ตอนที่ 67 ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามเช่นนี้ จากนี้ไปข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวเฮยก็แล้วกัน
หลังจากที่จัดการกับเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของว่าที่มหายุทธ์สูงสุดเทียนหยวนได้สำเร็จ
กู้ฉางเกอจึงเริ่มพินิจพิเคราะห์ทวนมารทลายสวรรค์ในมืออย่างละเอียด
ใบของปลายทวนสีดำสนิท เปล่งประกายแสงสีแดงแกมดำที่ไหลเวียนทั่วทั้งด้ามทวน สะท้อนแสงเย็นยะเยือก แผ่ซ่านกลิ่นอายของพลังมารออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
น้ำหนักของมันนับว่ามิเบาเลย
กู้ฉางเกอประมาณว่าน้ำหนักของมันนับว่ามีหลายหมื่นชั่ง ส่วนด้ามจับนั้นแข็งแกร่งและลึกล้ำ ราวกับถูกสร้างขึ้นจากแร่โลหะเทพมารแห่งรัตติกาลอันเยียบเย็น
ยิ่งมอง เขาก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจ
แม้ร่างกายของเขาจะนับว่าแข็งแกร่งในหมู่อัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์แห่งแดนสวรรค์ชั้นบน แต่การถือทวนเล่มนี้ก็ยังคงรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้ง
แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญเป็นเพราะจิตมารที่อยู่ในตัวของเขา ซึ่งมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับทวนมารทลายสวรรค์นี้
หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น ต่อให้แตะต้องทวนเล่มนี้เพียงแค่ปลายเส้นผม ก็อาจถึงขั้นสลายกลายเป็นอากาศธาตุในพริบตา
น้ำหนักที่เขารู้สึกได้นี้ แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงผลลัพธ์จากการที่ทวนมารทลายสวรรค์พยายามปรับตัวให้เข้ากับเขาเท่านั้น
น้ำหนักที่แท้จริงของมันนั้น คงยากจะจินตนาการได้
ถึงขั้นที่สามารถบดขยี้มิติแห่งจักรวาลจนพังทลายลง ซึ่งนี่มิใช่คำกล่าวที่นับว่าเกินจริงแต่อย่างใด
“ดูเหมือนเจ้าจะมองว่าข้าเป็นพวกเดียวกันกับเจ้าแล้วสินะ นับจากนี้ไป เจ้าก็อยู่กับข้าเถิด…”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ พร้อมทั้งเก็บขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคมารที่ลอยอยู่เหนือศีรษะกลับคืน
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของว่าที่มหายุทธ์สูงสุดที่เขากลืนกินเข้าไป บัดนี้กำลังหลอมรวมเป็นพลังงานอันบริสุทธิ์ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขา ทั้งยังเพิ่มพูนพลังให้กับเขาอย่างมหาศาล
แน่นอนว่าพลังนี้เป็นพลังอีกสายหนึ่งที่เขาครอบครอง ซึ่งในเวลาปกติจะมิแสดงออกมาง่ายๆ
ในฐานะยอดอัจฉริยะรุ่นเยาวน์แห่งแดนสวรรค์ กู้ฉางเกอมีไพ่ตายซุกซ่อนอยู่มากมาย
และพลังนี้ก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของทั้งหมดที่เขามีเท่านั้น
ระหว่างที่เขากล่าวทวนมารทลายสวรรค์ก็สั่นไหวเล็กน้อย ราวกับเข้าใจในความหมายของเขา
ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านเข้าสู่จิตใจของเขา ความยินดี ความอบอุ่น และความร่าเริง ราวกับว่าอาวุธเล่มนี้มิใช่อาวุธสังหารที่สามารถล้างผลาญสรรพชีวิต
แต่กลับเป็นเสมือนอาวุธที่ได้พบกับญาติสนิทหรือพวกพ้องที่พลัดพรากไปนาน
ความรู้สึกประหลาดนี้ทำให้กู้ฉางเกอชะงักไปชั่วครู่ แต่เขาก็มิได้รู้สึกแปลกใจเท่าใดนัก
มีตำนานเล่าขานว่า ทวนมารทลายสวรรค์นี้มิใช่อาวุธที่ถูกสร้างขึ้นจากมือมนุษย์ แต่เป็นอาวุธสังหารที่มีต้นกำเนิดร่วมกันกับเจ้าของมันโดยธรรมชาติ และเจ้าของคนแรกนั้นว่ากันว่าก็เป็นผู้ที่ครอบครองดวงจิตมารเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าตำนานเล่าขานนี้ก็ได้ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน จนมิมีผู้ใดสามารถยืนยันได้ว่าตำนานเล่าขานนี้เป็นความจริงหรือไม่ กู้ฉางเกอจึงได้แต่เพียงรับฟังมาอย่างผ่านๆ โดยมิได้คิดจริงจังอันใดนัก
ในเมื่อทุกสรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ แม้แต่อาวุธเองก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
เมื่อดำรงอยู่มาเนิ่นนานก็ย่อมหลอมรวมกับร่องรอยแห่งมรรคาและกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ก่อนจะสร้างสรรค์เป็นจิตปัญญาและเทพพิทักษ์ประจำอาวุธขึ้นมา
เช่นเดียวกับอาวุธสืบทอดโบราณของสำนักต่างๆ ในยุคเก่าแก่ ซึ่งล้วนแต่มีเทพแห่งอาวุธสถิตอยู่ ยามใดที่พวกมันฟื้นคืนชีพ พลังอำนาจที่ถูกปลดปล่อยก็จะมหาศาลจนน่าตื่นตะลึง
ส่วนอาวุธร้ายกาจอย่างทวนมารทลายสวรรค์เล่มนี้ก็ถูกผนึกอยู่ในที่แห่งนี้มามิรู้นานเพียงใด จึงมิน่าแปลกใจที่มันจะมีจิตวิญญาณใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาภายในตัว
สิ่งนี้นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับกู้ฉางเกอ
ด้วยความคิดนี้ เขาจึงเกิดความใคร่รู้อยากทดสอบขึ้นมา
“ดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดใช่หรือไม่” กู้ฉางเกอเอ่ยถาม พร้อมกับจ้องมองปฏิกิริยาของทวนมารทลายสวรรค์
ทวนเล่มนั้นสั่นไหวเล็กน้อย
แม้ว่ามันจะมิสามารถแสดงความหมายของตนเองออกมาได้ แต่กลับส่งอารมณ์แห่งความร่าเริงและความยินดีมาถึงกู้ฉางเกอได้อย่างชัดเจน
“ดูเหมือนเจ้าจะเข้าใจจริงๆ ตั้งแต่นี้ไป ข้าคือเจ้านายของเจ้า เข้าใจหรือไม่” กู้ฉางเกอเอ่ยถามอีกครั้ง
แน่นอนว่าหากมีโอกาส เขาย่อมต้องการหลอมรวมอาวุธเล่มนี้ไว้ในครอบครองเสียก่อน หากมิผ่านการหลอมรวม เขาย่อมมิอาจใช้อานุภาพของมันได้อย่างเต็มที่
ทวนมารทลายสวรรค์สั่นไหวเล็กน้อย พลันส่งอารมณ์แห่งความปิติยินดีออกมา
ดูเหมือนว่าการที่กู้ฉางเกอรับมันเป็นอาวุธคู่กาย จะทำให้มันมีความสุขเป็นอย่างมาก พลังมารอันเข้มข้นแผ่ออกมาเป็นสายคล้ายกับเป็นวิธีที่มันแสดงออกถึงความตื่นเต้น
“อาวุธชั้นยอดเช่นนี้ กลับต้องถูกผนึกไว้ในที่แห่งนี้จนฝุ่นจับนับหมื่นปี ในฐานะเจ้าของ ข้ารู้สึกสงสารเจ้าเสียจริง แต่จากนี้ไป เจ้าก็ติดตามข้าเถิด ข้าจะพาเจ้าไปสังหารศัตรู หากเจ้ามิสบอารมณ์ผู้ใดเข้าก็บอกข้ามา ข้าจะช่วยเจ้าจัดการผู้นั้นเอง…”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น พลางหยอกล้อกับมัน เขาพบว่าจิตวิญญาณของหอกเล่มนี้เพิ่งจะถือกำเนิดได้มินานนัก
มันสามารถส่งผ่านอารมณ์อย่างความดีใจ โกรธ เสียใจ หรือยินดีมาให้เขาได้เพียงเท่านั้น
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ทวนมารทลายสวรรค์ก็ดูจะตื่นเต้นยิ่งขึ้น ปลายด้ามทวนของมันสั่นสะเทือนจนทำให้ความว่างเปล่ารอบด้านปั่นป่วน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าตั้งชื่อให้เจ้าดีหรือไม่ ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามของเจ้าเช่นนี้ จากนี้ไปข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวเฮยหรือว่าทมิฬน้อยก็แล้วกัน…” กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
แต่ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น ทวนมารทลายสวรรค์ก็กลับหยุดนิ่งไป
ทวนมารทลายสวรรค์: ???
ในใจของกู้ฉางเกอพลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“นิสัยแบบนี้ ช่างคล้ายกับหญิงสาวที่รักสวยรักงามเสียจริง”
…
มินานนักหลังจากออกจากพระราชวัง
เย่หลิวหลีเดินตามหลังกู้ฉางเกอมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ทั้งสองเดินกลับไปยังทางเดิม ก่อนมุ่งหน้าออกจากนครโบราณใต้พิภพ
ระหว่างทาง เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้งในจิตใจของกู้ฉางเกอ
“ติ๊ง! ยินดีด้วย นายท่านได้ทำการควบคุมอาวุธร้ายกาจอย่างทวนมารทลายสวรรค์ได้สำเร็จแล้ว ตอนนี้พื้นที่จัดเก็บอาวุธภายในระบบได้ถูกเปิดใช้งาน”
เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้กู้ฉางเกอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
พื้นที่จัดเก็บอาวุธหรือ ฟังดูคล้ายกับคลังเก็บของมิน้อย
เขาจึงเรียกดูหน้าจอคุณสมบัติของตนเองทันที
ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ
รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า
อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับเจ้าครองแคว้น ขั้นปลาย
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 7 ความคืบหน้า 75 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ…
ค่าชะตาสวรรค์: 9,000
ค่าวาสนา: 1,880 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว
คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *3 (สามารถรวมกันได้) การ์ดปล้นวาสนา *3
ภายใต้หัวข้อรัศมีบนหน้าจอแสดงคุณสมบัติ กู้ฉางเกอพลันสังเกตเห็นว่ามีรายการแสดงหัวข้อของอาวุธเพิ่มขึ้นมา
ตามธรรมชาติของระบบแล้ว เคล็ดวิชาและอาวุธที่สามารถถูกบันทึกไว้ในหน้าจอแสดงคุณสมบัติของเขาได้ จะต้องเป็นสิ่งที่มีต้นกำเนิดอันลึกล้ำและมิธรรมดา
หากเป็นสิ่งธรรมดาสามัญแล้ว ต่อให้กู้ฉางเกอครอบครองหรือฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ระบบก็จะมินับรวมและมิแสดงให้เห็น
เนื่องจากระบบเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นต่ำต้อยเกินไป และมิคู่ควรที่จะได้รับการบันทึก
สิ่งนี้ยิ่งแสดงให้เห็นว่า ทวนมารทลายสวรรค์มีต้นกำเนิดที่ลึกลับเกินหยั่งถึง ระบบจึงสร้างหมวดอาวุธเพิ่มขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นโดยเฉพาะ
ต่างจากอาวุธธรรมดาทั่วไปดังเช่น ดาบ กระบี่ เครื่องหลอมโอสถ หรือภาชนะศักดิ์สิทธิ์ ที่กู้ฉางเกอครอบครองเก็บไว้ในแหวนมิติ สิ่งเหล่านั้นมิมีคุณค่าพอที่จะถูกบันทึกลงในระบบ และมิปรากฏขึ้นในหน้าจอแสดงคุณสมบัติของเขา
หากแต่ถูกถูกเก็บไว้ในแหวนมิติ หรืออุปกรณ์จัดเก็บอื่นๆ
ในตอนนั้นเอง กู้ฉางเกอเคลื่อนพลังจิต
ทันใดนั้นทวนมารทลายสวรรค์ที่เขาเก็บไว้ในแหวนมิติก็หายวับไป
ในจิตใจของเขา ปรากฏภาพของพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหมอกสีเทา ซึ่งดูเหมือนไร้ซึ่งขอบเขตสิ้นสุด
ฟึ่บ!
ทวนมารทลายสวรรค์ปรากฏขึ้นในพื้นที่แห่งนั้น ราวกับเกิดจากความว่างเปล่า
เมื่อเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่มิคุ้นเคย ทวนเล่มนั้นราวกับจะแสดงอาการหวาดระแวง พลังมารอันมหาศาลพลันปะทุออกมา ท่าทางคล้ายกับลูกแมวที่กำลังขู่ฟ่อด้วยความตกใจ
แต่โชคดีที่มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของกู้ฉางเกอในมิช้า
จึงค่อยๆ สงบอารมณ์ลงทีละน้อย
“พื้นที่แห่งนี้มิได้ดำรงอยู่ในความว่างเปล่าภายนอก แต่มีเพียงข้าเท่านั้นที่สามารถเรียกมันออกมาได้ นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะการมีอยู่ของทวรมารทลายสวรรค์นั้นยากที่จะซ่อนเร้นนัก…”
“หากถูกเหล่าผู้แข็งแกร่งสัมผัสได้ คงมีมิน้อยที่พวกเขาจะลงมือแย่งชิง โดยมิสนใจสถานะหรือภูมิหลังของข้าเลย”
กู้ฉางเกอครุ่นคิดอย่างสงบ เขาตระหนักถึงความจริงข้อนี้เป็นอย่างดี
เมื่อทวนมารทลายสวรรค์ปรากฏขึ้น ย่อมสร้างความสั่นสะเทือนให้กับเหล่าผู้ทรงอำนาจทั้งหลาย จนเกิดความละโมบขึ้นในใจ
ในสายตาของพวกเขา อาวุธชิ้นนี้หาใช่อาวุธแห่งหายนะแต่อย่างใด แต่มันกลับเป็นศาสตราวุธอันทรงพลัง ซึ่งสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พวกเขาได้อย่างมหาศาล
การมีพื้นที่จัดเก็บอาวุธเช่นนี้ นับว่าสะดวกยิ่ง เพราะแม้แต่ผู้มีพลังแข็งแกร่งที่สุด ก็มิสามารถสัมผัสได้ถึงพลังของทวนมารทลายสวรรค์ในพื้นที่แห่งนี้ได้
นอกจากจะช่วยปิดบังอำพรางการมีอยู่ของมันแล้ว ยังสามารถใช้เป็นไพ่ตายในยามวิกฤตได้อีกด้วย เมื่อคิดถึงจุดนี้ เขาก็พบว่าแม้เขาจะมีไพ่ตายซุกซ่อนไว้ไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน ภัยร้ายที่ตามมาพร้อมกันนั้นก็นับว่ามีมากมิแพ้กัน
เคล็ดวิชามหามารกลืนเทพคือหนึ่งในปัญหาที่เขาต้องจัดการ
ส่วนบรรดาผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตในแดนสวรรค์ที่เขาเคยล่วงเกินไว้นั้น กู้ฉางเกอเองก็มีวิธีจัดการเตรียมไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
เรื่องเหล่านี้จะต้องรอให้เขากลับไปยังแดนสวรรค์ก่อน จึงจะลงมือจัดการได้
…
เบื้องหน้าของนครโบราณใต้พิภพ
ฝูงสัตว์อสูรที่เคยสร้างความวุ่นวายกลับถูกจัดการไปจนเกือบหมดสิ้น เมื่อเห็นกู้ฉางเกอเดินออกมา ผู้อาวุโสหมิงก็รีบเข้ามาพร้อมกับเผยสีหน้าสำนึกผิด
“ขออภัยคุณชายด้วย ข้าน้อยไร้ความสามารถ ถูกคนของคุณหนูเย่หลิวหลีรั้งเอาไว้ ทำให้ข้าน้อยมิอาจหยุดยั้งนางมิให้บุกเข้าไปได้…”
ถึงแม้ผู้อาวุโสหมิงจะกล่าวคำขอโทษด้วยความรู้สึกผิด แต่ลึกๆ ในใจเขาก็อดเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้มิได้
ก่อนหน้านี้ คุณชายกับคุณหนูเย่หลิวหลีต่างมีท่าทีเป็นศัตรูต่อกันราวสายธารากับเพลิงอัคคี แต่บัดนี้นางกลับเดินตามอยู่ด้านหลังเขาอย่างสงบเสงี่ยม
เมื่อเห็นเช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่า ต้องมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองคนตรงหน้านี้เป็นแน่
“ช่างเถิด หากนางจะบุกเข้ามาได้ก็ปล่อยให้บุกเข้ามา มิอาจสร้างคลื่นลมใหญ่โตอันใดได้อยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสหมิง กู้ฉางเกอก็กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดูราวกับมิได้ใส่ใจนัก ก่อนจะกล่าวเสริมขึ้นว่า “เราไปกันเถิด เรื่องราวในโลกเบื้องล่างก็ได้จบสิ้นลงแล้ว ถึงเวลาที่ข้าควรจะกลับไปยังแดนสวรรค์ได้เสียที”
“รับทราบแล้ว คุณชาย”
ผู้อาวุโสหมิงตอบรับอย่างเคร่งขรึม เมื่อได้ฟังคำกล่าวของกู้ฉางเกอ เขาก็สัมผัสได้ว่า เป้าหมายของคุณชายในการลงมายังโลกเบื้องล่างในครั้งนี้ก็คงจะสำเร็จลุล่วงด้วยดี
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว ผู้อาวุโสหมิงก็อดรู้สึกยินดีแทนคุณชายมิได้
ในอีกด้านหนึ่ง เย่หลิวหลีก็กำลังพูดคุยกับผู้ติดตามของนางด้วยสีหน้าที่มิสู้ดีนัก ราวกับถูกความอึดอัดกัดกินจนหมดสิ้นซึ่งความสดใส
ใบหน้าขาวนวลราวกับหยกบริสุทธิ์ของนางกลับดูซีดเซียว ไร้ชีวิตชีวา
ท่าทางของราวกับผู้ที่เพิ่งผ่านความทุกข์ทนทรมานมาอย่างหนัก
ท่าทีเช่นนี้ทำให้ผู้อาวุโสเสวี่ยและคนอื่นๆ อดมิได้ที่จะรู้สึกสงสัย
“คุณหนู แล้วเย่เฉินผู้นั้นเล่าเจ้าคะ” ผู้อาวุโสเสวี่ยเอ่ยถามด้วยความกังวล
“ตายแล้ว ถูกกู้ฉางเกอสังหารจนสิ้นชีพแล้ว” เย่หลิวหลีกล่าวด้วยน้ำเสียงหม่นเศร้า
อะไรนะ!
ผู้อาวุโสเสวี่ยถึงกับเปลี่ยนสีหน้าไปในทันที แต่มินานนางกลับรู้สึกโล่งอก สิ่งที่นางกลัวที่สุดคือคุณหนูจะคิดแก้แค้นด้วยการเอาชีวิตเข้าเสี่ยงกับคุณชายกู้ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะยังมิถึงขั้นนั้น
ส่วนเย่เฉิน… ตายไปเสียก็นับว่าเหมาะสมดีแล้ว นางมิคิดจะเสียดายชีวิตเขา
สำหรับท่าทีซึมเศร้าของคุณหนูเย่หลิวหลี นางคาดว่าเป็นเพราะความเสียใจที่เกิดจากเหตุการณ์นี้
ผู้อาวุโสเสวี่ยรู้สึกสงสารและเจ็บปวดแทนคุณหนู แต่ก็เชื่อมั่นว่าเวลาจะช่วยเยียวยาบาดแผลในจิตใจได้
…
เบื้องนอกนครโบราณใต้พิภพ
หลังจากแยกตัวออกมา เย่หลิวหลีและพรรคพวกก็มิได้ติดตามกู้ฉางเกอออกจากเมืองไป
ซึ่งกู้ฉางเกอก็มิได้ใส่ใจนัก
"เมื่อข้าได้ฝังขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคมารไว้แล้ว มิว่านางจะหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่มุมใดในโลกหล้า ก็ล้วนแต่เหมือนกันทั้งสิ้น"
ระหว่างการเดินทางออกจากเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน ผู้อาวุโสหมิงก็ได้เอ่ยถามขึ้นด้วยความเคารพ
“ข้าน้อยขออภัยที่ถามเช่นนี้ แต่เรื่องของคุณหนูชิวหาน เมื่อท่านกลับไปยังแดนสวรรค์ ท่านยังต้องการพานางกลับไปด้วยหรือไม่”
หากคุณชายต้องการพาตัวนางไป เขาเองก็ยินดีที่จะช่วยดูแลนางในแดนสวรรค์ หรือในอนาคต นางก็อาจจะเป็นฝ่ายที่ช่วยเหลือเขาในฐานะบรรพชนแทนก็ได้
ท้ายที่สุดแล้วในทุกเขตแดนพิภพก็ล้วนเหมือนกัน หญิงสาวผู้เลอโฉมย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าบุรุษ
กระนั้นหลินชิวหานก็เป็นผู้สืบเชื้อสายของเขาเอง ผู้อาวุโสหมิงจึงมิได้รู้สึกอิจฉาริษยาแต่อย่างใด
เขาตั้งใจอุทิศตนเพื่อคุณชายด้วยความจงรักภักดี และมั่นใจว่าในอนาคตก็ย่อมจะได้รับความไว้วางใจเพิ่มมากขึ้น
"ชิวหานนางเป็นเด็กสาวที่ข้าชอบมาก แน่นอนว่าต้องพานางไปด้วย" กู้ฉางเกอกล่าว
เขามีแผนที่จะให้หลินชิวหานใช้พรสวรรค์ด้านวิถีโอสถของนางสร้างชื่อเสียงในแดนสวรรค์
พอดีกับที่เขารู้ว่าสำนักใหญ่ด้านวิถีโอสถหลายแห่งที่เขารู้จักในแดนสวรรค์ มิได้มีศิษย์ผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นด้านนี้มานานหลายปีแล้ว
พวกเขามิขาดแคลนทรัพยากรอันใด แต่กลับขาดแคลนศิษย์ที่มีพรสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์อันล้ำเลิศในวิถีโอสถดังเช่นหลินชิวหาน ซึ่งเมื่อถึงเวลาก็อาจถูกแย่งชิงตัวกันอย่างบ้าคลั่ง
พรสวรรค์ด้านวิถีโอสถมักปรากฏในกลุ่มเผ่าพันธุ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับพืช วิญญาณสมุนไพร และธรรมชาติ ทำให้ในเผ่ามนุษย์นั้นพบได้ยากยิ่ง
แดนสวรรค์อันกว้างใหญ่ไพศาล เชื่อมโยงกับพื้นพิภพชั้นใหญ่ พื้นพิภพชั้นกลาง และพื้นพิภพชั้นเล็กอีกมากมายนับมิถ้วน อีกทั้งยังมีทรัพยากรที่มิมีวันหมดสิ้นเป็นพื้นฐานรองรับ
แต่กระนั้น จำนวนของมนุษย์ในเขตแดนสวรรค์กลับมีน้อยนักเมื่อเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่น
แม้จะกล่าวว่าแดนสวรรค์นั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยหมู่เผ่าพันธุ์ แต่เผ่าพันธุ์ที่ดำรงอยู่ในที่แห่งนี้นั้นกลับมีมากมายจนนับมิถ้วน
ในเผ่ามนุษย์ อาชีพเช่นนักหลอมโอสถและนักหลอมอาวุธนั้นมีสถานะสูงส่งยิ่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป พวกเขาครอบครองทั้งทรัพยากรและเครือข่ายอันกว้างขวาง จนมิต้องกล่าวถึงอำนาจที่พวกเขามี
สิ่งที่กู้ฉางเกอต้องทำมีเพียงส่งหลินชิวหานไปยังสำนักเหล่านั้น
เมื่อถึงเวลาก็ย่อมมีผู้ทุ่มเทลงทุนทั้งทรัพยากรและเวลาอย่างมากมายเพื่อฝึกฝนนางให้โดดเด่น และสำนักวิถีโอสถที่ยิ่งใหญ่ก็จะติดค้างหนี้บุญคุณกับเขา
อีกทั้งที่สำคัญ หลินชิวหานก็ยังคงเป็นคนของเขา
ผลประโยชน์ที่ได้มาพร้อมกันทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ เขาจะปฏิเสธไปเพื่ออันใดเล่า