เมื่อหวังหย่งพร้อมกับองค์หญิงหนิงอันมาถึงตำหนักของอาจารย์จางหย่ง ก็พบว่า บัดนี้อาจารย์จางหย่งไม่ได้อยู่ที่ตำหนักมีเพียงเด็กรับใช้สองคนออกมาต้อนรับ พร้อมกับเชิญคนทั้งสองให้เข้าไปนั่งรอภายในห้องรับรอง
“ฮ่องเต้ให้ทหารมารับตัวท่านอาจารย์ไปเข้าเฝ้าตั้งแต่เช้าแล้วอีกไม่นานคงจะกลับมา อาจารย์ยังฝากบอกด้วยว่า หากศิษย์พี่มาหาให้ข้าบอกกับศิษย์พี่ว่า ให้ศิษย์พี่รอท่านอาจารย์อยู่ที่นี่เดี๋ยวอาจารย์กลับมา”
เด็กรับใช้บอกแค่นี้ก่อนจะออกจากห้องไป
ทั้งหวังหย่งและองค์หญิงหนิงอันรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของเด็กคนนั้นเพราะพวกเขาเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมาหาอาจารย์ แต่กลับกลายเป็นว่าอาจารย์จางหย่งรับรู้ก่อนพวกเขาเสียอีก ช่างน่าเลื่อมใสจริงๆ
ทั้งสองนั่งรออยู่เพียงไม่นานอาจารย์จางหย่งก็กลับมา พร้อมใบหน้าที่ไม่มีร่องรอยของความกังวลใดๆ
เพียงเห็นหน้าคนทั้งสามก็เก็บความรู้สึกดีใจไว้ไม่อยู่พวกเขาดีใจที่มีโอกาสได้กลับมาพบกันอีกครั้ง อีกอย่างนี่คือช่วงเวลาสำคัญที่พวกเขาจะร่วมกันคิดหาหนทางแก้ปัญหาของบ้านเมือง
“เจ้ามาถึงนี่ต้องมีเรื่องสำคัญมากเป็นแน่” อาจารย์จางหย่งหยั่งเชิงถามออกมา
“ข้าเชื่อว่าคงจะเป็นเรื่องเดียวกับที่ฮ่องเต้เรียกท่านอาจารย์ไปพบตั้งแต่เช้า” หวังหย่งเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ดี
อาจารย์หวังหย่งไม่ตอบได้แต่ยิ้มให้กับศิษย์รัก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเก็บความลับจากคนอย่างหวังหย่ง
“ข้ามีบางอย่างไม่สบายใจ” หวังหย่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอาจารย์จางหย่งไม่ยอมปริปาก “นับตั้งแต่คุณชายอี้เจ๋อได้อภิเสกสมรสกับซูเหม่ยบุตรสาวของใต้เท้าหลิวแห่งเมืองเหอผิงใครๆ ก็ทราบดีว่า เป้าหมายที่แท้จริงของคุณชายจากแคว้นเหอฉีคืออะไรบัดนี้พวกเขาทั้งสองได้แอบคิดการใหญ่อยู่อย่างลับๆ ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ใช่ความลับอะไรมากนัก หากเราปล่อยให้พวกเขายึดครองเหอผิงได้นั่นย่อมเป็นภัยร้ายแรงต่อราชสำนักอย่างแน่นอน”
“นั่นคือสิ่งที่ทุกคนรู้ และทุกคนคิด”อาจารย์จางหย่งเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
หวังหย่งพยักหน้ารับ
“เราทุกคนทราบดีถึงความเป็นจริงในเรื่องนี้”อาจารย์จางหย่งอธิบายให้หวังหย่งฟัง“แต่เนื่องจากมีคนอีกหลายคนที่ไม่ได้รู้เห็นกับเรื่องราวเหล่านี้เราจะปล่อยให้พวกเขารับเคราะห์ไปด้วยไม่ได้เด็ดขาดและนี่คือสิ่งที่ฝ่าบาททรงเป็นกังวล”
“ฝ่าบาทจะทนให้พวกเขาทำเช่นนี้ต่อไปเพียงเพราะเห็นแก่ชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เช่นนั้นหรือพวกเขาเป็นใครกัน ทำไมถึงได้รับโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า” หวังหย่งตั้งข้อสงสัย
“มันจะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว”อาจารย์จางหย่งหันไปมององค์หญิงหนิงอันก่อนจะพูดกับองค์หญิง “ฝ่าบาทมีรับสั่งมาแล้วว่า จะไม่ให้เจ้าต้องมารับเคราะห์กับความผิดที่ญาติพี่น้องของเจ้ากระทำ”
องค์หญิงหนิงอันไม่กล่าวตอบได้แต่นิ่งฟังสิ่งที่คนทั้งสองสนทนากันอยู่
“มันยังมีหลายอย่างที่พวกเราไม่รู้นี่คือสิ่งที่ฝ่าบาทเรียกให้ข้าเข้าไปพบ” อาจารย์จางหย่งบอกกับคนทั้งสอง“จากนี้ไปทุกอย่างจะค่อยๆ คลี่คลายลงไปโดยที่พวกเจ้าจะต้องเตรียมใจยอมรับสิ่งที่คาดไม่ถึงไว้ด้วย ข้าเชื่อเหลือเกินว่าทุกอย่างจะต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้พวกเจ้าจะต้องเจ็บปวดบ้างก็ตาม”
..............................................................
นับตั้งแต่ที่ได้พบกับแม่ทัพฟู่คนนั้นหลายวันมานี้ คุณชายอี้เจ๋อมักจะออกไปทำธุระข้างนอกบ่อยขึ้นหลายครั้งที่เขาออกไปตั้งแต่เช้า และกลับมาในยามดึก หลายครั้งที่ซูเหม่ยขอติดตามไปด้วยแต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้งไป
เรื่องนี้ทำให้ซูเหม่ยไม่สบายใจเป็นอย่างมากขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป สถานะของนางคงจะต้องถูกเปิดเผยในสักวัน
หลายปีมาแล้วที่นางเข้ามาทำงานเป็นสาวรับใช้อยู่ในบ้านใต้เท้าหลิวจนเรียกได้ว่า ชีวิตนี้ของนางเป็นหนี้บุญคุณใต้เท้าหลิวจนยากจะทดแทนได้
ในวันที่ทราบข่าวว่าใต้เท้าหลิวต้องส่งลูกสาวคนเดียวไปให้กับคุณชายแห่งเหอฉี ความรู้สึกของนางในขณะนั้นไม่แตกต่างกับความรู้สึกของชาวเมืองทุกคน นี่จึงเป็นหนทางเดียวที่นางจะทดแทนบุญคุณใต้เท้าหลิว
แผนการทุกอย่างถูกวางไว้อย่างแนบเนียนสาวรับใช้เช่นนาง จะต้องปลอมตัวเป็นซูเหม่ายเพื่อเข้าพิธีอภิเสกแต่ด้วยความบาดหมางครั้งก่อน ใต้เท้าหลิวจะต้องตั้งท่ารังเกียจออกมาเพื่อให้พวกเขาทั้งสองถูกส่งออกไปอยู่ตำหนักนอกเมือง แค่นี้ ทุกอย่างก็เสร็จสิ้นใครเลยจะรู้ว่านี่คือเจ้าสาวตัวปลอม เพราะแม้แต่ชาวเมืองเหอผิงเองน้อยคนที่จะรู้จักกับซูเหม่ยผู้นี้ เพราะนางถูกทะนุถนอมดุจดั่งไข่ในหิน ชีวิตของนางตั้งแต่เล็กจนโตก็อยู่แต่ในตำหนักไม่เคยออกไปไหนมาก่อนเลย
การปรากฏตัวของแม่ทัพฟู่ทำให้นางเป็นกังวลยิ่งนัก แม่ทัพฟู่ผู้นี้เป็นใครมาจากไหน นางไม่เคยทราบมาก่อนเพียงแต่แอบได้ยินเรื่องราวที่พวกเขาพูดคุยกัน นางจึงต้องเสแสร้งเอ่ยชื่อเขาไปโดยไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ เพราะสิ่งที่นางรับคำสั่งมาจากใต้เท้าหลิวมีเพียงแค่ดูแลคุณชายอยู่ในตำหนัก และพาเขาออกข้างนอกบ้างเป็นบางคราวก็เท่านั้นเอง
“แล้วนี่เราจะทำยังไงต่อดี” นางถามเด็กรับใช้คนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในตอนที่คุณชายอี้เจ๋อออกไปข้างนอก
“ใต้เท้าไม่ได้บอกไว้ด้วยสิว่าจะต้องทำอย่างไร แล้วนี่แม่ทัพฟู่คนนั้นเห็นหน้าเธอหรือเปล่า”
“คิดว่าคงไม่เห็นหรอกข้าพยายามหลบหน้าตลอด ว่าแต่แม่ทัพฟู่มีอยู่จริงเหรอ”
“ใครจะไปรู้ได้เล่า ก็แกอยู่กับเค้าตลอด”
“ฉันว่าเราต้องบอกเรื่องนี้ให้ใต้เท้าหลิวรู้นะ”
“นั่นสิฉันก็คิดแบบนั้นขืนปล่อยไว้นานๆ อาจจะทำให้แผนการของใต้เท้าล้มเหลวก็ได้”
ซูเหม่ยตัวปลอมรีบวิ่งเข้าไปในห้อง หยิบของใช้ที่จำเป็นเตรียมตัวจะออกไปข้างนอก
ด้วยความเร่งรีบ ทำให้เธอวิ่งไปชนใครบางคนตรงประตูทางเข้า
“จะรีบไปไหนกันเหรอ” คำถามดังขึ้นทำเอาซูเหม่ยที่นอนกลิ้งอยู่กับพื้นต้องตกใจ
“เปล่าซะหน่อย” ซูเหม่ยตัวปลอมรีบปฏิเสธทันที “หม่อมฉันเห็นว่าคุณชายออกไปนานแล้ว ก็เป็นห่วงกลัวจะหลงทาง ก็เลยคิดว่าจะออกไปตามหา ไม่คิดว่าคุณชายจะกลับมาพอดี”
“เหรออออ” คุณชายอี้เจ๋อลากเสียงยาวพร้อมกับเดินไปดึงมือภรรยาตัวเองให้ลุกขึ้นมา “เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก เมืองเล็กๆ เช่นนี้ข้าไม่มีทางหลงหรอก ว่าแต่เจ้าเถอะจะออกไปตามหาข้า ทำไมต้องเร่งรีบกระวนกระวายเช่นนี้ ดูแปลกไปนะ”
“แปลกอะไรกันละ หม่อมฉันก็ปกติดี คุณชายคิดมากไปหรือเปล่า”
“ข้าว่าแปลก ก็ต้องแปลกสิ”คุณชายทำเสียงแข็ง พร้อมกับลากมือซูเหม่ยตัวปลอมเข้าไปในตำหนัก “ต่อไปนี้ถ้าหากว่าข้าไม่อนุญาตเจ้าก็ห้ามออกไปไหน รู้มั้ย”
คนทั้งสองหายเข้าไปในตำหนักโดยที่วันนั้นทั้งวันไม่มีใครเห็นพวกเขาออกมาอีกเลย
.........................................................
ที่แคว้นเหอฉี คุณชายชิงอวิ้นเฝ้าติดตามสถานการณ์ของเมืองเหอผิงอยู่ตลอดเวลาถึงแม้คุณชายอี้เจ๋อจะส่งข่าวมาเป็นระยะๆ ถึงความคืบหน้าของภารกิจ แต่ถึงกระนั้นทางแคว้นเหอฉีก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะทุกอย่างที่มันดูง่ายเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้คุณชายชิงอวิ้น จึงต้องเรียกขุนนางที่ใกล้ชิดเข้ามาพบเป็นการเร่งด่วน
“เราอยากฟังความเห็นจากทุกท่าน”คำพูดสั้นๆ ที่คุณชายชิงอวิ้นบอกกับทุกคนในตอนเริ่มปรึกษาหารือ ทำเอาทุกคนแปลกใจเพราะปกติแล้วนั้น มีแต่คุณชายที่จะเป็นคนพูดเพื่อให้ทุกคนได้ฟัง
“ข่าวดีจากคุณชายอี้เจ๋อ คงเพียงพอที่จะทำให้พวกเราสบายใจได้แล้ว”หลีซื่อเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“แต่มันจะไม่ดูง่ายไปหน่อยหรือ”เจียวลู่เสนอความเห็นบ้าง
“ง่ายก็กังวล พอเจอเรื่องยากก็ไม่กล้านี่พวกท่านต้องการยังไงกันแน่” หลีซื่อสวนกลับมาทันที
“นั่นสิ ข้าเองก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรที่ง่ายเลยทั้งหมดมาจากพระปรีชาของคุณชายทั้งสองทั้งนั้น ตรงไหนกันที่ใต้เท้าเจียวลู่คิดว่าง่าย” แม้จะมีความบาดหมางกับหลีซื่ออยู่บ้างแต่โอกาสเช่นนี้หวังเหล่ยไม่ปล่อยให้หลุดลอยไป ถือโอกาสประจบทันที
“โอกาสเช่นนี้มันไม่ได้มีมาบ่อยนัก แต่เราก็ต้องคิดให้รอบคอบเรื่องนี้ข้าคิดว่า เราควรจะให้ใต้เท้าตงหยาง กับใต้เท้าอี้เฉิน ได้มีส่วนร่วมกับพวกเราบ้าง” ข้อเสนอของเฟยฉี ทำเอาทุกคนเบือนหน้าหนี
“ก็แค่คนแก่สองคน จะช่วยอะไรได้ ยิ่งตอนนี้ข้าได้ข่าวมาว่าสุขภาพของทั้งสองคนก็ทรุดโทรมอย่างหนัก ข้าว่าปล่อยให้พวกเขาทั้งสองได้พักเถอะ ฮ่าๆๆๆ” หลีซื่อตอบกลับไปอย่างชัดเจน
“เราขอใต้เท้าทั้งสองกลับมาก็เพื่อจะให้ช่วยเหลือราชกิจบ้านเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งสองท่านกลับไม่สามารถช่วยเหลือเราได้ ข้าเองก็ไม่สบายใจกับเรื่องนี้เลย แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่ควรจะละเลยความสามารถของพวกเขา” คุณชายชิงอวิ้นเอ่ยขึ้น พร้อมกับเรียกทหารที่อยู่ด้านนอกเข้ามา “พวกเจ้าไปนำตัวใต้เท้าอี้เฉินกับใต้เท้าตงหยางมาที่นี่เดี๋ยวนี้เลย ต่อให้พวกเขาป่วยแค่ไหน พวกเจ้าก็จะต้องลากตัวพวกเขามาให้ได้”
ระหว่างรอใต้เท้าอาวุโสทั้งสองคุณชายก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกับเหล่าขุนนางอีกเลย
อีกเพียงแค่อึดใจเดียว ทหารก็นำตัวใต้เท้าทั้งสองมาถึง สภาพของทั้งสองคนดูไม่ดีนักร่องรอยความเจ็บป่วยแสดงออกทางใบหน้าอย่างชัดเจน การเดินที่เชื่องช้าและใบหน้าที่ซีดเซียว ทำให้ทุกคนที่รออยู่ในห้องต่างก็แสดงท่าทีดูแคลนออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่น่าจะรบกวนผู้เฒ่าทั้งสองเลย” เสียงหลีซื่อดังแทรกขึ้นมา
“นั่งคงเพราะคนหนุ่มเช่นพวกเจ้าไร้ความสามารถแล้วกระมัง”ใต้เท้าตงหยางสวนกลับทันที หลีซื่อเก็บอาการไม่อยู่ เดินปรี่เข้าไปจะเอาเรื่อง
“เอาละๆ พวกเจ้าพอได้แล้ว อย่าให้เสียบรรยากาศเลยวันนี้ข้าอยากจะให้ขุนนางทุกคนมาเสนอความคิดเห็นว่าเราจะเอาอย่างไรกับสถานการณ์ในตอนนี้” คุณชายชิงอวิ้นยกมือห้ามไม่ให้สถานการณ์บานปลายออกไป ก่อนจะหันไปถามกับผู้มาใหม่
“ใต้เท้าทั้งสองคิดเห็นว่าอย่างไร”
“ความเห็นของพวกข้าทั้งสองคนยังเหมือนเดิมเราไม่ควรจะไปก่อสงครามกับใครอีกแล้ว” ตงหยางตอบกลับมา พร้อมหันไปมองหน้าขุนนางคนอื่นๆ “เห็นได้ชัดว่าบัดนี้แคว้นเหอฉีของเรานั่นสงบเรียบร้อยดี ทุกอย่างนี้ก็เพราะฝ่าบาทไม่ถือโทษกับความผิดที่ผ่านมาของพวกเราแต่ข้าเชื่อว่า พวกเราได้โช้โอกาสนั้นหมดลงไปแล้ว หากเราคิดจะก่อเรื่องอีกครั้ง ครั้งนี้จะไม่มีโอกาสให้กับพวกเราอีกแล้ว”
“ก็เพราะแบบนี้ไง เราถึงต้องรีบลงมือหากเราชนะศึกได้ เราก็ไม่ต้องมาร้องขอโอกาสจากใคร” คุณชายชิงอวิ้นแทรกขึ้นมาทันที
“คุณชายคิดหรือว่าเราจะชนะ” ตงหยางกล่าวต่อ “ไม่เห็นหรือว่าทุกอย่างมันดูง่ายไปหมดตั้งแต่คุณชายอี้เจ๋อไปอภิเสกกับบุตรสาวของใต้เท้าหลิว คิดหรือว่าคนอย่างใต้เท้าหลิวจะยินยอมได้ง่ายๆ”
“แต่คุณชายก็ได้บุตรสาวใต้เท้าหลิวมาเป็นชายาแล้วมีอะไรที่ท่านไม่เข้าใจอีก” หลีซื่อทวนความจำให้กับใต้เท้าตงหยาง
“นั่นสินะ คุณชายได้ชายาแล้วแต่ข้าเกรงว่าใต้เท้าหลิวยังไม่ได้บุตรเขย” คำพูดของใต้เท้าตงหยางทำเอาทุกคนที่อยู่ในนั้นต้องตะลึง
“เจ้าพูดอะไรของเจ้า” คุณชายชิงอวิ้นถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ข้าคงไม่มีอะไรจะต้องปิดบังพวกท่าน แม่นางที่คุณชายอี้เจ๋ออภิเษกด้วย ไม่ใช่บุตรสาวใต้เท้าหลิวเป็นเพียงนางกำนัลคนหนึ่งเท่านั้น และข้าเชื่อว่า ในตอนนี้คุณชายเองก็ทราบเรื่องนี้แล้วเช่นกันถึงตอนนี้ คุณชายอี้เจ๋อคงตระหนักแล้วว่า ณ เวลานี้ฐานะของคุณชายในเมืองเหอผิงนั้นเป็นเพียงตัวประกันที่รอวันถูกประหารเท่านั้นหากคิดจะทำการอันใด ข้าเชื่อว่า พวกเราควรหาทางช่วยเหลือคุณชายอี้เจ๋อก่อนจะดีกว่า” สิ้นคำพูดของใต้เท้าตงหยางทุกคนในที่ประชุมถึงกับคอตก