ทะลุเวลามาเป็น ชายาองค์ชายแฝด

    Ep.56 ชายาจอมรั้น

         ซูเจินรีบตรงไปที่หอตำราเพื่อขอให้อี้เฉียนช่วยเหลือในเรื่องนี้ทันที ทว่าเมื่อไปถึงนางกลับเห็นอี้เฉียนนั่งอ่านตำราด้วยความเฉยชา ความโกรธของซูเจินผุดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอี้เฉียนไม่รู้สึกอะไรเลยที่ได้ยินข่าวว่าสนมลีติดคุก เพล้ง!!! กองหนังสือตรงหน้าถูดปัดลงไปกระจายเต็มพื้น อี้เฉียนเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสีหน้าเรียบๆ พร้อมกับหันไปมองอาฉางเพื่อส่งซิกให้เก็บหนังสือพวกนั้นขึ้นมาไว้ที่เดิม

        “หอตำราเป็นพื้นที่เงียบสงบ ไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของใคร หากไม่ได้มาเพื่ออ่านตำราก็เชิญออกไป”

        “จิตใจท่านทำด้วยอะไร สนมลีถูกจับติดคุกโดยที่นางไม่ได้ทำอะไรผิดเลยเเต่ท่านกลับมานั่งอ่านหนังสือด้วยความสบายใจ ท่านดูไม่ออกหรอว่านางโดยสนมฮงใส่ร้าย ท่านต้องไปบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อ เดี๋ยวนี้เลย!!!”

        “ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก ทุกอย่างเป็นไปตามกฏของเมือง”

        “เเต่นางไม่ได้ทำ!!! สนมฮงนางทำตัวเองต่างหาก!!!”

        “ไหนล่ะหลักฐาน?”

        “ห้ะ!!!...ท่านว่าอะไระ?”

        “เจ้าไม่มีหลักจะไปกล่าวหาคนอื่นพล่อยๆไม่ได้ ในทางกลับกันสนมฮงมีหลักฐานชัดเจน เจ้าควรจะใจเย็นและใช้สติบ้างนะ”

        “ตอนแรกข้าคิดว่าท่านจะสามารถพึ่งพาได้ เเต่ข้าว่า…ข้าคงคิดผิดไปเอง ท่านอยากได้หลักฐานใช่ไหม ได้!!!...ข้าจะไปเอาหลักฐานมาให้ท่านเดี๋ยวนี้แหละ” ความโมโหจนขาดสติทำให้ซูเจินสบัดตัวหันหลังกลับ ทว่าอี้เฉียนรู้ดีว่านางกำลังไม่มีสติ เขาจึงได้คว้าเเขนของนางไว้ได้ทัน ก่อนที่นางจะเผลอตัวทำอะไรไปโดยไม่คิดอีก

        “หยุด!!!..เจ้าจะไปไหนซูเจิน”

        “ก็ไปหาหลักฐานมาให้ท่านไง อยากได้หลักฐานไม่ใช่หรอ ปล่อย!!!”

        “เจ้าเลิกทำอะไรโดยไร้สติซักที ข้าบอกให้เจ้าใจเย็นๆ เรื่องนี้ปล่อยให้ข้ากับน้องสามจะจัดการเองจะดีกว่า!!!”

        “จัดการหรอ จัดการโดยให้สนมลีไปนอนในคุกเนี้ยนะ จะบ้ารึเปล่าผู้หญิงตัวเล็กๆบอบบางๆเเบบนั้น ท่านจะให้นางไปนอนกลางดินกินกลางหญ้าเเบนั้นน่ะหรอ…ข้าทนดูไม่ได้หรอกนะ…ปล่อย!!!” ซูเจินรีบสบัดเเขนอี้เฉียนออกแล้ววิ่งออกจากหอตำราไปทันที อี้เฉียนรู้ว่าซูเจินกำลังขาดสติ เขาจึงสั่งให้อาฉางตามนางออกไป เเน่นอนว่าที่ที่ซูเจินมาหาหลักฐานก็คือจวนของสนมฮง 

        “พระชายา เข้าไม่ได้พะยะค่ะ องค์อี้เฉียนสั่งไว้ว่าไม่ให้ใครเข้าไปข้างในพะยะค่ะ”

        “หลีกไป วันนี้ยังไงข้าก็ต้องเข้าไปข้างในให้ได้ หากพวกเจ้าไม่ถอย อย่าหาว่าข้าไม่เตือนละกันนะ ถอย!!!”

        “ไม่ได้จริงๆพะยะค่ะ!!!”

        “ให้นางเข้ามาได้!!!” เสียงหวานๆดังเล็ดลอดมาจากหลังประตูใหญ่ ครั้นประตูเปิดออก ซูเจินก็ได้พบกับสนมฮงที่ดูท่าทางเหมือนจะหายเป็นปกติแล้ว ในเวลาเพียงเเค่สองวันนางกลับฟื้นตัวเร็วมากๆ สนมฮงมองหน้าซูเจินแล้วยกยิ้มมุมปาก สายตาที่มองไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่ที่กำลังเหยียดผู้น้อยผ่านทางอากัปกิริยาที่นางเเสดงออกมา

    “หากท่านพี่อี้เฉียนถาม เจ้าก็บอกไปว่าข้าอนุญาตนางเอง นี่เสี่ยวอี้..พระชายาซูเจินทรงมาเยี่ยมข้าถึงจวนขนาดนี้ เจ้าไปหาชารสเลิศมาต้อนรับนางหน่อยสิ”

        “ไม่ต้อง!!! ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อดื่มชา ข้าถามจริงๆนะ ทำไมเจ้าถึงมีใจคอโหดเหี้ยมได้ถึงขนาดนี้ สนมลีนางไปทำอะไรให้เจ้านักหนาหรอ ถึงขนาดลงทุนกินยาพิษด้วยตนเองและโบ้ยความผิดให้สนมลีจนนางต้องติดคุก เจ้ายังเป็นคนอยู่รึเปล่าเนี้้ย!!!” สนมฮงถึงกลับหน้าถอดสีเมื่อจู่ๆซูเจินก็กราดคำด่าใส่นางโดยไม่เว้นช่องไฟให้นางพูดเลย อีกทั้งสิ่งที่ซูเจิน พูดออกมานั้นก็ทำให้นางร้อนตัวอยู่มาก เเต่เพื่อไม่ให้ซูเจินจับพิรุธของนางได้ นางจึงเอาเเต่เเสร้งยิ้มและทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร

        “พระชายาพูดอะไรเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ มีความจำเป็ฯอันใดที่ข้าจะต้องใส่ร้ายสนมลีด้วย”

        “ก็อิจฉาไง!!! เจ้าอิจฉาที่นางได้รับความชื่นชมจากท่านพ่อมากกว่าเจ้ากลัวว่าวันนึงเจ้าจะตกกระป๋องใช่ไหมล่ะ!!! อ่อ..ไม่สิ เพราะทุกวันนี้เจ้าก็ไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว”

        “นี่เจ้า!!!”

        “พระสนมเจ้าคะ!!!...” เสี่ยวอี้ส่ายหน้าไปมาเพื่อจะบอกให้เจ้านายสงบอารมณ์ลง เพื่อไม่ให้ซูเจินจับพิรุธอะไรได้ ดูเหมือนว่าสนมฮงจะเข้าใจ นางสูดลมหายใจเข้าเต็มที่พร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่รู้สึกอะไร

        “หากพระชายามาที่นี่เพื่อต่อว่าข้า ข้าก็คงไม่มีอะไรจะต้องพูดอีกต่อไป อีกอย่างร่างกายข้าก็ยังไม่เเข็งแรง เช่นนั้นข้าขอตัวกลับไปพักข้างในก่อน คงไม่เสียมารยาทถ้าข้าจะลาท่านตรงนี้นะเจ้าคะ”

        “ร่างกายไม่เเข็งเเรงงั้นหรอ โดนยาพิษชนิดร้ายแรง เเต่พักรักษาตัวเเค่สองวันก็เดินเหินได้อย่างกับมียาแก้พิษไว้ด้วยงั้นแหละ!!! จะบอกอะไรให้นะ ถึงจะไม่มีใครเชื่อว่าเจ้าทำตัวเอง เเต่ข้านี่แหละที่จะล้าง มลทินให้สนมลี พร้อมกับฉีกหน้ากากคนชั่วอย่างเจ้าด้วย!!!” ซูเจินมองหน้าสนมฮงด้วยสายตาที่จริงจังและเเค้นแทนเพื่อสุดๆ ในขณะที่นางหันหลังกลับนางก็เห็นอาฉางที่แอบดูอยู่พุ่มไม้พอดี เเน่นอนว่านางรู้เเต่แรกแล้ว ซูเจินเลือกที่จะเดินกลับจวนของนาง ไปคิดวิธีช่วยเหลือสนมลี เมื่อนางเห็นแล้วว่าไม่มีใครสามารถช่วยได้ นางจึงจำเป็ฯที่จะต้องลงมือด้วยตนเอง ทางด้านอี้เฉียนเมื่อทราบข่าวจากอาฉางเขาก็หลุดยิ้มออกมาทันที

        “องค์ชาย ทรงยิ้มอะไรหรือพะยะค่ะ?”

        “เจ้าเชื่อไหมว่า เดี๋ยวนางก็จะต้องทำอะไรแปลกๆอีก”

        “องค์ชายจะทำแบบนี้จริงๆหรือพะยะค่ะ?”

        “เอาเเบบนี้แหละ มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว อีกอย่าง…นางจะได้ปลอดภัยและอยู่ในสายตาข้าตลอดอีกด้วย” อี้เฉียนหยิบตำราขึ้นมาอ่านราวกับว่าเขาไม่ได้เจอกับซูเจินมาก่อน อาฉางเองก็เคารพการตัดสินใจของเจ้านายและยืนมองอยู่เงียบๆ ในตอนนั้นเองอี้เถียนก็ได้ตามเข้ามาสบทบพอดี

        “ท่านพี่ เป็นอย่างไรบ้าง พบหรือยังพะยะค่ะ?” อี้เฉียนส่ายหน้าไปมาพร้อมกับอ่านตำราต่อ ขณะที่อี้เถียนเองก็คอตกไปตามๆกัน สองพี่น้องไม่ถอดใจรีบหยิบตำรามาเปิดอ่านเพื่อหาอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นหลักฐานสำคัญในเรื่องนี้ด้วย พวกเขากำลังเเบ่งหน้าที่กันจัดการเรื่องบางอย่างโดยที่ไม่ให้ซูเจินรู้นั่นเอง…

    คล้ายกับเรื่องทะลุเวลามาเป็น ชายาองค์ชายแฝด ที่คุณอ่าน