เด็กสาวตัวเล็กอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวกระโปรงยีนสั้นราคาแพงผมสั้นเท่าติ่งหูใต้หมวกปีกเล็กที่เธอสวมใส่นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะครึ่งหนึ่งเป็นสีขาวส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นเป็นสีชมพู ใบหน้าที่คมเข้มตั้งแต่เด็กนั้นหากโตขึ้นน่าจะสวยคมเข้มเหมือนดาราหนังอินเดียเลยทีเดียว ดวงตากลมโตของเธอจ้องเขม็งไปที่ชายตาบอดขอทานที่อยู่ข้างหน้า
“ลืมตามองดูเราสิ” เสียงของนิษฐาในวัยเด็กแหลมเล็กแต่หนักแน่น
เมื่อได้ยินเสียงของเด็กผู้หญิงแปลกหน้าที่จู่ๆก็เข้ามาทักอย่างไร้เดียงสา สูรย์ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“อีหนู ข้าตาบอดนะ แม้แต่แสงสว่างข้ายังมองไม่เห็นเลย!” เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของสูรย์เหมือนเป็นการเย้ยเยาะให้กับชีวิตที่บัดซบของตัวเอง
“ไม่มีใครมาช่วยลุงเหมือนเมื่อ 10ปีที่แล้วหรอกนะ” นิษฐาพูดแทรกขึ้นมา เธอไม่ได้สนใจสิ่งที่สูรย์พูดด้วยซ้ำ
สูรย์หยุดหัวเราะทันที ด้วยความสงสัยว่าสาวน้อยคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขา
“คราวนี้ ลุงต้องเป็นแสงสว่างให้กับตัวเองให้ได้”
เสียงของนิษฐาพาสูรย์ย้อนกลับไปวันแรกที่เขาได้เจอกับพ่อและแม่ของสมิทธิ์เมื่อ10 ปีที่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนสะพานลอยแห่งเดียวกันนี้ พวกเขายื่นมือมาเหมือนจะฉุดเขาขึ้นจากชีวิตอันโหดร้ายเขายังจำแสงสว่างจากแสงอาทิตย์ที่อยู่ด้านบนของวันนั้นได้ดีแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในชีวิตอันมืดมนของสูรย์ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในวันนี้
จุดสีขาวเล็กปรากฏขึ้นในสายตาของเขา และค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถึงจุดหนึ่ง สูรย์ก็รู้ว่า แท้จริงแล้วจุดสีขาวนั้นคือแสงสว่างแต่ตรงแสงสว่างนั้น ไม่มีใครรอคอยเพื่อช่วยเหลือเขาเขาจะมัวแต่รอมือที่ยื่นเข้ามาไม่ได้อีกแล้ว ตัวเขาเองต่างหากที่ต้องยื่นมือออกไป เพื่อไขว่คว้าให้ถึงแสงสว่างนั้นด้วยตัวเองแสงแห่งโอกาส แสงแห่งความหวัง
ในที่สุดเขาก็สามารถเชื่อมต่อกับเทพแห่งแสงและกลายเป็นคนทรงระดับ 2 ได้ตามที่พ่อแม่ของสมิทธิ์ได้บอกไว้สูรย์สามารถเข้าทรงเฉพาะดวงตาทั้ง 2 ข้างของเขา ทำให้เขาสามารถมองเห็นได้เป็นปกติยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถมองทะลุผ่านสิ่งต่างๆ เท่าที่แสงสว่างส่องถึงไม่มีอะไรที่คนทรงคนนี้มองไม่เห็น จนได้ชื่อในวงการคนทรงว่า สูรย์ เอกซเรย์
“ถ้าคุณลุงอยากหาคนร้ายที่ฆ่าพ่อแม่บุญธรรมคุณลุงต้องไปที่ภาคีสหเทพ เข้าร่วมกับพวกเขา รอจนคนทรงเทพแห่งสงครามปรากฏตัวขึ้นเขาจะเป็นผู้คลี่คลายเรื่องราวทุกอย่างให้เอง”
แม้ในวันนั้นสิ่งที่เด็กผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งพูดจะดูเลื่อนลอยและเข้าใจได้ยากแต่เมื่อเธอคนนี้สามารถล่วงรู้ชีวิตของเขาได้อย่างแม่นยำและเป็นผู้เปิดประตูเพื่อเชื่อมต่อเขากับเทพแห่งแสง จนเขาสามารถบรรลุเป็นร่างทรงระดับ2 ได้ ก็น่าจะลองเสี่ยงเชื่อเธอดู
ด้วยคำพยากรณ์ของนิษฐาสูรย์จึงเดินทางไปยังภาคีสหเทพ ด้วยความสามารถทางด้านร่างกายของเขาเมื่อรวมกับพลังที่ได้มาจากเทพแห่งแสง จึงทำให้เขาไต่เต้าจนได้กลายเป็น 1 ใน 9ดารา ร่างทรงระดับ 2 ที่เก่งกาจที่สุดในโลก และได้รับการยอมรับจากคนทรงด้วยกันว่าเป็น 9 ดาราที่แข็งแกร่งที่สุด
โดยเฉพาะ ศุ คนทรงเทพเจ้าอสูร เธอสามารถสัมผัสได้ถึงพลังเทพอันมหาศาลของสูรย์ตั้งแต่วันแรกที่สูรย์เหยียบเข้ามาในห้องประชุมของภาคีสหเทพเพื่อเปิดตัวเป็น 1 ใน9 ดารา แค่เพียงสูรย์ถอดแว่นดำให้เห็นดวงตาอำพันเรืองแสงของเขาดวงตาคู่นั้นก็ชนะใจของศุไปแล้ว แต่เรื่องพลังเทพ ทั้ง 2 ยังไม่เคยวัดเอาแพ้ชนะกันอย่างจริงจังซึ่งในการเจอกันอีกครั้งนี้ ศุก็ได้ประลองฝีมือกับสูรย์อย่างที่เธอต้องการเสียที
ภายในป่าหลังตำหนักร่างทรงเจ้าแม่เสือดำกลุ่มก้อนพลังงาน 2 ดวงส่องแสงจ้า พุ่งหลบหลีกผ่านต้นไม้ใหญ่เหมือนมีชีวิต เคลื่อนที่รวดเร็วเหมือนกระสุนปืนส่งเสียงแหวกอากาศดังไปทั้งป่า
เป้าหมายการโจมตีของก้อนแสงนั้นคือร่างทรงระดับ 2ของเทพเจ้าอสูรที่อยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่ทันจะถึงตัว แค่เพียงศุดีดนิ้ว วงแหวนแสงที่มีลวดลายเป็นดาว6 เหลี่ยม 2 วงก็ปรากฏต่อหน้าเธอ
เมื่อก้อนพลังงานปะทะวงแหวนแสงที่ลอยอยู่นั้นก็ถูกดูดเข้าไปอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อก้อนแสงหายลับไป วงแหวนแสงทั้ง 2 ก็หดขนาดลงจนหายวับไปเช่นกัน
สูรย์ที่อยู่ในสภาพร่างทรงระดับ 2เหาะหนีอยู่ด้านหน้าของศุ แขนข้างหนึ่งของเขาโอบย่าของสมิทธิ์เอาไว้หญิงชราอยู่ในท่าเก็บมือเก็บแขนเต็มที่เธอมองไปที่ร่างทรงเทพเจ้าอสูรที่ไล่กวดมาติดๆ ด้วยสีหน้าหวาดกลัว
อันที่จริงแล้ว รูปลักษณ์ของศุในสภาพร่างทรงระดับ2 ไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวขนาดนั้น แต่เป็นเพราะ วฤตระอสูรรูปร่างเหมือนงูยักษ์ที่เธอขี่อยู่มากกว่าที่ทำให้ย่าของสมิทธิ์รู้สึกสยดสยองเกินทน
“โพรงอสูร นอกจากจะส่งพลังของเจ้าไปยังโลกอสูร ยังเปิดมิติส่งพลังกลับมาได้อีกด้วย”ศุพูดพลางชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้า
ทันใดนั้นวงแหวนแสงวงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าดักหน้าสูรย์ไว้ ก้อนพลังงานยิงออกจากกลางดาว6 เหลี่ยมของวงแหวนนั้น เฉี่ยวร่างของสูรย์ที่เหาะหลบได้ทันพอดี
“ตาเถร!” ย่าของสมิทธิ์สบถออกมาด้วยความตกใจ
ก้อนแสงกระทบพื้นเกิดระเบิดขึ้นพืชพรรณแถวนั้นโดนทำลายกระจุยกระจาย ใบไม้ดอกไม้ต่างไหม้ไปเป็นจุณ
เวลาเดียวกันนั้นก้อนพลังงานอีกดวงหนึ่งก็ยิงเข้ามาจากทางด้านหลังของสูรย์ผ่านวงแหวนแสงอีกวงหนึ่งโพรงอสูรทำหน้าที่เหมือนลำกล้องปืนที่ศุสามารถควบคุมทิศทางได้อย่างอิสระโดยกระสุนนั้นเกิดมาจากพลังแสงที่ปล่อยออกมาจากฝ่ามือของสูรย์นั่นเอง
“แต่เอ็งคงลืมไปแล้วว่าข้าเองก็ดูดแสงกลับมาเป็นพลังของตัวเองได้”
สูรย์ชูมือข้างที่ไม่ได้โอบย่าของสมิทธิ์ไปรับก้อนแสงที่ยิงมาจากทางด้านหลังโดยที่เขาไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำ
ก้อนพลังงานถูกดูดเข้าไปในฝ่ามือของร่างทรงเทพแห่งแสงสูรย์ไม่ได้รับอันตรายจากพลังของเขาเองแถมยังเป็นการเติมพลังงานชีวิตกลับเข้าไปเหมือนเดิมอีกด้วย
ศุเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ตกใจเธอส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ผ่านหน้ากากสีฟ้าออกมา
“เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้วล่ะ” ขณะที่พูดมือของศุก็ยื่นคฑาออกมาด้านหน้า
ยอดคฑาโลหะที่รูปร่างเหมือนหัวของยักษ์ส่องแสงสว่างจ้าวงแหวนแสงขนาดใหญ่เกิดขึ้นตรงหน้าของคนทรงเทพแห่งเจ้าอสูร ส่วนหัวของ วฤตระอสูรงูยักษ์ หายไปในโพรงอสูรที่ศุเพิ่งสร้างขึ้น
โพรงอสูรอีกที่หนึ่งเกิดขึ้นด้านล่างของสูรย์ส่งส่วนหัวของวฤตระผ่านมิติอสูรเข้าจู่โจมสูรย์ทันที อสูรงูเลื้อยเหาะไปในอากาศพุ่งตรงไปยังสูรย์ปากที่เต็มไปด้วยฟันอันแหลมคมอ้ากว้างเตรียมงับเหยื่อ เสียงขู่ฟอดดังลั่น
“เหวอ!” สูรย์ร้องตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ เขาหลบหลีกการโจมตีของศุได้อีกครั้งแต่ลำตัวอันใหญ่ยักษ์ของวฤตระเลื้อยผ่านเขาไปแค่ฉิวเฉียดเท่านั้น
“เมื่อก่อนเอ็งไม่เคยใช้ลูกเล่นแบบนี้เลยนี่นา” สูรย์บ่นอุบแต่ในใจก็แอบชื่นชมศุอยู่ไม่น้อย
แม้ว่าการเคลื่อนไหวของสูรย์จะรวดเร็วกว่าศุหรือแม้แต่อสูรวฤตระก็ตามแต่ศุใช้โพรงอสูรของเธอในการส่งวัตถุไปในระยะไกลเพื่ออุดช่องโหว่นี้ ทำให้การต่อสู้ของคนทรงเทพแห่งแสงและคนทรงเทพเจ้าอสูรไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกัน
ขณะที่สูรย์ยังไม่หายตื่นตกใจ คราวนี้คนทรงเทพเจ้าอสูรโผล่ออกมาจากวงแหวนแสงที่เพิ่งปรากฏขึ้นด้านหลังด้วยตัวเอง
ศุจับคฑาของเธอด้วย 2 มือหวดเข้าที่หลังของสูรย์เต็มแรง
“ข้ายังอุบทีเด็ดอีกหลายอย่างที่ไม่ได้บอกผู้ชายงี่เง่าอย่างเจ้า”
แรงปะทะส่งให้ร่างของสูรย์กระเด็นไปชนกับโคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอย่างจังสูรย์ใช้มือทั้ง 2 ข้างของเขาปกป้องย่าของสมิทธิ์ไว้ในอ้อมกอดไม่มีใครเป็นอันตรายหรือบาดเจ็บ
ย่าของสมิทธิ์ซึ่งฟังบทสนทนาและสังเกตบรรยากาศที่เกิดขึ้นระหว่างสูรย์และศุมาโดยตลอดเธอรู้สึกถึงความสัมพันธ์อะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดาของทั้ง 2 คนจึงเอ่ยปากถามขึ้นมา
“แฟนเก่าเรอะ?” หญิงชราเงยหน้าขึ้นถามสูรย์
แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของสูรย์ที่อยู่ภายใต้หน้ากากสีแดงของชุดร่างทรงระดับ2 แต่ฟังจากน้ำเสียงของเขา ก็รู้สึกถึงความกระอักกระอ่วนได้อย่างชัดเจน
“ก็... เคยกิ๊กกั๊กกันน่ะ” เสียงของสูรย์เบาและฟังไม่ค่อยชัดเจนเหมือนทุกครั้ง