พิธีเปิดเมืองคือพิธีที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าเมืองแห่งนั้นได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังจะมีพิธีแต่งตั้งเจ้าเมืองและการมอบตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงๆอีกด้วย
ซึ่งตอนนี้ทุกคนแค่ทำหน้าที่ของตัวเองและตำแหน่งก็ยังเป็นตำแหน่งลอยๆ การที่พวกเขาจะได้ตำแหน่งนั้นจริงๆจะต้องมีตราปั้มของเจ้าเมือง ซึ่งการที่เจ้าเมืองจะปั้มตราปั้มได้นั้นจะต้องเปิดเมืองให้เสร็จก่อน
นอกจากนี้นี่คือเมืองของกลุ่มนักผจญภัยเดธปาร์ตี้ เพราะฉะนั้นพิธีเปิดงานจะต้องอลังการ ซึ่งแขกส่วนใหญ่ที่จะมายังพิธีเปิดงานอย่างน้อยจะต้องเป็นคนที่สนิทหรือคนที่เคยคุยและรู้จักกัน และอาจจะต้องเป็นถึงตัวตนที่แข็งแกร่งอีกด้วย
แน่นอนว่าคนอื่นๆก็สามารถมารับชมพิธีเปิดเมืองได้เหมือนกัน แต่พวกเขาจะรับชมในส่วนมาก ส่วนพิธีการเล็กน้อยก็จะอดดู
ซึ่งไลท์ได้สั่งให้สมาคมนักผจญภัยที่อยู่ตามเมืองต่างๆหรืออาณาจักรส่งบัตรเชิญให้กับบุคคลที่ไลท์รู้จัก
เมื่อเป็นคำสั่งของไลท์ สมาคมนักผจญภัยเหล่านั้นย่อมทำตามอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานทุกคนก็ได้รับบัตรเชิญจากสมาคมนักผจญภัย
บนท้องฟ้าเหนือก้อนเมฆ
ไลท์นอนเล่นอยู่ที่ระเบียงเพื่อรับลม
ในมือของไลท์มีรายงานถึงข้อมูลต่างๆที่เจ้าหน้าที่ได้ทำลงไปในช่วงสงคราม
ภายในข้อมูลมีการจดบันทึกเอาไว้ด้วยว่า สังหารปีศาจไปแล้วกี่ตัวและเป็นปีศาจระดับไหนอีกด้วย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนำมาแลกเปลื่ยนเป็นแต้มความดีได้
หลังจากที่อ่านข้อมูลดูแล้วไลท์ก็พบว่าเจ้าหน้าที่แต่ละคนสังหารปีศาจไปไม่ต่ำกว่าสองพันตัว ซึ่งก็นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ซึ่งคนที่สังหารปีศาจได้มากที่สุดก็คือเวอร์โก้ เขาสังหารปีศาจไปมากถึงหกพันแปดร้อยตัว นับว่าทิ้งห่างกับที่สุดท้ายไปถึงสองพันกว่าตัว
แม้ว่าพวกปีศาจส่วนใหญ่จะอ่อนแอแต่ก็นับว่าทำประโยชน์ต่อเผ่ามนุษย์
เนื่องจากเวอร์โก้เป็นคนที่มีพรสวรรค์ในด้านดาบอย่างมาก เพียงแค่สองเดือนเวอร์โก้ก็มีความเข้าใจดาบในระดับเชี่ยวชาญขั้นสูงแล้ว และตอนนี้เวอร์โก้มีทักษะดาบในขั้นชำนาญแล้ว
การโจมตีของเวอร์โก้นั้นเรียบง่ายและได้ประสิทธิภาพ ซึ่งการคือการโจมตีด้วยคลื่นดาบ
เพียงแค่เวอร์โก้วาดดาบไปด้านหน้าเขาก็สามารถสังหารปีศาได้ไม่ต่ำกว่าสิบตัว แม้ว่าเวอร์โก้จะใช้เวทย์มนต์ไม่ได้แต่เขาก็จะกลายเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งและทรงพลังอย่างท่านไลท์ได้
ทุกคนรู้ว่าไลท์ไม่ใช่จอมเวทย์ แต่การที่ไลท์แข็งแกร่งขนาดนี้ก็เป็นเพราะทักษะดาบที่ทรงพลังนั่นเอง
หลังจากที่อ่านข้อมูลจบไลท์ก็ตัดสินใจบางอย่าง เขาจึงเรียกเจ้าหน้าที่ทั้งหมดให้มารวมตัวกันที่ห้องโถง
เจ้าหน้าที่ยืนกันเป็นระเบียบ
ไลท์เดินขึ้นมาบนเวที เขาทำการกวาดสายตาดูเจ้าหน้าที่ทั้งหมดพร้อมกับหน่วยลับเทพยุทธ์ ซึ่งทุกคนดูโตและเป็นผู้ใหญ่มากกว่าตอนที่พวกเขาเพิ่งจะออกเดินทางออกจากเมือง
“ ทุกคนทำผลงานในช่วงสงครามได้ยอดเยี่ยมมากทำให้ฉันตัดสินใจที่จะเพิ่มแต้มความดีให้คนละสองพันแต้ม รวมไปถึงการที่ทุกคนจะได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยลับเทพยุทธ์ ” ไลท์พูดขึ้น
เมื่อทุกคนได้ยินที่ไลท์พูดก็พากันแสดงสีหน้าตื่นเต้น แต่ไม่มีใครส่งเสียงดังออกมา เพราะทุกคนกำลังอยูในระเบียบอยู่
หน่วยลับเทพยุทธ์คือหน่วยพิเศษที่มีหน้าที่จับกุม สังหาร และสืบข่าว และมันยังเป็นหน่วยลับประจำตัวของท่านไลท์ ทำให้หน่วยนี้เป็นที่ใฝ่ฝันของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาก
มีคำพูดว่าถ้าหากอยากที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของสายเจ้าหน้าที่ตำรวจคือการเข้าหน่วยลับเทพยุทธ์ให้ได้
และตอนนี้พวกเขากำลังจะได้เข้าร่วมกับหน่วยลับเทพยุทธ์แล้ว ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นและดีใจอย่างมาก
“ ส่วนการแบ่งกลุ่มเดี๋ยวฉันจะให้คนของหน่วยลับเทพยุทธ์แบ่งคนกันเอง ” ไลท์พูดขึ้น
หลังจากนั้นหน่วยลับเทพยุทธ์ก็แบ่งหน้าที่คัดเลือกคนเข้าหน่วยของตัวเอง
ซึ่งหน่วยลับเทพยุทธ์มีความสำคัญอย่างมาก เพราะแต่ละหน่วยก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไป
ซึ่งหน่วยลับเทพยุทธ์จะมีทั้งหมดห้าหน่วย
หน่วยที่หนึ่งก็คือหน่วยที่มีไว้สำหรับอารักขาคนสำคัญของเมืองหรือไม่ก็เป็นแขกสำคัญที่มายังเมืองรุ่งอรุณ
หน่วยที่สองมีหน้าที่ในการสืบสวนและสอบสวนรวมไปถึงการจับกุมคนที่น่าสงสัยหรือคิดว่าจะเป็นภัยต่อเมืองรุ่งอรุณ
หน่วยที่สามคือหน่วยสังหาร ซึ่งเมื่อได้รับข้อมูลจากหน่วยที่สองแล้วหน่วยที่สามก็จะลงมือสังหารบุคคลตามที่ได้รับข้อมูลมา
ซึ่งข้อมูลที่ได้มานั้นจะต้องผ่านตราประทับของเจ้าเมืองแล้วว่าบุคคลนี้เป็นภัยร้ายแรงสามารถสังหารทิ้งได้ทันที
หน่วยที่สี่คือหน่วยสนับสนุน พวกเขาจะทำหน้าที่สนับสนุนหน่วยอื่นๆถ้าหากหน่วยอื่นๆคนไม่พอหรือต้องการกำลังเสริงอย่างเร่งด่วน หน่วยที่สี่ก็จะออกปฏิบัติการทันที
หน่วยที่ห้าคือหน่วยเก็บกวาด เมื่อเสร็จสิ้นการต่อสู้ หน่วยที่ห้าก็จะลงพื้นที่พร้อมกับจ่ายค่าเสียหายหรือชดเชยให้กับคนที่เสียหายนั่นเอง รวมไปถึงก่อสร้างบ้านเมืองให้เหมือนเดิม ( หมายถึงเกิดการต่อสู้ที่เมืองอื่นๆ )
ทำให้หน่วยที่หนึ่งและหน่วยที่สามจะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งและต่อสู้เก่ง
ส่วนหน่วยที่สองจะต้องเป็นคนที่ฉลาดและมีไหวพริบดี เพราะพวกเขาจะต้องเอาข้อมูลหรือตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับมาอีกที
หน่วยที่สี่จะต้องเป็นหน่วยที่มีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่งเพราะจะต้องเข้าร่วมการต่อสู้กับหน่วยอื่นๆ
ส่วนหน่วยที่ห้านั้นไม่ต้องแข็งแกร่งมากก็ได้ เพียงแค่จัดการปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามเดือน
การเดินทางของไลท์นั้นราบรื่นย์อย่างมากแต่ก็มีปัญหาอย่างเดียวก็คือการจัดการกับดันเจี้ยนที่ปรากฏขึ้น
ตลอดการเดินทางพวกไลท์พบดันเจี้ยนไปแล้วถึงสิบแห่ง ซึ่งพวกเขาได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือไลท์จึงตอบรับ แน่นอนว่าเพื่อเป็นการฝึกฝนหน่วยลับไปด้วย ไลท์จึงให้หน่วยลับทั้งหมดพร้อมกับพวกไลก้าเข้าไปหาประสบการณ์ในการจัดการกับดันเจี้ยน
เนื่องจากไลท์รู้ว่าถ้าหากหอคอยแห่งนิรันดร์พังทลายเมื่อไหร่ ดันเจี้ยนก็จะมาปรากฏอยู่ที่โลกภายนอก เพราะฉะนั้นไลท์จึงอยากให้หน่วยลับเทพยุทธ์ทุกคนได้รับการฝึกฝนในการเข้าดันเจี้ยนเอาไว้ก่อน เนื่องจากหน่วยลับเทพยุทธ์ทั้งหมดคือกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ที่โลกภายนอก มีไม่กี่คนที่เคยได้เข้าไปในหอคอยแห่งนิรันดร์ ทำให้พวกเขาไม่เคยเจอดันเจี้ยนมาก่อน
ไลท์ได้สั่งให้ไลก้าเป็นผู้นำกลุ่มกวาดล้างดันเจี้ยนให้หมด
ตอนนี้พวกไลท์ก็มาถึงเมืองแสงจันทร์แล้ว
“ เอาล่ะทุกคนอีกเพียงนิดเดียวก็กลับถึงบ้านแล้ว” ไลท์พูดให้กำลังใจทุกๆคน
หน่วยลับเทพยุทธ์ทั้งหมดแสดงสีหน้าตื่นเต้น การที่อยู่บนเรือบินตลอดสองเดือนเกือบจะสามเดือนเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก แม้ว่าไลท์จะสั่งให้เปลื่ยนบรรยากาศอยู่บ่อยๆเช่นแวะพักที่เมืองสักสองถึงสามวันหรือแวะพักที่ภูเขาสูงก็ตาม
การเดินทางจากหอคอยแห่งนิรันดร์ไปยังเมืองรุ่งอรุณต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณห้าวันถ้าหากเดินทางเต็มที่
แน่นอนว่าการเดินทางเต็มไปด้วยความราบรื่นย์
เมื่อพวกเขามาถึงเขาก็พบว่าตอนนี้เมืองรุ่งอรุณได้ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จากเมืองที่ใหญ่โตอยู่แล้วก็ใหญ่กว่าเดิมมาก
“ ดูเหมือนว่าในช่วงที่ผ่านมาเบเรียลจะทำงานหนักอยู่ตลอดเลยสินะ ” ไลท์พึมพำพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องหาเวลาพักให้กับเบเรียลบ้างแล้ว
เมื่อเรือบินมาถึงเมืองรุ่งอรุณ เสียงพลุก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงประกาศว่าตอนนี้วีรบุรุษได้กลับมาแล้ว
ผู้คนในเมืองรู้ดีว่าไลท์ได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งพันคนเข้าร่วมสงคราม และดูเหมือนว่าวีรกรรมของไลท์นั้นทำให้ถูกยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษของเผ่ามนุษย์ ด้วยเหตุนี้ทำให้ชื่อเสียงของเมืองรุ่งอรุณก็โด่งดังอย่างมาก นอกจากนี้เมืองรุ่งอรุณก็ยังสามารถรับมือกับพวกองค์กรมืดที่บุกโจมตีได้อย่างดี แม้ว่าจะเสียหายแต่ก็ไม่ได้เสียหายมากอะไร
หลังจากที่เรือบินจอดที่ท่าเรือบิน ซึ่งมีไว้สำหรับเรือบินโดยเฉพาะ
ไลท์เดินนำหน้าพร้อมกับหน่วยลับเทพยุทธ์ทั้งหมดที่เดินตามหลังออกมา
ตอนนี้ฝูงชนนับล้านคนยืนอยู่สองข้างทางพร้อมกับตะโกนชื่อของไลท์อยู่ตลอดเวลา
“ พาพวกนี้ไปรายงานที่สำนักงานใหญ่ก่อนแล้วกันจากนั้นก็ใส่ชื่อพวกเขาลงไปในหน่วยลับเทพยุทธ์ด้วย ” ไลท์พูดกับแฮกที่อยู่ด้านหลัง
“ ครับท่านไลท์ ” แฮกตอบรับ เนื่องจากเขาเองก็เป็นถึงครูฝึกของหน่วยลับเทพยุทธ์เหมือนกัน นอกจากนี้ในช่วงสงครามที่ผ่านมาทำให้เขาได้ทะลวงเข้าสู่ระดับSSแล้ว และไม่ใช่แค่แฮกเพียงคนเดียวครูฝึกทั้งห้าคนก็เข้าสู่ระดับSทั้งหมด นับว่าพวกเขาคือกำลังสำคัญของเมืองรุ่งอรุณเลยทีเดียว
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงสำนักงานใหญ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากนั้นไลท์ก็มุ่งหน้าไปที่ห้องทำงานของเบเรียล
ที่ห้องทำงานของเบเรียลเอกสารจำนวนมากวางกองอยู่บนโต๊ะ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้เบเรียลเงยหน้าขึ้นมาดู เมื่อเธอเห็นคนที่เดินเข้ามาก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นและวิ่งเข้าไปกอดทันที
“ เป็นไงบ้างเบเรียลเหนื่อยมากไหม? ” ไลท์ถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับลูบหัวของเบเรียลเบาๆ
“ ก็หนักนิดหน่อย ใครใช้ให้นายแสดงฝีมือมากขนาดนั้นกันล่ะ? ” เบเรียลยิ้มออกมาพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ เพราะยิ่งไลท์แข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ยิ่งมีคนที่อยากจะย้ายเข้ามาอยู่ที่เมืองของเขาเพิ่มมากขึ้น
“ ก็ช่วยไม่ได้ถ้าหากฉันไม่ทำอะไรเผ่ามนุษย์ก็จะถูกเผ่าปีศาจกดดันอย่างต่อเนื่อง ” ไลท์พูดขึ้น
หลังจากนั้นทั้งสองก็มานั่งคุยเล่นกันที่โซฟา โดยที่ไลท์เล่าเรื่องที่เขาไปเจอมาตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาให้กับเบเรียลฟัง
ส่วนทางด้านเบเรียลก็พูดถึงเมือรุ่งอรุณให้กับไลท์ฟังในช่วงที่เขาไม่อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็มีบางเรื่องที่ไลท์รู้อยู่แล้วก็คือพวกองค์กรมรณะที่เหลืออยู่ได้บุกโจมตีเมืองรุ่งอรุณ แต่พวกมันก็ต้องพบกับจุดจบที่เบเรียลและเดซี่ได้เตรียมเอาไว้
แม้ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากสักเล็กน้อยแต่มันก็ทำให้ทั้งสองได้รู้แล้วว่าพวกเธอแข็งแกร่งกว่าระดับSSไปแล้วเพราะพวกเธอสามารถสังหารระดับSSขององค์กรมรณะได้ในเวลาไม่ถึงสิบนาที
ส่วนทางด้านเมืองรุ่งอรุณ ตอนนี้มีประชากรไม่ต่ำกว่าสิบล้านคนแล้วและดูเหมือนว่าจะยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนทำให้เบเรียลตัดสินใจที่จะขยายมันให้สูงที่สุดคือรับคนได้ถึงยี่สิบล้านคนไปเลย
แน่นอนว่าเบเรียลก็ต้องเรียกประชุมเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆมาพูดคุยกันก่อนจึงจะขยายเมืองให้สามารถรับคนได้ยี่สิบล้านคน
เมื่อลงมติได้แล้วพวกเขาก็ทำการวางแผนโครงเมืองใหม่อีกครั้งซึ่งทำให้มันมีขนาดใหญ่ขึ้นและเป็นระเบียบเรียบร้อย รวมไปถึงการสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ให้ชาวบ้านที่ใช้พื้นที่ในการเกษตรอีกด้วย
ไลท์มองดูโครงเมืองแบบคร่าวๆก็ต้องยอมรับเลยว่าพวกเขาวางแผนได้อย่างดี เมืองดูสวยงามและน่าอยู่อย่างมาก
“ นายรู้ไหมว่าห้องน้ำที่นายออกแบบนั้นยอดเยี่ยมาก ชาวบ้านทั้งหมดพากันซื้อใช้ทั้งเมืองเลยไม่สิแม้แต่เมืองอื่นๆที่อยู่รอบๆก็ยังซื้อไปขายต่อเลย ” เบเรียลพูดขึ้น
ไลท์ครุ่นคิดก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ ทำไมเราไม่สร้างหอการค้าที่อยู่ตามเมืองต่างๆไปเลยล่ะ พวกเราก็จะได้เงินเองโดยที่ไม่ต้องให้คนอื่นๆได้เงินค่าส่วนต่างไป ”
“ เรื่องนั้นพวกเราลงมือสร้างขึ้นมาแล้วแต่รอให้นายตั้งชื่อให้กับหอการค้าก่อน ” เบเรียลพูดขึ้น
“ งั้นเอาเป็นหอการค้ารุ่งอรุณแล้วกัน ” ไลท์พูดขึ้น เพราะไหนๆจะชูเมืองรุ่งอรุณแล้วก็เอาเป็นชื่อรุ่งอรุณให้หมดไปเลย
เบเรียลที่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา
ไลท์มองไปที่เบเรียลด้วยความสงสัยว่าทำไมจู่ๆเธอถึงหัวเราะขึ้นมา
“ พอดีฉันพูดกับคนอื่นๆเอาไว้แล้วว่านายจะต้องใช้ชื่อหอการค้ารุ่งอรุณ เพราะฉะนั้นฉันก็เลยบอกให้คนออกแบป้ายหอการค้าเอาไว้แล้ว นายลองดูสิว่ามันเป็นอย่างไง ” เบเรียลพูดจบเธอก็หยิบเอาแผ่นป้ายโลหะขนาดใหญ่ออกมาวางไว้บนโต๊ะ
ไลท์ยิ้มแห้งๆพร้อมกับมองดูแผ่นป้ายที่อยู่บนโต๊ะ
“ ใช้ได้เลยนิ ” ไลท์ยิ้มขึ้น
“ งั้นก็เอาแบบนี้เป็นตัวอย่างแล้วก็ปรับเปลื่ยนได้แต่ต้องคงเอกลักษณ์ของสัญลักษณ์ของเมืองเอาไว้ ” เบเรียลพูดขึ้น
เรื่องนี้ไลท์เห็นด้วย ขอเพียงคงเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ของเมืองเอาไว้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
หลังจากนั้นไลท์และเบเรียลก็พูดคุยกันจนกระทั้งสองชั่วโมงผ่านไป ไลท์ก็บอกให้เบเรียลพักก่อนเพราะเขาจะพาเบเรียลไปกินอาหารที่ร้านอาหาร