เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 58 ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่

            เมื่อหลิ่วเฟยได้ยินที่หนานกงหลิงพูดก็ลอบถอนหายใจออกมาความจริงแล้วนางก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเกลี้ยกล่อมหนานกงหลิงให้ยอมตกลงได้เพียงแต่ว่าพอได้เห็นภาระที่บิดาต้องแบกรับไว้นางจึงอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระท่านบ้าง

             “ท่านประมุขหนานกง การสร้างลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่เป็นพระประสงค์ขององค์จักรพรรดิหรือว่านิกายหยุนไห่ของท่านคิดจะขัดคำสั่งขององค์จักรพรรดิกัน?” ตอนนี้เองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างหลิ่วเฟยก็พูดโผล่งออกมาขณะที่จ้องมองไปยังหนานกงหลิงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

             “ข้าพูดตอนไหนว่าจะขัดพระประสงค์ขององค์จักรพรรดิ?” หนานกงหลิงมองไปที่ชายหนุ่มคนนั้นด้วยสายตาเย็นชาขณะที่กล่าวว่า “ฝ่าบาทต้องการสร้างลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่นิกายหยุนไห่ก็จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และจะคัดเลือกลูกศิษย์ที่โดดเด่นบางส่วนไปเข้าร่วมการฝึกฝนที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่”

            เมื่อหนานกงหลิงพูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักจากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อแล้วกล่าวเสียงเยือกเย็นว่า “และอีกอย่างเรื่องของนิกายหยุนไห่พวกข้าสามารถจัดการกันเองได้ ยังไม่ถึงคราวที่นายน้อยอย่างเจ้าจะเสนอหน้ามาออกความคิดเห็นเจ้านับเป็นอะไรได้? แต่ถ้าอยากจะเสนอหน้านักก็เรียกบิดาของเจ้า ต้วนเทียนหลางมาสิ”         

            ทวีปเก้าสวรรค์เป็นโลกที่ผู้แข็งแกร่งจะได้รับความเคารพ ใครแข็งแกร่งคนนั้นย่อมเป็นผู้นำและเป็นเพราะว่าตระกูลต้วนแข็งแกร่ง ด้วยเหตุนี้ตระกูลต้วนจึงได้เป็นราชวงศ์พูดตรงๆ ก็คือตระกูลต้วนก็เหมือนนิกายที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรเสวี่ยเยว่เพียงแต่ว่าดำรงอยู่ในสถานะของราชวงศ์เท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างนั้นตระกูลต้วนก็ไม่สามารถทำให้นิกายอื่นๆยอมสวามิภักดิ์ได้

            ด้วยสถานะประมุขแห่งนิกายหยุนไห่ของหนานกงหลิงเขาไม่จำเป็นต้องอดกลั้นต่อความไร้มารยาทของนายน้อยผู้นี้ดังนั้นจึงโต้กลับไปอย่างไม่ไว้หน้า

             “นี่เจ้า... หนานกงหลิง เรื่องนี้ข้าจะรายงานให้ท่านพ่อทราบ!” ชายหนุ่มคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาในใจของเขาเกิดความรู้สึกเกลียดชังอีกฝ่ายขึ้นมา

             “เหอะ แล้วแต่เจ้าสิ” หนานกงหลิงตอบกลับอย่างไม่แยแส

             “ข้าได้ยินมาว่าเฟยเฟยน้อยกลับมาแล้ว” ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งลอยมาจากด้านนอกห้องไม่ช้าผู้อาวุโสเป่ยก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางสง่างาม

             “ท่านปู่เป่ย” หลิ่วเฟยเห็นผู้อาวุโสเป่ยเดินเข้ามา ก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพทันทีผู้อาวุโสเป่ยคืออาจารย์ของหลิ่วชั่งหลัน บิดาของนาง

             “เฟยเฟยน้อย บิดาของเจ้าสบายดีไหม?” ในดวงตาของท่านผู้อาวุโสเป่ยฉายแววเป็นห่วงขึ้นมาพวกเขาต่างก็เป็นอาจารย์ศิษย์กันมานาน สายสัมพันธ์ย่อมลึกซึ้ง

             “ยังอยู่ที่เมืองต้วนเริ่น” หลิ่วเฟยยิ้มอย่างขมขื่น

             “เฮ้อ...” ผู้อาวุโสเป่ยถอนหายใจออกมาก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

             “เฟยเฟยน้อย เจ้ามีธุระอะไรถึงมาที่นี่ได้ล่ะ? อย่าทำให้ท่านประมุขลำบากใจนักเลยแต่ถ้าเจ้าอยากได้คนนัก ข้าก็มีอยู่คนหนึ่งที่อยากจะแนะนำให้เจ้าได้รู้จักเจ้าต้องพอใจมากแน่ๆ”

             “คนหนึ่ง?” หลิ่วเฟยยิ้มเจื่อนๆ ออกมา

            “ไม่ใช่ว่าปีนั้นบิดาของเจ้าก็ไปคนเดียวหรือ? มีคนมากก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์” ผู้อาวุโสเป่ยส่ายหัว

             “ท่านปู่เป่ย คนที่ท่านพูดถึงเป็นใครหรือ?” ดวงตาของหลิ่วเฟยเปล่งประกายขึ้นมาฟังจากน้ำเสียงของท่านผู้อาวุโสแล้ว ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับคนคนนั้นมากหรือว่าคนคนนั้นจะเป็น...

             “เมื่อถึงเวลาเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง เจ้าให้พวกเขากลับไปก่อนเถอะหลังจากจบงานประลองของนิกาย ข้าจะส่งเขาไปที่เมืองหลวงด้วยตัวเอง” ท่านผู้อาวุโสเป่ยปรายตามองคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังด้วยสายตาเยือกเย็น

             “เจ้าค่ะ” หลิ่วเฟยพยักหน้าตกลง

              …

            ในช่องผา หลินเฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในถ้ำหิน โดยมีหยวนชี่ฟ้าดินที่เหมือนหิ่งห้อยล้อมรอบกายของตัวเองราวกับหมอกสีขาว

            ผ่านไปได้สักพักหนึ่งพลังดูดซับที่น่าเกรงขามก็ลอยออกมาจากร่างของหลินเฟิงและทำการกลืนกินหยวนชี่ฟ้าดินที่อยู่รอบกายเข้าไปในร่างประหนึ่งเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่สามารถรองรับสายน้ำนับไม่ถ้วนหลังจากที่หมอกสีขาวถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างอย่างต่อเนื่อง หลินเฟิงก็ใช้เคล็ดวิชาฉุนหยวนในการกลั่นหยวนชี่ฟ้าดินให้บริสุทธิ์

            เวลาผ่านไปหยวนชี่ฟ้าดินที่อยู่รอบกายของหลินเฟิงก็ไม่กลั่นตัวอีกหลินเฟิงหยุดการบ่มเพาะพลังของตนไว้แค่นี้

            เขาลืมตาขึ้นช้าๆ ขณะที่บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอันอบอุ่นขึ้นมา

             “ถึงแม้ว่าเคล็ดวิชาฉุนหยวนจะไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่พิเศษอะไรแต่ก็ทำให้รากฐานมั่นคงขึ้น ตอนนี้ลมปราณในร่างกายของข้าก็มีมากกว่าเมื่อก่อนถึงสองเท่า”

            หลินเฟิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ ลมปราณเติบโตขึ้น นั่นก็เท่ากับว่าสามารถต่อสู้ได้นานขึ้นความสามารถในการโจมตีและการต่อสู้อย่างต่อเนื่องก็จะแข็งแกร่งขึ้น

            หลินเฟิงลุกขึ้นยืนและมองไปยังผนังถ้ำจากนั้นก็ตบฝ่ามือไปในอากาศขณะที่ตะโกนว่า “แปดฝ่ามือพิฆาต”

            สิ้นเสียงของหลินเฟิง รอยประทับฝ่ามือเจ็ดรอยก็พุ่งออกมาจากฝ่ามือของหลินเฟิงกระแทกเข้ากับผนังถ้ำ

             “ตูม!!!”

            ผนังถ้ำสั่นไหวอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยุดลง และบนผนังถ้ำก็มีรอยฝ่ามือประทับไว้ทั้ง7 รอย ซึ่งเห็นได้ชัดเจนมาก

             “ตอนนี้แปดฝ่ามือพิฆาตมีพลังโจมตีที่รุนแรงที่สุด”

            หลินเฟิงยิ้มออกมาอย่างพอใจ แปดฝ่ามือพิฆาตเป็นเคล็ดวิชาระดับลี้ลับซึ่งจะแบ่งออกเป็น 8 ขั้น ถ้าสามารถฝึกฝนไปถึงขั้นที่ 5 ได้พลังโจมตีก็จะร้ายกาจมาก ฝ่ามือหนึ่งสามารถโจมตีได้ 5 รอยประทับฝ่ามือและถ้าฝึกฝนไปถึงขั้นที่ 6 นับได้ว่าพรสวรรค์ของผู้ฝึกไม่เลวเลยทีเดียวส่วนขั้นที่ 7 นั้น มีเพียงแค่อัจฉริยะเท่านั้นถึงจะสามารถฝึกฝนไปถึงขั้นนั้นได้

            ขั้นที่ 8 ฝ่ามือจะลอยอยู่บนนภา ยามที่ตบฝ่ามือออกไปทั่วทั้งอากาศจะเต็มไปด้วยรอยฝ่ามือและเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่งเหลือคณานับถ้าอยากฝึกไปถึงขั้นนี้ นอกจากจะต้องมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งแล้ว ยังจำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการต่อสู้จริงนับไม่ถ้วน

            เคล็ดวิชาระดับลี้ลับไม่ใช่สิ่งที่จะฝึกกันได้ง่ายๆ ยิ่งระดับสูงเนื้อหาก็ยิ่งยาก

            แต่มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับหลินเฟิงเมื่อเขาปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งความมืดออกมา ไม่ว่าจะความสามารถในการเข้าใจหรือความสามารถในการประมวลผลล้วนเพิ่มขึ้นหลายเท่าเพียงแค่หนึ่งวันหลินเฟิงก็สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาแปดฝ่ามือพิฆาตมาถึงขั้นที่ 7 แล้วขาดอีกเพียงแค่ก้าวเดียวก็สามารถบรรลุเคล็ดวิชานี้ได้

            แต่หลินเฟิงก็ยังไม่พอใจ อัจฉริยะของนิกายหยุนไห่ที่ผุดขึ้นมาได้เรื่อยๆศิษย์สายนอกอย่างไรก็เสียเปรียบศิษย์สายใน ผู้แข็งแกร่งเทียมเมฆมีมากมายครั้งนี้ที่หลินเฟิงตัดสินใจเข้าร่วมการประลองของนิกายก็ไม่รู้ว่าจะต้องพบเจออะไรบ้างดังนั้นเขาจะต้องเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของตัวเองเรื่อยๆ

            เคล็ดวิชาดาบมรณะ สามารถยกระดับความแข็งแกร่งของเขาได้ในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งแบ่งเป็น3 กระบวนท่าได้แก่ ดาบปลิดวิญญาณ ดาบแห่งความตาย และดาบร่วงโรย

            ดาบปลิดวิญญาณ ฟันดาบออกไปเพื่อสังหาร

            ดาบแห่งความตาย หนึ่งก้าวสังหารคน

            ดาบร่วงโรย สังหารทุกสรรพสิ่ง

            เมื่อเห็นกระบวนท่าทั้งสามรูปแบบแล้ว หลินเฟิงก็ตกอยู่ในภวังค์ภาพวาดในหนังสือเคล็ดวิชาดาบมรณะ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหัวของเขาและประทับอยู่ในนั้น         

            เมื่อหลินเฟิงปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมา โลกทั้งใบก็กลายเป็นสีดำไม่ว่าจะสีท้องฟ้าหรือพื้นดินล้วนเป็นสีดำหมด ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเขาต่างก็เป็นสีดำหลินเฟิงยังคงครุ่นคิดอยู่ในใจเงียบๆ ไม่มีอะไรที่สามารถรบกวนเขาได้

            หลินเฟิงหลับตาลง ในหัวของเขาปรากฏเงาคนขึ้นมาเงานั่นกวัดแกว่งดาบในมือไม่หยุด ทุกการเคลื่อนไหวของเขานั้นซับซ้อนมาก และนั่นก็คือกระบวนท่าแรกของเคล็ดวิชาดาบมรณะดาบปลิดวิญญาณ

            ผ่านไปได้สักพักหลินเฟิงก็ลืมตาขึ้นประกายดาบอันแหลมคมส่องสว่างวูบวาบขึ้นมา ขณะที่ใบดาบก็กวัดแกว่งเชือดเฉือนอากาศจนเกิดเสียงดังขึ้นมา

            หนึ่งก้าว หนึ่งเสียง หนึ่งดาบ และปลิดวิญญาณ

             “ตูม!!!”

            ถ้ำพลันสั่นสะเทือน รอยดาบเป็นทางยาวก็ปรากฏขึ้นมาที่ผนังถ้ำรอยดาบนั่นดูเหมือนเป็นคลื่นดาบ

            เสียงสั่นไหวดังขึ้นเรื่อยๆ ก้อนหินในถ้ำก็ร่วงลงมาไม่หยุดทำให้หลินเฟิงต้องหยุดชะงัก ก่อนจะใช้ท่าร่างกระโดดออกมาจากถ้ำหลังจากที่หลินเฟิงออกไปได้ไม่นาน ถ้ำแห่งนี้ก็ถล่มลงมา

             “แค่กระบวนท่าแรกก็ทรงพลังมากกว่าแปดฝ่ามือพิฆาตขั้นที่ 7 หลายเท่าถ้าเป็นกระบวนท่าดาบแห่งความตายกับดาบร่วงโรยจะแข็งแกร่งขนาดไหน” หลินเฟิงเรียกจิตวิญญาณกลับเข้าร่างด้วยท่าทางมีความสุขเคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นกลางแข็งแกร่งกว่าเคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นต่ำหลายเท่าถ้าหากเขาบรรลุเคล็ดวิชาดาบมรณะพลังของมันก็เทียบเท่าได้กับเคล็ดวิชาระดับลี้ลับขั้นสูง 

            ความจริงแล้วหลินเฟิงไม่รู้ว่า ที่กระบวนท่าดาบปลิดวิญญาณสามารถทรงพลังได้ขนาดนี้นอกจากจะเป็นเพราะตัวเคล็ดวิชาที่ร้ายกาจแล้วยังเป็นเพราะพลังดาบของเขาอีกด้วย

            ดาบปลิดวิญญาณ ถ้ากระตุ้นคลื่นดาบ เจตจำนงแห่งดาบ พลังดาบสามอย่างนี้ร่วมกัน ดาบปลิดวิญญาณก็จะแสดงพลานุภาพเช่นนี้ออกมา ประกอบกับหลินเฟิงมีความเข้าใจเกี่ยวกับดาบอยู่พอสมควรดังนั้นจึงสามารถฝึกฝนดาบปลิดวิญญาณได้ง่ายกว่าคนอื่น ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นล่ะก็คงไม่สามารถทำแบบนี้ได้แน่ๆ

             “นั่นใคร?” ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นหลินเฟิงก็หมุนตัวกลับไปมองที่ทางเข้าช่องผา และเห็นคนคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาเมื่อเห็นเต็มสองตาว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ดวงตาของเขาก็ฉายแววไม่พอใจขึ้นมา

             “หลิ่วเฟย” หลินเฟิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจตรรกะของผู้หญิงคนนี้สักเท่าไรตอนมีโอกาสจัดการเขานางกลับไม่ทำและตอนนี้ยังจะมาหาเขาอีก

             “ไอ้สารเลว เจ้าแย่งสถานที่บ่มเพาะของข้า ความอัปยศที่ข้าได้รับวันนี้ข้าจะส่งคืนให้กับเจ้า!” หลิ่วเฟยจ้องเขม็งไปที่หลินเฟิงอย่างเคียดแค้นตั้งแต่เล็กจนโต ท่านพ่อของนางก็สอนให้นางรู้จักยืนด้วยลำแข้งของตัวเองและนางก็ทำเช่นนั้นมาโดยตลอด แม้จะเป็นผู้หญิงแต่นางก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชาย รวมกับพรสวรรค์และประสบการณ์ที่มากมายทำให้นางกลายเป็นคนที่ภาคภูมิใจในตัวเองสูงจนกลายเป็นหยิ่งทระนง

            หลิ่วเฟยคิดไม่ถึงเลยว่าหลินเฟิงจะไร้ยางอายขนาดนี้ แอบถ้ำมองนางไม่พอหลังจากต่อสู้เสร็จก็บอกว่าตัวเองไม่ได้สนใจนาง ทั้งยังมาแย่งสถานที่บ่มเพาะอันล้ำค่าของนางไปอีกแต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยได้รับความอัปยศแบบนี้มาก่อน ความแค้นนี้ไม่ชำระไม่ได้!!!         

             “ตอนนี้ข้าบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้ว มาดูสิว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร” ในใจของหลิ่วเฟยกระหยิ่มยิ้มย่องออกมา

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน