ตกค่ำ จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องปานจะขาดใจจากเรือนฮูหยินสามแห่งจวนหนานกง เสียงนั้นเป็เสียงของคุณหนูหก หนานกงเยี่ยน คนที่ได้ยินเสียงนี้ก่อนใครแน่นอนว่าคือฮูหยินสาม นางรีบนำสาวใช้เข้าไปที่ห้องของคุณหนูหก ก่อนจะพบว่าบุตรสาวของตนกำลังนั่งอยู่ที่พื้น นั่งก้มหน้ากอดเข่าร้องไห้จนตัวสั่น
ฮูหยินสามส่งสายตาให้สาวใช้ไปพยุงคุณหนูหกขึ้นมา แต่ก่อนที่สาวใช้จะได้ััตัวนาง ก็ถูกนางตวาดใส่เสียงดัง “อย่ามาแตะตัวข้า ออกไป! ไสหัวออกไปให้หมด!”
ฮูหยินสามคิดว่านางกำลังแสดงความเอาแต่ใจ จึงกล่าวด้วยความโกรธว่า “เยี่ยนเอ๋อร์ อย่ามาทำตัวไร้เหตุผล! ไม่ว่าจะอย่างไรเ้าก็เป็ถึงคุณหนูหกแห่งจวนหนานกงที่ยิ่งใหญ่ ไปนั่งอยู่บนพื้นเช่นนี้ได้อย่างไร เ้าอยากให้คนอื่นหัวเราะเยาะแม่งั้นรึ รีบลุกขึ้นมาคุยกันเดี๋ยวนี้”
หนานกงเยี่ยนเหมือนจะฟังออกถึงน้ำเสียงที่ไม่พอใจของฮูหยินสาม จึงค่อยๆ ระงับอารมณ์ของตนเอง แต่ยังคงก้มหน้ากอดเข่าพร้อมกล่าวว่า “ท่านแม่ ตอนนี้เยี่ยนเอ๋อร์ไม่สามารถพบหน้าใครได้ ท่านรีบบอกให้พวกนางออกไปก่อน”
ฮูหยินสามราวกับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงออกคำสั่งให้บรรดาสาวใช้ออกไปจากห้อง พวกนางปฏิบัติตามทันที เมื่อในห้องเหลือแต่ฮูหยินสามเพียงคนเดียว หนานกงเยี่ยนจึงค่อยๆ เงยใบหน้าขึ้นมา ทันทีที่ฮูหยินสามได้เห็นก็ใ นางถอยหลังไปเสียหลายก้าว!
ถึงอย่างไรนางก็เป็ถึงฮูหยินในจวนใหญ่ เื่ราวคลื่นลมโหมกระหน่ำเพียงใดล้วนพบเจอมาแล้ว เพียงไม่นานก็สงบสติลงได้ จึงเดินเข้าไปดึงหนานกงเยี่ยนขึ้นมานั่งบนเตียง ซักถามด้วยความเป็ห่วงว่า “เยี่ยนเอ๋อร์ บอกแม่มา ใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มนั้นคืออะไร ไปกินสิ่งใดผิดสำแดงมา หรือว่าใช้แป้งผัดหน้าแล้วแพ้”
หนานกงเยี่ยนนึกถึงสิ่งที่กินที่ใช้ไปก็รู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างจากเดิม เหมือนปกติพอเห็นสีท้องฟ้าสมควรถึงเวลาเข้านอนแล้ว ก็ให้สาวใช้เตรียมน้ำสำหรับล้างหน้าบ้วนปากให้ ส่วนตนนั่งอยู่ที่หน้ากระจกถอดเครื่องประดับ แต่อยู่ๆ ภาพในกระจกก็สะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มเล็กตุ่มน้อย คราแรกยังคิดว่าตนเองตาลาย ทว่าพอจ้องอย่างถี่ถ้วนหลายๆ รอบ ถึงรู้ว่านี่คือใบหน้าของตน นางเขวี้ยงกระจกทิ้งไปในทันที ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความใ…
ฮูหยินสามได้แต่ขมวดคิ้ว ในเมื่อทุกอย่างนั้นก็ดูปกติ หรือจะเป็แผนของฮูหยินคนอื่น แต่พอคิดดูแล้วรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็ไปได้ อย่างไรนางกับฮูหยินอีกสองคนก็อยู่ร่วมกันมาหลายปีแล้ว ทุกคนล้วนถือคติ น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง[1] ทั้งความสัมพันธ์ของเยี่ยนเอ๋อร์กับบุตรสาวคนอื่นๆ ก็เป็ไปด้วยดีมาั้แ่ยังเล็ก ไม่มีความจำเป็อะไรที่จะต้องทำเื่นี้กระมัง
ทันใดนั้นเอง หนานกงเยี่ยนก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ขัดจังหวะความคิดของฮูหยินสาม รีบเอ่ยว่า “ท่านแม่ วันนี้ข้าไปที่เรือนของน้องเจ็ดมา ข้ายังจำได้ว่าวันนี้น้องเจ็ดดูแปลกไป แล้วยังมาดึงมือของข้าอีก ท่านแม่ ข้าคงไม่ได้ติดโรคจากนางกระมัง” กล่าวจบก็ร้องไห้ด้วยความเสียใจ
เมื่อฮูหยินสามได้ฟังก็รู้สึกราวกับโดนฟ้าผ่าไปครู่ใหญ่ ที่แท้คนที่ก่อเื่ก็เป็คุณหนูเจ็ดตัวซวยที่โดนไล่ไปอยู่เรือนห่างไกลนั่น ฮูหยินสามคิดอย่างโเี้ว่า ‘ถ้าหากเยี่ยนเอ๋อร์ติดโรคจากนางจริงๆ นางจะไม่ปล่อยนางไว้แน่! สำคัญที่สุดคือตอนนี้ต้องรีบหาหมอมาดูอาการบุตรสาวนางก่อน’
ฮูหยินสามรีบลุกขึ้น นางเดินออกไปหยุดอยู่ที่ประตูแล้วหันมากล่าวกับหนานกงเยี่ยนว่า “เยี่ยนเอ๋อร์ ตอนนี้เ้าก็พักอยู่แต่ในห้อง ไม่อนุญาตให้ไปที่ใดทั้งนั้น แม่จะรีบไปเชิญท่านหมอมา จะทำทุกอย่างเพื่อให้เ้าหายดี จำไว้...อย่าให้ใครรู้เื่นี้อีกเป็อันขาด”
หนานกงเยี่ยนราวกับรับรู้ได้ถึงความร้ายแรงของเื่นี้ จึงรีบรับปากโดยทันที
แสงอาทิตย์แรกในยามเช้าส่องเข้ามาที่หน้าต่าง หนานกงอี้เอ๋อร์ที่เมื่อคืนนี้นอนหลับสนิทจึงสามารถตื่นเองได้ เพิ่งจะลุกขึ้นสวมรองเท้า ขณะนั้นเองประตูได้ถูกผลักเข้ามา เสี่ยวตงรีบวิ่งไปหน้าเตียงของหนานกงอี้เอ๋อร์ เมื่อเห็นนายของตนตื่นแล้ว จึงกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “คุณหนู ท่านต้องยังไม่ทราบแน่เลยเ้าค่ะ เมื่อคืนนี้คุณหนูหกไม่สบาย ท่านหมอบอกว่าอาการจะดีขึ้นอีกสามวัน นี่ถือว่ากรรมตามสนองนางแล้ว ใครใช้ให้นางชอบมารังแกคุณหนูล่ะเ้าคะ สมน้ำหน้านางจริงๆ”
หนานกงอี้เอ๋อร์ขานรับเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “อ้อ”
เสี่ยวตงรู้สึกแปลกใจ “คุณหนู หรือว่าท่านไม่ดีใจเ้าคะ”
หนานกงอี้เอ๋อร์มองเสี่ยวตงผู้น่ารัก กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แน่นอนว่าต้องดีใจสิ เสี่ยวตง เย็นนี้พวกเราเชิญพ่อบ้านเหลยกับแม่นมมากินเซาเข่า[2] ฉลองด้วยกันดีไหม เ้าอีกเดี๋ยวไปเตรียมการเสีย”
เสี่ยวตงถามด้วยความสงสัย “คุณหนู เซาเข่าคือสิ่งใดกันเ้าคะ”
หนานกงอี้เอ๋อร์กลอกตาไปมา เพิ่งรู้ว่ายุคนี้ยังไม่มีคำนี้ จึงอธิบายให้เสี่ยวตงฟัง “เซาเข่า ก็คือการนำผักหรือเนื้อที่ยังดิบไปย่างไว้บนไฟ ไว้เย็นนี้ดูข้าทำก็จะเข้าใจเอง”
คราวนี้เสี่ยวตงเข้าใจแล้ว ถามอย่างกระตือรือร้นว่า “ถ้าเช่นนั้นคุณหนู้าสิ่งใดเ้าคะ เสี่ยวตงจะไปจัดเตรียมมาให้”
หนานกงอี้เอ๋อร์กล่าวกับนาง “เตรียมถ่านไม้ให้มากหน่อย ยังมีตะแกรงเหล็ก ผักสด และพวกเนื้อสัตว์ แล้วก็ไปเอาพวกเครื่องปรุงต่างๆ มาด้วย พวกเราจะได้มาทำด้วยกัน”
เสี่ยวตงส่งเสียงรับทราบอย่างดีใจและวิ่งออกไปทันที
หนานกงอี้เอ๋อร์กลับมานึกถึงตอนที่เสี่ยวตงเล่าเื่ที่คุณหนูหกไม่สบายให้นางฟัง แน่นอนว่านางไม่แปลกใจ นี่เป็สิ่งที่นางคาดการณ์ไว้แล้ว
เพราะมีแต่นางที่รู้ดีว่าจริงๆ แล้วคุณหนูหกไม่ได้ป่วย เพียงแต่ถูกนางวางยาพิษใส่ ตอนนี้ใบหน้าคงเต็มไปด้วยตุ่มเหมือนกับนาง ในสามวันนี้ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ เพราะผลของยานั้นนานมาก และที่แน่นอนอีกอย่างคือ ฮูหยินสามต้องไม่ให้ใครพบเห็นบุตรสาวของนางในสภาพนี้เป็แน่
เพราะมีข้อจำกัด เครื่องปรุงยาที่ทำให้เกิดตุ่มพวกนี้นางให้เสี่ยวตงไปรวบรวมมาจากแม่นมและพ่อบ้านเหลยอย่างยากลำบาก มิฉะนั้นคุณหนูหกที่ผลักนางตกน้ำคนนี้คงออกจากบ้านไม่ได้หนึ่งเดือนแน่
เพียงแต่ถ้าหากท่านหมอสามารถมองออกว่านั่นเป็อาการของคนถูกพิษ หนานกงอี้เอ๋อร์ก็คงได้แต่นับถือเขาจริงๆ ด้วยระดับวิชาการแพทย์ในยุคโบราณนี้ส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็หนึ่งในโรคแพ้เกสรดอกไม้ ซึ่งเป็โรคภูมิแพ้ิัที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จะไปคิดว่าเป็อาการของคนถูกพิษได้อย่างไร ดังนั้น เมื่อได้ยินเสี่ยวตงบอกว่าคุณหนูหกออกจากบ้านไม่ได้สามวัน นางจึงรู้ว่าท่านหมอท่านนั้นคงวินิจฉัยผิดเป็โรคภูมิแพ้เกสรดอกไม้อย่างแน่นอน
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/59dde8270fb69cad137491bc0e18e922
[1] น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง เป็สำนวนจีน หมายถึง ต่างคนต่างทำเื่ของตน ไม่ยุ่งหรือขัดขวางกัน
[2] เซาเข่า เป็ปิ้งย่างสไตล์จีน เป็การนำเอาเนื้อสัตว์หรือผักมาย่างบนไฟ จากนั้นปรุงรสตามใจชอบ เช่น ปิ้งย่างหมาล่า เป็ต้น