เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 98 หรือว่าท่านชายเป็นบ้า

    เมื่อราตรีล่วงเลย ฮัวชิงหร่านหลังจากอาบน้ำอบเครื่องหอม ได้เปลี่ยนเป็นชุดคลุมตัวใหญ่สีเขียวชอุ่มทั้งร่าง ค่อย ๆ เดินเข้าไปในศาลาเหลียงถิง คารวะทักทายกับชวีหนานอีกล่าว “รอนานเสียแล้ว”  


    ชวีหนานอีตอบรับอย่างสุภาพ หัวเราะกล่าว “หนานอีมักจะฝึกฝนความอดทนของตนเองบ่อย ๆ วันนี้ก็ชนะยิ่งขึ้นอีก” 


    ฮัวชิงหร่านยิ้มอ่อน คุกเข่านั่งลงด้านข้าง รินน้ำชาถ้วยหนึ่งให้กับตนเอง  


    กลิ่นชาลอยฟุ้งเป็นระลอก กลับไม่มีคนกล่าวสนทนาอันใดอีก


    นับตั้งแต่ออกจากบ้านตระกูลซู ฮัวชิงหร่านตากฝนจนตัวเปียก ตรงดิ่งกลับฮัวหยุนตู้ ชวีหนานอีมีเรื่องขอให้ช่วยจึงตามมาด้วย ไม่คิด ฮัวชิงหร่านนี้พออาบน้ำเปลี่ยนชุดก็กินเวลา 2 ชั่วยาม ชวีหนานอีรอมาแล้ว 2 ชั่วยาม  


    ไม่มีใครยกเรื่องที่ฮัวชิงหร่านกับลวี่เยาจูบกัน คล้ายกับว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง ทั้งคู่ในใจรู้แจ้งเห็นชัด เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริงแท้แน่นอน


    เพราะในขณะนั้น ชวีหนานอีถีบหงซิ้วลงจากรถเพื่อให้ไปนำกระโปรงมาให้ถังโยว ส่วนเขาเองก็ลงจากรถม้า เดินมายืนอยู่ระหว่างฮัวชิงหร่านกับลวี่เยา เงาทั้งสองคนกลายเป็นรูปสามเหลี่ยมหนึ่งอัน 


    ฝนโปรยปราย และยิ่งตกหนักขึ้น ตบลงบนหน้าจนเจ็บเล็กน้อย  


    ฮัวชิงหร่านไม่ขยับตัว ใบหน้านั้นมองอารมณ์ใด ๆ ไม่ออก แค่ทอดมองใบหน้าที่สวมหน้ากากสีทองของลวี่เยาอย่างลึกซึ้ง ในดวงตาคู่นั้นคล้ายเป็นการรวมตัวกันของสีสันนับพันหมื่น ทว่าหนักแน่นจนคนหวาดกลัวเล็กน้อย เหมือนนกอพยพที่ใกล้สิ้นลม ดุจความคลั่งไคล้ที่ฝึกฝนวิทยายุทธ์สำเร็จ ท้ายที่สุดทั้งหมดกลับไปสู่ความสงบเงียบ ความสงบเงียบที่เป็นโพรงมืดดำชนิดหนึ่ง ลึกจนมองไม่เห็นก้น 


    ใบหน้าของลวี่เยาปิดด้วยหน้ากาก จึงยิ่งมองไม่ออกถึงความปีติ โมโห เสียใจ ความสุข นางกางร่มสีเขียวมันเงาอยู่เงียบๆ หมุนตัว เดินทีละก้าวไปทางบ้านตระกูลถัง หายไปที่ประตู “สามภพ” ด้านหลังสั่นสะเทือน หากมังกรคำรามในพายุคลื่นทะเล พกเจตนาฆ่าที่เบาบางและความลุ่มหลงที่พูดไม่ชัดกล่าวไม่เข้าใจ กุมประคองไว้คือความก่อกวนจิตใจคน  


    ริมฝีปากของฮัวชิงหร่านย้อมด้วยชาดสีแดง ทั้งหอมงดงามดึงดูดล่อใจคน ทั้งเหมือนดั่งรอยเลือดที่เหลือทิ้งไว้หลังการฆ่าฟัน เหี้ยมโหดไม่มีใครเทียบ 


    หงซิ้วหยิบกระโปรงนำส่งให้ถังโยว ถังโยวเมื่อเปลี่ยนกระโปรงก็อยู่ในรถม้า กางร่มที่หงซิ้วหยิบมาให้ กลับไปยังบ้านพักตระกูลถังอย่างอาลัยอาวรณ์ 


    ฮัวชิงหร่านหันตัวก้าวขึ้นรถม้า เข้าไปในนั่งในเกี้ยว  


    ชวีหนานอีก็เช่นกัน


    สองคนไร้บทสนทนาตลอดทาง จนกระทั่งกลับถึงฮัวหยุนตู้ ฮัวชิงหร่านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ชวีหนานอีที่อยู่ในการรับรองดูแลของผู้ดูแลฟู่ก็เปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวที่ฮัวชิงหร่านเพิ่งตัดมาใหม่ รออยู่ที่จุดนี้เป็นเวลาสองชั่วยาม 


    บนเตาดินเผาน้อย ๆ ต้มน้ำเดือด หมอกไอน้ำปกคลุมศาลาเหลียงถิง ในอากาศกลับมีความแห้งอยู่เล็กน้อย คล้ายกับมีบางอย่างสามารถลุกไหม้ทำลายผิวพรรณของคน  


    กระโปรงเปื้อนเลือดตัวนั้นของถังโยววางอยู่ข้างมือซ้ายชวีหนานอี เขาไม่รีบร้อนที่จะหยิบมันให้ฮัวชิงหร่านทดสอบอย่างชัดเจนว่าเลือดนี้ใช่ของซูเยว่หยิ่งหรือไม่ แต่เหมือนกับว่าฮัวชิงหร่านรินน้ำชาให้ตนเอง ชิมอย่างพิถีพิถัน ค่อย ๆ ดื่มด่ำ คิดจะให้น้ำชาที่ร้อนนี้หล่อลื่นลำคอที่แห้งผากเล็กน้อย ดับความโกรธเคืองที่ไม่ควรจะมีเสียหน่อย 


    ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ชวีหนานอีหัวเราะลั่น ลูบคางกล่าว “เวลานี้ช่างเป็นฤกษ์ยามดีทิวทัศน์งาม จะดีไหมหากว่าสามารถดื่มสุราสักสองสามถ้วย?”  


    เสียงพูดยังไม่ทันจบ ได้กลิ่นเพียงเหล้าหอมที่เย็นฉ่ำลอยมา


    ชวีหนานอีสูดแล้วสูดอีก ทอดสายตามองไปทางเรือท้องแบนลำหนึ่ง  


    จึงได้เห็นสตรีงดงามเพริศพริ้งผู้หนึ่งระหว่างใบไม้เขียวแดงอ่อน คล้ายกับขี่กระเรียนอยู่บนสายลม 


    หญิงสาวงดงามเพริศพริ้งผู้นั้นสวมชุดขาว ด้านนอกเป็นเสื้อคลุมยาวสีเขียวอ่อนอมน้ำเงิน เอวประดับห้อยหยกงามสีม่วงอ่อนบริสุทธิ์โปร่งใสแวววาวหนึ่งชิ้น เส้นผมม้วนเบา ๆ เสียบไว้เพียงปิ่นปักดอกบัวที่ขาวเงามันตลอดทั้งอัน สวมรองเท้าปักสีชมพูแดงประดับประดาด้วยไข่มุกราตรี มือถือกาสุราอย่างดีที่มีกลิ่นไอลอยฟุ้งดึงดูดผู้คน 


    ไม่รู้ว่าเหล้าเมาคนแล้ว หรือว่าคนเมาเหล้า? 


    หญิงสาวงดงามเพริศพริ้งนั้นติดตามด้วยสาวใช้สองคนอยู่ข้าง ๆ นั่นก็คือจู่ลี่และไป๋เฉา


    ในมือสองคนหิ้วโคมไฟดอกบัวคนละดวง พร้อมทั้งถือกล่องข้าวคนละใบ 


    โคมไฟดอกบัวนั้นเปล่งรัศมีสีเหลืองเข้ม ฉายแสงลึกลับและเฉิดฉายให้กับสาวงามเพริศพริ้ง ขับจนใบหน้างดงามละเอียดลออไม่ธรรมดางดงามยิ่งขึ้นไปอีก ราวเทพธิดาที่ตกลงมาบนโลกมนุษย์  


    หญิงสาวงามเพริศพริ้งค่อย ๆ เข้ามาใกล้ศาลาเหลียงถิง ทำความเคารพด้วยท่วงท่าสง่างาม กล่าว “ใต้เท้าชวี ท่านพี่”  


    ชวีหนานอีทำความเคารพกลับ กล่าว “หรูเหยียน เหตุใดจึงเกรงใจเยี่ยงนี้? เหมือนกับชิงหร่านก็ได้ เรียกข้าหนานอี”


     ฮัวหรูเหยียนคุกเข่าลงอีกฟากหนึ่ง ยิ้มอ่อน ไม่ปฏิเสธตรง ๆ และไม่ตอบอะไร ระยะที่คล้ายกับใกล้ แต่ก็เหมือนกับไกล เป็นระยะที่พอเหมาะพอดี


    ชวีหนานอีแววตาสั่นไหว ดั่งว่าเสน่หาอย่างจริงใจ เขากล่าว “ได้ยินว่าหรูเหยียนมีความสามารถวิชาการแพทย์จีน จึงขอให้หรูเหยียนวินิจฉัยโรคให้หนานอีสักหน่อย หนานอีระยะนี้กลืนอาหารไม่ลง กลางคืนหลับไม่สบาย บางครายังคงย้อนนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผ่านมา ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด?  


    ฮัวหรูเหยียนใช้หางตากวาดมองชวีหนานอีปราดหนึ่ง สายตานั่นเรียกได้ว่าหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก นางยกกาสุรา เติมให้ชวีหนานอีจนเต็ม เอื้อนเอ่ยอย่างเชื่องช้า “หากกลืนอาหารไม่ลง กลางคืนหลับไม่สบาย แน่นอนว่าเป็นการขาดรสชาตินั้น ๆ”  


    ชวีหนานอีสวมเสื้อคลุมของฮัวชิงหร่าน เสื้อคลุมที่ฮัวชิงหร่านพิถีพิถันแต่ไหนแต่ไรมา เนื้อผ้าบางเบา ไหลลื่นราวก้อนเมฆ โบกสะบัดช่วงแขนเสื้อก็มีกลิ่นไอของเทพผู้สง่า ทว่าชวีหนานอีกลับเปิดคอเสื้อ เผยหน้าอกสีเนื้อดุจข้าวสาลี ทำให้รู้สึกสบายตัวและมีเสน่ห์อย่างชั่วร้าย ดวงตาเรียวยาวของเขาเหล่มอง ก่อนจะยกถ้วยสุราจ่อริมฝีปาก จิบเบา ๆ คำหนึ่ง กล่าวอุทานชื่นชมอย่างมีนัย“แท้จริงแล้วเป็นรสชาตินี้ที่คิดถึง”  


    ฮัวหรูเหยียนก้มหน้าเล็กน้อย นำอาหารจัดวางด้วยมือตนเอง “ดื่มสุราตอนท้องว่างทำลายสุขภาพเป็นที่สุด โปรดลิ้มลองอาหารเหล่านี้” ขนตาของนางกระพือเบา ๆ แก้มแดงระเรื่อ ท่าทางดั่งลูกท้อสวรรค์ดึงดูดคนให้ลิ้มลองกัด ประหนึ่งเทพธิดาแห่งสรวงสวรรค์ที่ไม่อนุญาตให้คนธรรพ์เข้าใกล้ ลักษณะเช่นนี้เปรียบได้กับขนนกที่ขาวบริสุทธิ์และอ่อนนุ่ม หยอกล้อจิตใจคนครั้งแล้วครั้งเล่า  


    ชวีหนานอีค่อย ๆ สติล่องลอยเล็กน้อย รู้สึกคล้ายกับเมาแล้วสามส่วน ทั้งชีวิตคิดว่าตนเองเก่งกาจกว่าผู้อื่น มักรู้สึกว่าไม่มีผู้ใดเหมาะสมเข้ากันได้ ด้วยเหตุนี้จึงยินยอมอยู่ตามลำพัง ไม่ยอมลดเกียรติศักดิ์ศรี เพื่อนร่วมรุ่นทั้งหลายของเขาเกินครึ่งมีลูกหลานเต็มบ้าน เขาเองกลับดำรงตำแหน่งอยู่ในมุมหนึ่งของเขตลิ้วเหอ จนถึงทุกวันนี้ที่ไร้คู่ซึ่งเหมาะสม แม้จะบอกว่าแต่งเมียต้องแต่งผู้มีคุณธรรม รับน้อยต้องรับที่ความงาม แต่เขากลับยินยอมคบค้ากับหลาย ๆ คนที่สามารถช่วยให้ลืมสาวเยาว์วัยแห่งยุทธภพ ไม่ยอมทำผิดต่อความรักของหญิงสาวในครอบครัวที่ดีเช่นกัน เหอะ...กล่าวเช่นนี้ เขาก็นับเป็นคนดีคนหนึ่ง? ถุย...ก็แค่ไม่ชอบ


    ไม่รู้เพราะเหตุใด วันนี้เห็นฮัวหรูเหยียนที่งดงามเพริศพริ้งสง่าครองเมือง ในสมองเขากลับคิดถึงเงาของหญิงสาวอีกคนหนึ่ง --- หูเหยียน


    หญิงสาวผู้หนึ่งที่ต้มตุ๋นทรัพย์สินมากมายของเขาไป!


    ชวีหนานอีทั้งชีวิตนี้ล้วนหลอกเงินผู้อื่นมาโดยตลอด การถูกหลอกจนน่าเวทนาเช่นนี้ เป็นดั่งเจ้าสาวใหม่ขึ้นเกี้ยวแรก  


    เขาตอนนั้นป่าไม้ต้นหญ้าถือเป็นทหารของศัตรู ยังเคยสงสัยแคลงใจว่าหูเหยียนก็คือปีศาจสาว คิดว่านางคงจะเข้าใกล้เขาอีกเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง ไม่คาดคิด หญิงสาวนั่นกลับเหมือนก้อนหินจมลงสู่ผืนทะเล นกน้อยกลับคืนสู่ป่าเขา ไม่พบร่องรอยอีกเลย 


    หากเป็นไปได้ เขายังคิดอยากจะเจอนางอีกครั้งจริง ๆ


    เฮ้อ แต่ไหนแต่ไรตั้งแต่โบราณมา คนที่เทใจมักเจ็บ  คนที่ไร้ความรู้สึกมักมีคนรักเยอะ


    ชวีหนานอีทอดถอนใจกับดวงจันทร์ คิดรำลึกคนสนิทเยาว์วัยในวันวานที่ผ่านมา เป็นหลักฐานว่าตนเองก็มีเสน่ห์อยู่บ้าง ทว่าความคิดพลันกลับกระโดดไปอยู่ที่ฮัวชิงหร่าน เขาเองไม่แต่งเมียรับน้อยก็ว่าแปลกแล้ว แต่ฮัวชิงหร่านมองดูก็มิใช่หนุ่มน้อยสิบหกสิบเจ็ดปี ตลอดมาเหตุใดไม่เคยแต่งรับภรรยา? คงมิใช่ว่า บ้าไปแล้วหรอกหรือ?  


    พอคิดเช่นนี้ เขาก็มองไปที่ฮัวชิงหร่าน พอดีเห็นอีกฝ่ายจีบนิ้วกลาง จ้องมองดวงจันทร์ คล้ายกำลังคำนวณ