ตอนที่ 191 สายลมสังหาร
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะแบ่งคนออกเป็นสามกลุ่มในจำนวนที่พอๆ กัน แม้ว่ากลุ่มของเฟิร์สจะมีจำนวนคนน้อยกว่าก็ตาม
ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มของมหาเถรปัญโญที่นำพระสงฆ์ใต้อาณัติมาแค่แปดท่าน ตอนนี้กลับเป็นกลุ่มที่มีจำนวนคนมากที่สุด เพราะที่พม่านั้นมีเวเนเตอร์ที่เป็นพระสงฆ์ที่เก่งกาจอยู่หลายท่าน เรียกได้ว่าล้ำหน้ากว่าเมืองไทยมาก
ส่วนกลุ่มของบัญชาเมฆคือการรวมตัวของแคลนท็อปห้าของประเทศเว้นแคลนธรรมจักรและแคลนนิวโฮปภาคกลาง ในจำนวนนี้ยังมีคนจากแคลนของพม่าด้วย
และกลุ่มของเฟิร์สนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นคนที่มาจากนิวโฮป ทั้งแคลนนิวโฮปภาคกลาง เจ้าพนักงานของนิวโฮปประเทศไทย และนิวโฮปที่สังกัดจากประเทศพม่า
ตอนนี้ผู้การภาวินได้เป็นตัวแทนของสังกัดนิวโฮปทั้งหมดเข้าทักทายเด็กหนุ่ม แม้ว่าเขาอยากจะทักทายมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่เมื่อเห็นแรงค์ SSS ทั้งสามกำลังพูดคุยกัน มันจึงไม่ใช่อะไรที่จะไปแทรกได้
“เฟิร์สวัน นี่คือคุณลวินธุยะ ผู้นำนิวโฮปแห่งพม่า” ผู้การภาวินแนะนำชายชราหนวดดำให้เฟิร์สรู้จัก
“ยินดีที่ได้พบครับ” เฟิร์สเอ่ย
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันครับ พวกเราขอบคุณในน้ำใจของคุณมาก และหวังว่าภารกิจนี้จะสำเร็จอย่างราบรื่น” ผู้การลวินธุยะกล่าวด้วยภาษาไทยอย่างชัดเจน
พวกเขาพูดคุยและแนะนำคนอื่นๆ ให้เฟิร์สรู้จัก
หลังจากที่ได้สนทนากันพอสมควร บัญชาเมฆก็ออกคำสั่งเริ่มภารกิจ
เหล่าเวเนเตอร์สายสนับสนุนเริ่มบัฟให้กลุ่มของตนเองทันที ด้วยพลังของแรงค์ SS พลังสนับสนุนของพวกเขานั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และมีหลากหลายจนน่าตกใจ
แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือการบัฟของสายพุทธคุณ กลุ่มของมหาเถรแผ่ความแข็งแกร่งออกมาอย่างน่าตกใจ
ทำให้แม้แต่เฟิร์สเองก็อดที่จะรู้สึกเลื่อมใสในกลุ่มพระสงฆ์เหล่านี้ไม่ได้
‘ไม่รู้ว่าในสายพุทธจะมีการบ่มเพาะเหมือนสายเซียนไหม ถ้ามีพวกเขาจะเป็นอมตะมีอายุขัยไม่สิ้นสุดเหมือนเซียนหรือไม่?’ เฟิร์สคิดในใจ
“เริ่มภารกิจเถอะ ... ผมขอให้ทุกกลุ่มทำหน้าที่อย่างประสบความสำเร็จ” บัญชาเมฆกล่าวออกมา
แล้วในตอนนั้นกลุ่มพระสงฆ์ก็ช่วยกันสวดพุทธคุณให้กับพวกเขา
เวเนเตอร์ทั้งสามกลุ่มทะยานออกไปคนละทิศ
กลุ่มของเฟิร์สก็เช่นกันเขาพาเวเนเตอร์ยี่สิบกว่าคนมุ่งหน้าออกไปยังตะวันตกเฉียงเหนือ และกลุ่มอื่นๆ ก็จะเคลื่อนทัพเป็นแนวเฉียงเช่นเดียวกัน ซึ่งนี่เป็นแผนการกวาดล้างเป็นวงกว้างอย่างสิ้นซากของพวกเขา
ซูม! ซูม! ซูม!
กลุ่มยอดฝีมือพุ่งออกไปเป็นเส้นสาย
เฟิร์สต้องผ่อนความเร็วลงเพื่อให้กลุ่มคนข้างหลังไล่ตามให้ทัน
ในตอนแรกที่คนกลุ่มนี้ติดตามเด็กหนุ่ม พวกเขายังเลไม่เชื่อในฝีมือในความแข็งแกร่งของเขาเท่าไหร่นัก แต่ในตอนนี้เมื่อเห็นความเร็วในการบินในช่วงแรกของเด็กหนุ่มพวกเขาก็อดที่จะแน่ใจไม่ได้
เด็กหนุ่มบินได้เร็วเกินไปแล้ว เพียงเวลาไม่นานก็ทิ้งห่างพวกเขาจนลับสายตา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหยุดรอและร่วมเดินทางไปกับพวกเขา
“ขอบเขตของพื้นที่เขตปลอดภัยกำลังจะหมดลงแล้ว พวกคุณต้องเตรียมตัวรับมือให้ดี สายลมกรรโชกนี้มีทั้งอ่อนแอและแข็งแกร่ง มันจะพัดมาเป็นระลอก หากต้องเผชิญหน้ากับสายลมที่แข็งแกร่ง สายลมนั้นอาจฉีกกระชากร่างเวเนเตอร์แรงค์ S คนหนึ่งได้เลยทีเดียว” เฟิร์สเอ่ยเตือนกลุ่มคนของนิวโฮป
“คุณรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง? ดูเหมือนว่าทางเราไม่ได้แนบเรื่องนี้ไปในรายงาน” ผู้การลวินธุยะเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
เพราะสายลมนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กองกำลังเวเนเตอร์พม่าพ่ายแพ้ แม้ว่าจะระดมยอดฝีมือระดับแรงค์ SS โจมตีอบิสแห่งนี้แล้วก็ตาม ความเสียหายในครั้งนั้นจึงทำให้พม่าต้องขอความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย
เรื่องนี้แม้แต่ทางฝั่งนิวโฮปไทยเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน
พวกเขากำลังรอฟังคำตอบจากเฟิร์ส
เด็กหนุ่มถึงกับหยุดบินแล้วหันมาพูดคุยกับพวกเขา
“พวกคุณคงลืมไปว่าผมเป็นผู้ใช้พลังจิต การจะตรวจสอบสภาพแวดล้อมในพื้นที่ย่อมไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม” เฟิร์สกล่าวด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง ก่อนจะเริ่มบินอีกครั้ง
ผู้คนเมื่อได้ยินก็พากันคิดตามและยอมรับกับคำพูดของเด็กหนุ่ม
ทันทีที่พวกเขาเหินทะยานออกจากเขตปลอดภัยร่างกายก็ปะทะเข้ากับสายลมแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่
“สายลมนี้รุนแรงมาก หากไม่เกาะกลุ่มให้ดี อาจจะถูกพัดออกไปไกลได้”
“นี่มันลมอะไรกันทำไมมันถึงได้ทรงพลังขนาดนี้ แม้แต่แรงค์ SS อย่างพวกเราก็ยังทรงตัวได้ยากลำบาก”
“ทำไมเฟิร์สวันเขาถึงได้สงบนิ่งได้แบบนั้น ราวกับว่าไม่ได้รับผลกระทบใดๆ กับสายลมเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย”
พวกเขาบินติดตามเฟิร์สไปอย่างติดๆ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายลมก็ทำให้ความเร็วของพวกเขาลดลง แต่เด็กหนุ่มยังคงรักษาความเร็วและความมั่นคงในการบินได้อย่างดี
“นี่คงเป็นช่องว่าระหว่างแรงค์ SS กับแรงค์ SSS สินะ”
นิวโฮปบางคนลอบทอดถอนในใจ
สถานการณ์ในตอนนี้พวกเขายังไม่พบมอนสเตอร์เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ก็ต้องเผชิญกับความลำบากของที่นี่เสียแล้ว
ตอนนั้นเอง
โครม! โครม! โครม!
สายลมพัดกรรโชกราวกับพายุคลั่ง มันเป็นจริงอย่างที่เฟิร์สเคยพูดไว้ สายลมแรงเหล่านี้ดุจพายุคมมีดที่กรีดเฉือนร่างกายของพวกเขา
เพียงแค่พัดผ่านความเย็นก็เฉือนผิวกายจนทำให้บางคนเกิดรอยแผลได้แล้ว
“สภาพแวดล้อมแบบนี้มันบ้าเกินไปแล้ว!”
“ซัพพอร์สรีบสร้างบัฟให้กับทุกคนเร็วเข้า”
หน่วยสนับสนุนรีบบัฟเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มในทันที ทว่าน่าเสียดายที่บัฟเหล่านี้ไม่สามารถทำให้พวกเขาทรงตัวท่ามกลางพายุอันร้ายกาจนี้ได้
“ไม่นะ! ช่วยฉันด้วย!”
ตอนนั้นเองเวเนเตอร์คนหนึ่งก็เกิดพลาดท่า เขาถูกความร้ายกาจของสายลมพัดจนร่างล่วงหล่นลงไปด้านล่าง เสียงของสายลมหวีดหวิวดั่งภูติผีร่ำไห้ ทำให้น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมาแล้วหันหลังจากนั้นก็ยื่นมือขวาออกไปด้านหน้า
วูม!
อำนาจอักขระครอบคลุมร่างของเวเนเตอร์คนนั้นเอาไว้ ก่อนจะยกเขาให้ลอยขึ้นแล้วพุ่งกลับมาร่วมกลุ่มดังเดิม
ผู้คนต่างมองไปที่เด็กหนุ่มผมสีเงินอย่างไม่เชื่อในสายตาตัวเอง
“คุณเฟิร์สวัน ...”
“ขอบคุณที่ช่วยเหลือ”
เฟิร์สพยักหน้าและเอ่ย “อันตรายของอบิสนี้ไม่ได้มีแค่มอนสเตอร์ แต่สายลมก็สามารถพลากชีวิตพวกคุณได้เช่นกัน ผมจะให้อะไรบางอย่างปกป้องพวกคุณไว้ อย่าได้ต่อต้านมัน”
ทันทีที่กล่าวจบเฟิร์สก็โบกมือขาวออกไป
ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!
ผู้คนนับสิบรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งผ่านร่างกาย ทำให้ร่างทั้งร่างสะท้าน เตรียมที่จะต่อต้าน แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของเด็กหนุ่ม พวกเขาจึงได้แต่เชื่อใจและยอมรับมันโดยไม่ต่อต้าน
ตอนนั้นเองหลังมือขวาของพวกเขาก็ปรากฏอักขระสีน้ำเงินผุดออกมา
“แม้พวกคุณหลายคนจะรู้จักผมว่าเป็นผู้ใช้พลังจิต แต่ถึงอย่างนั้นผมก็เป็นเวเนเตอร์สายสนับสนุนคนหนึ่ง หากต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันอย่างเมื่อครู่ จงกระตุ้นอักขระบนมือด้วยพลังสปีริต ผมจะแบ่งพลังส่วนหนึ่งคุ้มครองพวกคุณเอง” เฟิร์สกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เขายังคงนิ่งสงบเหมือนดังเริ่มแรก
เวเนเตอร์หลายคนไม่เข้าใจ พวกเขาจึงทดลองกระตุ้นอักขระบนมือขึ้นมา พลังอักขระระเบิดคลื่นพลังจากกลายเป็นม่านพลังปกคลุมร่างของเวเนเตอร์คนนั้นเอาไว้ จึงทำให้เขาสามารถเผชิญหน้ากับสายลมที่ร้ายกาจนี้ได้ง่ายขึ้น
หลายคนที่ได้เห็นก็อดยอมรับในความสามารถของเด็กหนุ่มไม่ได้
อย่างน้อยในสายตาของพวกเขา เด็กหนุ่มก็เป็นผู้นำกลุ่มที่ดีคนหนึ่ง
“ขอบคุณ”
“ขอบคุณ เฟิร์สวัน”
เวเนเตอร์หลายคนเริ่มกล่าวคำขอบคุณ แต่ก็มีบางคนที่รู้สึกตะขิดตะขวางใจเนื่องจากพวกเขาเป็นผู้อาวุโสและมีสถานะที่ดีในพื้นที่ของตนเอง จึงมีอัตตาในตนเองเหล่านี้อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธในความสามารถของเด็กหนุ่ม
“เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว”
เฟิร์สเริ่มเดินทางต่ออีกครั้ง ครั้งนี้กลุ่มของพวกเขาเดินทางได้ง่ายขึ้น เนื่องจากพลังอักขระที่เฟิร์สทิ้งไว้บนหลังมือของพวกเขา แม้จะต้องเผชิญหน้ากับสายลมสังหารที่โหดร้าย แต่เมื่อกระตุ้นพลังของอักขระพวกเขาก็สามารถต่อต้านมันได้
จนกระทั่งเมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงเกาะลอยฟ้าแห่งหนึ่ง
เกาะที่มีคริสตัลทรงกลมสีน้ำเงินอันโปร่งใสวางอยู่ แม้ว่ามันจะดูเหมือนวัตถุธรรมดา แต่กลับทำให้สีหน้าของผู้การลวินธุยะต้องเปลี่ยนแปลง
“นั่น! มันคือมอนสเตอร์ของที่นี่”
สายตาของเขาจ้องมองเกาะเล็กเกาะลอยที่ลอยล่องอยู่เบื้องหน้า มันมีคริสตัลสีน้ำเงินเหล่านั้นจำนวนนับสิบลูกได้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ บรรยากาศของกลุ่มก็เปลี่ยนไปในทันที