ไป๋หลิงไม่สนใจคำเถียงของทั้งสอง นางมองกุ้งในอ่างแล้วถามเสียงเรียบ
“ซื้อไหม”
“ซื้อ ตัวแข็งแรงดี มีไข่ติดอยู่สองตัว น่าจะเพาะได้”
ไป๋หลิงยังไม่ยกป้ายทันที นางรอจนการเสนอราคาใกล้หยุด ก่อนเพิ่มราคาเพียงครั้งเดียวและได้กุ้งเกราะัเพลิงทั้งสิบคู่มาในราคาสี่สิบสองเหรียญิญญา
สินค้าชุดที่สองเป็กุ้งลำตัวยาว เปลือกมีสีเขียว น้ำเงิน และม่วงสลับกัน ก้ามคู่หน้าแบนคล้ายคมมีด
“กุ้งคีมเบญจรงค์! สัตว์ิญญาระดับหนึ่ง สามารถปล่อยแรงกระแทกใต้น้ำได้ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ยี่สิบคู่!”
ยูรันมองมันแล้วกล่าวสั้น ๆ
“กั้ง”
หนานอวี้ขมวดคิ้ว
“ชื่อสั้นไปไหม”
“จะเรียกตั๊กแตนทะเลก็ได้”
“ยิ่งแปลกกว่าเดิมอีก”
กุ้งคีมเบญจรงค์มีผู้แย่งประมูลจำนวนมาก เพราะเปลือกของมันใช้ทำเครื่องประดับได้ ไป๋หลิงจึงไม่ยกป้ายตามราคา
หนานอวี้มองสัตว์ในอ่างอย่างเสียดาย
“ไม่ซื้อเหรอ”
“ราคาสูงเกินไป”
ไป๋หลิงตอบ
ยูรันพยักหน้า
“เอาไว้ซื้อกั้งธรรมดาจากตลาดข้างนอกก็พอ รสชาติไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น”
พอได้ยินว่ารสชาติไม่ต่าง หนานอวี้ก็หมดความสนใจทันที
สินค้าชุดต่อมาเป็สัตว์ตัวกลมสีดำอมม่วง มีหนวดแปดเส้นเกาะอยู่รอบอ่าง ผู้ประมูลเรียกมันว่า หมึกเงาแปดกร ขณะที่ยูรันเรียกเพียงหมึกสาย
หอยพัดจันทรากลายเป็หอยเชลล์
กุ้งผลึกวารีกลายเป็กุ้งแก้ว
ปูศิลาครามกลายเป็ปูม้า
ส่วนปลาหนวดเมฆากลายเป็ปลาดุกทะเลธรรมดาในสายตาของเขา
ทุกครั้งที่ชายชราประกาศชื่ออย่างยิ่งใหญ่ ยูรันจะลดชื่อสัตว์เ่าั้จนเหลือเพียงสองสามคำ ทำให้หนานอวี้เริ่มหันมาถามเขาก่อนที่ผู้ประมูลจะพูดจบเสียอีก
“ตัวต่อไปคืออะไร”
“หอยนางรม”
ชายชราบนเวทีเปิดผ้าคลุม
“หอยศิลามุกดำ!”
หนานอวี้หันกลับมามองยูรันอย่างใ
“เ้ารู้ได้ยังไง”
“ก็มันเป็หอยนางรม”
“แต่ผ้ายังไม่เปิดเลยนะ”
ยูรันหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปยังป้ายไม้ข้างอ่าง
“ศิษย์พี่ บนป้ายมีรูปนะ”
หนานอวี้หรี่ตามองเขาอย่างไม่ค่อยเชื่อ แต่ยังไม่ทันถามต่อ การประมูลก็เริ่มขึ้นเสียก่อน
ตลอด่เช้า พวกเขาได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์น้ำมาหลายชุด ทั้งกุ้งเกราะัเพลิง หมึกเงาแปดกร หอยพัดจันทรา กุ้งผลึกวารี และปลาหลายชนิดที่สามารถเลี้ยงร่วมกันได้
ไป๋หลิงควบคุมราคาอย่างเข้มงวด นางยอมปล่อยของหายากหลายชุดผ่านไป หากเห็นว่าราคาเกินความจำเป็
ส่วนยูรันเลือกเฉพาะสัตว์ที่แข็งแรง ขยายพันธุ์ง่าย และเหมาะกับบ่อที่เตรียมไว้ ไม่สนใจว่าสายเืของพวกมันจะถูกกล่าวอ้างว่าสืบทอดมาจากัทะเลหรือสัตว์เทพชนิดใด
สินค้าชุดสุดท้ายถูกยกขึ้นแท่นในกรงกักวารีขนาดใหญ่
ภายในเป็กุ้งสีน้ำเงินเข้ม ลำตัวยาวเกือบเท่าแขนของผู้ใหญ่ ก้ามคู่หน้าใหญ่ผิดสัดส่วน บนเปลือกมีจุดแสงสีเงินกระจายอยู่คล้ายดวงดาว
ชายชราบนแท่นยิ้มกว้าง
“ของสำคัญประจำวันนี้ ราชันกุ้งเกราะดารา!”
ผู้คนในลานประมูลเริ่มส่งเสียงพูดคุยทันที
“สัตว์ิญญาระดับสองที่หาได้ยาก มีสายเืัสมุทร หากเลี้ยงจนโตเต็มที่ เนื้อเพียงชิ้นเดียวสามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมปราณเพิ่มพลังได้!”
ดวงตาของหนานอวี้สว่างขึ้น
ไป๋หลิงหันมองยูรันทันที
“ตัวนี้คืออะไร”
ยูรันจ้องกุ้งสีน้ำเงินในกรงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“ล็อบสเตอร์สีน้ำเงิน”
“ซื้อไหม”
“ซื้อ”
ไป๋หลิงเปิดสมุดบัญชี
“ราคาอาจสูงมาก”
“ก็ซื้อ”
หนานอวี้รีบพยักหน้า
“ใช่ ซื้อ!”
หลานชิงอวี้มองกุ้งตัวใหญ่ในกรง ก่อนถามสิ่งสำคัญที่สุด
“มันขยายพันธุ์ได้ไหม”
ยูรันมองใต้ท้องของมันแล้วพยักหน้า
“เป็ตัวเมียและกำลังมีไข่ หากเลี้ยงรอด เราจะได้ลูกชุดแรกโดยไม่ต้องรอนาน”
ไป๋หลิงปิดสมุดบัญชี ก่อนจับป้ายเสนอราคาแน่นขึ้น
“เช่นนั้นก็คุ้มค่าที่จะลอง”
เสียงประกาศราคาเริ่มต้นดังขึ้น พร้อมกับป้ายเสนอราคาที่ถูกยกขึ้นทั่วทั้งลาน
การซื้อสัตว์น้ำของยอดเขาจันทรา ซึ่งตอนแรกทุกคนคิดว่าจะเป็เพียงการเดินตลาดธรรมดา จึงเริ่มจริงจังขึ้นมาในที่สุด
“ราชันกุ้งเกราะดารา ราคาเริ่มต้นหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญิญญา!”
สิ้นเสียงของชายชรา ป้ายเสนอราคาหลายป้ายก็ถูกยกขึ้นทันที ราคาเพิ่มจากหนึ่งร้อยยี่สิบเป็สองร้อยเหรียญในเวลาไม่นาน ขณะที่ไป๋หลิงยังคงนั่งนิ่ง
“ศิษย์พี่รอง พวกเขาจะซื้อไปแล้วนะ”
หนานอวี้เริ่มกระสับกระส่าย
“ยังไม่จบ”
ไป๋หลิงรอจนเหลือพ่อค้าจากภัตตาคารเพียงสองคน จึงยกป้ายเสนอราคาสองร้อยหกสิบเหรียญ หนึ่งในนั้นยอมถอย แต่อีกคนเพิ่มเป็สองร้อยเจ็ดสิบ
“เ้ารับได้ถึงเท่าไร”
นางหันมาถามยูรัน
“ไม่เกินสามร้อยห้าสิบ มากกว่านั้นซื้อกุ้งธรรมดามาเลี้ยงง่ายกว่า”
ไป๋หลิงพยักหน้า ก่อนยกป้ายอีกครั้ง
“สามร้อย”
พ่อค้าคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็วางป้ายลง
ชายชราบนแท่นรออีกสามลมหายใจ ก่อนเคาะไม้ลงบนโต๊ะ
“ราชันกุ้งเกราะดารา เป็ของแขกหมายเลขสามสิบเจ็ด ในราคาสามร้อยเหรียญิญญา!”
หนานอวี้กำหมัดแน่นด้วยความดีใจ ราวกับเพิ่งชนะการประลองครั้งใหญ่
“ได้แล้ว!”
หลานชิงอวี้มองกุ้งสีน้ำเงินในกรง
“ศิษย์พี่ยู แต่เรายังไม่มีพ่อพันธุ์ของมันนะ”
ยูรันพยักหน้าไปทางกุ้งที่ซื้อไว้ก่อนหน้า
“ลองให้มันเลือกเองก็ได้ เื่ความรักไม่ควรบังคับกัน”
ไป๋หลิงหันมามองเขาช้า ๆ
“เ้ากำลังพูดถึงกุ้งอยู่ใช่ไหม”
“ใช่สิ ศิษย์พี่คิดถึงอะไรอยู่”
ไป๋หลิงเปิดสมุดบัญชีขึ้นมาบังใบหน้าตัวเองทันที
เมื่อการประมูลจบลง ทั้งสี่คนจึงไปชำระเงินและตรวจรับสัตว์ เ้าหน้าที่แยกแต่ละชนิดลงในภาชนะกักวารี ส่วนยูรันขอเปลี่ยนตัวที่มีาแและแยกแม่พันธุ์มีไข่ออกไว้ต่างหาก
ไป๋หลิงตรวจจำนวนตามรายการอีกครั้ง
“กุ้งเกราะัเพลิงสิบคู่ หมึกเงาแปดกรหกคู่ หอยพัดจันทราสี่สิบตัว กุ้งผลึกวารีห้าสิบคู่ ปูศิลาครามสิบสองคู่ แล้วก็ราชันกุ้งเกราะดาราหนึ่งตัว”
หนานอวี้ถามทันที
“แค่นี้พอแล้วเหรอ”
“ยัง”
ยูรันตอบ
“พวกปลากับกุ้งธรรมดาซื้อจากตลาดด้านนอกถูกกว่า ของที่นี่เอาไว้ซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หายาก”
ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนพาทุกคนเดินออกจากลานประมูล
่เวลาที่เหลือถูกใช้ไปกับการเลือกสัตว์จากร้านเพาะเลี้ยง ยูรันซื้อปลาหนวดเมฆา กุ้งหนวดแก้ว หอยเกล็ดดำ และลูกปลาหางเงินเพิ่ม ไป๋หลิงรับหน้าที่ต่อราคา หลานชิงอวี้ช่วยตรวจสภาพ ส่วนหนานอวี้คอยถามว่าสัตว์ชนิดไหนโตเร็วและกินได้เมื่อไร
กว่ารายการทั้งหมดจะครบก็เกือบเที่ยง ภาชนะกักวารีหลายสิบใบถูกขนไปรวมไว้ที่เรือเช่า คนเรือสองคนช่วยผูกทุกใบเข้ากับพื้นเรือเพื่อไม่ให้ล้มเมื่อเจอคลื่น
หลังจากกินมื้อกลางวันอย่างง่าย ๆ ริมท่า ทั้งสี่คนจึงขึ้นเรือและออกเดินทางไปยังอ่าวน้ำแก้วทางตะวันออก
เรือแล่นพ้นเขตท่า เสียงผู้คนค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงเสียงคลื่นกระทบลำเรือ หนานอวี้ยืนรับลมอยู่ตรงหัวเรือ หลานชิงอวี้เฝ้าภาชนะกักวารี ส่วนไป๋หลิงนั่งสรุปค่าใช้จ่าย
ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เรือก็เข้าสู่อ่าวเล็กที่โอบล้อมด้วยหน้าผาเตี้ยทั้งสองด้าน น้ำบริเวณนี้ใสกว่ารอบเมืองท่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมองจากกราบเรือสามารถเห็นฝูงปลาขนาดเล็กว่ายอยู่เหนือแนวหินด้านล่าง
“ตรงนี้แหละอ่าวน้ำแก้ว”
คนคุมเรือกล่าว
“น้ำขึ้นลงไม่แรงและไม่มีเรือสินค้าแล่นผ่าน หากจะเก็บน้ำหรือวางลอบกุ้งก็เหมาะที่สุด”
ยูรันลุกขึ้นเดินไปยังกราบเรือ เขาตักน้ำขึ้นมาตรวจ กลิ่นสะอาด ไม่มีคราบน้ำมันหรือกลิ่นเน่าจากท่าเรือ ความเค็มเองก็อยู่ในระดับที่เหมาะกับสัตว์ส่วนใหญ่ที่ซื้อมาวันนี้
“ใช้ได้”
เขานำภาชนะกักน้ำขนาดใหญ่ออกจากช่องเก็บของ ก่อนวางเรียงไว้กลางเรือทีละใบ
หนานอวี้มองภาชนะที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบเต็มพื้นที่ว่าง
“ศิษย์น้อง เ้าจะเอากลับไปมากเท่าไร”
“พอเติมบ่อน้ำเค็มทั้งหมด แล้วเหลือไว้เปลี่ยนน้ำ่แรกด้วย”
“เรือจะไม่จมใช่ไหม”
คนคุมเรือที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินดังนั้นก็รีบหันมามอง
ยูรันหยุดมือ ก่อนเก็บภาชนะส่วนหนึ่งกลับเข้าไป
“เช่นนั้นค่อยตักแล้วเก็บทีละใบก็ได้”
คนคุมเรือถอนหายใจโล่งอก
ทั้งสี่คนช่วยกันเก็บน้ำทะเลจนเพียงพอ จากนั้นยูรันจึงเติมน้ำจากอ่าวลงในภาชนะเลี้ยงสัตว์บางส่วน ให้พวกมันค่อย ๆ ปรับตัวก่อนเดินทางกลับ
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ดวงอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำ
คนเรือนำสมอไปทิ้งใกล้แนวหิน ก่อนจัดเตรียมตะเกียงล่อหมึก คันเบ็ด เหยื่อปลา และลอบกุ้งเอาไว้บนดาดฟ้า
หนานอวี้เลือกคันเบ็ดอยู่หลายครั้ง หลานชิงอวี้นั่งศึกษาวิธีผูกเหยื่อจากคนเรือ ส่วนไป๋หลิงยังคงตรวจค่าใช้จ่ายของวันนี้ไม่ยอมวางสมุด
ยูรันนั่งพิงกราบเรือ มองท้องฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีส้มเป็สีน้ำเงินเข้ม
“อาจารย์จะมาทันไหม”
หนานอวี้ถาม
“ถ้าท่านอยากตกหมึกจริงก็มาทัน”
ยูรันตอบ
“อาจารย์บอกว่ามาดูแลความปลอดภัยต่างหาก”
“นั่นแหละ ถ้าอยากดูแลความปลอดภัยก็มาทัน”
หนานอวี้รู้สึกว่าคำตอบของเขามีบางอย่างแปลก ๆ แต่ยังไม่ทันถามต่อ ตะเกียงล่อหมึกดวงแรกก็ถูกจุดขึ้นเหนือผิวน้ำ
แสงสีขาวทอดยาวลงไปใต้ทะเลอันมืดสนิท ขณะเดียวกัน เงาร่างสีขาวสายหนึ่งก็ร่อนลงบนหัวเรืออย่างเงียบเชียบ
หนานอวี้หันไปมอง ก่อนรีบลุกขึ้น
“ท่านอาจารย์ ท่านมาจริง ๆ ด้วย!”
หลิงเยวี่ยมองคันเบ็ดที่เตรียมไว้ห้าคัน แล้วตอบเสียงเรียบ
“ข้าบอกแล้วว่าจะมาดูแลความปลอดภัย”
ยูรันหยิบคันเบ็ดขึ้นมาหนึ่งคัน ก่อนยื่นให้นางด้วยรอยยิ้ม
“คันนี้สำหรับดูแลความปลอดภัยของท่าน”