ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 5 บทที่ 121 ไป๋หยางมาหา

    บทที่ 121 ไป๋หยางมาหา

         เย่จื่อเฉินยืนอยู่บนชั้นสองของร้านซูเปอร์มาร์เก็ตชี้ไปยังเตียงไม้ที่เขาซื้อมาจากตลาดมือสอง ก่อนจะเปิดปากพูดกับเด็กขงเบ้งที่ยืนอยู่ทางด้านข้าง

         “เตียงนี้ดูเก่าไปหน่อย น่าจะพออยู่ได้นะ ส่วนผ้าปูเตียงนี่ใหม่หมด”

         เด็กขงเบ้งไม่ได้แสดงสีหน้ารังเกียจออกมา เขาผงกหัวเล็กๆด้วยความตื่นเต้น แล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

         “ขอบคุณครับพี่เย่”

         ถึงจะไม่รู้ที่มาที่ไปของเจ้าเด็กนี่อย่างแน่ชัด แต่นิสัยก็น่าเอ็นดูมาก

         เย่จื่อเฉินเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กของเขา แล้วเปิดปากพูด

         “ที่ร้านไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”

         “มีครับ” เด็กขงเบ้งย่นจมูกแล้วพูด “ตอนสายมีคนมาเก็บค่าคุ้มครองที่ร้านเราหลายคนเลยแต่ผมจัดการมันจนหนีไปแล้ว”

         “เก็บค่าคุ้มครอง แถมยังโดนนายจัดการจนหนีไป?”

         เย่จื่อเฉินชะงักไปนิดแต่เขาไม่ได้สงสัยว่าเจ้าเด็กนี่จะโกหกหรือเปล่าเรื่องเก็บค่าคุ้มครองอยู่ที่ไหนมันก็มีทั้งนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ

         แต่ที่คิดไม่ถึงคือเจ้าเด็กนี่จะโหดขนาดที่สามารถจัดการพวกเก็บค่าคุ้มครองจนหนีไปได้

         “อิอิ แต่ก่อนผมเคยฝึกการต่อสู้กับปู่...”

         ยังพูดไม่ทันจบ เสียงตบประตูอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นที่ชั้นล่าง

         เย่จื่อเฉินรีบลงไปหาที่มาของเสียง เมื่อไปถึงหน้าประตูเด็กขงเบ้งก็ขมวดคิ้วมุ่นพูดขึ้น

         “มาอีกแล้ว”

         “พวกนั้นเหรอ?”

         น้ำเสียงของเย่จื่อเฉินค่อนข้างไม่พอใจเด็กขงเบ้งก้าวขึ้นไปข้างหน้า สองมือเท้าเอวตะโกนออกไป

         “พวกนายอยากโดนต่อยอีกใช่ไหม”

         การกระทำของคนด้านนอกหยุดนิ่งไป ดูท่าว่าตอนที่เจ้าเด็กนี่สั่งสอนพวกเขามันจะฝังลึกอยู่ในใจพอสมควร

         ทันใดนั้น ไป๋หยางก็เดินออกมาจากกลุ่มคนที่ถือไม้เบสบอลอยู่แล้วพูดเสียงเหี้ยม

         “เย่จื่อเฉิน ถ้านายไม่เปิดประตูก็อย่ามาหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน”

         “พี่เย่?”

         เด็กขงเบ้งหันกลับมามอง เย่จื่อเฉินเม้มปากยิ้มแล้วเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูร้านก่อนจะเปิดออก

         “คุณชายไป๋”

         “เจ้าหนู ยอมแพ้แล้วสินะ?”

         ไป๋หยางหรี่ตาเอ่ยเสียงห้วน ที่แขนของเขายังพันผ้าพันแผลเอาไว้แสดงว่าบาดแผลในวันนั้นยังไม่หายดี

         “นายปล่อยให้ฉันตามหาตั้งนานเลยนะ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาแอบอยู่ที่นี่”

         “อือฮึ”

         เย่จื่อเฉินพยักหน้ารับ ไป๋หยางเห็นท่าทางที่ดูมีทิฐิของเขาก็เงื้อมือขึ้นหมายจะต่อย

         ตุบ

         “นายห้ามแตะต้องพี่เย่ของฉัน”

         เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว แม้แต่เย่จื่อเองก็ยังเห็นการกระทำของเด็กขงเบ้งไม่ชัดไป๋หยางก็ลอยกระเด็นออกไปราวกับโดนแรงระเบิด

         กลับเป็นต้าเฮยที่รูม่านตาหดเกร็ง ก่อนจะอุทานออกมาอย่างตกใจ

         “สุดยอดกังฟู!”

         เด็กขงเบ้งที่เชิดใบหน้าเล็กขึ้นอย่างดื้อรั้นหันขวับทันที ดวงตาสองข้างเป็นประกายจ้องไปทางต้าเฮย

         แต่มันก็เป็นเพียงช่วงเวลาแค่พริบตาเดียวไม่มีใครสังเกตเห็นในจุดนี้ด้วยซ้ำ

         เย่จื่อเฉินเองก็มีสีหน้าตกใจพลังการต่อสู้ของเจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งไม่เบาเลยจริงๆ

         “มัวยืนบื้ออะไรอยู่ พังร้านมันสิ!”

         “นี่เป็นหยาดเหงื่อแรงกายของฉันฉันไม่ให้พวกนายมาแตะต้องตามอำเภอใจหรอกนะ”

         สิ้นเสียง เย่จื่อเฉินก็เคลื่อนไหวดุจเงาแล้วตามด้วยเสียงตุบตับดังอยู่สองสามครั้ง

         กลุ่มอันธพาลที่มากับไป๋หยางก็ลงไปกองอยู่กับพื้นกันหมด

         เมื่อปัดมือเสร็จ เย่จื่อเฉินก็เดินเข้าไปนั่งยองๆ ลงตรงหน้าของไป๋หยางอีกฝ่ายก็มองเขาเหมือนกับเห็นสัตว์ประหลาด ก่อนจะตะโกนขึ้นมา

         “นายอย่าแตะต้องฉันจะดีกว่าไม่อย่างนั้นนายเตรียมรับผลที่จะตามมาได้เลย”

         “แบบนั้นก็ดีเลยน่ะสิ คนอย่างฉันมันชอบหาเรื่องแล้วรอผลที่จะได้รับซะด้วยแบบนี้สิถึงจะไม่เสียเวลาฟรี”

         เพียะ!

         ฝ่ามือข้างหนึ่งตบเข้าที่ใบหน้าของไป๋หยาง แรงตบทำเอาใบหน้าซีกซ้ายของเขาบวมขึ้นมาทันที

          “คุณชายไป๋ นายนี่มันยังไง วันนั้นฉันว่าฉันบอกกับนายชัดแล้วนะแล้ววันนี้นายมาหาฉันเพื่ออะไรอีก อยากแก้แค้นเหรอ?”

          “แกตายแน่ แกตายแน่!”

         ไป๋หยางยกมือขึ้นชี้หน้าเย่จื่อเฉิน

         กึก

         นิ้วมือโดนเย่จื่อเฉินจับหักอย่างไม่ลังเล พร้อมกับเหวี่ยงฝ่ามือออกไปอีกครั้ง

         “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าฉันจะตายหรือเปล่า ฉันรู้แค่ว่าถ้านายยังพูดอะไรไร้สาระกับฉันอีกแค่ประโยคเดียวนายตายแน่”

         สิ้นเสียงต้าเฮยก็ลอยมาตรงหน้าไป๋หยางตามสายตาที่ส่งมาให้ของเย่จื่อเฉิน

         ความเย็นยะเยือกที่ทำให้คนทนไม่ไหวทำเอาไป๋หยางตัวสั่นเทาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

         เขาจ้องเย่จื่อเฉินที่กระตุกยิ้มบางที่มุมปาก แล้วพูดอย่างขลาดกลัว

         “ฉันผิดไปแล้ว…”

         “ฮะ?”

         เย่จื่อเฉินชะงักไป

         “คุณชายเย่ ปล่อยผมไปเถอะ”

         เปลี่ยนสีเร็วเกินไปไหมเนี่ย

         เย่จื่อเฉินคิดว่าเจ้านี่ยังอดทนต่อปากต่อคำกับเขาอีกสักสองสามประโยคเสียอีกไม่นึกเลยว่าจะยอมแพ้เร็วขนาดนี้ แพ้อย่างราบคาบ

         ยกมือขึ้นสางผม ก่อนเย่จื่อเฉินจะลุกขึ้นยืนแล้วหลุบตาลงมองที่พื้นก่อนจะพูดขึ้น

         “ขอเหตุผล”

         “ถ้าครั้งนี้คุณชายเย่ปล่อยผมไปผมยังชดเชยค่าเสียหายให้คุณชายเย่ได้นะครับ”

         “อ้อ”

         ในเรื่องของเงิน เย่จื่อเฉินก็ค่อนข้างที่จะขาดอยู่บ้างพอไม่มีเนตรอัคคี ช่วงนี้เขาจึงไม่ได้มีงานอะไร

         เงินของร้านซูเปอร์มาร์เก็ตซูอี้อวิ๋นก็เป็นคนจ่ายเงินบางส่วนที่เขามีอยู่ตอนนี้ก็เป็นเงินที่เซียวอี้เหม่ยให้มา

         เงิน จึงเป็นสิ่งที่เขาต้องการ

         “เท่าไรล่ะ”

         “หนึ่งแสน”

         ไป๋หยางชูนิ้วชี้ขึ้นมาด้วยท่าทางที่สั่นกลัว เย่จื่อเฉินถีบเขาออกไปแล้วด่าทอ

         “นายคิดว่าชีวิตของนายมันมีค่าแค่เงินแสนเดียวเองเหรอ?”

         “สองแสน”

         ตุบ

         ถีบอีกครั้ง

         “สามแสน!”

         ไป๋หยางเพิ่มเงินขึ้นไม่หยุดเย่จื่อเฉินไม่มีความอดทนที่จะมามัวยืดเยื้อกับเขาอยู่ที่นี่ จึงชูนิ้วชี้ขึ้นมา

         “หนึ่งล้าน แลกกับชีวิตนาย พวกลูกสมุนของนายก็จะรอดด้วย”

         “หนึ่งล้าน?” ไป๋หยางหน้าดำคร่ำเครียดตอนนี้เงินในมือเขามันไม่ได้มีมากขนาดนั้น

         “ฉันไม่อยากพูดซ้ำ ถ้านายคิดว่าเอามาไม่ได้…”

         เย่จื่อเฉินหรี่ตายิ้ม ยกมือขึ้นจับนิ้วมือของเขา

         กึก

         “ผมให้…ผมให้”

         ไป๋หยางแทบจะกัดฟันตะโกนออกมาเขาหยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยอาการสั่นระริก ก่อนจะตะโกนใส่โทรศัพท์

         “พ่อครับ รีบโอนเงินมาให้ผมล้านหนึ่ง ผม…”

         พอวางสายโทรศัพท์ไปแล้วไป๋หยางก็อดทนกับความเจ็บปวดบริเวณนิ้วมือของเขา ก่อนพูดขึ้น

         “คุณชายเย่ อีกเดี๋ยวพ่อผมจะเอาเงินมาจ่ายค่าเสียหายให้คุณ”

         “อย่างนั้นเหรอ?”

         เย่จื่อเฉินหรี่ตาลง ดวงตาทั้งสองราวกับอสรพิษ แล้วพูดพลางหัวเราะ

         “ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าพ่อนายจะพาคนมาเลยล่ะ?”

         ไป๋หยางลำคอตีบตันขึ้นมาทันทีเมื่อครู่นี้เขาแอบบอกพ่อผ่านคำพูดที่มีความนัยแฝงว่าให้พาคนมาจริงๆ

         คำพูดที่มีความนัยแฝงนี้มีแค่พวกเขาพ่อลูกที่เข้าใจ แล้วเย่จื่อเฉินรู้ได้ยังไง

         ในขณะที่ไป๋หยางกำลังคิดสับสนอยู่ในใจเย่จื่อเฉินก็เอื้อมมือไปตบไหล่ แล้วพูด

         “ไม่ต้องเครียด ฉันแค่ล้อเล่น”

         ผ่านไปครึ่งชั่วโมง

         นิ้วที่หักไปทั้งสองนิ้วของไป๋หยางก็แทบจะบวมเป่งขึ้นมาเป็นลูกหมั่นโถวเย่จื่อเฉินก็ไม่ได้ลงไม้ลงมืออะไรกับเขาอีก

         ราวกับว่ากำลังให้พ่อของไป๋หยางเอาเงินมาให้จริงๆ

         “เจ้าหนู เดี๋ยวแกได้ร้องไห้แน่”

         ไป๋หยางจ้องแผ่นหลังของเย่จื่อเฉินอย่างจงเกลียดจงชัง หลิวฉิงที่ลอยอยู่กลางอากาศเบ้ปากพูด

         “ทำไมนายต้องปล่อยเขาไว้ด้วย ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาไม่ได้จะให้เงิน”

         ต้าเฮยที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้ารับ ถ้าเป็นเขานะไม่ตีจนอึเรี่ยราดก็นับว่าเป็นบุญแล้ว

         เย่จื่อเฉินที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้กระตุกยิ้มมุมปากขึ้นมาทันที

         “เธอจะไปเข้าใจอะไร ละครมันเพิ่งจะเริ่มขึ้นต่างหาก”