เฉินิเดินทางกลับมายังภูผาราชันย์พิสุทธิ์อย่างเอ้อระเหยตามที่เขาได้ทราบมา แม่หนูน้อยกำลังฝึกปรือกระบี่อยู่บนเขาดูเหมือนว่าบนสำนักกลับยังหาได้มีลูกกระจ๊อกมาท้าทายอะไรไม่เฉินิเดินมาจนถึงห้องของแม่หนูน้อยบนโต๊ะยังวางเอาไว้ด้วยเคล็ดสามภพเร้นลับอยู่เล่มหนึ่ง
เฉินิกวาดตามองได้ยินได้ฟังมาว่าเคล็ดวิชาเล่มนี้ตามปกติจะทำให้ผู้ฝึกต้องสิ้นชีวาวายถึงแม้จะกล่าวว่าเขานั้นรู้สึกว่าแม่หนูน้อยฝึกปรือแล้วจะไม่เกิดปัญหาอะไรแต่ก็ยังเกิดความกังวลอยู่บ้างยังไงก็บรรลุเคล็ดสามภพเร้นลับเล่มนี้สักรอบหน่อยก็แล้วกัน ยังไงเสียด้วยคุณสมบัติของเขาในตอนนี้อย่างน้อยก็น่าจะสามารถฝึกปรือเคล็ดวิชาได้กว่าสามพันเล่ม
เฉินิที่ครุ่นคิดในใจ : บรรลุเคล็ดสามภพเร้นลับ !
“ติ่งบรรลุเคล็ดสามภพเร้นลับแปดสิบเอ็ดขั้นจำเป็ต้องใช้คะแนนจริยธรรมหนึ่งหมื่นแต้มก่อนหน้านี้ผู้อุปถัมภ์ได้มีคะแนนจริยธรรมเก้าสิบห้าแต้มจะสามารถบรรลุเคล็ดสามภพเร้นลับได้ยี่สิบสี่ขั้น ้าที่จะบรรลุหรือไม่?”
“บรรลุ ! บรรลุทันที ! ”
ทว่าเมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปภายในชั่วพริบตาเดียวเฉินิััได้ว่าร่างกายของตนเองนั้นได้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างไปไม่เหมือนเดิมจนเห็นได้อย่างชัดเจนพลังที่เกิดจากร่างกายของตัวเองมีมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า !
“เดิมทีการฝึกปรือของเคล็ดสามภพเร้นลับนี้ก็คือการฝึกฝนร่างกายนี่เอง!ดูเหมือนว่าคงต้องหาโสมยาอะไรให้กับแม่หนูน้อยมากหน่อยไม่อย่างไรสมบัติในคลังคงจะต้องถูกแม่หนูน้อยคนนี้ล้างผลาญไปจนหมดสิ้นกันแล้ว”
เฉินิในตอนนี้ในเมื่อไม่ต้องใช้เคล็ดวิชาสายกำลังพึ่งพาแต่เพียงกายเนื้อก็สามารถที่จะสู้กับผู้ฝึกตนที่อยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สองที่ลงมือด้วยพลังทั้งหมดได้อย่างทัดเทียม
ทว่าเคล็ดสามภพเร้นลับนี้หากคิดที่จะบรรลุทั้งหมดคงจะเป็เป็ไปได้ยากถึงขั้นที่ต้องใช้คะแนนจริยธรรมทั้งหมดหนึ่งหมื่นแต้มไม่แปลกใจเลยที่จะเป็สิ่งที่เมื่อไม่ใช่ตัวละครเอกก็จะไม่สามารถฝึกปรือได้
เมื่อเฉินิได้ฝึกปรือเคล็ดสามภพเร้นลับนี้จึงพบว่าเคล็ดสามภพเร้นลับนี้คงจะไม่ใช่เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ขอบเขตกลิ่นอายวิถีพลังแห่งสามภพ[1]ก้าวแต่สู่ความเป็หนึ่ง ! ก็หมายความว่าหากฝึกไปจนถึงขั้นที่แปดสิบเอ็ดก็จะสามารถที่จะทะลวงเข้าสู่เอกะได้ที่แท้ก็คือสิ่งที่มีแต่เพียงตัวละครเอกเท่านั้นจึงจะพบพานได้
เฉินินึกไปนึกมา ก็หยิบพู่กันทิ้งความเข้าใจที่ตัวเองมีไว้ที่ด้านข้างเคล็ดสามภพเร้นลับเช่นนี้เมื่อแม่หนูน้อยฝึกปรือก็จะสามารถรุดหน้าได้ไวขึ้น
สำนักหมื่นกระบี่
กลุ่มศิษย์หญิงที่พึ่งจะเข้าสำนักต่างก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ :“พวกเ้าได้ยินกันแล้วหรือไม่ ? มีข่าวลือว่าผู้าุโเฉินไม่ชอบจ้าวชิงเหยาอย่างสิ้นเชิงขอเพียงสามารถโค่นล้มจ้าวชิงเหยาลงได้ก็จะเป็ที่ต้องตาของผู้าุโเฉิน ! ”
“ได้ยินมาเหมือนกัน อีกทั้งยังได้ยินมาว่าผู้าุโเฉินได้กลับไปที่จวนผู้สำเร็จราชการแล้วบัดนี้บนภูผาราชันย์พิสุทธิ์มีแค่จ้าวชิงเหยาเพียงคนเดียว”
“มิสู้พวกเราปลอมตัวกันสักหน่อย สวมหน้ากากขึ้นเขาไปทำการสั่งสอนเ้าสวะอย่างจ้าวชิงเหยากันสักรอบให้นางได้ทราบว่านางไม่ได้คู่ควรที่จะเป็ศิษย์ของผู้าุโเฉิน! ”
“น้องสาวท่านนี้ช่างมีความเห็นที่สูงส่งนัก! ”
“เมื่อต้องนึกถึงจ้าวชิงเหยากับผู้าุโเฉินต้องอยู่ร่วมกันทุกวันยังไม่แน่เลยว่าเ้าโจรน้อยผู้นั้นจะปีนขึ้นเตียงของผู้าุโเฉินเมื่อไหร่กัน! ”
“เหอะ ความงาม พูดเหมือนกับว่าผู้ใดไม่มีกันผู้าุโเฉินเป็ถึงบุคคลที่มีความสง่างามเช่นนี้มีหรือที่จะคู่ควรกับเด็กสาวที่ไม่น่าไว้ใจเช่นนั้นได้! ”
“ก็ใช่ไงผู้าุโเฉินบัดนี้กำลังอยู่ในวัยกระฉับกระเฉงโจรน้อยผู้นั้นคงคิดที่จะฉวยโอกาสคิดว่าเป็หอริมน้ำย่อมเห็นพระจันทร์ขึ้นก่อนคนอื่น[2]! ”
ภูผาราชันย์พิสุทธิ์
ในที่สุดเฉินิก็ได้เขียนความเข้าใจของตนเองจนเสร็จพร้อมทั้งกระตุ้นเคล็ดวิชาซ่อนร่างของตนเองเดินเล่นอยู่ภายในภูผาราชันย์พิสุทธิ์ทว่าพึ่งจะขึ้นไปถึงเนินเขาก็ได้ยินเสียงร้องของหญิงสาวนางหนึ่ง : “จ้าวชิงเหยาเ้าจงใจที่จะใกล้ชิดผู้าุโเฉิน ไม่ว่าจะทำเพื่อทรัพย์สินเงินทองหรือไม่ตรงนี้ก็คือหมื่นตำลึงทอง จงออกไปให้ห่างจากผู้าุโเฉินซะ ! ”
เฉินิที่นั่งอยู่้าต้นไม้เก่าแก่ที่สูงเสียดฟ้าต้นหนึ่งมองไปตรงพื้นดินด้วยความเสนาะสนใจ ที่เผชิญหน้าอยู่กับจ้าวชิงเหยาเป็หญิงสาวที่ดูมั่งคั่งผู้หนึ่ง ซึ่งมีนามว่าหลี่ชิงเอ๋อทั้งยังมีชาติตระกูลที่ร่ำรวยหลี่ชิงเอ๋อผู้นี้ที่ดูไปแล้วคล้ายกับอยู่ในวัยสิบแปดสิบเก้าปีสวมอาภรณ์ด้วยชุดกระโปรงยาวสีเขียวอ่อนซึ่งยิ่งขับเน้นความงดงามของนางขึ้นมาได้อีกหลายส่วน
จ้าวชิงเหยาหยิบโสมหิมะต้นหนึ่งออกมาจากภายในอกเสื้อพร้อมกับยัดเข้าไปในปากกัดเข้าไปคำหนึ่งโพล่งขึ้นด้วยความใ : “ว้าว หมื่นตำลึงทอง ! ”
หลี่ชิงเอ๋อจึงเผยอาการเหยียดหยามออกมา : “เหอะ ที่แท้ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน หมื่นตำลึงทองยังะโโหวกเหวกโวยวายออกมา! ”
จ้าวชิงเหยาถามขึ้นด้วยความขลาดเขลา :“เมื่อก่อนยังเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่กลับไม่เคยได้เห็นมาก่อนจริงหมื่นตำลึงทองนั้นมากแค่ไหน มีค่ามากเลยงั้นหรือ ? ”
หลี่ชิงเอ๋อแสดงสีหน้าเหยียดหยามออกมา พร้อมกล่าว :“ที่แท้ก็เป็พวกบ้านนอก กระทั่งมูลค่าของหมื่นตำลึงทองก็ยังไม่ทราบข้าจะบอกเ้าให้ หมื่นตำลึงทอง สามารถที่จะซื้อตลาดร้านรวงได้ทั้งสายอย่างง่ายดายสามารถที่จะทำให้พันครัวเรือนดื่มกินได้ถึงหนึ่งปีเต็มเห็นโสมหิมะต้นนี้ในมือของเ้าหรือไม่ หมื่นตำลึงทองเพียงพอที่จะซื้อโสมสักต้น.........”
เพียงพอที่จะซื้อ โสมสักต้น........
หลังจากที่จ้าวชิงเหยาเคี้ยวโสมหิมะต้นนี้ไปกว่าครึ่งดังกร๊อบกร๊อบเสียงของหลี่ชิงเอ๋อก็ได้สั่นเครือขึ้นเล็กน้อย : “ในปากเ้า อย่างน้อยก็ห้าหมื่นตำลึงทอง.......”
ครอบครัวของหลี่ชิงเอ๋อเองก็ถือว่าร่ำรวยแต่ก็ยังไม่เคยเห็นใครเอาโสมหิมะทำเหมือนกับเป็หัวไชเท้าเช่นนี้มาก่อน !
ทันใดนั้นหลี่ชิงเอ๋อก็รู้สึกว่าตนทำไม่ถูกต้องอยู่บ้างหากคิดที่จะเทียบว่าใครมีเงินมากกว่ากันกับเฉินิเกรงว่าคงจะมีแต่คนเหยียดหยามตัวเองเท่านั้น
เฉินิเผยสีหน้ารังเกียจออกมา : “อุ้ยตอนนี้มีลูกกระจ๊อกมาแล้ว ช่างไม่ไหวเอาซะเลย คุณภาพแย่เกินไป ! ไม่มีแม้แต่ความทะเยอทะยานที่จะให้ผู้คนคิดที่จะลงมือเลยแม้แต่น้อยในทางกลับกันกลับทำให้ข้าบังเกิดความเห็นใจคาดว่าน่าจะเป็เพียงแค่กระสอบทรายที่โผล่มาในฉากให้ตัวละครเอกทุบตีจนตาย”
เฉินิรู้สึกผิดหวังอย่างแรง ถึงอย่างนั้นก็ยังคงพูดขึ้นว่า :“กระนั้นก็ล้วนแต่เป็คุณประโยชน์เพื่อทำให้ตัวละครเอกทุบตีจนผงาดขึ้นได้อีกทั้งยังมีความเป็ไปได้ที่จะสร้างคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตเลยก็เป็ได้ตัวกระจ๊อกเช่นนี้ ย่อมควรค่าแก่การนับถือ หลี่ชิงเอ๋อผู้นี้นางไม่แต่เพียงเป็ลูกกระจ๊อกเท่านั้น นางยังถือเป็วีรสตรีคนหนึ่งเลยทีเดียว ! ”
หลี่ชิงเอ๋อเผยสีหน้าแค้นเคืองออกมา :“ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ได้อยู่ในความดูแลของผู้าุโเฉิน ที่แท้ก็ทำเพื่อสมบัติของผู้าุโเฉินตัวข้าจะเป็ผู้กำจัดเ้าแทนผู้าุโเฉินเอง ! ”
หลี่ชิงเอ๋อผู้นี้ที่ถือได้ว่าอยู่ในขอบเขตกลิ่นอายวิถีขั้นที่เจ็ดสามารถโค่นล้มจ้าวชิงเหยาจนยากที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้ กระนั้นผ่านไปสักพักจ้าวชิงเหยาก็ได้ถูกหลี่ชิงเอ๋อทุบตีจนมีาแเต็มร่างจ้าวชิงเหยาเองก็ทราบดีว่าตนมิใช่คู่ต่อสู้ของหลี่ชิงเอ๋อ จึงคิดหลบหนีหลี่ชิงเอ๋อไล่ตามจ้าวชิงเหยาจนทั้งคู่ไปถึงผาสำนึกตน
ในเวลาเช่นนี้ คุณคงจะไม่ถามมาหรอกนะว่าเหตุใดเฉินิถึงไม่ไปช่วยจ้าวชิงเหยา ? ไม่ ไม่ ไม่เวลานี้แหละที่สมควรจะดูเนื้อเื่กันอย่างสบายใจกันก่อนไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็การทำลายวาสนาของตัวละครเอกไปเสีย
ผาสำนึกตน ความหมายก็ตามชื่อว่าต้องเป็หน้าผาสูงแห่งหนึ่งเฉินิอดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้นมาว่า : “ข้าเกือบลืมไปแล้วหากพลังฝึกปรือไม่รุดหน้า ยังสามารถให้ชิงเหยาไปะโหน้าผาสูงได้ ! ”
ขึ้นชื่อว่าเป็ตัวละครเอกตัวหนึ่งเมื่อไม่มีอะไรจะทำได้ก็ใช้การะโลงหน้าผาสูงแก้ไขได้แล้ว !ถ้าหากยังไม่รุดหน้าก็ะโลงสักสองรอบ ! หากไม่มีสมบัติวิเศษข้างใต้หน้าผาสูงก็คงจะมีสมบัติที่สุดยอดผู้ฝึกตนขอบเขตบรรลุวิถีทิ้งเอาไว้หากว่าไม่มีเคล็ดวิชา ใต้หน้าผาสูงก็อาจมีเคล็ดวิชาของเซียนทิ้งเอาไว้เมื่อไม่มีมนต์ตราเซียน ใต้หน้าผาสูงก็จะมีเซียนช่วยให้บรรลุ เมื่อไม่มีสาวๆใต้หน้าผาสูงก็จะหญิงสาวเปี่ยมเสน่ห์ที่น่ารัก ไร้เดียงสา!
ใต้ล่างหน้าผาสูง สิ่งที่ควรมีก็ล้วนแต่มี !
ระหว่างที่ครุ่นคิด จ้าวชิงเหยาได้ถูกหลี่ชิงเอ๋อฟาดจนตกหน้าผาสูงไปในหนึ่งฝ่ามือเฉินิที่ซ่อนเร้นตัวตนอยู่ภายในใจกลางเมฆหมอก ะโลงติดตามไปผลลัพธ์กลับเป็เช่นนั้นจริงๆ จ้าวชิงเหยาหลังจากที่ร่วงลงสู่หน้าผาสูงก็ได้คว้าเถาวัลย์เอาไว้เส้นหนึ่ง นางจึงร่วงเข้าไปยังภายในถ้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ตามหน้าผาสูงซึ่งถูกไม้เลื้อยปกปิดเอาไว้
เสียงใระคนยินดีดังจากจ้าวชิงเหยา : “เอ๊ะ นี่มันเห็ดหลิงจือหยก ท่านอาจารย์ได้บอกมาว่าสิ่งนี้ถือเป็ยาอายุวัฒนะที่หาได้ยาก แทบจะเป็สิ่งที่โสมหิมะไม่อาจเทียบเคียงได้เมื่อได้เห็ดหลิงจือหยกต้นนี้มาเพื่อสมานแผลข้าไม่เพียงแต่จะสามารถฟื้นคืนจากอาการาเ็ทั้งยังมีความสามารถทำให้มีพลังในการรุดหน้าได้เป็อย่างมาก ! หลี่ชิงเอ๋อรอข้าก่อนเถอะ เมื่อข้าออกไปจากผาสำนึกตนแห่งนี้ได้จะต้องคืนความเป็ธรรมให้กับเ้าแน่ ! ”
เมื่อได้ยินเสียงของจ้าวชิงเหยา เฉินิจึงค่อยวางใจลงพังเพยเก่าแก่ย่อมไม่หลอกลวงผู้ใด เมื่อพบว่าจ้าวชิงเหยาไม่เป็ไรเฉินิเองก็วางใจ จึงะโขึ้นไปถึงบนหน้าผาสูงในครั้งเดียว ในเวลานี้หลี่ชิงเอ๋อเองได้เดินจากไปไกลแล้วแต่กลับมีชายชุดดำผู้หนึ่งอยู่ทาง้าหน้าผาสูงที่สูงตระหง่าน ชายชุดดำผู้นั้นหันไปมองเฉินิยิ้มแล้วกล่าว :“ผู้คนในใต้หล้าต่างก็ลือกันว่าผู้มีพร์ของแคว้นเหยียนเฉินิได้รับศิษย์แล้วคิดไม่ถึงมาก่อนเลยว่าองค์ผู้สืบทอดที่อยู่ในวัยเพียงแค่นี้จะถึงกับมองวิถีทางของขอบเขตบรรลุวิถีได้อย่างทะลุปรุโปร่งหากว่าปล่อยให้เ้าสำเร็จจนกลายเป็สุดยอดผู้ฝึกตนนั่นกลับมิใช่ยิ่งจะทำให้แคว้นเหยียนเสมือนเสือติดปีก ! ”
เฉินิมองไปทางชายชุดดำ ยื่นมือลูบไปที่คาง : “ให้ตายเถอะยังมีเื้ัของเื่ ! ”
ชายชุดดำตัวสั่นสะท้าน : “เื้ัของเื่อะไรกัน ? ”
เฉินิกล่าว : “สิ่งที่เรียกกันว่าเื้ัเื่ก็คือเื่ใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเวลาที่ตัวละครเอกยังอ่อนแออยู่หรือก็คือบุญคุณความแค้นระหว่างNPCอย่างพวกเราเหล่านี้หากว่าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ทุกคนก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติเสมือนเป็ครอบครัวเดียวกันมีหรือที่จะเกิดการแบ่งแยกกันได้ แล้วตัวละครเอกจะไปเก็บเลเวลที่ไหนกัน ?”
ชายชุดดำที่ชุ่มโชกเหงื่อไปทั้งศีรษะ : “ไม่แน่ว่า องค์ผู้สืบทอดสติฟั่นเฟือนแล้วหรือ ? ”
เฉินิชักกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ออกจากแผ่นหลังหันกระบี่ชี้ไปทางชายชุดดำ สองสุดยอดฝีมือสบตามองกันอยู่ข้างใต้หน้าผาสูงคล้ายกับเป็ศึกตัดสินภายในพริบตาของเหล่ายอดคนเพียงได้ยินเสียงของเฉินิถอนหายใจออกมายาวๆ : “อย่าได้มัวแต่พิรี้พิไรรีบมาดำเนินเนื้อเื่กันเถอะ ! ”
.
.
.
.
[1]มาจากชื่อ เก้าเก้ารวมหนึ่ง ซึ่งอธิบายจาก ภพ์ ภพมนุษย์ภพนรกภูมิ รวมทั้งสิ้นเป็ 81ส่วน
[2]ใครมาก่อนได้ก่อน