ข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย

    บทที่ 101: แผนช่วยพันแสง

    บทที่ 101: แผนช่วยพันแสง

    ฉากที่ 1: ข้อเสนอใต้หน้ากากที่เมืองลังกาสุกะ

    ณ ห้องโถงลับในเมืองลังกาสุกะ เจ้าเมืองลังกาสุกะกำลังนั่งพินิจพิจารณาชายหนุ่มลึกลับผู้สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า แววตาของเจ้าเมืองฉายแววคำนวณผลได้ผลเสียกับข้อเสนอตรงหน้า ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง

    “ข้อเสนอนี่ดูดีไม่เลว... แต่แผนของเจ้าเสี่ยงเกินไป หากพวกเจ้าทำการมิสำเร็จ มีหวังข้ามิโดนอาญาประหารเจ็ดชั่วโคตรเลยรึ? อีกอย่าง... ข้าไม่มีวันยอมเปิดทางให้คนต่างชาติเข้ามาปกครองแผ่นดินเด็ดขาด!”

    ชายหนุ่มใต้หน้ากากส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ “หึ... พูดราวกับว่าตัวท่านในยามนี้ มิได้กำลังคิดอ่านทำการ ‘กบฏ’ อยู่ฉะนั้นแหละ”

    คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องพลันเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น! แววตาหวาดระแวงของเจ้าเมืองรังกาสุกะแปรเปลี่ยนเป็นดุดันดุจเสือร้าย จิตสังหารอันเข้มข้นแผ่ซ่าน พร้อมกับไออาคมสายเร้นลับที่เริ่มหมุนวนรอบกาย

    ”เจ้าอย่าได้วาจาสามหาว... มิเช่นนั้น วันนี้ชีวิตของเจ้าคงได้หาไม่ที่นี่!“ เจ้าเมืองขู่เสียงต่ำ

    ทว่า ชายหนุ่มกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน “ท่านฆ่าข้าไม่ได้หรอก หากข้าไม่มั่นใจในฝีมือ คงไม่กล้าเดินดุ่ยๆ เข้ามาหาท่านถึงเรือนเพียงลำพังเช่นนี้”

    เจ้าเมืองลังกาสุกะขมวดคิ้วแน่น สลายไออาคมลงเล็กน้อย “พูดมาตรงๆ... เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่”

    “บอกตามตรง... ข้าเคยเข้าไปในดินแดนหิมพานต์มาแล้ว”

    คำคำนั้นทำเอาดวงตาของเจ้าเมืองสว่างวาบ “เป็นอย่างไร! ที่นั่นเหมือนในตำนานหรือไม่?!”

    “เป็นจริงตามตำนานทุกประการ” ชายหนุ่มพยักหน้า “มิใช่ว่าท่านตามหามันมาทั้งชีวิตหรอกรึ? หากยอมร่วมมือกับข้า ข้าจะบอกทางเข้าแดนหิมพานต์ให้ท่านอย่างละเอียดยิบ”

    เจ้าเมืองลังกาสุกะเค้นยิ้มเยาะ “แล้วแผนของเจ้าคืออะไร ถึงได้ยอมเอาข้อมูลล้ำค่านี้มาแลก”

    “อีกสามวันข้างหน้าจะมีงานล่าสัตว์หลวงไม่ใช่หรือ...” ชายหนุ่มเอ่ยพลันยื่นวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งให้ “ท่านก็แค่สั่งให้ลูกสาวของท่านช่วยเปิดทางให้พวกข้าแอบแฝงเข้าไป โดยนำสิ่งนี้ติดตัวเข้าไปด้วย... ก็เท่านี้”

    เพียงแค่มองสิ่งของในมือชายหนุ่ม เจ้าเมืองก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่าแผนการนี้ร้ายกาจเพียงใด ”เจ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านักนะ“

    “ว่าอย่างไรเล่า... ตกลงหรือไม่?”

    “หึ แค่นี้ยังดึงดูดใจข้าไม่ได้พอ” เจ้าเมืองลังกาสุกะยังคงไว้เชิง

    ชายหนุ่มลึกลับยิ้มกว้างขึ้นใต้หน้ากาก “แน่ใจหรือว่าไม่สนใจ? ไม่อย่างนั้น... ในปีนั้น ท่านคงไม่ลงมือทำเรื่องบัดซบกับผู้มีพระคุณของท่านได้ลงคอหรอกจริงไหม?”

    สีหน้าของเจ้าเมืองถอดสี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้งดุดัน “เจ้าเป็นใครกันแน่! ทำไมถึงรู้เรื่องนี้?!”

    “สรุปว่าท่านจะร่วมมือกับข้าหรือไม่?” ชายหนุ่มถามย้ำ

    เจ้าเมืองลังกาสุกะส่ายหน้า กัดฟันตอบ “ต่อให้ข้าจะคิดกบฏจริง แต่ผู้ปกครองแผ่นดินสยาม... จะต้องเป็นคนไทยเท่านั้น!”

    ชายหนุ่มหัวเราะลั่นอย่างชอบใจ “ท่านเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว ข้ามิใช่คนต่างชาติชาติพันธุ์อื่นหรอก...”

    พูดจบเขาก็ค่อยๆ ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง ทำเอาเจ้าเมืองลังกาสุกะถึงกับเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อด้วยความช็อก

    ”เจ้า...! เจ้ายังไม่ตายอย่างนั้นรึ?!“

    ชายหนุ่มสวมหน้ากากกลับคืนที่เดิมอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงยียวน

    “ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า... ท่านตา”

    ฉากที่ 2: ปฏิบัติการชิงตัว ‘พันแสง’

    ตัดกลับมาทางฝั่งของ ทอง และ แสน พร้อมด้วยพรรคพวกรวม 13 คน ที่ลอบเร้นเข้ามาในเมืองลังกาสุกะได้สำเร็จ พวกเขาแยกย้ายกันเข้าเมืองมาคนละทิศทาง ก่อนจะมารวมตัวกันที่เป้าหมาย—เรือนหลังใหญ่ที่มีเวรยามหนาแน่นผิดปกติ

    ความจริงแล้ว พันแสง เป็นคนแอบส่งข่าวไปแจ้งท่านเจ้าคุณว่าที่เมืองลังกาสุกะเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากล แต่ส่งข่าวได้ไม่นาน พันแสงก็ขาดการติดต่อและไม่สามารถออกจากเมืองได้ ท่านเจ้าคุณจึงต้องส่งทองและแสนนำทีมยอดฝีมือมาช่วย

    พวกเขาลอบผ่านยามเข้าไปในห้องลับใต้ดินอย่างเงียบเชียบ และได้พบกับร่างของชายคนหนึ่งที่นั่งหมดสภาพ แขนขาทั้งสองข้างถูกตรึงด้วยโซ่ตรึงอาคมหนาหนึบ เส้นผมเผ้าฟ้ารุงรังยาวลงมาถึงเอว

    “นี่ท่านพันแสงหรือ...?” แสนเอ่ยถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา

    ชายคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าที่อิดโรยขึ้นมา “ถ้าไม่ใช่ข้า... แล้วจะเป็นผีสางที่ไหนเล่า”

    “เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่? แล้วจดหมายที่ขุนหลวงทรงฝากมาให้ท่านเล่า?” แสนถามต่อด้วยความร้อนใจ

    พันแสงเค้นเสียงหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง “ข้าอยู่ในสภาพซากศพเช่นนี้ จะไปได้รับจดหมายอย่างไร... ว่าแต่พวกเจ้ารอดพ้นข่ายอาคมดักจับของพวกมันมาได้อย่างไรกัน?”

    ทองยิ้มกว้างพลันตบไปที่อกเสื้อ “เอ่อ... เอาเป็นว่า ข้ามีเครื่องรางพิเศษที่สามารถบดบังและพรางอาคมได้เกือบทุกชนิดบนโลกนี้ละกันครับ”

    พันแสงถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ ทองจึงรีบถามเข้าเรื่อง “ยังไงก็เถอะ... ยอดฝีมืออย่างท่าน ทำไมถึงมาตกอยู่ในสภาพนี้ได้?”

    พันแสงถอนหายใจยาวอย่างจนใจ “ข้าก็ไปเล่นพนันแล้วก็ดื่มสุราตามปกติของข้าฟะ... แต่พอตื่นมาอีกที ไหงมาโผล่ที่นี่ได้ก็ไม่รู้”

    คำตอบนั้นทำเอาทุกคนในห้องถึงกับยืนใบ้กิน... พูดอะไรไม่ออก

    “ถามจริงเถอะท่าน... นี่ท่านเป็นจอมเวทระดับแนวหน้าจริงหรือเนี่ย?” ทองอดแซวไม่ได้

    พันแสงกระแอมไอแก้เขิน “แค่นึกไม่ถึงว่าพวกมันจะกล้าเล่นสกปรกกับข้าเช่นนี้ต่างหากเล่า! เอาเถอะ... พาข้าออกไปจากที่นี่ก่อน”

    ทองพยักหน้ารับคำ สั่งให้พรรคพวกคนหนึ่งที่มีวิชาสะเดาะกลอนชั้นยอดเข้าไปปลดโซ่ตรึงอาคมออก จากนั้น น้าแช่ม ยอดฝีมืออีกคนในกลุ่ม ก็รีบใช้วิชาสร้างหุ่นไม้จำลอง เลกเชอร์คาถาเรียก โหงพราย ให้เข้าสิงสถิตในร่างหุ่น เพื่อสร้างเป็นร่างปลอมของพันแสงไว้ตบตายามที่เดินตรวจ

    “น้าแช่มนี่ฝีมือสุดยอดจริงๆ แฮะ ทำเอาแยกไม่ออกเลยว่าเป็นตัวปลอม” ทองเอ่ยชมเมื่อเห็นหุ่นไม้เปลี่ยนรูปร่างจนเหมือนพันแสงราวกับแกะ

    “ว่าแต่ท่านขยับไหวไหม?” แสนหันไปถามพันแสงที่พยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ก็ล้มลงไปนอนตามเดิม

    “พวกมันกรอก ‘ยาสลายกำลัง’ ให้ข้ากินมาเป็นเดือนแล้ว... ตอนนี้แค่ขยับนิ้วยังยาก กว่าจะฟื้นฟูพลังคงอีกนาน” พันแสงบอกเสียงอ่อย

    ทองจึงหันไปส่งสัญญาณให้ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่สุดในทีมทำการแบกพันแสงขึ้นหลัง จากนั้นทุกคนก็ใช้วิชาพรางตัว ลอบหนีออกจากเมืองลังกาสุกะไปได้อย่างไร้ร่องรอย โดยที่พวกเวรยามไม่มีใครเอะใจเลยสักคน

    ความจริงที่ว่าเหตุใดพวกของทองถึงระบุพิกัดที่คุมขังของพันแสงได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ เป็นเพราะพวกเขามี ‘นกนำทาง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในความลับที่น้อยคนนักจะรู้... พันแสงมีคาถาโบราณที่สามารถสื่อสารและควบคุมสัตว์ได้ มันเป็นไม้ตายก้นหีบที่เขาใช้เอาตัวรอดเสมอมา มีเพียงขุนหลวงและท่านเจ้าคุณเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้

    ส่วนคำถามที่ว่าทำไมพวกคนร้ายถึงไม่ฆ่าพันแสงทิ้ง? ก็เพราะว่าพวกมัน ‘ทำไม่ได้’ อาคมปกป้องร่างของพันแสงแกร่งกล้าเกินไป แถมเขายังมีพรวิเศษดั่งสวรรค์ประทานที่ทำให้ ‘ฆ่าไม่ตาย’ เว้นเสียแต่ว่าจะใช้วิธีพิเศษเฉพาะทางเท่านั้น... พวกมันจึงทำได้เพียงกักขังและมอมยาเขาไว้เช่นนี้

    ฉากที่ 3: ศึกดวลธนูสะท้านสนามแข่ง

    ตัดฉากกลับมาที่ลานประลองหลวงอันเนืองแน่นไปด้วยผู้คน

    หมื่นแผน ยืนนิ่งง้างสายธนูจนตึงเปรี๊ยะ ก่อนจะปล่อยลูกศรออกไป! ฟุ่บ! ลูกธนูพุ่งทะยานฉีกแหวกอากาศด้วยความรุนแรงและดุร้าย ทว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ แม้พลังทำลายจะมหาศาล แต่มันกลับทะลุผ่านกึ่งกลางเป้าไปอย่างนุ่มนวลโดยไม่ทำให้แผ่นเป้าเสียหายแม้แต่น้อย

    เสียงปรบมือเกรียวกราวดังขึ้นรอบสนาม กรรมการผู้คุมคะแนนป้องปากตะโกนประกาศก้อง

    “หมื่นแผน! สิบคะแนนเต็ม! เข้ากึ่งกลางเป้า!”

    ทุกคนพากันจับจ้องไปที่หมื่นแผนด้วยความทึ่ง จ้าวเซียนอิ่งยกพัดขึ้นบังใบหน้าพลันเอ่ยชม “เป็นการยิงที่เหนือชั้นและสุดยอดจริงๆ”

    ทว่า นิน กลับทำเพียงยักไหล่ท่าทางกวนประสาท “เหอะ แข่งธนูเขาแข่งที่ความแม่นยำ ไม่ได้แข่งพลังทำลายเสียหน่อย จะตื่นเต้นกันไปทำไม”

    คำพูดอวดดีนั้นทำเอาคนรอบข้างพากันกลอกตาใส่ด้วยความระอา

    “เป็นการยิงที่เหนือชั้นมาก... แล้วแบบนี้ท่านขุนจะสู้ไหวหรือ?” วาสเอ่ยถามด้วยความกังวล ขณะที่โทโมเอะทำเพียงส่ายหน้าเล็กน้อย

    “จะชนะคงยาก... แต่ถ้าแค่ทำแต้มให้เสมอในรอบนี้ ข้าคิดว่าท่านขุนน่าจะพอทำได้อยู่” โทโมเอะวิเคราะห์

    วาสลูบคางไปมาอย่างไม่มั่นใจ “ข้าเคยเห็นเขายิงธนูอยู่ไม่กี่ครั้ง ฝีมือก็ถือว่าดี... แต่การยิงธนูแบบลอดห้วงจำลองแบบนี้ มันต้องเป็นคนที่ฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ แต่เท่าที่เห็น วันๆ ท่านขุนไม่น่าจับธนูเลยด้วยซ้ำ”

    เป็ด รีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที “ใช่ๆ ช่วงนี้เห็นท่านขุนเอาแต่ขลุกอยู่กับงานวิจัยอะไรก็ไม่รู้ หัวหมุนทั้งวัน แบบนี้จะไปสู้ยอดฝีมือที่ฝึกมาทั้งชีวิตได้อย่างไรกัน”

    “อย่าเพิ่งถอดใจสิ อย่าลืมว่าการแข่งธนูยังเหลืออีกตั้งสามรอบถึงจะรู้ผล” โทโมเอะเตือนสติ

    “รอบแรกยังตามเขาไม่ทัน แล้วรอบหลังๆ จะเอาอะไรไปหวังได้ล่ะฮะ” วาสถอนหายใจ ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาทุกคนในกลุ่มเถียงไม่ออกจริงๆ แม้กระทั่ง ลิน ก็ได้แต่ภาวนาในใจ ‘พี่นินจะไหวไหมเนี่ย...’ ฝั่งท่านเจ้าคุณที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ก็ขมวดคิ้วแน่น เพราะการยิงธนูในสนามแข่งขันที่มีกฎเกณฑ์ ซ้ำยังมีความกดดันสูง มันต่างจากการใช้งานจริงในสนามรบอย่างสิ้นเชิง

    “เอาล่ะ... ถึงตาฉันแล้วสินะ”

    นินเปรยขึ้นมาขำๆ เขาหยิบลูกธนูขึ้นพาดสาย นัยน์ตาคมกริบเล็งตรงไปยังเป้าหมาย บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสนิทจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจเต้น... และแล้ว นินก็ปล่อยสายธนู!

    ฟุ่บ...

    ลูกศรของนินพุ่งออกไป ทว่าวิถีของมันกลับดูแผ่วเบาราวกับขนนกปลิวลม บินโค้งแปลกๆ จนดูเหมือนจะไร้ทิศทาง

    “หึ พลาดแล้วรึ? ช่างอ่อนหัดสิ้นดี!” หมื่นแผนแค่นยิ้มสมเพช

    จ้าวเซียนอิ่งหัวเราะร่าในทันที “คุยโวไว้เสียตั้งเยอะ สุดท้ายก็ดีแต่ปากงั้นรึ?”

    ด้าน หมื่นไวย ถึงกับหัวเราะลั่นสนามอย่างสะใจ “ไอ้เวรเอ๊ย! เตรียมตัวเรียกข้าว่าพ่อเสียดีๆ เถอะมึง!”

    สายตาของผู้คนรอบสนามพากันมองมาที่นินด้วยความเหยียดหยาม โดยเฉพาะอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาที่ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ มยุรีเองก็ลอบสะใจอยู่ในที ‘พลาดจริงด้วย... ดีมาก!’

    ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่เย้ยหยัน นินทำเพียงเอามือป้องหน้าผาก สายตามองตามลูกธนูขนนกที่ดูเหมือนจะพลาดเป้า... ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ลูกธนูกำลังจะตกลงพื้น วิถีของมันกลับหักเลี้ยวฉับพลันด้วยแรงลมส่ง!

    ปึ้ก—ตึง!!!

    แผ่นเป้าหนาถึงกับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงปะทะทำเอาฝุ่นตลบ กรรมการที่ยืนคุมเป้าถึงกับตาค้าง ก่อนจะอ้าปากค้างแล้วตะโกนสุดเสียง

    ”นิน! สิบคะแนนเต็ม! จุดกึ่งกลางเป้า!!!“

    ทั่วทั้งสนามพลันเงียบกริบราวน่ากลัว มีเพียงเสียงหัวเราะแห้งๆ ของนินที่ดังทำลายความเงียบขึ้นมา

    “โอ้... ดูเหมือนรอบนี้ดวงจะดี แฮะๆ ฟลุ๊กชะมัดเลย” นินหัวเราะร่าพลันเกาหัว

    คำพูดแกว่งประสาทนั้นทำเอาพวกที่หัวเราะเยาะเมื่อครู่หน้าบิดเบี้ยวทันตา หมื่นไวยกัดฟันกรอดด้วยความอิจฉา “โธ่เวรเอ๊ย! ขนาดมันยิงพลาด สวรรค์ยังเสือกเข้าข้างมันอีกเรารึ!”

    นินแสร้งทำเป็นหันไปรอบๆ แล้วเอ่ยประชด “อ้าว... ทำไมพอฉันยิงเข้าเป้าปุ๊บ กลับไม่มีใครปรบมือให้เลยล่ะจ๊ะ?”

    สิ้นประโยค ก็มีเสียงปรบมือแปะๆ ดังขึ้นประปรายและเบาบางมาก เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวลือด้านลบของนินสะพัดไปทั่วเมือง ทั้งเรื่องที่หาว่าเขาอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารหลวงสันติผู้เป็นอาจารย์ของขุนนางหลายคน ข่าวลือเรื่องความริษยา หรือแม้กระทั่งข่าวลือใส่ร้ายว่าเขา ‘ขายชาติ’

    แม้ว่าก่อนหน้านี้นินจะทำการแจกจ่ายและขายข้าวราคาถูกเพื่อช่วยชาวบ้านแล้วก็ตาม แต่เพราะ ม่านแก้ว ได้จ้างคนให้ปล่อยข่าวปล่อยกระแสทำลายชื่อเสียงนินซ้ำเติม ว่าเขาควรจะ ‘แจกฟรี’ มากกว่าเอามาขาย เพราะได้ข้าวมาฟรีๆ เพียงแค่วันเดียว ข่าวลือไร้สาระที่ไม่สมเหตุสมผลกลับเริ่มมีน้ำหนักในใจคนเขลา ทำให้ผู้คนเริ่มมองนินในแง่ลบ

    ‘ชิบหายละ... ต้องรีบกู้ชื่อเสียงด่วนที่สุด ไม่งั้นสินค้าในสต็อกกูเน่าค้างร้านแน่ๆ’ นินลอบคิดในใจอย่างหัวจะปวด ก่อนจะหันไปหาหมื่นไวยเพื่อเปลี่ยนประเด็นทันที

    “ดูเหมือนว่าตอนนี้... คะแนนของข้าจะนำหน้าเจ้าอยู่ก้าวหนึ่งแล้วนะ หมื่นไวย”

    หมื่นไวยหน้ากระตุก กัดฟันตอบ “อย่าเพิ่งรีบผยองไป! การแข่งยังเหลืออีกตั้งสองรอบ!”

    “ก็ตามใจ... แต่อย่าลืมเตรียมเงินไว้ละกัน” นินยักไหล่

    ทางด้านพวกของวาสที่นั่งลุ้นอยู่พากันอ้าปากค้างตกตะลึง “เขาทำได้อย่างไรกันน่ะ? เมื่อกี้วิถีลูกศรมันพลาดไปแล้วไม่ใช่รึ?”

    โทโมเอะส่ายหน้า นัยน์ตาฉายแววจริงจัง “ไม่ใช่... มันไม่ใช่ความฟลุ๊ก แต่มันเหมือนกับการยิงธนูได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปแล้ว มันเป็นความชำนาญในระดับเดียวกับยามที่เรายกมือขึ้นจับติ่งหูของตัวเอง โดยที่สายตาไม่ต้องมอง หรือไม่ต้องตั้งใจทำ แต่เราก็สามารถจับมันได้อย่างแม่นยำไม่เคยผิดพลาด”

    วาสถึงกับตาโต “จะมีคนทำเรื่องเหลือเชื่อแบบนั้นได้จริงๆ รึนั่น? ต้องฝึกหนักหนาขนาดไหนกัน ขนาดไม่ตั้งใจยิงยังเข้าเป้าได้หน้าตาเฉยเนี่ยนะ!”

    “ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าของจอมโจรคนหนึ่งในแถบยุโรป... เขาใช้ธนูราวกับเป็นอวัยวะชิ้นที่สามของร่างกาย ท่านขุนนินก็คงจะเป็นคนประเภทเดียวกันกระมัง” โทโมเอะกล่าว

    “เขาไปฝึกวิชาแบบนี้มาจากที่ไหนกันแน่...” เป็ดพึมพำ

    วาสนึกทบทวนความหลัง “จริงสิ! จำได้ว่าท่านขุนเคยเล่าว่าสมัยก่อนเขาเคยเป็นพรานป่าล่าสัตว์มาก่อน น่าจะสั่งสมประสบการณ์มาจากตรงนั้นกระมัง”

    วาสเดาถูกเพียงครึ่งเดียว... ความจริงนินต้องรับหน้าที่เป็นพรานนำทางพวกลูกค้าชาวต่างชาติเข้าไปในป่าลึกแถบบางเพลง เพื่อตามหาสมุนไพรหายากและล่าสัตว์แปลกๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพ ฝีมือธนูของเขาจึงต้องเฉียบคมเพื่อเอาชีวิตรอดจากภัยอันตรายบ่อยครั้ง พอใช้บ่อยเข้า... จากสัญชาตญาณเอาตัวรอดมันเลยกลายเป็นความเชี่ยวชาญขั้นสุดยอดไปโดยไม่รู้ตัว

    “แกเตรียมเงินเดิมพันไว้ได้เลย หมื่นไวย” นินหันไปยิ้มกวนๆ ใส่คู่ปรับ

    “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร!” หมื่นไวยโต้กลับเสียงเขียว

    “วางใจเถอะ... เพราะยังไงมึงก็แพ้ชัวร์” นินสวนกลับนิ่มๆ

    ครืนนนนนนน!

    ยังไม่ทันขาดคำ เสียงกลไกขนาดใหญ่ก็ดังสนิทพร้อมกับพื้นสนามประลองที่เริ่มเคลื่อนตัวแปรเปลี่ยนสภาพ สนามแข่งในรอบถัดไปถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น ‘ป่าจำลองขนาดใหญ่’ ที่ดูอลังการงานสร้างและสมจริงอย่างยิ่ง มีโขดหิน ต้นไม้หนาทึบ และสภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อน

    กฎการแข่งในรอบนี้เข้าใจง่ายมาก... ทั่วทั้งป่าจำลองจะมีเป้าซ่อนอยู่ทั้งหมด 100 เป้า แบ่งเป็นเป้าทั่วไปคะแนนต่ำ (1 คะแนน) จำนวน 80 เป้า และเป้าพิเศษคะแนนสูง (2 คะแนน) จำนวน 20 เป้า รวมคะแนนเต็มทั้งสิ้น 120 คะแนน

    ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะมีลูกศรจำกัดเพียงคนละ 10 ดอกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากยิงเข้าเป้าคะแนนสูงได้ครบทุกดอก แต้มสูงสุดที่คนคนหนึ่งจะทำได้คือ 20 คะแนน และแต้มนี้จะมีผู้ชนะได้มากที่สุดเพียงแค่สองคนเท่านั้น (ในกรณีที่แย่งเป้า 2 คะแนนกันจนหมด)

    “หมายความว่า... รอบนี้ให้เปิดศึกแย่งกันยิงสินะ” นินพึมพำพลันสำรวจลูกธนูในซอง

    ลูกศรของทุกคนจะถูกแต้มสีพิเศษไว้ที่ขนหางหงส์เพื่อจำแนกคะแนนตอนจบ ของนินเป็น สีเขียว, หมื่นเทพ สีเหลือง, หมื่นไวย สีขาว, หมื่นอิน สีฟ้า, จ้าวเซียนอิ่ง สีแดง และหมื่นแผน สีม่วง

    ป่าจำลองข้างหน้านั้นกว้างใหญ่และรกชัฏมาก การจะมองหาเป้าแล้วยิงให้โดนนั้นยากแสนสาหัส เพราะเป้าบางอันก็โผล่มาให้เห็นเพียงครึ่งเดียว บางอันก็ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้มิดชิดจนน่าโมโห

    เสียงกรรมการดังก้องขึ้นลั่นสนามประลอง—

    ”เริ่มการแข่งรอบที่สองได้!!!“

    (เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป นินจะใช้วิธีไหนแย่งชิงเป้าในป่าจำลอง? สามารถส่งเนื้อหาตอนต่อไปมาลุยต่อได้เลยครับ!)

     

    ปรับรูปแบบการเขี่ยนใหม่เป็นอย่างไรบ้างครับช่วยแนะนำได้นะครับ

    คล้ายกับเรื่องข้าแค่อยากเป็นปลาเค็มทำไมมันยากจัง ทะลุมิติมาป่วนไทย ที่คุณอ่าน