King Of The King (กษัตริย์เหนือกษัตริย์)

    ตอนที่ 40 แสงสว่างจากตัวอักษรโบราณ

    ตอนที่ 40 แสงสว่างจากตัวอักษรโบราณ

     

    “เป็นเช่นนั้นเองหากว่ามันสามารถทำได้อย่างที่นายท่านบอกจริงละก็”

     

    “มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วข้ากับฝ่าบาทช่วยกันพัฒนาและวิจัยมันมาตั้งนานแล้ว บวกกับการเล่นแร่แปรธาตุของตาเฒ่านั้นด้วยแล้วระเบิดเพลิงที่อยู่ภายในมือของฝ่าบาทต้องทรงพลังและสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน!!”

     

    เจสสิก้าส่งเสียงแทรกขึ้นมาในทันหลังจากที่เห็นเรเว่นแสดงสีหน้าคาดหวังและดูเหมือนจะไม่เชื่อในอานุภาพของระเบิดเพลิงทั้งสองลูกนี้.......

     

    “ในเมื่อทุกคนอย่างรู้อานุภาพของมันงั้นเราก็มาลองทดสอบกันเถอะ เครื่องยิงกินขนาดเล็กเตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม?” อากอร์นพูดขึ้นหลังจากที่เห็นว่าทุกคนอยากรู้แล้วว่าผลของมันจะออกมาเป็นแบบไหน......

     

    “พร้อมกันแล้วขอรับท่าน.....ฝ่าบาท!”

     

    หือ...?

     

    “พร้อมแล้วขอรับนายท่าน”เรเว่นที่เผลอปากเรียกอากอร์นว่าฝ่าบาทตามเจสสิก้าก็พลันเปลี่ยนคำเรียกของเขาใหม่ในทันทีพร้อมกับยกยิ้มออกมาเล็กน้อย....

     

    เฮ้อ......

     

    อากอร์นไม่รู้จะพูดยังไงดีกับเรื่องนี้เพราะทุกคนที่อยู่ภายใต้เขาล้วนต้องการเรียกเขาว่าฝ่าบาททั้งนั้น เพียงแต่อากอร์นบอกให้ทุกคนเรียกตนว่านายท่านก็พอแล้วแต่ดูเหมือนตอนนี้มันยากที่จะห้ามไม่ให้พวกเขาเรียกก็ไม่ได้แล้ว......

     

    หลังจากนั้นอากอร์นก็ให้เรเว่นนำระเบิดเพลิงไปใส่ไว้ที่เครื่องยิงหินเล็กที่เตรียมเอาไว้เพื่อใช้ในการทดสอบในครั้งนี้จากนั้นก็สั่งให้ยิงมันออกไปในระยะมากกว่าห้าร้อยเมตร......

     

    ฟิ้วววว!!

     

    บู้มมมมมมม!!

     

    เสียงระเบิดที่น่ากลัวดังขึ้นหลังจากที่ลูกระเบิดเพลิงสีดำตกถึงพื้นที่อยู่ห่างออกไปในระยะห้าร้อยกว่าเมตรนอกจากจะมีเสียงระเบิดที่ดังจนน่ากลัวแล้วยังมีเปลวเพลิงที่รุนแรงกระจายออกมาเป็นวงกว้างรอบๆ พื้นที่บริเวณนั้นอีกด้วย.......

     

    “นะ...นะ....นี่มันเทียบได้กับเวทย์ไฟของพวกจอมเวทย์ระดับปฐพีขั้นที่สามหรือสี่เลยนะเนี่ย?!”

     

    “หากตรงนั้นมีคำยืนอยู่ละก็.....พวกมันคงไหม้เป็นเถ้าถ่านแน่ๆ!!”

     

    “พระเจ้า!!ไม่คิดเลยว่าไอ้ลูกกลมๆ สีดำก้อนเท่าลูกแตงโมแบบนั้นจะมีอานุภาพที่รุนแรงขนาดนี้!!”

     

    “หากว่ากองทัพของเรามีมันซักร้อยลูกไม่ซิ!!ซักพันลูกละก็.......แม้แต่พวกเมืองระดับกลางหรือสูงพวกมันก็อาจจะถูกพวกเราถล่มไม่เหลือซากได้!!”

     

    เหล่าทหารที่ได้อยู่เห็นเหตุการณ์และเป็นพยานการรับรู้ถึงอานุภาพของลูกระเบิดเพลิงเมื่อครู่นี้ต่างก็แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาอย่างตื่นเต้นในทันทีเพราะว่าเพียงแค่ลูกระเบิดเพลิงเพียงลูกเดียวก็สามารถฆ่าล้างทหารมากพันถึงสองพันคนได้แล้ว......

     

    “ฝ่าบาทเอ๊ย!! นายท่าน ไม่คิดว่าลูกระเบิดเพลิงนี้จะมีอานุภาพมากขนาดนี้ หากพวกเรามีมันมากกว่านี้ละก็ในการศึกครั้งนี้พวกเราย่อมเป็นฝ่ายชนะอย่างไม่ต้องสงสัยเลย”เรเว่นที่ยืนอยู่ข้างๆอากอร์นได้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมาก......

     

    “ท่านเรเว่นหากท่านอยากเรียกข้าว่าฝ่าบาทก็ตามแต่ท่านจะเรียกเถอะ ส่วนเรื่องลูกระเบิดเพลิงนั้นความจริงแล้วมันก็เยี่ยมอยู่หรอกแต่การจะผลิตและสร้างมันขึ้นมาซักหนึ่งลูกนั้นต้องใช้เงินและทรัพยากรไม่น้อยเลยสำหรับลูกระเบิดเพลิงทั้งสองลูกนี้อย่างน้อยก็ราคาไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่หมื่นเหรียญทองเลยหากอยากจะสร้างมันซักร้อยลูก ข้าคงต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่ล้านเหรียญทองในการซื้อหาวัตถุดิบในการสร้างลูกระเบิดเหล่านี้”

     

    สามถึงสี่ล้านเหรียญทอง!!

     

    สามถึงสี่ล้านเหรียญทอง!!

     

    คำพูดของอากอร์นทำเอาทหารทั้งหมดรวมถึงเรเว่นที่อยู่ข้างๆปากอ้าตาโตเลยทีเดียว เพราะจำนวนเงินที่อากอร์นบอกมานั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย แค่เพียงเหรียญเงินหนึ่งล้านเหรียญมันก็มาพอที่จะจ้างทหารเลวหลายพันคนแล้ว.......

     

    แต่เมื่อมานึกถึงอานุภาพของลูกระเบิดเพลิงที่แสดงให้เห็นเมื่อครู่นี้ราคาขนาดนี้ถือว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่จะสังหารทหารทั่วๆไปได้เท่านั้น แม้แต่นักรบระดับเองก็อาจจะตายได้เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของเปลวเพลิงที่รุนแรงนี้.......

     

    “เอาเถอะเรื่องนั้นพวกเจ้าไม่ต้องสนใจไปหรอกเพราะข้ากำลังคิดหาทางที่จะลดต้นทุนในการสร้างลูกระเบิดเพลิงนี้อยู่ในช่วงนี้เราจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเรามีเจ้าสิ่งนี้ไม่เช่นนั้นเมืองของเราคงอยู่ไม่เป็นสุขแน่ๆ”อากอร์นรู้ว่าระเบิดเพลิงนี้สำคัญขนาดไหนดังนั้นเขาจึงกำชับไม่ให้คนที่อยู่ที่นี่พูดเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด.....

     

    ขอรับฝ่าบาท!!

     

    “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัยพวกเราทุกคนที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่จงรักภักดีต่อพระองค์ทั้งนั้นหากใครคนไหนกล้าที่จะพูดละก็.....ข้าน้อยเรเว่นผู้นี้จะเป็นคนสังหารมันเอง!!”หลังจากที่ไม่ถูกสั่งห้ามให้เรียกฝ่าบาทเรเว่นก็จัดคำพูดชุดใหญ่ให้กับอากอร์นเลยทันทีซึ่งเขาให้คำมั่นและประกาศกร้าวเลยว่าในที่นี้จะไม่มีใครกล้าพูดเรื่องในวันนี้ออกไปแน่......

     

    “พวกเราเองก็ขอสาบานต่อองค์เทพเลยว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ออกไปฝ่าบาททรงวางพระทัยได้”

     

    ทหารทั้งหมดต่างก็คุกเข่าลงหนึ่งข้างและกล่าวคำสาบานอย่างหนักแน่นและจริงจังซึ่งพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นทหารที่ติดตามอากอร์นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะทรยศต่ออากอร์นแล้วเอาเรื่องในวันนี้ออกไปพูดเล่น.....

     

    “เช่นนั้นก็ดีแล้วทุกคนลุกขึ้นเถอะตอนนี้พวกเรายังมีงานที่ต้องทำอยู่อีกมากให้ทหารบางส่วนที่นี่ช่วยกันจัดการเก็บกวาดพื้นที่ให้เรียบร้อยด้วย”อากอร์นพยักหน้าอย่างพึงพอใจกับภาพตรงหน้าของเขา เขารู้ดีว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่เขาไว้ใจได้.......

     

    .......................................

     

    หลังจากที่ทดสอบระเบิดเพลิงเสร็จอากอร์นก็มุ่งกลับไปหานายช่างใหญ่เพื่อพูดคุยเรื่องปราสาทว่าไปถึงไหนแล้วแต่โชคไม่ดีที่นายช่างใหญ่ไม่อยู่ที่ปราสาทเขาได้ออกเดินทางไปยังเมืองในเขตภาคกลางเพื่อพบใครบางคนที่นั่นซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือนกว่าเขาจะกลับมาที่เมืองเซนต์จูรี่อีกครั้งแต่ถึงนายช่างใหญ่จะไม่อยู่การก่อสร้างก็ไม่ได้หยุดลง......

     

    “นายช่างใหญ่ก็ไม่อยู่อาจารย์ดุ๊กก็จมอยู่กับการวิเคราะห์แหวนมิติแล้ว แล้วเราจะไปไหนที่ไหนดีละเนี่ย?หรือว่าเราจะไปสำรวจพื้นที่กำแพงภูเขาที่ด้านหลังดี?”

     

    อากอร์นรู้สึกเบื่อเล็กน้อยที่เขาไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรดีเพราะตอนนี้เขาได้มอบหมายหน้าที่งานออกไปหมดแล้ว เขาเลยกลายเป็นคนว่างงานไปหากว่าแหวนมิติอยู่ที่เขา เขาอาจจะตามแรมโบ้และวิลเลี่ยมไปถล่มค่ายโจรด้วย......

     

    แต่ตอนนี้มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นที่จะให้เขาทำและสิ่งที่อากอร์นเลือกก็คือการออกไปสำรวจแนวภูเขาที่ทั้งสูงและก็ยาวจนสุดลูกหูลูกตามองๆ ดูแล้วเหมือนกับว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากมนุษย์อย่างนั้นแหละแต่จะมีมนุษย์ที่ไหนที่สามารถสร้างภูเขาที่ยาวเช่นนี้ได้กัน.....

     

    ดังนั้นอากอร์นจึงตัดสินใจที่จะออกไปสำรวจที่กำแพงภูเขาแห่งนั้นก่อนที่เขาจะไปอากอร์นต้องสลัดเจสสิก้าให้หลุดก่อนดังนั้นเขาจึงหลอกให้เจสสิก้านำเอาข้อความของเขาไปบอกกับชายชราดุ๊กว่าเขาต้องการรู้ผลเกี่ยวกับแหวนมิติภายในวันนี้หากเป็นไปได้......

     

    และเจสสิก้าก็เชื่อใจและยอมไปในทันทีและเมื่อเจสสิก้าจากไปแล้ว อากอร์นก็ไม่รอช้าใช้ทักษะของนักฆ่าของเขาอำพรางตัวและพุ่งออกจากเมืองไปทางกำแพงภูเขาในทันที.....

     

    ฟิ้ว!! ฟิ้ว!!ฟิ้ว!!

     

    ถึงแม้ระดับอาชีพนักฆ่าของอากอร์นจะอยู่เพียงระดับปฐพีขั้นที่สองเท่านั้นแต่การเคลื่อนไหวของเขาก็เร็วและเบามากไม่ต่างไปจากนักฆ่าขั้นที่สามเลยและเพียงแค่นานเขาก็มาถึงจุดที่ปลอดภัยที่สุดของกำแพงภูเขาแล้วซึ่งจุดจุดนี้ถูกสำรวจไปก่อนหน้านี้โดยเขา.....

     

    ในรอบๆบริเวณนี้ทั้งปลอดภัยและไร้ร่องรอยของสัตว์ร้าย ไม่มีสัตว์ร้ายตัวไหนกล้าเข้ามาที่นี่สักตัวเดียวไม่รู้ว่าพวกมันกลัวอะไรถึงได้ไม่กล้าเข้ามาที่นี่ดังนั้นที่นี้จึงกลายเป็นจุดที่อากอร์นยืนยันแล้วว่าปลอดภัยที่สุด.....

     

    “ดูจากเส้นทางที่เราผ่านมามีรอยสัตว์ร้ายอยู่จำนวนหนึ่งเดินผ่านแถวนี้ไปดูจากรอยเท้าแล้วน่าจะเป็นพวกหมาป่าเขี้ยวยาวฝูงหนึ่งนอกจากนั้นยังมีรอยเท้าขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆ กับรอยเท้าของพวกมันด้วยแสดงว่าพวกมันกำลังถูกสัตว์ร้ายอีกตัวไล่ตามมา”

     

    อากอร์นพูดขึ้นหลังจากที่เขานึกถึงรอยเท้าสัตว์ร้ายจำนวนหนึ่งในตอนที่เขาผ่านมายังที่นี่ซึ่งรอยเท้าจำนวนมากเหล่านั้นอากอร์นคาดเดาว่าน่าจะเป็นหมาป่าเขี้ยวยาวสัตว์ร้ายระดับสองที่ชอบอาศัยอยู่แถวนี้ส่วนตัวที่ตามพวกมันมาน่าจะเป็นดราโกแลนน์สัตว์ร้ายระดับสี่ที่เขาพบเจอมาก่อนหน้านี้ตอนที่บุตรชายของเจ้าเมืองคอล์โบพามา......

     

    แต่ไม่ว่ารอยเท้าสัตว์ร้ายพวกมันจะมากขนาดไหนหรืออยู่ในระดับไหนก็ตามพวกมันก็ไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้เขตที่อากอร์นอยู่เลยสักตัวเดียวดังนั้นอากอร์นจึงเลิกสนใจพวกมันไป และหันมาสนใจเกี่ยวกับภูเขากำแพงที่อยู่เบื้องหลังของเขาดีกว่า......

     

    “รอยสลักพวกนี้มันอะไรกัน?เหมือนกับตัวอักษรโบราณที่เคยอ่านเจอในห้องสมุดของท่านเคานต์เลยการที่พวกสัตว์ร้ายไม่กล้าเข้ามาที่นี่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอักษรโบราณพวกนี้หรือเปล่า?หากใช่เราควรจดจำแล้วนำไปสลักไว้บนกำแพงเมืองของเราบ้างจะได้ไม่มีสัตว์ร้ายกล้าบุกเมืองเรา”

     

    อากอร์นพูดไปเอามือลูบไปที่ผนังกำแพงภูเขาไฟอย่างช้าๆเพื่อที่จะสัมผัสกับอักษรที่ถูกสลักเอาไว้บนนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้นอากอร์นรู้สึกว่ายิ่งเขาลูบมันมากเท่าไหร่เขายิ่งรู้สึกคุ้นเคยกับอักษรเหล่านี้อย่างบอกไม่ถูกแต่ไม่ว่าจะนึกเท่าไหร่เขาก็นึกไม่ออกว่าคุ้นเคยกับพวกมันได้อย่างไร......

     

    สองชั่วโมงผ่านไป.....

     

    “น่าจะจดครบหมดทุกตัวอักษรแล้วตอนนี้เราควรกลับไปที่เมืองก่อนไม่งั้นเจสสิก้าด่าเราหูชาแน่ที่หลอกทิ้งนางไว้แบบนั้น”อากอร์นเห็นว่าเวลาผ่านไปนานแล้วเขาจึงคิดที่จะกลับเมืองแต่ว่าในขณะที่อากอร์นกำลังจะหันหลังเดินออกไปจากกำแพงภูเขานั้น จู่ๆก็มีแสงสว่างวาบเกิดขึ้นที่บนตัวอักษรโบราณเหล่านั้น........

     

    วิ้ง!!!  วิ้ง!!  วิ้ง!!

     

    แสงสว่างบนตัวอักษรโบราณเหล่านี้ทั้งดูอบอุ่นและดูลึกลับเป็นอย่างมากยิ่งอากอร์นจ้องมองมันมาเท่าไหร่ เขายิ่งรู้สึกราวกับว่ามีใครสักคนกำลังดึงตัวของเขาเข้าไปหากำแพงภูเขานั้น......

     

    “ไม่!!เราจะถูกควบคุมแบบนี้ไม่ได้!!” แต่ด้วยความที่เขามีสติและสมาธิดีเป็นเลิศมันจึงทำให้เขาหลุดพ้นจากแรงดึงดูดปริศนานี้มาได้ก่อนที่แสงสว่างจากตัวอักษรโบราณนั้นจะหายไปและกลับเป็นกำแพงภูเขาสีดำเช่นเดิม........

    คล้ายกับเรื่องKing Of The King (กษัตริย์เหนือกษัตริย์) ที่คุณอ่าน