ตอนที่ 125 :‘เด็กผู้ชายคนเก่า’
ณ หูหนานไฮเทคพาร์ค เมืองฉางสุ่ยในห้องทำงานของประธานที่แสนมืดมนชั้นบนสุดของตึกเฉิงกวงมีเดีย
จางฉางกงถือแก้วไวน์ใบหนึ่งอยู่ในมือพร้อมกับทอดมองไปยังสถานบันเทิงและแสงสีที่สาดส่องตัดสลับไปมาในยามค่ำคืนของย่านธุรกิจข้างนอกด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“ติ๊ดติ๊ด ! ”
เวลานี้เอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
จางฉางกงล้วงมือไปหยิบโทรศัพท์จากในกระเป๋าออกมามองแวบหนึ่งจากนั้นก็กดรับสาย “ฮัลโหล ? ”
“ประธานจางการบันทึกเทปของรายการนิววอยซ์เริ่มขึ้นแล้ว”เสียงของต่งลี่ดังขึ้นปลายสายในโทรศัพท์ “ครั้งที่แล้วหลี่ตงพ่ายแพ้ไปตรงกันข้ามกลับเพิ่มความนิยมให้แก่หลิวจือเซียไม่น้อย ครั้งนี้...”
“พอแล้ว”จางฉางกงตัดบทสนทนาเขาโดยตรง “นักวิจารณ์เพลง 51 คน มี 25 คนได้รับผลประโยชน์จากเฉิงกวงมีเดียของเราถ้ายังให้เขาผ่านเข้ารอบ แสดงว่าเขาได้รับการช่วยเหลือจากเบื้องบนจริง ๆ ”
ต่งลี่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้น“ทางฝั่งเผิงชูเป็นยังไงบ้าง ? ”
“วางใจเถอะ ไม่ว่าวันนี้จะเจอกับใคร เผิงชูไม่มีทางถูกคัดออกแน่นอน”จางฉางกงทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้ จากนั้นก็ตัดสายไปโดยตรง
จางฉางกงจิบไวน์แดงในแก้วหนึ่งอึกแล้วกดหมายเลขโทรออก “ผู้อำนวยการจาง เริ่มได้”
………………………
ณสตูดิโอหมายเลขหนึ่งของสถานีโทรทัศน์เจียงซูและเจ้อเจียง
“เชิญทั้งสองท่านกลับไปประจำที่เดิมได้! ” เฉียวเฉี่ยวผายมือไปยังทั้งสองคน
“สู้ ๆ ! ”
หลิวเยว่และเฉินอี้เจี๋ยชูกำปั้นสุดท้ายไปให้ทั้งสองคนจากนั้นก็กลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง
“สะพานอันทรงเกียรติ จงลอยขึ้น ! ” เฉียวเฉี่ยวมองไปทางหน้าจอทั้งสองข้าง“ศึกแบทเทิลทีมเมนเทอร์ ผู้ลงสนามเป็นอันดับแรกคือทีมเมนเทอร์เฉินอี้เจี๋ย ! ”
เฉียวเฉี่ยวเดินมายังขอบเวทีแล้วตะโกนเสียงดัง “เชิญเด็กฝึก หลิวจือเซีย ในบทเพลงที่มีชื่อว่า ‘เด็กผู้ชายคนเก่า’! ”
“หลิวจือเซีย หลิวจือเซีย ! ”
ในสตูดิโอหมายเลขหนึ่งต่างพากันโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งเหล่าผู้ชมแทบจะทั้งสตูดิโอต่างก็ตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจ
เซียฉ่าวถังที่ยืนอยู่ในความมืดขอบเวทีได้ปรากฏรอยยิ้มอย่างขมขื่นบนใบหน้า ‘มนุษย์เรา คนเทียบคนย่อมต่าง ของเทียบของย่อมไร้ค่า’
“แปะแปะแปะ ! ”
เมื่อแสงไฟบนเวทีดับลง เหลือเพียงไฟสปอร์ทไลท์ที่ยังคงสลัวอยู่บนร่างกายของหลิวจือเซีย
“ตือ ดือ ! ”
เสียงกีตาร์โปร่งอันบางเบาและไพเราะเสนาะหูได้ดังขึ้นทำนองที่แสนง่าย น้ำเสียงที่เรียบง่าย ทำให้ทั้งสตูดิโอหมายเลขหนึ่งที่สับสนวุ่นวายพักใหญ่พากันเงียบสงัดลงในชั่วพริบตาเดียว
เสียงเพลงของหลิวจือเซียเริ่มขึ้นแล้ว
“บรรเลงด้วยการโซ่โล่กีตาร์เนี่ยนะ ? ” ทันทีที่หลิวเยว่ที่นั่งอยู่บนตำแหน่งเมนเทอร์ถึงกับต้องยืดตัวตรงในทันที
“เพลงต้นฉบับอีกแล้วหรือ หรือว่าเป็นการโซ่โล่กีตาร์เดี่ยว ? ” อู๋อิงหันไปมองเฉินอี้เจี๋ยแวบหนึ่งกระทั่งพบว่าเธอเองก็ตั้งอกตั้งใจฟังเช่นเดียวกัน น่าจะไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน
การบรรเลงนี้ค่อนข้างยาวนานใช้เวลาไปเกือบ 20 วินาที
เหล่าผู้ชมและนักวิจารณ์ที่อยู่ ณที่นี่ ต่างตกอยู่ในสภาวะเงียบสงบและจมอยู่ในเสียงนั้นไม่นานน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปรวนแปรท่ามกลางความสดใสระลอกหนึ่งก็ดังขึ้น !
“นั่นคือคนที่ฉันแอบรักอยู่ทุกคืนวัน
ฉันจะบอกความในใจออกไปอย่างไร
เธอจะรับรักฉันบ้างไหม
บางทีอาจไม่มีวันที่จะได้เอ่ย ‘คำนั้น’ กับเธอ
ชะตากำหนดให้แยกย้ายไปสุดฟ้า
จะให้เหลือความผูกพันอันใด…”
เสี้ยววินาทีที่หลิวจือเซียอ้าปากขับขานเพลงออกมาไม่ว่าจะผู้ชมที่นั่งอยู่ ณ ที่นี่ นักวิจารณ์ หรือเมนเทอร์ทั้งสี่คนต่างก็เบิกตากว้าง ถูกเสียงเพลงของหลิวจือเซียดึงดูดกลืนกินเข้าไป!
เพลงนี้... ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยทุกเพลงของหลิวจือเซียก่อนหน้านั้น แม้ว่าสไตล์การร้องจะต่างกันแต่สไตล์ของเขาก็ยังคงอยู่
น้ำเสียงที่ร้องเพลงนี้...มันช่างละเอียดอ่อน !
ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยการผันผวนของกาลเวลายิ่งไปกว่านั้นยังเต็มไปด้วยความอบอุ่นปนความเสียใจ ถ้าอยากให้มันกำหนดทิศทางมันกำลังสื่อถึงช่วงเวลาวัยรุ่นและความคิดถึง !
“ความฝัน มักจะอยู่ไกลเกินไขว่คว้า
ฉันควรที่จะปล่อยมันไปใช่ไหม
ใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วงผ่านไปอีกฤดู
แล้ววสันตฤดู (วันที่สมหวัง) เล่าวันใดจะมาถึง...”
ผู้ชมทุกคน ณ ที่แห่งนี้ต่างจมอยู่ในเนื้อเพลงพวกเขาหลับตาฟังอย่างตั้งใจ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นในสมองเด็กผู้หญิงที่ถูกซ่อนไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ไม่เคยได้สัมผัส
เขาในตอนนั้นยังเด็กและโง่เง่าเธอน่ารักและบริสุทธิ์ พวกเขาไปเรียนและเลิกเรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน พูดคุยกัน...แต่เธอไม่รู้ว่าเขารักเธอ และไม่รู้ว่าเขากลัวจะถูกเธอปฏิเสธจนไม่กล้าสารภาพรักจึงทำได้แค่เก็บความสับสนและความหดหู่ไว้ภายในกักเก็บไว้ในใจ...
พวกเขาเข้าใจทุกอย่างในอดีตต่างก็ผ่านพ้น ตอนนั้นเขาขี้ขลาด ต้อยต่ำ อนาคตยังอีกยาวไกลหาสถานที่ที่ตัวเองจะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองยังไม่เจอ ถึงแม้จะสารภาพรักสำเร็จแล้วอย่างไร ? ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการได้ ?
“วัยหนุ่มสาวคล้ายดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก
ไปแล้วไปลับ ไม่ทันได้ร่ำลา
หลงเหลือเพียงตัวฉันที่เฉื่อยชาไร้สิ้นไฟฝันดั่งวันเก่าก่อน
มองดูดอกไม้หล่นลอยคว้างกลางอากาศ
ร่วงโรยลงในช่วงเวลาที่งดงามที่สุด
ใครจะจดจำได้ว่าพวกมันเคยดำรงอยู่บนโลกใบนี้...”
เสียงกีตาร์ไฟฟ้าได้ทะลวงออกมาในตอนที่หลิวจือเซียกำลังจะขึ้นคีย์สูง จู่ ๆ มันก็แทรกเข้ามา
หัวใจที่ได้รับการกระตุ้นนั้นทำให้หัวใจได้บีบรัดอย่างรุนแรงให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในสตูดิโอแห่งนี้ต่างพากันขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่างกาย
‘เธอ’ ที่ปรากฏขึ้นมาในสมองของพวกเขาพริบตาเดียวถูกเพลงนี้บดขยี้ไม่มีเหลือ
พวกเขาเข้าใจ วันเวลาที่ผ่านมาแล้วผ่านไปความคิดในวัยเด็ก ยิ่งอยู่ยิ่งไม่มีทางที่จะกลายเป็นความจริงได้แล้ว
ความเลือดร้อนที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างกายช่วงวัยรุ่นค่อย ๆ เจือจางไปตามแสงอาทิตย์
ตอนนี้สงบลงมาก จึงพบว่า ‘เธอ’ก่อนหน้านั้น ในส่วนลึกภายในจิตใจของตัวเองเหมือนกับแสงที่วูบวาบ และแล้วก็หลงลืมไปจนสิ้นโดยไม่รู้ตัว
เราน่าจะเริ่มต้นหาชีวิตที่เป็นของตัวเองสักทีนะ ?
“หลายปีผันผ่านชั่วพริบตา สุข ทุกข์ พบ พราก มาไม่รู้กี่หน
เคยฝันจะไปทั่วสารทิศเมื่อยังเยาว์ วันนี้กลับอิจฉานางแอ่นที่บินกลับมาตุภูมิ
เงาหลังที่ต่างคนต่างไปคนละทิศละทาง ยิ่งเดินไปยิ่งไกลห่าง
อนาคตรออยู่ ณ ที่ใด ใครจะให้คำตอบฉันได้บ้าง…”
สตูดิโอหมายเลขหนึ่งเงียบสงัดเหมือนหิมะที่อ้างว้างทุกคนต่างไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีการโต้ตอบ ไม่มีการเรียกขาน...พวกเขาทำได้แค่หลับตาตั้งใจฟัง มีเพียงความฝันของเด็กชายที่แวบขึ้นมาในสมอง จินตนาการถึงตัวเองในอนาคต
กระทั่งเวลาล่วงเลย เด็กผู้ชายคนเก่าในวัยเด็กต่างก็ออกตามหารูปแบบการใช้ชีวิตของตัวเอง
เคยอิจฉาเพื่อนที่ประสบความสำเร็จทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าทำให้สัมผัสได้ถึงความดีและความชั่ว แล้วตัวเองล่ะ ? ควรจะทำอะไร ?
“ผู้คนที่เคยเคียงข้างฉันในวันนั้น วันนี้พวกคุณอยู่แห่งหนไหน
คนที่ฉันเคยรักในวันนั้น วันนี้คุณดูเป็นอย่างไรบ้าง...”
ในสตูดิโอหมายเลขหนึ่งผู้ชมหญิงต่างหลั่งน้ำตาร้องไห้สะอื้น เพราะพวกเธอฉุกคิดได้อย่างฉับพลันถึงตอนที่ยังเด็ก มักจะมีเด็กผู้ชายเดินตามหลังเธอเสมอ ชอบดึงหางเปียของเธอใช้นิ้วจิ้มเธอ วาดเส้นแบ่งเขตโดยการห้ามล้ำเส้นบนโต๊ะเรียน...
เด็กผู้ชายที่ตามเธอในตอนนั้นคือผู้ชายคนเดียวกันกับในเพลงนี้หรือเปล่า ?
ถ้าใช่ ฉันอยากบอกเขา ฉันสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง!
“ความใฝ่ฝันเมื่อแรกเริ่มของคุณสำเร็จแล้วหรือไม่
หรือวันนี้ได้เพียงแค่ยกมันเอาไว้บนหิ้ง
กาลเวลาพัดพาอุดมคติเหือดแห้ง จนฉันหาตัวตนเดิมของตัวเองไม่พบ
แหงนหน้ามองทางช้างเผือกพาดผ่านผืนฟ้า
ดาวดวงนั้นที่เคยอยู่เคียงข้างฉัน
ยังคงจดจำเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ได้บ้างไหม...”
คราวนี้ไม่เพียงแต่ผู้ชมหญิงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกแล้ว ในสตูดิโอหมายเลขหนึ่งคนที่เคยมีประสบการณ์ชีวิตมาก่อนทุกคน ต่างก็อดหลั่งน้ำตาไม่ได้
ไม่ว่าจะเดินออกมาจากหอคอยงาช้างหรือว่าผู้คนในสังคม ใครบ้างไม่เคยจิตนาการและไม่เคยมีความปรารถนาเมื่อครั้งยังวัยเยาว์ ?
แต่หลังจากที่ก้าวเข้าสู่สังคมแล้วความจริงที่บอบบางทำลายจินตนาการที่อุดมสมบูรณ์ของพวกเขาอย่างไม่เหลือชิ้นดี
เหล่าผู้ชมที่นั่งอยู่ในสตูดิโอนี้ต่างมาจากหลากหลายอาชีพไม่ว่าจะเป็นคนงาน หรือพ่อค้าแม่ขาย หรือพนักงานบริการ หรือจะเป็นพนักงานบริษัททั่วไป...
พวกเขาอยากจะทำงานนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม? หรือว่าพวกเขาไม่เคยมีความฝันมาก่อน ? หรือว่าพวกเขาหลงลืมความฝันที่ถูกซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจและคนที่เคยรักไปแล้ว ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความหวังในตอนนั้นของพวกเขาล้วนกลายเป็นความจริงหรือ?
พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เลือดร้อนพลุ่งพล่านเหมือนในอดีตแล้วการล้างบาปของกาลเวลา ได้ชะล้างความทรงจำในอดีตออกไปหมดสิ้น ‘เธอ’ที่เคยอยู่ในใจยังคงจดจำว่าเคยมี ‘ฉัน’ คนนี้ได้อีกไหม ?
ทุกคนต่างก็ร้องไห้สะอื้นเสียงต่ำซาบซึ้งไปกับเสียงเพลงที่โศกเศร้าแต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ชีวิตที่ผ่านมาเป็นดั่งมีดแกะสลักไร้ความปราณี
ที่หั่นเฉือนจนพวกเราล้วนเปลี่ยนแปลงไป
ยังไม่ทันผลิบานก็จะต้องเหี่ยวแห้งแล้วงั้นหรือ
ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีความฝัน…”
เสียงเพลงยังคงดำเนินต่อไปร่างทั้งร่างของหลิวจือเซียกำลังมัวเมา หลงใหลอยู่ในเสียงเพลงหลงใหลอยู่ในความรู้สึก หลงใหลอยู่ในความทรงจำที่ฝังกลบไว้
เขาในชีวิตก่อนหน้านั้นเส้นทางที่เคยเดินมันช่างยากเย็นแสนเข็ญ วัยรุ่นโดดเรียน ลอกการบ้าน ร้องเพลงข้างถนนเต้นรำตามบาร์... ก้าวเดินอย่างโดดเดี่ยวทีละก้าว เขาไม่เคยละทิ้งความฝันของตัวเองถึงแม้จะยากจนข้นแค้น ได้รับแต่คำเยาะเย้ยของผู้อื่น แต่สุดท้ายเขาก็ประสบความสำเร็จ!
ชีวิตนี้เขาได้รับการชดใช้จากสิ่งที่ขาดในชีวิตที่แล้วคือครอบครัวเยว่เยว่และหลี่เมิ้งอีได้เข้ามาเติมเต็ม เขามีความสุขมากกว่าใครหลายคนมีคนที่เขารัก มีคนที่รักเขา เขากล้าสารภาพรัก เขาต้องตามหาความฝันปกป้องคนที่ตัวเองรัก ปกป้องคนที่รักตัวเองก่อนที่เวลามันจะผ่านพ้นไป !
“วัยหนุ่มสาวคล้ายดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก
ไปแล้วไปลับ ไม่ทันได้ร่ำลา
…………………..
กาลเวลาพัดพาอุดมคติเหือดแห้ง
จนฉันหาตัวตนเดิมของตัวเองไม่พบ
………………….
ถ้ามีวันพรุ่งนี้
ขออวยพรให้คุณ... อันเป็นที่รัก ! ”
เมื่อเพลงจบลงใบหน้าของหลิวจือเซียได้เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ร้องไห้โดยไร้เสียงซาบซึ้งกินใจยิ่งกว่าการร้องไห้ที่บีบคั้นหัวใจไปตลอดกาล
สตูดิโอหมายเลขหนึ่งในสถานีโทรทัศน์เจียงซูและเจ้อเจียงเงียบสงัดอย่างมากทุกคนต่างก็ยังจมปลักอยู่ในบทเพลงจนไม่สามารถฉุดรั้งตัวเองขึ้นมาได้ใบหน้าเกือบทุกคนมีหยาดน้ำตาและคราบน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้ว
หลิวจือเซียปาดน้ำตาแล้วมองไปยังสตูดิโอหมายเลขหนึ่งที่เงียบสงัด ครุ่นคิด ก่อนจะพูดผ่านไมโครโฟนออกไป
“จินตนาการก็เหมือนความคลาสสิกไม่เคยเลือนหายเพราะเวลา ตรงกันข้ามกลับยังน่าทะนุถนอม ! ”
“แปะแปะแปะ ! ”
เมื่อสิ้นสุดประโยคนี้ของหลิวจือเซียทั้งผู้ชม นักวิจารณ์ เมนเทอร์ ร่วมถึงทีมงานในสตูดิโอหมายเลขหนึ่งแห่งนี้จึงได้สติกลับมา
“แปะแปะแปะ ! ”
ตามมาด้วยเสียงปรบมือดุจดั่งคลื่นที่ดังกระหึ้มขึ้นมาจากทั่วทุกมุมของผู้ชม
ผู้ชมจำนวน 500 คนและเหล่านักจารณ์ในกลุ่มอีก51 ท่าน ทั้งหมดต่างลุกขึ้นยืน พากันส่งเสียงชื่นชมด้วยความจริงใจให้แก่หลิวจือเซียที่สร้างความซาบซึ้งใจให้กับพวกเขาขนาดนี้
“ขอบคุณครับ ! ” หลิวจือเซียโค้งตัวจากนั้นก็กล่าวขอบคุณผู้ฟัง ณ ที่แห่งนี้
ทุกคนต่างส่งเสียงเชียร์
“สมบูรณ์แบบ ! ”
“เพราะมาก โคตรชอบเพลงนี้เลย ! ”
“จือเซียเจ้าคนบ้า ฟังเพลงของเขา ร้องไห้จนเครื่องสำอางของฉันหลุดหมดแล้ว! ”
“เพื่อน ๆ ในตอนนั้นยังจำฉันได้ไหมเนี่ย ? ”
“กี่ปีมาแล้วไม่รู้ว่าเธอจะสบายดีไหม ? เสียใจที่ไม่คว้าเธอไว้ตั้งแต่แรก! ”
เหล่าผู้ชมต่างก็แสดงความลึกซึ้งพวกเขาชอบหลิวจือเซีย ชอบเพลงของเขา ชอบการร้องของเขา ชอบทุกอย่างของเขา !