บทที่ 34 เพื่อนร่วมห้องพัก
เนื่องจากอันซูหยวนมาที่สถาบันก่อนเปิดภาคเรียน ดังนั้นรุ่นพี่ทั้งหลายยังไม่มาที่นี่ ห้องพักนี้จึงเหมือนเป็นของเธอเพียงคนเดียว หญิงสาวจัดข้าวของเล็กน้อยที่นำมาด้วยเสร็จในเวลาอันสั้น เวลาที่เหลืออยู่นี้จึงใช้มันเพื่อเก็บรวบรวมทรัพยากรแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญ
แม้ว่าช่วงนี้จะยังไม่ได้ออกพื้นที่ล่า แต่การเพิ่มเหรียญเอาไว้ให้มากเท่าที่จะมากได้ในมือก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ดี นอกจากนี้...อย่าลืมว่าสิ่งที่ซูหยวนชอบมากที่สุดก็คือการเล่นเกม ถึงตอนนี้เกมจะกลายเป็นชีวิตจริง ทว่าอันซูหยวนก็ยังสนุกกับการทำฟาร์มนี้อยู่เหมือนเดิม
ช่วงนี้อันซูหยวนปล่อยให้โรงงานทั่วๆไป เช่น โรงงานน้ำผลไม้ โรงงานผลิตนม โรงสีข้าว โรงงานผลิตอาหารสัตว์โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป โรงงานขนมหวาน โรงเย็บผ้า เป็นต้น พวกมันยังคงให้ผลผลิตและใช้วัตถุดิบจากฟาร์มไปเหมือนเดิม แม้ว่าเธอจะเน้นการขายวัตถุดิบพื้นฐาน อย่างพวกผลผลิตที่ยังไม่ได้แปรรูปมากกว่า ถึงอย่างนั้นการที่ผลิตข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้เก็บเอาไว้ก็ทำให้ค่าประสบการณ์ของเธอเพิ่มขึ้นมาก ทั้งนี้...ของที่ผลิตได้ ซูหยวนก็สามารถใช้งานมันได้จริงด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้อันซูหยวนตั้งใจควบคุมการผลิตมากที่สุดถึงกับจับเวลาเอาไว้ นั่นก็คือโรงงานเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร ตอนนี้อันซูหยวนผลิตยาฆ่าแมลงเอาไว้มากที่สุด และรองลงมาก็เป็นสารดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้าย โดยเธอตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะผลิตสารดึงดูดความสนใจของสัตว์ร้ายไปเรื่อยๆจนกว่าซากสัตว์ซากพืชกลายพันธุ์ที่รวบรวมเอาไว้จะหมดไป
ส่วน “ปุ๋ยเพิ่มผลผลิต” และ “ปุ๋ยเร่งการเติบโต” นั้นยังไม่ได้มีความต้องการเร่งด่วนในตอนนี้ อีกทั้งยังมีของในคลังอีกเป็นจำนวนมาก ซูหยวนจึงไม่ตั้งค่าให้เริ่มผลิตทั้งสองอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นคงจะทำให้การผลิตสิ่งที่ต้องการล่าช้าไปกว่าเดิม
ตลอดเวลา 2 วันที่หญิงสาวหมกตัวอยู่แต่ในห้อง อันที่จริง...หากไม่ใช่เพราะห้องสมุดของสถาบันยังไม่เปิดในวันแรกที่เธอมาถึง ซูหยวนคงจะเข้าไปหมกตัวอยู่ที่นั่นมากกว่า แต่ก็นั่นแหละ...เธอเองก็ไม่ได้อยู่ในห้องอย่างว่างเปล่า มีเวลาก็เข้าฟาร์มของตนเองเพื่อเพิ่มผลผลิต รวมทั้งฝึกการใช้พลั่วและธนูที่ได้รับมาด้วย
หลังจากที่ได้กำหนดวันที่ห้องสมุดของสถาบันเปิด อันซูหยวนก็ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ในห้องเงียบๆอีก แม้ว่าการเพาะปลูกหรือฝึกฝนจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่เธอก็มีแผนการเป็นของตนเองเช่นกัน
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ เธอมีวิชาภาคบังคับที่ต้องเรียนอยู่ 3 วิชา ซึ่งทั้งสามวิชานี้เป็นภาคทฤษฎีทั้งสิ้น พวกมันสามารถหาอ่านเอาจากห้องสมุดได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ต้องมากังวลเกี่ยวกับวิชาทั้งสามนี้ อันซูหยวนตั้งใจว่าเธอจะศึกษา “วิชาพื้นฐานนักล่า” “วิชาจัดการกับสัตว์กลายพันธุ์พื้นฐาน” และ “วิชาประวัติความเป็นมาของการกลายพันธุ์” ให้จบตั้งแต่ก่อนเปิดเรียน
ตอนนี้เธอเหลือเวลาอีกเพียง 5 วันเท่านั้นก่อนที่จะเริ่มเปิดการศึกษาจริง ตำราสำหรับสามวิชานี้มีเขียนไว้ในรายละเอียดหลังลงทะเบียนทั้งหมดแล้ว ขอเพียงอ่าน ทำความเข้าใจ และจำพวกมันได้ทั้งหมด อันซูหยวนก็สามารถเข้าสอบได้เลย
หากเป็นเรื่องอื่น อันซูหยวนคงจะไม่มั่นใจนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องการอ่านและวิเคราะห์ เธอรู้ว่าตนเองมีพรสวรรค์ในด้านนี้ ดังนั้นเพื่อใช้ความได้เปรียบของตนเอง หญิงสาวจึงเลือกที่จะใช้เวลาตลอดทั้งวันและทั้งคืนเพื่ออ่านตำราพื้นฐานทั้งหมดนี้ให้จบ แถมยังมีเวลาในการอ่านตำราที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกหลายเล่ม กว่าที่อันซูหยวนจะได้ออกมาจากห้องสมุด เธอก็เข้าใจเรื่องราวพื้นฐานของโลกใบนี้ไม่น้อยแล้ว
แน่นอนว่าวันที่เธอออกมาจากห้องสมุด ก็เป็นวันที่นักเรียนจำนวนมากมาที่สถาบันกันแล้วด้วย อันซูหยวนเดินตรงกลับไปยังห้องพักของตนเอง เวลานี้นักเรียนชั้นปีสี่ก็ทยอยมาถึงกันหมดแล้ว เพราะเป็นวันแรกที่พวกเขามา ที่ห้องพักจึงค่อนข้างคึกครื้น
ส่วนใหญ่หอพักชั้นปี 4 จะมีนักเรียนอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนที่พวกเขาจะเข้าใจว่าตนเองต้องทำการเรียนรู้อย่างไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้ววิชาเรียนของพวกเขาจะอยู่ที่พื้นที่ล่าจริงมากกว่าในห้องเรียน ดังนั้นถ้าอันซูหยวนจะต้องเจอกับเพื่อนร่วมห้องพัก ก็สมควรจะเป็นช่วงเวลานี้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
อันซูหยวนเดินผ่านห้องพักนักเรียนจำนวนมากจนมาถึงห้องพักของตนเอง เธอเข้าใจได้ทันทีว่าเวลานี้รุ่นพี่ทั้งสามอยู่ในห้องแล้ว ดังนั้นเพื่อให้ทั้งสามรู้ว่ามีคนนอกอย่างเธอเข้ามา ซูหยวนจึงเคาะประตูตามมารยาทก่อน รอจนกว่าคนข้างในจะเดินออกมาเปิดประตู อันซูหยวนจึงแนะนำตนเอง
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออันซูหยวน นักเรียนชั้นปีที่หนึ่งค่ะ ปีนี้ฉันจะพักอยู่ห้องเดียวกับพวกรุ่นพี่” อันซูหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อย แต่สายตาของหญิงสาวที่มาเปิดประตูนั้นกลับไม่ได้แสดงออกถึงความชื่นชมเลย
คิ้วเรียวของทางนั้นขมวดมุ่น ชักสีหน้าแสดงความไม่พอใจออกมาโดยไม่คิดปิดบัง ร่างผอมบางเอนกายพิงประตู ไม่ยอมเปิดช่องให้อันซูหยวนเข้าไป เธอกอดอกของตนเอง มองซูหยวนตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา
“เธอก็คือเจ้าของห่อผ้าเหม็นเน่าพวกนั้นใช่ไหม” น้ำเสียงไม่พอใจของอีกฝ่ายดังขึ้น อันซูหยวนมองตามไปก็เห็นว่าห่อผ้าของตนเอง เวลานี้กำลังอยู่ในถังขยะแล้ว
“ใช่ค่ะ” อันซูหยวนพยักหน้ารับ
เมื่อดูจากการแต่งกายของอีกฝ่ายเทียบกับเธอ ห่อผ้าที่เธอนำมาด้วยจะถูกเรียกว่าขยะก็ถูกต้องแล้ว แม้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเธอจะดีขึ้นมากหลังกลายเป็นนักล่าแทนผู้เก็บขยะ ถึงอย่างนั้น...เสื้อผ้าใหม่ๆที่มีขายในเขตชั้นนอกก็อยู่ในระดับที่เรียกว่าขยะในสายตาของคนจากเขตชั้นในอยู่ดี
อันซูหยวนไม่อยากจะคิดภาพเลย ถ้าเธอสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมที่ก่อนเธอจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ พวกหล่อนคงจะไม่เผาเสื้อผ้าของเธอทิ้งไปแทนที่จะโยนลงถังขยะหรอกหรือ?
“ดี ถ้าอย่างนั้นเธอก็มาเอาขยะของตนเองออกไป ห้องนี้ไม่ต้อนรับนักเรียนขยะ พวกฉันไม่ชอบกลิ่นเหม็นเน่าพวกนี้!”
หญิงสาวเดินเข้าไปเขี่ยห่อผ้าของอันซูหยวนออก แม้แต่มือของเธอก็ยังไม่ยอมหยิบมันด้วยซ้ำ เธอเพียงใช้เท้าเล็กๆของตนเองเขี่ยมันด้วยความรังเกียจ การแสดงออกนี้ทำให้อันซูหยวนลอบขมวดคิ้ว
“รุ่นพี่คะ ฉันเป็นนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งเพิ่งเข้าเรียนในปีนี้ เป็นนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อเข้าร่วมองค์กรนักล่าของท่านจาง ดังนั้นแล้วจึงอยากจะขอความกรุณาจากพวกรุ่นพี่ด้วยค่ะ ฉันได้ยินมาว่ารุ่นพี่จะอยู่ในสถาบันประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์เป็นส่วนใหญ่ เพราะแบบนั้นช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์นี้ ฉันจะไม่เข้ามาให้รุ่นพี่กวนใจเลยค่ะ หวังว่ารุ่นพี่จะเห็นด้วยกับการกระทำของฉันนะคะ” อันซูหยวนยอมถอยให้หนึ่งก้าวเพื่อความสันติ
เธอคาดเดานิสัยของพวกนักเรียนจากเขตชั้นในได้ทั้งหมดแล้ว ในสายตาของพวกเธอนั้น...นักเรียนอย่างอันซูหยวนไม่มีค่าพอที่จะให้หายใจอยู่ร่วมห้องเดียวกันด้วยซ้ำ
ดังนั้นเพื่อให้ตนเองไม่ถูกรังแกหรือเสียเวลาโต้เถียงไปเปล่าๆ อันซูหยวนจึงรีบพูดแผนของตนเองออกไปทันที แล้วมันก็ถูกใจรุ่นพี่ทั้งสามคนจริงๆด้วย
“อ้อ เธอก็คือรุ่นน้องที่เพิ่งรับเข้ามาสินะ ได้ยินว่าท่านประธานจางเป็นคนเลือกเธอให้เข้ามาอยู่ในองค์กรด้วยตนเองเลยนี่ ในตระกูลจาง...ชื่อเสียงของเธอไม่ใช่เล่นๆ เดิมทีก็คิดอยู่ว่าคนที่ท่านประธานจางเลือกมาเป็นคนแบบไหน พอได้เจอเธอจริงๆแล้ว...ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นเธอนี่แหละ”
หญิงสาวเจ้าของใบหน้างดงามคนหนึ่งเดินออกมา เธอสำรวจซูหยวนตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม...ในขณะที่เธอพูดถึงประธานจาง สีหน้าของเธอก็มีประกายความเคารพอย่างถึงที่สุดแฝงอยู่ด้วย ไม่น่าแปลกใจที่น้ำเสียงของเธอยามพูดกับซูหยวนจะดีกว่าหญิงสาวอีกคนเล็กน้อย
“หืม? จะบอกว่าท่านจางคนนั้นรับเด็กคนนี้เข้าองค์กรของเขาด้วยตนเองหรือ?” หญิงสาวที่ยืนขวางประตู ทั้งยังใช้เท้าเขี่ยห่อผ้าของซูหยวนในครั้งแรกชะงักไปเล็กน้อย สายตาของเธอเองก็เปลี่ยนไป มีประกายวิบวับอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
“ใช่แล้ว เมิ่งซีซี....ที่ตระกูลจางมีพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่ด้วยนะ แม้ว่าองค์กรนักล่าของตระกูลจางจะรับคนเข้ามาปีละไม่น้อย แต่คนที่ท่านประธานจางเลือกให้เข้าร่วมด้วยตนเอง ตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้มีแค่คนเดียว ไม่สิ...ตอนนี้มีเพิ่มอีกคนแล้ว” หญิงสาวจากตระกูลจางอธิบายเพิ่มเติม
“เหอะ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ค่อยชอบพวกเขตชั้นนอกที่วันๆเอาแต่เก็บขยะจนเกะกะลูกตา แต่ถ้าเป็นคนที่ท่านจางมองเห็นศักยภาพล่ะก็...ถ้าอย่างนั้นก็คงจะไม่ได้ไร้ค่าเกินไปสินะ” เมิ่งซีซีเมื่อรู้ว่าอันซูหยวน แท้จริงแล้วเป็นสมาชิกใหม่ขององค์กรตระกูลจาง แถมยังเป็นคนที่ท่านจางเลือกเข้าองค์กรด้วยตนเองก็เปลี่ยนท่าทีต่อซูหยวน
อย่างน้อย เธอก็ยกเท้าออกจากห่อผ้าเล็กของซูหยวนแล้วก็ไม่ยืนขวางประตูอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน...หญิงสาวอีกคนที่นั่งฟังอยู่เงียบๆก็พิจารณาอันซูหยวนอยู่อย่างนั้น ราวกับอยากรู้อยากเห็นว่าอันซูหยวนมีอะไรดีกันแน่ถึงได้ถูกใจท่านจางเข้า
“อ้อ แล้วก็...กวนหลิวลู่ คนที่ท่านประธานจางเลือกมาคนนี้ วันที่ทดสอบครั้งแรกมีระดับพลังถึง 76 หน่วยเชียวนะ นำหน้าเธอไปอีก 20 หน่วยแน่ะ”
“จริงหรือเสวี่ยผิง” กวนหลิวลู่ได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจไม่น้อย สำหรับคนที่เพิ่งปลุกพลังขึ้นมาได้ ทั้งยังไม่ได้เริ่มการฝึกฝนใดๆ การที่มีพลังเริ่มต้นได้ 40 หน่วยก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว ด้วยเกณฑ์นี้...หลายๆตระกูลมักจะเลือกสนับสนุนพวกเขาเพื่อให้กลายเป็นนักล่าของตระกูลต่อไป
ทว่ากวนหลิวลู่ที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะประจำตระกูลกวน เธอสามารถสะสมพลังงานได้ถึง 65 หน่วยตั้งแต่เริ่มต้น จวบจนตอนนี้ ยังไม่ทันได้ฝึกฝนในชั้นปีที่ 4 เธอก็มีค่าพลังงานสูงถึง 82 หน่วยด้วยกัน นับว่าเป็นคนมากความสามารถคนหนึ่งเลย ขนาดในตระกูลหวงด้วยกัน เธอก็ยังทำให้ผู้นำตระกูลชมได้ไม่ขาดปาก
ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าเด็กนักเรียนปีหนึ่งคนนี้มีค่าพลังงานเริ่มต้นที่ 76 หน่วย สายตาของเธอก็มองอีกฝ่ายเปลี่ยนไป เน่นอนว่ารวมถึงเมิ่งซีซีด้วยเช่นกัน
แม้ว่าพวกเธอจะรังเกียจคนจากเขตชั้นนอก แต่เธอไม่ได้รังเกียจคนแข็งแกร่ง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทั้งสองคนจะแสดงท่าทีเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
“ตกใจหรือ? สำหรับฉันแล้ว...คิดว่าค่าพลังงานเท่านี้แหละ จึงจะเหมาะสมที่เป็นคนที่ท่านประธานจางเลือกมาด้วยตนเอง” เมื่อได้ยินจางเสวี่ยผิงกล่าวเช่นนั้น เพื่อนร่วมห้องอีกสองคนก็พยักหน้ารับ
เมิ่งซีซีที่เป็นคนเอ่ยปากไล่อันซูหยวนในตอนแรกกลับเดินเข้ามาตบบ่าของหญิงสาวสองสามครั้งแทน รอยยิ้มที่ไม่คิดว่าจะได้รับก็ได้รับ
“เยี่ยมมาก ในเมื่อเธอมีความสามารถจริง อย่างนั้นฉันก็พร้อมที่จะเป็นเพื่อนร่วมห้องเดียวกับเธอ อีกอย่าง...เหมือนที่เธอบอกก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่นักเรียนปีสี่ไม่ค่อยอยู่สถาบันมากนัก ดังนั้นห้องนี้แทบจะยกให้เธออยู่แล้ว”
“อย่างไรก็ตาม...ในเมื่อเธอเป็นถึงคนที่ท่านจางเลือกสนับสนุน ฉันคิดว่าอย่างแรกที่เธอควรจะทำก็คือการปรับปรุงภาพลักษณ์ของตนเอง อย่างแรก เธอไม่จำเป็นต้องบอกทุกคนว่าตนเองมาจากเขตชั้นนอก เพราะสุดท้ายแล้วเธอจะกลายมาเป็นคนในเขตชั้นในได้อย่างแน่นอน ฉันเชื่อในสายตาของท่านจาง”
“อย่างที่สอง การแต่งกายของเธอ...ถ้าไม่ต้องการมีปัญหาต่อไปอีกในอนาคต เธอต้องแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้เป็นนักเรียนทุนจากเขตชั้นนอกธรรมดาๆ แต่เป็นนักเรียนทุนที่ถูกเลือกโดยท่านจาง ได้รับการสนับสนุนโดยองค์กรนักล่าอิสระอันดับหนึ่งในตอนนี้”
“อย่างที่สาม เธอถ่อมตัวมากเกินไปไม่ได้ ถ้าเธอเป็นคนของท่านจาง ก็ไม่ควรยอมถอยให้คนอื่นง่ายๆ ที่จริง...แทนที่เธอจะบอกว่าตนเองเป็นคนขององค์กรนักล่าตระกูลจาง เธอควรบอกว่าเธอก็คือคนที่ท่านจางสนับสนุนอยู่ต่างหากล่ะ”
เมิ่งซีซีมอบคำแนะนำให้กับอันซูหยวนเล็กๆน้อยๆ แต่สิ่งที่เธอพูดออกมา อีกสองคนในห้องล้วนแต่พยักหน้ารับเพื่อแสดงความเห็นด้วย
อันที่จริง สาเหตุที่ผู้คนไม่ชอบนักเรียนทุนจากเขตชั้นนอกก็มีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น บางตระกูลที่อ่อนแอ พวกเขาชอบรับเด็กจากเขตชั้นนอกเพื่อมาสนับสนุนให้กลายเป็นนักล่าให้ แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่านักเรียนจากเขตชั้นนอกเหล่านั้นถูกเลือกมาเพื่ออะไร
ถึงจะบอกว่าเป็นการสนับสนุน แต่มันก็แค่การสนับสนุนให้อีกฝ่ายเป็น “โล่ชีวิต” สำหรับคนในตระกูลเท่านั้น ที่พวกเขาเรียกว่า “ว่าที่ข้ารับใช้” ก็มีสาเหตุมาจากสิ่งนี้ด้วย
นักเรียนทุนเหล่านั้นไม่ได้รู้ชะตากรรมของตนเองเลยว่าจะเป็นอย่างไร หากโชคดี...ถ้าได้ติดตามคนแข็งแกร่งในตระกูล พวกเขาก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงบั้นปลาย แต่ถ้าไม่...อย่างนั้นพวกเขาก็เตรียมพร้อมที่จะตายได้เลย
การแสร้งทำเป็นคนดีด้วยการมอบโอกาสให้กับนักเรียนจากเขตชั้นนอก ทำให้พวกเขาคิดว่าตนเองมีโอกาสที่จะปีนขึ้นอยู่บนที่สูงกว่านี้ มันเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมาก นักเรียนหลายคนที่ไม่ชอบวิธีการนั้น ส่วนใหญ่พวกเขาจะแสดงออกให้รู้ว่านักเรียนทุนไม่ได้รับการยอมรับ
หลายครั้งที่นักเรียนทุนเหล่านั้นทนไม่ได้ในสถาบันศึกษาจนลาออกไป นั่นอาจจะหมายความว่าพวกเขารักษาชีวิตเอาไว้ได้แล้วก็ได้
อีกประการหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้นักเรียนมากมายไม่ชอบนักเรียนทุนก็เป็นเพราะ...นักเรียนทุนเหล่านั้นอ่อนแอ
หากอ่อนแอแล้วไม่กระทบกับพวกเขาก็ว่าไปอย่าง แต่เพราะในสถาบันนี้ต้องเรียนกันเป็นกลุ่ม หลายครั้งนักเรียนที่แข็งแกร่งต้องจับคู่ทำภารกิจกับนักเรียนทุนที่อ่อนแอเหล่านี้ มันทำให้ผลคะแนนของพวกเขาน้อยลงไปด้วย ดังนั้นทัศนคติที่มองพวกนักเรียนทุนที่ไม่มีพื้นฐานวิชาการฝึกฝนใดๆจึงเต็มไปด้วยสายตาดูแคลน ราวกับมองตัวถ่วงในอนาคตของตนเองนั่นแหละ
ทว่า...หากเป็นนักเรียนทุนที่แข็งแกร่งขนาดนี้ แม้จะไม่ได้รับการต้อนรับที่ดี หากก็ไม่ถูกต้อนรับด้วยท่าทางที่แย่เช่นกัน
……………………………………..