หนิงเอ๋อฟังจนก็ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่
“แย่แล้ว ... คุณชาย......!!”
เมิ่งฟางทำหน้าไม่สบายใจถาม
“คุณชายทำไมงั้นเหรอ?”
“ข้าสังหรณ์ว่าคุณชายจะถูกทำให้ต้องแต่งกับองค์หญิงสามค่ะ”
“องค์หญิงถูกช่วยโดยคุณชายก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องได้แต่งกันนี่”
“ข้าแค่สันนิษฐานความเป็ไปได้ค่ะ”
“ไหนลองว่ามา...”
“คุณชายถูกเรียกตัวกลับจากการเสนอของอำมาตย์เฉิน การเดินทางก็พบโจรพอดี”
“เ้าจะบอกว่าพวกเขาเตรียมการจัดฉาก?”
“ไม่แน่นัก ...เพราะมีชายชุดดำมาเรียกพวกเราให้ไปช่วยองค์หญิง พวกเขาน่าสงสัย อยากช่วยทำไมไม่ลงมือ จะบอกว่าไม่สะดวกจะออกหน้า แต่พวกเค้าปิดหน้าปิดตาไหนเลยต้องกลัวปัญหานี้”
“มิผิด นี่น่าสงสัยจริงๆ”
“ราวกับว่าพวกเขานั้นคือแผนส่วนพวกโจรนั่นไม่ได้อยู่ในแผน”
“เ้าจะบอกว่า ถ้าพวกโจรไม่มา พวกชุดดำนั่นอาจจะต้องรับบทเป็พวกที่ปล้นขบวนองค์หญิง?”
“เป็เพียงการคาดการณ์ของข้าค่ะ”
“ข้าจะไปบอกลู่ฉี”
“แล้วนายหญิงล่ะคะ?”
“นายหญิงไปไหว้พระ ห้ามใครรบกวน มีปัญหาอะไร หากคุณชายไม่อยู่ ข้ากับลู่ฉีปกติจะรับเื่แทน”
“ค่ะ ....นี่เป็แผนการพันธนาการคุณชายอย่างดีเลยทีเดียว”
“ยังมีอีกสิ่งที่เ้าต้องรู้”
“ยังมี?”
“องค์หญิงสาม จ้าวฮุ่ยหลิงเป็น้องสาวแท้ๆ ร่วมมารดาขององค์รัชทายาท”
ลูฉีเมื่อทราบเื่ก็เร่งม้าไปรอลู่เอินหน้าเขตวัง
หนิงเอ๋อขณะกระวนกระวายใจ
ก็เดินวนครุ่นคิดหาทางรับมือหากนี่คือเื่จริง
นางเดินมาถึงลานซักล้าง หนิงเอ๋อเห็นด้วยหางตาแล้วว่าพวกกลุ่มของเซี่ยวหงวส์จะสาดน้ำใส่นาง
นางที่กระวนกระวายหงุดหงิดอยู่แล้วเดินท้าวสะเอวแอ่นอกเข้ามาหา
“เอาสิ สาดเลย”
ทุกคนพากันใ จนแม้แต่เซี่ยวหลิงกับเซี่ยวหลินหยุดตากผ้าแล้วหันมามอง
เซี่ยวหงส์กล่าว
“อย่าคิดว่าข้าไม่กล้านะ ปกติข้าสาดน้ำบริเวณนี้เป็เื่ปกติ เ้าเดินมาทางที่ข้าสาดเองพอดี”
“สาดเลย เสื้อผ้าข้ามีจำกัด เ้าสาดมา ข้าก็เปลี่ยนใหม่สาดอีกข้าก็เปลี่ยนอีก แล้วรู้มั้ยถ้าหมดแล้วข้าจะเป็ยังไง?”
“ยังไง? จะฟ้องคุณชายเหรอ?”
“ฟ้องให้โง่สิ ข้าที่ไม่มีเสื้อผ้าใส่ก็ได้แต่นอนขดเปลือยอยู่บนเตียงในห้อง พอคุณชายมาพบว่าข้าไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ ข้าจะให้คุณชายห่มข้าด้วยอ้อมกอดเขา รับรองว่าพวกเ้าจะไม่ได้เจอหรือทักทายคุณชายไปสักพักใหญ่เลย”
“เ้า!!!....ฮึ่ย”
“ไม่สาดแล้วเหรอ? ดี.. ข้าจะไปทำธุระไม่มีเวลามาเสียให้กับเ้า แต่ถ้าอยากสาด ข้าก็จะ.....ฮิฮิ”
เซี่ยวหงส์ทำท่าหงุดหงิดชักถังไม้กลับ
หนิงเอ๋อเดินจากไป
สาวใช้หลายคนพากันทึ่งฝีปากความคิดนางที่แค่มาถึงก็ต่อกรกับเซี่ยวหงส์จอมร้ายกาจอย่างง่ายดาย
........................
ลู่เอินถวายรายงานตัวที่ห้องทรงอักษรของฮ่องเต้ จากนั้นฮ่องเต้ก็ชวนเดินออกมายังสะพานสระบัว แล้วให้อาหารปลา
“เ้าช่วยฮุ่ยหลิไว้ ข้ายังไม่ได้ขอบใจเ้า”
“พิทักษ์องค์หญิงและฝ่าา ขุนนางใดพบเห็นเหตุล้วนพึงเข้ากระทำ ขอฝ่าาทรงพิจารณาเป็เหตุปกติด้วยเถิดพระเ้าข้า”
“อืม ข้ายังไม่ทันเสนอรางวัล เ้าก็ชิงปฏิเสธแล้ว สมแล้วที่เป็ลูกของลู่เสียน”
“ท่านพ่อสอนสั่งให้ข้าจงรักภักดีเสมอพระเ้าข้า”
“อืม...บิดาเ้าก็เพื่อนข้า ยามไม่อยู่ต่อหน้าผู้คนเราจะคุยกันเป็กันเอง ข้าเองก็มองเ้าเหมือนลูกเหมือนหลาน ที่เรียกตัวกลับก็อยากให้กลับมาดูแลมารดาหม้ายของเ้า”
“ขอบพระทัยที่ทรงเมตตา”
“อืม ... วันนี้มีคนอยากขอบคุณเ้าน่ะ”
เดินตามกันมาเรื่อยๆ รู้อีกทีถึงเก๋งกลางน้ำ
“เข้าไปเถอะ พวกเ้าคุยกันไปนะ ข้าจะเดินเล่นให้อาหารปลาสักหน่อย”
พูดจบก็จากไป
ลู่เอินมองเดินตามระเบียงสะพานไปยังเก๋ง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าผู้ที่นั่งรอเป็ใคร
องค์หญิงสาม จ้าวฮุ่ยหลิง นั่งอย่างสุภาพเรียบร้อยอยู่ที่เก๋ง เขามีแค่ต้องเดินเข้าไป
ลู่เอินประสานมือน้อมกายกล่าว
“องค์หญิง”
“ท่านแม่ทัพเซียว เชิญนั่งค่ะ”

ลู่เอินนั่งลงที่เข้าอี้
นางกำนัลกำลังจะรินสุรา
“ไม่ต้อง ข้าทำเอง”
“องค์หญิงอย่าลำบากเลย กระหม่อม.....”
“ท่านแม่ทัพรับเป็ชา หรือสุราดีคะ?”
“..... .... .. เป็ชาพระเ้าข้า”
“เราอยู่กันแค่นี้ ท่านอย่ามากพิธิ เรียกข้าว่าฮุ่ยหลิงก็พอ”
“มิบังอาจ กระหม่อมมีฐานะเป็แค่แม่ทัพ อีกอย่างองค์หญิงพระชนมายุมากกว่า”
“งั้นเรียกข้าว่าพี่ฮุ่ยหลิงนอกจากไม่บังอาจแล้วยังดูเป็กันเอง”
“รับทราบ แต่ขอเรียกที่นอกเขตพระราชฐานพระเ้าข้า”
“ฮ่ะๆ ท่านรับปากข้าแล้วนะ”
ลู่เอินไม่ตอบคำ ได้แต่พยักหน้า แล้วรับจอกชาที่ฮุ่ยหลิงรินให้
“ดื่ม”
“ดื่ม”
ทั้งคู่ดื่มชาพร้อมกัน จากนั้นฮุ่ยหลิงหยิบขนมถั่วกวนที่อัดลายพิมพ์อย่างสวยงามขึ้นยื่นให้
“ทานขนมสักหน่อยสิคะ”
“องค์หญิงอย่าลำบากเลย กระหม่อมหยิบรับทานเองได้”
“เรียนถามท่านแม่ทัพ ถ้าข้าไม่หยิบให้ ท่านกล้าหยิบขนมบนโต๊ะของเชื้อพระวงศ์เหรอ ที่ผ่านๆ มา แต่เล็กจนโต ั้แ่สมันที่พ่อข้ายังเป็อ๋องจ้าว ข้าก็ยังไม่เคยเห็นแขกหยิบขนมบนโต๊ะเลยสักคน”
ลู่เอินไม่ตอบคำได้แต่พยักหน้าเบาๆ
นางกล่าวต่อ
“ดังนั้นวันนี้ หากข้าไม่หยิบให้ท่าน ไหนเลยท่านจะทาน ....ท่านตกลงจะรับขนมจากมือข้า หรือให้ข้าป้อนคะ?”
ลู่เอินหยิบรับขนมจากมือ แล้วเอาเข้าปาก
“อร่อยหรือไม่”
“อร่อยพระเ้าข้า”
“อร่อยก็ทานอีกเยอะ เพราะถ้าท่านทานไม่หมด ก็ลำบากข้าแล้ว”
“ลำบากอย่างไร”
“ขนมนี่พ่อครัวหลวงทำให้ ข้าชิมแล้วคุยโตว่าท่านแม่ทัพต้องทานเยอะๆ แน่ พ่อครัวถามว่าองค์หญิงกล่าวเกินไป ข้าเลยตอบไปว่า...ถ้าเขาทานน้อยข้าจะรับผิดชอบทานที่เหลือเอง”
“งั้นกระหม่อมคงต้องมิให้องค์หญิงเสวยของหวานจนเกินไป”
ลู่เอินหยิบชิ้นต่อไปกินต่อ
“ท่านแม่ทัพองอาจสง่างาม ดุดันแก้วกล้า แถมยังไม่สติกับไหวพริบที่ดี บริวารเองก็ฝึกมาอย่างดีมิใช่ชนชั้นมุสิก ข้าคาราวะท่านอีกจอก”
กล่าวจบและรินให้ และกล่าวต่อ
“ทานขนมสองชิ้นติด ระวังฝืดคอ ท่านแม่ทัพยังคงต้องรับชาของข้าอีกหนึ่งจอก”
ลู่เอินพยักหน้าอีกครา
องค์หญิงงดงามนัก หอมกรุ่นนัก เรียบร้อยสุภาพนัก
แต่ลู่เอินกลับอึดอัด เขาชินกับการอยู่ค่ายทัพกองทหาร แต่ไหนแต่ไรไม่ชอบเข้าหาชนชั้นสูงด้วยกันอยู่แล้ว
ดังนั้นเขามีเพื่อนเป็ลูกขุนนางหรือขุนนางด้วยกันน้อยมาก
อย่างดีก็มีเพื่อนสมัยเรียนในโรงเรียนด้วยกัน ซึ่งต่อมาเติบโต ต่างก็แยกกันห่างเหินกันไป
ลู่เอินเองก็สงสัยแบบเดียวกับที่หนิงเอ๋อสงสัย แต่เขาไม่นึกว่าจะถูกบุกเร็วแบบนี้จากอีกฝ่าย
องค์หญิงเป็เพียงเครื่องมือการกันเขาออกไปให้พ้นทางของเกมชิงอำนาจกันก็เท่านั้น
ลู่เอินยิ่งเห็นใจองค์หญิงมากขึ้น หากเขาไปไม่ทัน นางจะเป็ยังไง
[กลุ่มคนชุดดำ การพูดจาหนักแน่น น่าจะคุ้นเคยกับการรายงานเบื้องสูง และแนวทางวรยุทธ์เป็ระเบียบแบบแผน ถ้าไม่กองทหารหลวงก็ราชองครักษ์ นี่เท่ากับฝ่าาเองก็มีส่วนกับแผนนี้ด้วย โจรนั่นน่าจะอยู่นอกเหนือแผนการ]
“ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพเซียว”
“อ่ะ .. องค์หญิง”
“ท่านเหม่อนะ คิดอะไรอยู่คะ?”
ลู่เอินบ่ายเบี่ยง
“กระหม่อมกำลังคิดว่าคิดถูกหรือผิดกันแน่ ที่สังหารพวกมันหมดโดยไม่นำกลับมาสอบสวน”
“อย่าพูดเื่น่ากลัวเลยค่ะ ข้า..ยังกลัวเหตุการณ์นั้นอยู่เลย”
“กระหม่อมสมควรโดนลงโทษ”
“อย่าพูดเื่เครียดๆ เลยค่ะได้ยินมาว่าท่านแม้ดูเ็า แต่กลับชอบงานวาดงานเขียน”
“พอมีความรู้สักเล็กน้อย”
องค์หญิงตบมือ 2 แปะ ขันทีก็หอบม้วนภาพมากาง
“ภาพขุนนางประจบหงส์สยบั ของมหาบัณฑิตเมื่อสองราชวงศ์ก่อน แต่ไม่ทราบเป็ของแท้ของปลอม อยากให้ท่านช่วยวิเคราะห์”
“อืม....”
“ค่อยๆ ดูนะคะ”
“ข้าลองให้ช่างชำนาญภาพที่บ้านดูให้ ไว้ได้ความอย่างไร จะนำมาคืนและบอกผลให้องค์หญิง”
“ถ้างั้นฝากท่านแม่ทัพเซียว ....เอ่อ....”
“องค์หญิงมีกิจใดสั่งเพิ่มเชิญกล่าว”
“ข้าเรียกท่านว่า ... ลู่เอินได้มั้ย?”