ห่านเอ๊ย! ปั้นห่านหน้าจืด สู่สัตว์เทพแห่งวังหลวง

    บทที่ 21.2

             

            เมื่อกระบวนการศัลยกรรมตกแต่งศพเสร็จสิ้นเจียงลี่หยูก็พบว่าสินค้าแรงงานฟรีที่ไปเหมาขุดมาจากสุสานนั้นประกอบไปด้วยร่างของบุรุษฉกรรจ์รูปร่างกำยำถึงแปดนายและสตรีรูปร่างบอบบางอีกสองนาง

             

            มุมปากกระจับสีชมพูระเรื่อยกยิ้มอย่างพอใจนิ้วเรียวจิ้มลงบนคำสั่งตั้งค่าจิตวิญญาณ แล้วกดเลือกบทบาทคนรับใช้ ยัดเยียดให้กับศพทั้งสิบตนอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีการแบ่งแยกเพศและชนชั้น

             

            จากนั้นอดีตมนุษย์เงินเดือนก็ออกคำสั่งเทกระจาดนำร่างจำแลงขี้ข้าทั้งหมดออกมาจากหน้าต่างสีฟ้าทันที

             

            วาบ!

             

            แสงสว่างวาบขึ้นกลางลานดินกว้างขวางเบื้องหน้าเงาร่างของมนุษย์ทั้งสิบปรากฏกายขึ้นยืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็นระเบียบ

             

            ‘สกิลช่องเก็บของดีแฮะนำแค่ร่างกายออกมาได้เลย โดยยังเก็บโลงศพไว้ แสดงว่า...สามารถส่งออกสิ่งของแค่บางอย่างได้ แม้จะถูกเก็บรวมกันไว้ได้สินะ’

             

            พรึ่บ...

             

            นัยน์ตาของพวกศพเบิกกว้างขึ้นพร้อมกันก่อนที่คนรับใช้ชายหญิงทั้งสิบจะค้อมเอวลงต่ำแล้วเปล่งเสียงผสานกันดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณลานจวน

             

            "คารวะนายหญิง!"

             

            สตรีผู้งดงามปานล่มเมืองยกสองมือขึ้นเท้าสะเอวเชิดหน้าขึ้นสูงรับแสงตะวันที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า

             

            “จำไว้นะพวกขี้ข้าเมื่อพระอาทิตย์กำลังจะตกดินก็เดินไปเอาน้ำมันจากหอตะวันตกไปจุดตะเกียงและโคมไฟตามกำแพงเรือน ส่วนไฟก็มาเอาที่ตะเกียงกลางโถงหาไม้มาใช้ต่อไฟเอาเอง ส่วนน้ำก็หลังจวน ข้าฝังโอ่งหินไว้ที่นั่นใช้ถังหินตักขึ้นมาอย่างระวังด้วย กว่าข้าจะแก้ไขก้อนหินสักก้อนให้เป็นถังได้มันปวดหัวดังนั้นอย่าทำพัง”

             

            แล้วเจียงลี่หยูก็เอามือเท้าสะเอว แอ่นอกเชิดหน้า

             

            "ฮ่าๆๆ! วะฮ่าๆๆๆ!"

             

            เสียงหัวเราะดังก้องกังวานหลุดออกจากริมฝีปากอวบอิ่ม มันเป็นเสียงหัวเราะที่ดูบ้าคลั่งและหลงระเริงในอำนาจมืดขัดกับเบ้าหน้าสวยหวานระดับนางสวรรค์อย่างสิ้นเชิงประหนึ่งตัวร้ายในละครหลังข่าวที่เพิ่งขึ้นนั่งบัลลังก์หลังยึดครองวังหลวงได้สำเร็จ!

             

            “ส่วนข้าชื่อเจียงลี่หยูจำใส่สมองของพวกแกให้ดีล่ะ พวกขี้ข้า”

             

            แสงแดดอุ่นระอุของยามเช้าตรู่สาดส่องลงมากระทบผิวขาวผ่องนวลเนียนประหนึ่งเนื้อเต้าหู้ชั้นดี

             

            เจียงลี่หยูในคราบสตรีโฉมสะคราญทอดกายเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ไม้สลักตัวยาวอย่างเกียจคร้านโดยมีสตรีรูปร่างบอบบางสองนางยืนขนาบซ้ายขวา คอยพัดวีโบกสะบัดลมเย็นๆและปรนนิบัติรับใช้อย่างรู้หน้าที่

             

            ‘แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่าความสุข’เจียงลี่หยูคิดในใจ หลับตาพริ้ม เพราะหลังจากที่หลินฮุ่ยตื่นนอนเจ้าตำหนักเคลือบทองก็ได้แนะนำลูกศิษย์ตัวน้อยให้แก่เหล่าขี้ข้าแล้วดังนั้นการดูแลเด็ก และการดูแลวิมานทองคำ ก็น่าจะง่ายดาย...

             

            ถัดออกไปกลางลานกว้างของวิมานทองคำหลินฮุ่ยกำลังวิ่งไล่จับกับบุรุษฉกรรจ์ร่างบึกบึนสองนายเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของเทพธิดาตัวน้อยดังกังวานขับไล่ความเงียบเหงาให้คฤหาสน์หลังโตดูมีชีวิตชีวาและครึกครื้นขึ้นมาถนัดตา

             

            ทว่าบรรยากาศอันแสนจะสุนทรีย์นี้กลับแฝงไว้ด้วยความน่าปวดขมับบางประการ

             

            ‘เห้ย! เจ้าขี้ข้าพวกนั้นทำอะไรของมันกัน?’

             

            นัยน์ตากลมโตหยาดเยิ้มหรี่มองเหล่าบริวารทั้งหลายด้วยแววตาสงสัยซากมนุษย์ที่ถูกปลุกชีพด้วยคำสั่งตั้งค่าจิตวิญญาณพวกนี้แม้จะซื่อสัตย์และว่าง่ายประหนึ่งตุ๊กตาดินเผาแต่มันกลับไร้ซึ่งรอยหยักในสมองอย่างสิ้นเชิง!

             

            พวกมันกระทำตามคำสั่งแบบตรงไปตรงมาประหนึ่งไม้บรรทัดทื่อๆไร้ซึ่งทักษะการวิเคราะห์ ไม่รู้จักการตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความคิดอ่านเป็นของตนเอง

             

            ซ้ำร้ายการเป็นศพเดินได้ยังทำให้ระบบประสาทสัมผัสของพวกมันตายสนิทไร้ซึ่งความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ ทั้งปวง

             

            มีอยู่คราวหนึ่งนายหญิงแห่งวิมานทองคำสั่งให้ข้ารับใช้ชายไปผ่าฟืนหลังเรือนไอ้หมอนั่นก็ก้มหน้าก้มตาง้างขวานสับลงไปอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าดันกะระยะพลาด สับฉับเข้าที่หน้าแข้งของตัวเองจนเป็นรอยแหว่งลึกถึงกระดูก!

             

            แต่แทนที่มันจะร้องโอดโอยหรือทรุดลงไปกุมบาดแผลห้ามเลือดศพหน้าโง่นั่นกลับยังคงยืนทื่อ ยกขวานง้างสับท่อนฟืนต่อไปหน้าตาเฉยประหนึ่งว่าท่อนขาที่ขาดไปครึ่งซีกนั้นเป็นเพียงท่อนไม้ผุๆ

             

            เดือดร้อนถึงอดีตมนุษย์เงินเดือนต้องรีบวิ่งหน้าตั้งไปจับร่างของมันยัดโครมเข้าช่องเก็บของแล้วจำใจเจียดค่า SP กดคำสั่ง 'แก้ไข'เพื่อพอกปูนซ่อมแซมหน้าแข้งให้ขี้ข้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติ

             

            นอกจากการใช้แรงงานแบบไม่รู้จักเจ็บรู้จักตายแล้วเรื่องงานบ้านงานเรือนก็ชวนให้เส้นเลือดในสมองเต้นตุบๆ ไม่แพ้กัน

             

            เมื่อหญิงสาวสั่งให้ออกไปทำความสะอาดเรือนบริวารไร้วิญญาณก็จะหยิบผ้าขี้ริ้วไปถูพื้นถูจนปูนคอนกรีตที่เคลือบทองคำเอาไว้เงาวับสะท้อนแสงแสบตาประหนึ่งกระจกทองเหลืองบานใหญ่

             

            ทว่าพวกมันก็ยังคงก้มหน้าก้มตาขัดถูย้ำๆ ซ้ำๆวนเวียนอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน ราวกับกงล้อเกวียนที่ตกหล่มโคลนหากผู้เป็นนายไม่เอ่ยปากสั่งให้หยุด พวกมันก็พร้อมจะถูพื้นตรงนั้นให้ทะลุลงไปถึงชั้นบาดาล

             

            เจียงลี่หยูยกมือเรียวขาวผ่องขึ้นนวดคลึงขมับของตนเองเบาๆมุมปากกระจับสีชมพูระเรื่อกระตุกยิกๆ อย่างไม่สบอารมณ์

             

            'เวรเอ๊ย...นึกว่าได้ขี้ข้ามาใช้แรงงานฟรีๆ แล้วชีวิตปลาเค็มของฉันจะสบายขึ้น ที่ไหนได้ดันได้ลูกจ้างสมองกลวงที่ต้องคอยตามล้างตามเช็ดประหนึ่งเด็กอมมือมาแทน!'

             

            อดีตพนักงานออฟฟิศทอดถอนใจยาวพรูลมหายใจออกมาระบายความหงุดหงิด

             

            'ไอ้ระบบตั้งค่าจิตวิญญาณนี่มันก็ทำงานเหมือนไม้กวาดอัตโนมัติรุ่นราคาถูกที่ไม่ได้ติดตั้งเซนเซอร์กันชนนั่นแหละสั่งให้เดินหน้าก็ดันชนกำแพงดังปังๆ อยู่นั่น ไม่รู้จักเลี้ยวหลบเลยสักนิด...น่ารำคาญชะมัด!'

             

    คล้ายกับเรื่องห่านเอ๊ย! ปั้นห่านหน้าจืด สู่สัตว์เทพแห่งวังหลวง ที่คุณอ่าน