่าที่หน้าเรือนก็ได้รับการให้อภัย ก่อนพวกเขาจากไปท่านปู่ยังขู่ไปอีกว่าให้ไปแก้ไขข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับนางด้วย เถียนสวี่หลันรู้สึกซาบซึ้งที่ท่านปู่ของนางมักจะคิดถึงความรู้สึกของนางเป็อันดับแรกเสมอ
สวีม่านนีและครอบครัวของนางตอนนี้ ไม่เป็ที่ยอมรับของชาวบ้านแห่งหมู่บ้านหนานซานอีกต่อไป ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็มักจะถูกขว้างปาด้วยข้าวของหรือผักเน่า หนักสุดนางยังเคยถูกสาดด้วยมูลของหมู ทำให้ตอนนี้คนตระกูลสวีไม่มีใครกล้าออกมาเดินนอกเรือนตอนกลางวันอีกเลย
เื่นี้เถียนสวี่หลันรู้สึกดีเป็อย่างมากที่นางไม่ต้องพบกับคนตระกูลสวีอีกเมื่อยามที่นางออกมาเดินเล่น วันนี้่บ่ายนางตามอาเล็กขึ้นเขาไปเก็บผักป่าอีกครั้ง แต่นางมิได้เขาไปในูเาเพียงแค่เดินเล่นอยู่ตรงเชิงเขาเท่านั้น นางหยิบตำราที่ได้รับมาเป็ของขวัญจากลูกพี่ลูกน้องผู้นั้นติดมือมาด้วย
ในหุบเขาที่อากาศเย็นสบายทำให้นางอ่านหนังสือในมือจนเผลอหลับไป เว่ยเจ๋อิที่พึ่งกลับมาจากสถานศึกษาคิดถึงร่างบางที่ตนเคยหยอกเย้า เขาจึงเดินมาที่ต้นไม้ใหญ่ที่เถียนสวี่ หลันเคยเผลอหลับในครั้งก่อน เขาไม่คิดว่าตนเองจะได้พบกับนางอีกครั้ง เว่ยเจ๋อิขยี้ตาตนเองหลายทีเพื่อความแน่ใจ
เขาไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่ เหตุใดนางมานอนอยู่ที่นี่อีกแล้วเล่า เว่ยเจ๋อิเดินเข้าไปใกล้ร่างบางแ่เบา สายตาที่เขามองนางในยามนี้มีแต่แววอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เถียนสวี่หลันที่กำลังนอนหลับสนิทนั้นมองดูแล้วช่างงดงามไร้พิษสงและลดความร้ายกาจลงไปมากโข
ร่างสูงนั่งยองๆ ลงที่ด้านข้าง ดวงตาคมกริบที่ตอนนี้ไหวระริกด้วยความตื่นเต้น เขาจ้องมองใบหน้างามด้วยความเหม่อลอย ความฝันนั้นของเขาจะมีวันเป็จริงได้หรือไม่นะ นิ้วมือเรียวเผลอแตะไปที่แก้มเนียนใสของนางอย่างไม่รู้ตัว ทำให้เถียนสวี่หลันที่กำลังหลับสนิทรู้สึกตัวตื่น
ทันทีที่นางลืมตาขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาของเว่ยเจ๋อิก็มาอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด นางนึกว่าตนเองกำลังฝันไป จึงได้ยกมือขึ้นลูบเบาๆ
“เหมือนจริงมาก ช่างเป็ความฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน”
เสียงหวานเอ่ยพึมพำเสียงเบา เว่ยเจ๋อิเห็นนางทำเช่นนั้นกับตนเขาก็ตัวแข็งทื่อไปทันที ใบหน้าหล่อเหลาของเขาค่อยๆ ซับสีเืทีละน้อยด้วยความเขินอาย นี่นางคิดว่าตนเองกำลังฝันอยู่อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเขาจะทำสิ่งใดก็ได้สินะเพราะนี่คือความฝัน
เว่ยเจ๋อิจับมือเล็กที่กำลังลูบไล้ใบหน้าของตนมาจุมพิตเบาๆ เถียนสวี่หลันที่คิดว่าตนเองกำลังฝันไปก็ขมวคิ้วด้วยความไม่แน่ใจ หากนี่เป็ความฝันนางจะได้กลิ่นหอมออกมาจากตัวเขาได้อย่างไร
“เว่ยเจ๋อิ!!”
เถียนสวี่หลันรีบยันกายขึ้นด้วยความเขินอาย นางยังจำได้ที่เขาพึ่งจะจูบไปที่หลังมือของนาง ร่างบางจ้องไปที่ร่างสูงที่กำลังยืนขึ้นอย่างเอาเื่ เ้าคนฉวยโอกาสนี่คิดที่จะทำอะไรกันแน่ ใบหน้าของเว่ยเจ๋อิยังคงเรียบเฉยเป็ปกติเช่นเดิมทั้งที่เมื่อสักครู่เขาทำเช่นนั้นกับนางไป มีเพียงใบหูของเขาเท่านั้นที่แปลเปลี่ยนเป็สีแดงอย่างเห็นได้ชัด
“เ้ากล้าลวนลามข้า”
เถียนสวี่หลันตวาดแหวออกไป ทั้งที่ใบหน้างามยังคงแดงเรื่อด้วยความเขินอาย เว่ยเจ๋อิไม่ใส่ใจท่าทางเกรี้ยวกราดที่นางแสดงออกกลบเกลื่อนอาการของตน ร่างสูงเลิกคิ้วมองนางด้วยท่าทางยียวน เขาไม่แม้แต่จะปฏิเสธสิ่งที่ตนพึ่งกระทำไป
“เหตุใดต้องโมโหเพียงนั้นด้วยเล่า มิใช่ว่าเ้าเองก็ชอบที่ข้าทำเช่นนี้หรือ”
เถียนสวี่หลันถลึงตาโตใส่ร่างสูงที่เอ่ยออกมาอย่างหน้าไม่อาย
“ชอบอันใดกัน ข้าไปชอบที่เ้าทำั้แ่เมื่อใด เ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ”
เว่ยเจ๋อิยื่นหน้าเข้าไปใกล้นางเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมา
“หากเ้าไม่ชอบให้ข้าทำ เช่นนั้นแล้วเ้าชอบให้ใครทำ ลูกพี่ลูกน้องของเ้าอย่างนั้นหรือ”
เถียนสวี่หลันไม่เข้าใจว่าเขากำลังหมายถึงสิ่งใด แต่คำพูดของเขาทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
“ไม่เกี่ยวกับเ้า ข้าเคยบอกไปแล้วมิใช่หรือว่าอยู่ให้ห่างจากข้าซะ”
เถียนสวี่หลันหยิบหนังสือที่ตกอยู่ที่โคนต้นไม้แล้วเดินกลับเข้าไปในูเา นางคิดว่าจะหนีจากเขาแล้วไปหาอาเล็กของนาง เว่ยเจ๋อิที่เห็นนางมีท่าทีเช่นนั้นก็เข้าใจว่านางกำลังหงุดหงิดที่เขาเอ่ยถึงลูกพี่ลูกน้องของนาง
“เถียนสวี่หลัน เ้ายังคุยกับข้าไม่จบ”
ร่างสูงที่ขายาวกว่าก้าวตามร่างเล็กแค่ไม่กี่ก้าวก็สามารถตามนางทัน เถียนสวี่หลันที่กำลังมีโทสะเลยคิดที่จะใช้วิธีวิ่งขึ้นเขาหนีไปเพื่อไม่ให้เขาตามทัน ร่างเล็กออกวิ่งไปโดยไม่ได้มองทางข้างหน้าเพราะคิดที่จะหนีเขาให้พ้นเพียงเท่านั้น
นางวิ่งมานานเท่าใดไม่รู้ แต่มารู้ตัวอีกทีนางก็จำทางที่ตนพึ่งเดินมาไม่ได้แล้ว เถียนสวี่หลันมองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่เห็นใคร อีกแล้ว!!ดูเหมือนว่าเพราะอารมณ์โกรธอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังทำให้นางหลงป่าอีกแล้ว
ความรู้สึกหวาดกลัวเริ่มผุดขึ้นในใจ เถียนสวี่หลันพยายามเดินตามทางที่นางพอจะจำได้ แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งเหมือนนางเดินวนอยู่ที่เดิม ท้องฟ้ายามบ่ายที่เคยสว่าง อยู่ๆ ก็เกิดมืดครึ้มขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
เสียงคำรามของท้องฟ้าที่ดังอยู่ไกลๆ เริ่มใกล้เข้ามาทุกที นางแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าพลางคิดในใจว่าฝนคงจะไม่ได้ตกลงมาตอนนี้หรอกนะ แต่สิ่งที่นางหวาดกลัวมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ฝนเม็ดใหญ่ค่อยๆ ตกลงมาที่ละเม็ดจนกระทั่งเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ร่างบางมองหาต้นไม้ใหญ่เพื่อใช้เป็ที่หลบฝน นางวิ่งสะเปะสะปะไปอย่างไม่รู้ทิศทาง ในใจของตอนนี้นั้นนึกถึงเพียงคนผู้เดียว ที่เขามักจะโผล่มาในตอนที่นางกำลังลำบากเสมอ
“เว่ยเจ๋อิเ้าอยู่ไหน”
เถียนสวี่หลันะโฝ่าสายฝนออกไป โดยหวังว่ามันจะสามารถทำให้เขาได้ยินเสียงของนางบ้าง ร่างบางเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย นางร้องไห้เสียงดังแข่งกับเสียงฟ้าร้องและเสียงสายฝนที่ตกลงมากระทบใบไม่ในป่า
นางเอาแต่กล่าวโทษตนเองอยู่ในใจว่า อุตส่าห์ฟื้นจากความตายมาได้หนึ่งครั้งแต่กลับต้องมาตายอย่างโง่ๆ ในป่าเพราะหลงทาง เถียนสวี่หลันรู้สึกสิ้นหวังแล้วตอนนี้ ร่างบางที่กำลังทรุดตัวลงแต่ถูกแขนแข็งแรงของใครบางคนพยุงเอาไว้
เถียนสวี่หลันเงยหน้ามองคนที่กำลังพยุงตน แม้สายฝนจะตกลงมาอย่างหนักทำให้นางแทบจะลืมตาไม่ได้ แต่นางก็สามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าจะต้องเป็เขาแน่
“เว่ยเจ๋อิ!!”
ร่างบางโผเข้าหาเขาทันที นางกอดเว่ยเจ๋อิเอาไว้แน่น เพราะกลัวว่าตนเองจะกำลังเพ้อเพราะหลงป่า เว่ยเจ๋อิรู้ว่านางกำลังเสียขวัญเขาจึงกอดปลอบนางทั้งยังลูบหลังเพื่อให้นางสงบลง
“เด็กโง่ อย่าวิ่งหนีมาเช่นนี้อีก เ้าจะทำให้ข้าหัวใจหยุดเต้นรู้หรือไม่”
ร่างสูงเอ่ยกับนางเสียงเบา ถึงแม้สายฝนที่ตกกระทบใบไม้จะดังไปทั่วผืนป่า แต่เสียงกระซิบของเว่ยเจ๋อิกลับดังอย่างชัดเจนภายในใจของนาง ร่างบางที่อยู่ในอ้อมแขนแกร่งกอดกระชับเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม นางรู้แล้ว นางแน่ใจแล้วว่าตนเองไม่มีทางหนีเขาไปไหนได้พ้น เถียนสวี่หลันพยักหน้าซ้ำๆ ในอ้อมอกของเว่ยเจ๋อิ
“ข้ารู้ ข้ารู้ ข้าขอโทษ”
ร่างบางเอ่ยขึ้นซ้ำๆ อย่างรู้สึกผิด ต่อให้ชีวิตนี้นางจะต้องตายด้วยน้ำมือของซ่งหยางเฉิงอีกครั้ง นางก็จะไม่ยอมทรยศต่อเขา เว่ยเจ๋อิข้าขอสาบาน ร่างบางสั่นสะท้านเพราะความหนาวเย็น แต่ในหัวใจของนางกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เว่ยเจ๋อิจำทางกลับไปยังหมู่บ้านได้ แต่ตอนนี้ฝนตกหนักมากเกินไปทำให้การเดินลงจากเขานั้นค่อนข้างลำบาก ตนเองที่ขึ้นเขาบ่อยครั้งจนชำนาญนั้นไม่เท่าไหร่แต่เขากังวลว่านางจะได้รับอุบัติเหตุ ดังนั้นเว่ยเจ๋อิจึงพาเถียนสวี่หลันไปหลบฝนในถ้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
เมื่อเข้าไปข้างในถ้ำ เถียนสวี่หลันที่ตัวสั่นเทาเพราะความหนาวก็ยิ่งสั่นแรงขึ้นจนเว่ยเจ๋อิใ
“เ้าคงไม่ได้ป่วยกระมัง เหตุใดร่างกายถึงได้สั่นรุนแรงเช่นนี้”
ความจริงเถียนสวี่หลันไม่ใช่คนขี้หนาว แต่ที่กายของนางสั่นมากเพียงนี้มันเป็ปฏิกิริยามาจากชีวิตที่แล้ว หลังจากที่เถียนสวี่หลันถูกหลอกให้ประทับลายนิ้วมือในสัญญาทาส นางเคยถูกจ้าวจื่ออิงขังเอาไว้ในกรงหมูแล้วนำไปโยนลงในน้ำ มีแค่เพียงส่วนหัวของนางเท่านั้นที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาได้
นางถูกแช่อยู่อย่างนั้นนานถึงสองวัน และตลอดทั้งสองวันก็มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ในเวลานั้นนางคิดว่าตนเองจะต้องตายอย่างแน่นอน แต่จ้าวจื่ออิงกลับสั่งให้หมอรักษานางจนหายดี จากนั้นนางก็จะหาวิธีการใหม่ๆ มาทรมานเถียนสวี่หลันอีก
“ข้า...ไม่เป็ไร”
เอ่ยเพียงเท่านั้นสติของนางก็ดับวูบไป เว่ยเจ๋อิใเป็อย่างมาก เขาแตะที่หน้าผากของเถียนสวี่หลันแ่เบาจึงพบว่ากายของนางนั้นร้อนดั่งไฟ เว่ยเจ๋อิรีบถอดชุดด้านนอกที่เปียกของนางออก
ในถ้ำตอนนี้ไม่มีแม้แต่กองไฟที่จะทำให้นางอบอุ่นได้ ร่างสูงกอดนางเอาไว้ในอ้อมอก เขาไม่ลังเลที่จะใช้ไออุ่นจากร่างกายตนเพื่อหวังให้นางคลายจากความหนาวเย็น สองร่างอิงแอบกันและกันอยู่ภายในถ้ำจนกระทั่งเขาเผลอหลับไป
เว่ยเจ๋อิที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าวันใหม่ เขาแตะที่หน้าผากของนางเพื่อดูว่าตัวของนางยังร้อนอยู่หรือไม่ เถียนสวี่หลันลืมตามองร่างสูงที่กำลังแสดงสีหน้าอ่อนโยนที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน เขากำลังเป็ห่วงนางอย่างนั้นหรือถ้าหากว่านี่เป็ความฝันนางก็ไม่อยากที่จะตื่นขึ้นมา
เว่ยเจ๋อิเห็นเถียนสวี่หลันทำหน้าแปลกๆ เขาก็รู้แล้วว่านางกำลังคิดเหลวไหลบางอย่างอยู่ นิ้วมือเรียวยาวเคาะลงไปที่หน้าผากของนางเบาๆ เถียนสวี่หลันจึงได้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตา
“เ้าเคาะหน้าผากของข้าอีกแล้ว ทำเช่นนี้บ่อยๆ เดี๋ยวข้าก็โง่หรอก ข้าพยายามอ่านหนังสือตั้งมากมาย หากความรู้ไหลออกจากรูหูของข้าจะทำอย่างไร”
เถียนสวี่หลันพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เว่ยเจ๋อิได้ยินดังนั้นก็คิดที่จะเคาะหน้าผากของนางอีกครั้ง แต่เถียนสวี่หลันรีบใช้มือสองข้างปิดหน้าผากตนเองเอาไว้
“เถียงได้ฉอดๆ เช่นนี้ แสดงว่าหายดีแล้วสินะ”
เว่ยเจ๋อิแกะมือเล็กที่กุมหน้าผากมนเอาไว้ ก่อนที่จะใช้หน้าผากของตนแตะที่หน้าผากของนางแ่เบา เถียนสวี่หลันไม่คิดว่านางจะมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาเช่นนี้ ใบหน้างามที่เคยซีดเซียวกลับแดงก่ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ขะ..ข้ายังไม่หายดีเท่าไหร่”
นางเอ่ยเสียงออดอ้อน ความรู้สึกที่ได้รับการดูแลจากเขามันช่างทำให้คนมีความสุขจนล้นเสียจริง หัวใจของข้าเอ๋ย เต้นให้เบาลงหน่อยได้หรือไม่ เพราะข้ากลัวว่าเขาจะได้ยิน
เถียนสวี่หลันไม่รู้ว่าต่อมาเว่ยเจ๋อิจะทำให้หัวใจของนางเต้นกระหน่ำจนแทบกระดอนออกมานอกอกอีกครั้ง ร่างสูงมิได้ผละจากไปแต่เขาประทับจุมพิตที่มุมปากของนางแ่เบา ราวกับปีกแมลงปอพัดผ่าน
ถึงแม้นางจะเคยผ่านเื่นั้นมาแล้วในชีวิตก่อน แต่ส่วนลึกภายในจิตใจของนางกลับโหยหาเพียงแค่เขาเท่านั้น ดวงตาหวานซึ้งสองคู่สบประสานกัน ความรู้สึกของคนทั้งสองต่างก็สื่อถึงกันและกันแล้วในตอนนี้ เถียนสวี่หลันหลับตาลงช้าๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เว่ยเจ๋อิได้ทำตามใจตน