เสี่ยวฮวาฮวาชื่นชอบของอร่อยแต่สำหรับตัวนางเองแล้ว ไม่ค่อยได้สิ้นเปลืองกับอาหารของกินหรือของฝากที่มีราคาแพงของพวกนั้นหากนางได้กินได้ใช้ส่วนใหญ่เป็เพราะมีผู้อื่นนำมาให้มากกว่าสำหรับนางจะจับจ่ายใช้สอยของมีราคา ก็เพื่อเป็ของขวัญของฝากให้กับคู่ค้าหรือว่าข้าราชสำนักชั้นสูงที่หากรู้จักมักคุ้นแล้วจะเป็ผลดีต่อการค้าและการลงทุนในอนาคต เรียกว่าเอื้อผลประโยชน์ต่อนางได้
กงฟูฉ่า (工夫茶) เป็วิธีการชงชาที่ใช้ความพิถีพิถันและความอุตสาหะพยายามไม่ว่าชาที่ชั่งหนึ่งต้องมีก้อนตำลึงทองถึงแลกมาได้หรือชาชั้นเลวที่ชาวบ้านพอจะมีกำลังซื้อชนิดเดียว หากผ่านพิธีชงชาด้วยจิตตั้งมั่นก็ดูเหมือนว่ามูลค่าและความกลมกล่อมของชาถ้วยนั้นจะมีมากขึ้นเป็พิเศษสำหรับคนที่มีพื้นเพเริ่มต้นไม่ค่อยดีนักอย่างเหมยฮวาสำหรับนางแล้วต่อให้ชาแตกต่างกันแค่ไหน ทว่าในด้านการบริโภคนางกลับไม่เื่มากกล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็ชาขาว ชาเหลือง ชาเขียว ชาอู่หลง ชาหมัก หรือชาดำล้วนแล้วจิบหนึ่งก็พึงใจได้เช่นเดียวกัน
เพียงแต่จิบหนึ่งก็พึงใจของคนที่ผ่านการขัดเกลาจิตวิญญานให้มีความพิถีพิถันและมีทางเลือกมากมายั้แ่เริ่มสูดลมหายใจแรกของชีวิตก็คงคิดแบบนางไม่ได้เช่นกันเหมือนที่กับตอนนี้นางกำลังเสียดายชาดีราคาแพง แต่อีกฝ่ายกลับใช้ช้อนก้านยาวตักใบชาโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย
โดยปกติแล้วชาดีราคาแพงใช้เป็ของโอ้อวดได้อย่างท่านเสนาบดีทั้งหลายที่นางเอาชาชั้นดีไปเป็ของฝากไม่กี่วันนางจะต้องได้ยินเื่ที่ว่าท่านเสนาบดีเ่าั้รับรองแเื่ด้วยใบชาชั้นยอดที่นางมอบให้เวลาชงชาก็ต้องโอ้อวดไปด้วย...ซึ่งก็ไม่ได้โอ้อวดว่าชาดีได้มาจากนางอันที่จริงไม่พูดถึงด้วยซ้ำ เพียงแต่โอ้อวดแค่ว่าชานี้แพงอย่างไร หายากแค่ไหนที่ข้าเอามาชงให้ท่านกินเพื่อให้เกียรติ (และควรระลึกไว้ว่าข้าดีต่อท่านเพียงใด)อะไรทำนองนั้น
ทว่าระบบขุนนางในราชสำนักว่าไปกว่าครึ่งก็ถูกหล่อเลี้ยงด้วยระบบการส่งข่าวแบบซุบซิบนินทาเหมือนกันดังนั้นหากวันรุ่งขึ้นคนที่ไปเยือนบ้านเสนาบดีแล้วได้กินชาดีจะรู้ว่าชาดีนั้นได้มาจากเสี่ยวฮวาฮวาก็ไม่ใช่เื่น่าประหลาดใจอะไร
นี่เป็่เวลามหัศจรรย์ที่เหมยฮวาชอบเป็พิเศษทันทีที่นิ้วเรียวยาวของลู่จางเหว่ยหยิบพัดมาพัดถ่านในเตาใบเล็กให้ลุกโชน เขาก็หันไปคว้าเอาปั้นชาที่เติมน้ำซึ่งบ่าวผู้หนึ่งไปนำมาจากลำธารบนูเาที่หลันหลันใช้หมักสุราก่อนจะวางปั้นชาไว้ในเตาถ่านใบเล็ก
“ข้าช่วยเ้าค่ะ”เหมยฮวาขยับไปดึงเอาพัดให้มือชายหนุ่มมาต่อให้การชงชาแรกเริ่มจะต้องมีน้ำร้อนเสียก่อน แต่นางก็คิดว่าคุณชายคนโปรดก็ไม่เหมาะที่จะพัดฟืนในเตาเช่นนี้จริงๆ
เพียงแต่ว่าสิ่งที่เหมยฮวาสงสัยก็คือ...ทำไมพัดที่นางถือถึงเป็รูปภาพของนางแถมยังเป็ผลงานสะบัดฝีแปรงจากพี่ชายอาเต๋อหัวหน้าช่างวาดภาพของตำหนักจันทราสั่นไหวเพราะสายลมอีก...
ทำไมนางถึงสงสัยน่ะเหรอ...ประการแรกสินค้าอย่างเป็ทางการของตำหนักจันทราสั่นไหวฯ ไม่มีภาพวาดของนาง
ประการที่สองดูเหมือนว่าพัดอันนี้ ชายหนุ่มจะหยิบมาจากโต๊ะของเขา...ใช่หรือไม่?
…นางว่านางมองไม่ผิดนะ...
แต่ครั้นจะถามคนที่กำลังหยิบเอาจอกชาวางบนถาดไม้ที่เป็ตะแกรงรองน้ำร้อนที่เทออกเวลาอุ่นถ้วยชาก็ดูเหมือนจะไม่รู้จักกาละเทศะไปสักหน่อย คุณชายใหญ่สกุลลู่นำก้ายหว่าน(ถ้วยชาที่มีฝาปิด) ออกมาวางไว้บนถาดไม้อีกอันที่ไม่มีตะแกรงและขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเขาเล็กน้อย
“น้ำเดือดแล้วเ้าค่ะ”เหมยฮวาพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบกว่าปกตินางคงไม่รู้หรอกว่าลู่จางเหว่ยสังเกตมานานแล้วว่า ่เวลาที่เขาชงชาไม่ว่านางจะทำอะไรอยู่วุ่นวายแค่ไหน ก็สามารถสงบใจลงอย่างน่าประหลาด นางนิ่งขึ้น ใจเย็นลงและตั้งใจมองเขาชงชานี่เป็สิ่งที่มีอิทธิพลต่อนางอย่างที่เขาคาดไม่ถึง
ดังนั้น เวลาที่ลู่จางเหว่ย้าให้นางพักจากความไม่สบายใจเื่ราวที่ทำให้นางคิดมาก เขาก็มักจะชงชา...
ลู่จางเหว่ยมีกริยาของบุรุษสกุลขุนนางชั้นสูงเหมยฮวาที่ปล่อยให้เขายกปั้นชาร้อน ๆ เทน้ำลวกถ้วยชา และก้ายหว่านก็มองราวกับถูกสะกดอยู่คุณชายคนโปรดของนางมีมือที่สวยมาก แต่ความงดงามของมันกลับมีริ้วรอยแผลเป็แต้มอยู่นางรู้ว่ามือของเขาด้านเพียงใด นั่นเป็ผลมาจากที่เขาฝึกฝนวรยุทธ์ั้แ่เด็ก ๆ ผู้คนทั่วทั้งแคว้นเซี่ยต่างรู้กันดีว่าคุณชายใหญ่สกุลลู่เป็ทั้งแม่ทัพ เป็ทั้งพ่อค้า น้อยคนนักจะรู้ว่าครั้งหนึ่งคุณชายใหญ่สกุลลู่เคยสอบขุนนางเขาผ่านถึงขั้นจวี่เหรินเสียแต่ว่าเขาเลือกที่จะเป็ทหารในกองทัพของตระกูลเสียก่อนก็เลยไม่ได้สอบในขั้นต่อไป กล่าวได้ว่าลู่จางเหว่ยก็เป็บัณฑิตเช่นเดียวกัน
“เมื่อครู่ที่เ้าพูดถึงราคาใบชาเ้ากำลังจะบอกว่าข้าชงชาดื่มกับเ้าในครั้งนี้เป็การสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุนั้นหรือ”น้ำเสียงของเขาติดจะหยอกเย้าเมื่อเอ่ยเช่นนี้
“หรือไม่จริงเ้าคะสำหรับข้าแล้วดื่มชาปี้หลัวชุนปลายฤดูกาล ก็นับว่าหรูหรามากแล้ว” ถึงแม้จะพูดเช่นนั้นแต่นางก็ยอมรับถ้วยชาที่เขายื่นให้มาจิบอย่างสบายอกสบายใจแล้วพูดต่อว่า
“จริง ๆชาใดก็เหมือนกัน”
อันที่จริงแล้วเด็กสาวตัวน้อยย่อมรู้ว่ารสชาติของชาปี้หลัวชุนเทียบไม่ได้เลยกับชาต้าหงเป่า ของที่มีราคาแพงมากๆเช่นนั้นย่อมมีคุณค่าและมีความพิเศษอยู่ในตนเองเพียงแต่ว่าสำหรับนางแล้วชาปี้หลัวชุน ก็ดีพอที่จะใช้รับรองแเื่ผู้มีเกียรติแม้กระทั่งยกขึ้นคารวะระดับเสนาบดี ก็ยังไม่น่าเกลียดอะไร
ลู่จางเหว่ยจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างามแม้พื้นเพของเหมยฮวาจะเคยเป็เพียงเเค่หญิงรับใช้ในตระกูลที่ไม่ใหญ่นักทว่าฮูหยินสกุลมู่คนแรกที่เป็มารดาของมู่เว่ยหยวนคุณชายใหญ่ของนางมาจากตระกูลใหญ่และนางได้รับการอบรมที่ดีดังนั้นใน่เวลาสั้นๆของชีวิต ก่อนที่นางจะ ต่ายก็ได้อบรมสั่งสอน คุณชายใหญ่สกุลมู่ไว้หลายอย่าง เหมยฮวาเองก็พอจะเห็นกิริยาท่าทางของลูกผู้ดีมีสกุลจากคุณชายใหญ่สกุลมู่หลายอย่าง
แต่ถ้าพูดเทียบอย่างไม่น่าฟังแล้วมู่เว่ยหยวนก็เป็สินค้าชั้นดีที่ถูกพัฒนาแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆเขาเติบโตในจวนสกุลมู่ได้รับการสั่งสอนจากมารดาเป็่เวลาสั้นๆ เท่านั้นพอมารดาสิ้นลมก็ถูกอัปเปหิออกจากจวน ให้อาศัยอยู่ที่บ้านบรรพบุรุษของสกุลมู่ที่เมืองสุยโจวชีวิตใน่ที่อยู่ในหมู่บ้านสกุลมู่ เรียบง่ายและเป็ชีวิตแบบชาวบ้านที่ผ่อนคลายเขาก็เลยมีความผ่อนคลายมากกว่าคุณชายในเมืองหลวงทั่วไป
ต่างจากคุณชายคนโปรดของนางลู่จางเหว่ยทั้งองอาจ ทั้งหล่อเหลา ทั้งกริยาท่าทางไร้ที่ติเห็นแล้วรู้สึกเจริญตาเจริญใจไปหมด ตอนที่นางกำลังชื่นชมเขาอยู่ในใจลู่จางเหว่ยก็เงยหน้าขึ้นยิ้มอ่อนโยนแล้วบอกกับนางว่า
“การให้ของดี ๆแก่เ้าไม่ใช่เื่สิ้นเปลือง”
เหมยฮวารู้สึกหัวใจสั่นสะท้านอย่างที่นางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมคุณชายบอกกับนางว่าเขาเลี้ยงชาดีให้นางไม่ใช่เื่สิ้นเปลืองนางต้องรู้สึกอยากจะน้วยลงไปแล้วเอามือทุบ ๆ พื้นกลิ้งไปกลิ้งมาเช่นนี้
นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ !