พัศดีคนนี้เคยรู้จักกับอันเจิงมาก่อน สนิทสนมถึงขั้นบอกให้อันเจิงเรียกตนว่าเหล่าซุนได้เลยเฉินไจ่เหยียนรองเจ้ากรมของหน่วยทหารเป็นผู้นำตัวอันเจิงมาที่ห้องขังด้วยตนเอง ทั้งยังสั่งย้ำกับเหล่าซุนให้ดูแลอันเจิงเป็นพิเศษอีกด้วยดังนั้นพวกเขาจึงเกรงใจและพอจะให้เกียรติอันเจิงอยู่บ้าง
หลังเดินเข้ามาในห้องขังเหล่าซุนก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ท่านอัน มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกท่านเอาไว้ก่อน ท่านน่าจะต้องอยู่ในนี้ต่ออีกสักพัก”
อันเจิงที่เดิมกำลังนอนอยู่บนเตียงลุกขึ้นนั่งทันที “ทำไม?”
“ต้องรอให้ประชาชนใจเย็นกันก่อนจึงจะปล่อยท่านออกไปได้เมื่อครู่ ใต้เท้าเฉินสั่งให้คนมาบอกกับข้า ให้ข้าบอกเรื่องนี้กับท่านอันเขาบอกว่าตอนที่เรื่องนี้กำลังจะถูกแก้ไขอย่างสมบูรณ์แบบตอนนั้นจะเป็นเวลาที่เหมาะต่อการปรากฏตัวของท่านมากที่สุด เขาอยากให้ท่านออกมาพูดปลอบประโลมชาวบ้านแทนสำนักวรยุทธ์ชางและหน่วยทหารเรื่องนี้จึงจะจบลงได้ ส่วนเรื่องชื่อเสียงของท่าน ใต้เท้าเฉินบอกว่าเขาจะหาวิธีล้างประวัติให้ท่านเอง”
อันเจิงคิดอยู่ครู่หนึ่งดูเหมือนนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร “อยู่ต่ออีกหน่อยก็ไม่มีปัญหาแต่ข้าต้องเขียนจดหมายไปบอกกับคนทางสำนักก่อน”
เหล่าซุนพูดขึ้น “เรื่องนี้เรื่องเล็กเมื่อเขียนเสร็จข้าจะสั่งให้คนนำไปส่งให้ที่สำนักของท่านเอง”
อันเจิงพยักหน้า “ขอบคุณมาก เหล่าซุน...ท่านมีอายุมากกว่าข้าไม่น้อยอย่าเรียกข้าว่าท่านอันเลย”
เหล่าซุนมักจะยิ้มอยู่เสมอจึงทำให้เขาดูเป็นคนซื่อๆ ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับแฝงไปด้วยรังสีแห่งความเจ้าเล่ห์ซึ่งจะมีในผู้ที่เคยผ่านเรื่องราวมามากเท่านั้น “ท่านอันพวกเราจะนับลำดับกันตามอายุไม่ได้หรอกนะ เพราะแม้ท่านจะมีคดีความนิดหน่อยแต่ท่านก็มีท่านเสนาบดีกับท่านรองเจ้ากรมช่วยคุ้มครองแล้วไหนจะประชาชนที่จับตามองเรื่องนี้อยู่อีก ราชสำนักไม่กล้าทำอะไรท่านหรอกอีกอย่าง เมื่อเรื่องนี้ผ่านไป อนาคตของท่านคงสว่างไสวและไปได้ไกลมากแน่ ๆหากท่านจบการศึกษาจากสำนักวรยุทธ์ชาง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้เป็นผู้ดูแลวิทยาลัยหรือขุนนางระดับหกขึ้นไปแน่หากสะสมผลงานทางการทหารอีกหน่อย เพียงไม่นานท่านก็คงได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนางระดับห้าแล้ว”
“เมื่อถึงตอนนั้นตำแหน่งของท่านกับข้าก็จะแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ดังนั้นข้าเรียกท่านว่าท่านอันก็สมควรแล้ว”
อันเจิงชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะซึ่งเหล่าซุนเป็นผู้จัดหามา“กินสักหน่อยหรือไม่?”
เหล่าซุนหัวเราะตาหยี “ได้ขอรับขอบคุณท่านอันที่เมตตา”
พัศดีอีกคนรีบวิ่งไปหาเก้าอี้มาเพิ่มอีกสองตัว พัศดีคนนี้ยังหนุ่มมากน่าจะมีอายุเพียงสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีเท่านั้น ผิวสีดำเข้ม ตาโต ดูเป็นคนทึ่ม ๆ ซื่อๆ เหมือนเหล่าซุนไม่มีผิด แต่จะต่างกันที่หนุ่มคนนี้ดูมีชีวิตชีวากว่ามากเขาชื่อลู่ควัน คนผู้นี้เรียกเหล่าซุนว่าอาจารย์
นี่เป็นระเบียบที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างหนึ่งของพัศดีคือทุกคนที่มาใหม่ต้องมีอาจารย์คอยชี้แนะและสอนงานโดยปกติแล้วที่ศาลจะมีผู้ช่วยนักสืบอยู่หลายคนโดยคนเหล่านี้จะรับเงินค่าจ้างจากนักสืบโดยตรง แต่ก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ประจำของศาลซึ่งคนเหล่านี้ก็จะเรียกนักสืบที่จ่ายค่าจ้างให้ว่าอาจารย์เช่นกัน
แม้ลู่ควันจะทั้งดำทั้งยังดูทึ่ม ๆทว่าแท้จริงแล้วเขามีไหวพริบดีมาก ทั้งที่ยกเก้าอี้เข้ามาแล้วแต่กลับยังยืนอยู่ข้างๆ คอยรินเหล้าให้อันเจิงกับเหล่าซุนอย่างกระตือรือร้น
“นั่งสิ ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้”อันเจิงชี้ไปที่เก้าอี้ข้างตัวที่ยังว่างอยู่
เหล่าซุนพูดขึ้น“ในเมื่อท่านอันบอกให้เจ้านั่ง เจ้าก็มานั่งเถอะ ต่อไปก็พยายามหน่อยแล้วกัน ดูท่านอันเป็นตัวอย่างเขามีอนาคตที่ไกลจนไม่อาจประเมินได้เลย ทั้งที่ยังเด็กกว่าเจ้าตั้งหลายปี เจ้าน่ะไม่ได้เรื่องเอาเสียเลยทำได้แค่อยู่ในคุกกับข้า ทรมานคนเพื่อหาข้าวกินไปวัน ๆ”
ลู่ควันยังคงหัวเราะเหมือนเดิมแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
อันเจิงกล่าวระคนหัวเราะ “ความจริงทำงานที่นี่ก็อิสระดีนะไม่ต้องไปรับมือกับเรื่องและคนข้างนอกให้ยุ่งยาก”
เหล่าซุนกล่าวขึ้น “เราก็เลยยังโง่อยู่แบบนี้อย่างไรเล่าข้าถูกขังอยู่ที่นี่หลายปีจนสมองทึบ ลืมเรื่องข้างนอกไปหมดแล้วยิ่งเป็นลูกศิษย์ของข้าก็ยิ่งไปกันใหญ่ เดิมทีก็ทึ่มมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้วหากมาอยู่ที่คุกในหน่วยทหารนี่สักสองสามปี เกรงว่าคงจะทึ่มมากกว่านี้อีกหลายเท่า อีกหน่อยหากได้ออกไปทำงานที่อื่นแล้วเข้าสังคมไม่เป็นทำงานอื่นก็ไม่เป็น ท่านลองคิดดูเถอะ หากข้าตายไปแล้วเขาจะทำอย่างไร”
ลู่ควันยังคงยิ้ม แลดูทึ่มมากจริง ๆ
อันเจิงรินเหล้าให้เหล่าซุน“ความจริงศาลของหน่วยทหารเราถือว่ายุติธรรมที่สุดแล้วอย่างน้อยก็ไม่ได้ทำเรื่องชั่วช้าเยอะเหมือนที่อื่น ทำงานอยู่ที่นี่ จะทึ่มสักหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกคนที่นี่ไม่รังแกกันเสียหน่อย”
เหล่าซุนพยักหน้า “ท่านอันพูดถูกหน่วยทหารของเราเป็นสถานที่ที่ใสสะอาดอย่างหาได้ยากเลยล่ะหากเจ้านี่ถูกส่งไปที่คุกของกรมราชทัณฑ์ละก็ ป่านนี้คงถูกรังแกจนตายไปแล้วโชคดีแล้วที่ได้มาเป็นลูกศิษย์ข้า แค่ดูแลข้าดี ๆ และไม่ทำให้ข้าโมโห ไม่เถียงข้าก็พอแล้ว”
ลู่ควันยังคงยิ้มตาหยีและกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรก“ข้าจะทำให้อาจารย์โมโหได้อย่างไรเล่า แบบนั้นมัน...มันอกตัญญูชัด ๆ”
ความสามารถในการสื่อสารของเขาก็น้อยเหลือเกิน คาดว่าน่าจะไม่เคยเล่าเรียนมาก่อนจึงใช้คำว่าอกตัญญูซึ่งเป็นคำที่ธรรมดาทว่าก็สื่อความหมายออกมาได้ตรงที่สุดเช่นนี้
ดูเหมือนสองคนนี้จะไม่เลวเลยแต่อันเจิงก็ยังรู้สึกว่าคนทั้งสองมีบางอย่างแปลก ๆ อยู่ดี บางทีอาจเพราะประสบการณ์ในกรมตุลาการตอนที่อยู่จักรวรรดิต้าซีอันเจิงเจอคนมามาก ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ยังไม่ไว้ใจเหล่าซุนกับลู่ควันอยู่ดีแม้คนของหน่วยทหารจะไม่มีทางทำร้ายตนจริง ๆ ก็เถอะ
อันเจิงพูดคุยกับทั้งสองไปเรื่อยเปื่อยทว่าในตอนที่อันเจิงเอนตัวไปข้างหลัง เขาเหลือบเห็นว่ามือที่อยู่ใต้โต๊ะของลู่ควันถูกถูเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องดูเหมือนเจ้าของมือจะรู้สึกอึดอัดมาก
ในคืนนั้นเฉินไจ่เหยียนรองเจ้ากรมของหน่วยทหารส่งเสนาบดีห่าวผิงอันขึ้นรถม้าด้วยตนเองขณะก้าวขึ้นรถม้า ห่าวผิงอันเดินเซเล็กน้อยซึ่งอาจเป็นผลมาจากความเหนื่อยล้า เฉินไจ่เหยียนประคองห่าวผิงอันขึ้นไปนั่งบนรถม้าจากนั้น ยอดฝีมือจากหน่วยทหารสิบหกคนจึงรับหน้าที่ไปส่งห่าวผิงอันจนถึงจวนอย่างปลอดภัย
วันต่อมาเฉินไจ่เหยียนเดินทางเข้าวังทันทีที่ฟ้าสว่างเพื่อรายงานเรื่องเกี่ยวกับสำนักวรยุทธ์ชางต่อมู่ฉางเยียน ราชาแห่งแคว้นเยี่ยน
หน้าต่างเปิดอยู่ลมเย็นยามเช้าพัดเข้ามาภายใน ทำให้ราชามู่ฉางเยียนที่เพิ่งเมามาเมื่อคืนได้พระสติมากขึ้นทรงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับสำนักวรยุทธ์ชางเมื่อวานนี้หมดแล้วแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ไทเฮาซูชิงนวนก็เสด็จเข้ามาแล้วตรัสเรียกร้องให้ตรวจสอบหน่วยทหารรวมไปถึงปลดตำแหน่งห่าวผิงอันเสียแล้ว ทว่าในเรื่องของหน่วยทหาร ราชามู่ฉางเยียนทรงพอจะรู้ว่าห่าวผิงอันกับคนของหน่วยทหารล้วนเป็นคนที่จงรักภักดีต่อพระองค์ หากมีเรื่องจนขาดกับพวกเขาพระองค์จะไม่ทรงมีอำนาจใด ๆ อีกเลย
เมื่อคืนก็ทรงดื่มหนักด้วยความกลัดกลุ้มแล้วยังเสด็จออกว่าราชการในท้องพระโรงด้วยสภาพมึน ๆ อีก
“เจ้าหมายความว่า...นี่เป็นสิ่งที่หน่วยทหารคิดขึ้นเองรึ?”
ราชามู่ฉางเยียนมีสีพระพักตร์เปลี่ยนไปทันทีที่เฉินไจ่เหยียนพูดจบ
เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า “กราบทูลฝ่าบาทเรื่องนี้ท่านเสนาบดีเป็นผู้คิดขึ้นด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะท่านเสนาบดีรู้ว่าสำนักวรยุทธ์ชางถูกความชั่วแปดเปื้อนไปแล้ว หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปในอนาคตสำนักวรยุทธ์ชางต้องกลายเป็นสถานที่สกปรกที่ถูกคนทั้งแผ่นดินก่นด่าแน่แต่ในสำนักวรยุทธ์มีขั้วอำนาจที่ซับซ้อนมาก หากเปิดเผยเรื่องนี้ออกไปตั้งแต่แรกคงไม่อาจตรวจสอบสำนักวรยุทธ์ได้อีก”
“แต่ถึงอย่างนั้นพวกเจ้าก็น่าจะบอกกับข้าก่อนสิ”
เมื่อทรงฟังวิธีแก้ไขจากเฉินไจ่เหยียน ราชามู่ฉางเยียนจึงทรงคลายความกังวลลงอีกครั้ง“ห่าวผิงอันมีความคิดดี แต่การทำเช่นนี้ก็ยังวู่วามไปสักหน่อย โดยเฉพาะการปล่อยให้เรื่องเกิดขึ้นก่อนเทศกาลใบไม้ร่วงมันส่งผลกระทบรุนแรงเกินไป ข้าเกรงว่านักเรียนพวกนั้นจะรู้สึกผิดหวังกับต้าเยี่ยน”
เฉินไจ่เหยียนก้มหน้าลงต่ำ “เดิมทีท่านเสนาบดีอยากกราบทูลต่อฝ่าบาทก่อนแต่หลังหารือกับกระหม่อมอยู่นาน เราต่างก็รู้สึกว่า หากกราบทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทเกรงว่า...ไทเฮาจะทรงเข้ามาแทรกแซง”
ซูไทเฮาเป็นเหมือนหนามที่แทงอยู่กลางอกราชามู่ฉางเยียนมาโดยตลอดดังนั้น คำพูดของเฉินไจ่เหยียนจึงทำให้ราชามู่ฉางเยียนทรงโมโหขึ้นมาทันทีแต่ต่อให้จะโมโหอย่างไร ก็ทรงรู้ดีว่าเฉินไจ่เหยียนพูดมีเหตุผล
เฉินไจ่เหยียนกราบทูลต่อไป“ท่านเสนาบดีบอกว่า สำนักวรยุทธ์ชางเริ่มเน่าแล้ว หากเราไม่ขูดเนื้อเน่าทิ้งไปละก็คนที่อยากควบคุมสำนักวรยุทธ์ชางต้องใช้เนื้อเน่าพวกนี้ทำให้สำนักเน่าเละเร็วยิ่งขึ้นแน่ๆ เมื่อถึงตอนนั้น เกรงว่าคงยากหากอยากเปลี่ยนแปลงอะไรในสำนักวรยุทธ์ชางอีก อีกอย่างที่ท่านเสนาบดีตัดสินใจเช่นนี้ก็เพราะรับรู้ได้ว่าดูเหมือนจะมีอำนาจบางอย่างพยายามจะควบคุมสำนักวรยุทธ์ชางอยู่”
แน่นอน ราชามู่ฉางเยียนทรงรู้ว่าอำนาจบางอย่างที่เฉินไจ่เหยียนพูดหมายถึงใครซูไทเฮาทรงต้องการควบคุมหน่วยทหารกับสำนักวรยุทธ์ชางมาโดยตลอด นี่เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ดี
“ท่านเสนาบดีบอกว่าต้องการจะชิงลงมือในตอนที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตั้งตัว ฉวยโอกาสนี้ตัดมือที่ต้องการจะยื่นเข้ามาแทรกแซงสำนักวรยุทธ์ชางทิ้งให้หมดมีเพียงเช่นนี้จึงจะรักษาความใสสะอาดของสำนักวรยุทธ์ชางเอาไว้ได้ต้องทำให้แน่ใจว่าหน่วยทหารกับสำนักวรยุทธ์ชางจงรักภักดีต่อฝ่าบาทเพียงพระองค์เดียวท่านเสนาบดียังบอกอีกว่า เรื่องนี้อย่างไรเสียก็ต้องมีผู้ยอมเสียสละและเขาก็ยอมเป็นคนคนนั้น”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสพลางทอดถอนใจ“เฮ้อ...ลำบากท่านเสนาบดีแล้ว”
“ความจริงคนที่ยอมเสียสละไม่ใช่แค่ท่านเสนาบดีเท่านั้นนะพ่ะย่ะค่ะแต่ยังรวมไปถึงเด็กหนุ่มที่ชื่ออันเจิงนั่นด้วย”
“อันเจิง?”
ราชามู่ฉางเยียนทรงได้พระสติขึ้นมาเล็กน้อยทรงรู้สึกราวคุ้นชื่อนี้เสียจริง ทันใดนั้น ก็ทรงนึกไปถึงขบวนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ที่เข้าเมืองในวันที่เสด็จออกไปนอกวังพอดีจู่ ๆ ก็ทรงรู้สึกว่าสองเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกันแน่ ๆ และพลันระลึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองโลกมายาเมื่อสี่ปีก่อนขึ้นมาได้
“อ้อ...เป็นเขาเองรึ”
ราชามู่ฉางเยียนทรงพึมพำกับตัวเองก่อนจะสะดุ้งพระทัย
เช่นนั้นโอรสของอดีตองค์รัชทายาทกับแม่นางเยว่ก็มาเมืองหลวงแล้ว...
ทรงรีบนั่งตัวตรงก่อนตรัสถาม“คนที่ชื่ออันเจิงเป็นใครมาจากไหนกัน?”
“เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ท่านเสนาบดีชื่นชมมากพ่ะย่ะค่ะถือเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่หาได้ยากคนหนึ่ง แม้จะมีอายุแค่สิบห้าปีแต่กลับมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ความคิดรอบคอบ ในอนาคตต้องสร้างประโยชน์ได้มากแน่อีกอย่าง เด็กหนุ่มคนนี้มีใจอยากจะตอบแทนและเสียสละเพื่อแคว้น ยอมเสียชื่อเสียงและอนาคตเพื่อช่วยให้ท่านเสนาบดีทำเรื่องนี้สำเร็จหัวใจของเขาช่างน่ายกย่องนัก ตอนนี้ฝ่าบาทกำลังทรงต้องการคนเข้ามาเพิ่มอยู่พอดีเด็กคนนี้ต้องทำประโยชน์ให้เราได้อย่างมหาศาลแน่พ่ะย่ะค่ะ”
ราชามู่ฉางเยียนทรงรู้สึกกระวนกระวายพระทัยราวมีคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำอยู่ภายในเช่นนั้น ทว่าสิ่งที่พระองค์คิดอยู่กลับไม่ใช่เรื่องเดียวกับเฉินไจ่เหยียน
เสี่ยวชีเต้าโอรสของอดีตรัชทายาทกับแม่นางเยว่มาที่เมืองหลวงแล้วหากไทเฮาทรงรู้เรื่องนี้ละก็ เสี่ยวชีเต้าต้องตายแน่ ๆ ส่วนเยว่ยินเอง เมื่อรู้ว่าบุตรชายตายนางต้องผิดหวังในตัวพระองค์มากนั่นเป็นโอรสของเสด็จพี่ของเขา เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลมู่ เรื่องนี้จะปล่อยให้แพร่งพรายออกไปไม่ได้เด็ดขาด
ทว่าราชามู่ฉางเยียนก็ทรงระลึกได้ว่าเด็กหนุ่มที่ชื่ออันเจิงปกป้องเสี่ยวชีเต้ามาตั้งสี่ปีแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาจริงใจต่อเสี่ยวชีเต้าอย่างแท้จริงหากพระองค์สั่งให้คนไปปกป้องเสี่ยวชีเต้าในเวลาเช่นนี้ ซูไทเฮาต้องทรงสงสัยแน่ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทรงเก็บอันเจิงคนนี้เอาไว้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทรงมีความคิดว่าจะกำจัดอันเจิงที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเสี่ยวชีเต้าทิ้งเสีย
แต่มาตอนนี้ ทรงรู้แล้วว่าการกำจัดอันเจิงเป็นความคิดที่โง่เง่าสิ้นดี
“อ้อ...”
ราชามู่ฉางเยียนทรงขานรับออกไปส่ง ๆอย่างเหม่อลอย เมื่อทรงรู้พระสติอีกครั้งจึงรีบตรัสถามขึ้น “เรื่องนี้ ทำไมท่านเสนาบดีไม่มาบอกข้าด้วยตนเอง”
เฉินไจ่เหยียนก้มหน้าลงต่ำ“เพื่อเรื่องนี้และเรื่องสงครามที่ชายแดนท่านเสนาบดีไม่ได้กลับบ้านมานานถึงครึ่งเดือนแล้ว ในแต่ละคืนก็ได้นอนแค่สองถึงสี่ชั่วโมงเท่านั้นท่านทุ่มเทมากจริง ๆ ความจริงท่านเสนาบดีอยากมากราบทูลฝ่าบาทด้วยตนเองแต่ท่านก็ดันมาป่วยเสียก่อน ตอนนี้ยังลุกจากเตียงไม่ได้เลย เมื่อคืนนี้ท่านเสนาบดีส่งคนมาบอกกระหม่อมว่าอาจมากราบทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทด้วยตนเองไม่ไหวดังนั้น กระหม่อมจึงมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทแทนพ่ะย่ะค่ะ”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสพลางทอดถอนพระทัย“หากต้าเยี่ยนมีขุนนางแบบห่าวผิงอันมากกว่านี้ ข้าคงไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วเจ้าเองก็ดีมากเช่นกัน หลายปีมานี้เจ้าเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดของห่าวผิงอันพวกเจ้าสองคนดูแลและควบคุมหน่วยทหารให้ราบรื่นและเป็นระเบียบเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในช่วงที่เสนาบดีห่าวผิงอันยังนอนพักอยู่ที่จวน เจ้าก็ดูแลงานแทนเขาไปก่อนก็แล้วกันเจ้าคุ้นเคยกับหน่วยทหารมากที่สุดแล้ว หากให้คนอื่นมาดูแลแทน หน่วยทหารต้องวุ่นวายแน่”
“น้อมรับบัญชา”
เฉินไจ่เหยียนประสานมือคารวะ “ฝ่าบาทเราต้องรีบจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว ในเมื่อกระหม่อมเข้ามาดูแลหน่วยทหารแทนท่านเสนาบดีกระหม่อมจะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ให้ได้กระหม่อมขอทูลลาไปปลอบประโลมประชาชนพวกนั้นก่อน จากนั้นช่วงบ่ายกระหม่อมจะประกาศผลการตัดสินใจของสำนักวรยุทธ์ชางต่อทุกคนสั่งให้คนไปตามนักเรียนที่เสียโอกาสกลับมา แล้วยังต้องเตรียมการให้ประชาชนเข้าชมสำนักวรยุทธ์ชางเพื่อให้เข้าใจสำนักมากขึ้นอีก”
“ไปเถอะ”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้น “เรื่องนี้ให้เจ้าเป็นผู้รับผิดชอบก็แล้วกัน ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของไทเฮาข้าไม่มีทางปล่อยให้พระนางมาแทรกแซงเรื่องของหน่วยทหารเด็ดขาด”
เฉินไจ่เหยียนลุกขึ้นอีกครั้ง“กระหม่อมทูลลา”
หลังออกจากตำหนักวิหารสวรรค์เฉินไจ่เหยียนก็เดินทางไปที่สำนักวรยุทธ์ชางต่อทันทีจากนั้นก็อธิบายกับประชาชนที่มามุงอยู่หน้าสำนักด้วยตนเอง เพราะมีขุนนางเช่นนี้คอยคุมสถานการณ์อยู่ประชาชนจึงเริ่มมีทีท่าอ่อนลงมาก ต่อจากนั้น เฉินไจ่เหยียนก็เตรียมหมั่นโถวจำนวนมากมาแจกให้ประชาชนเหล่านั้นยืนอธิบายไปพลางร่วมกินหมั่นโถวกับประชาชนไปด้วย ทันใดนั้นภาพลักษณ์ของเฉินไจ่เหยียนก็ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว
เมื่อถึงช่วงบ่าย จวนของเสนาบดีห่าวผิงอันก็ส่งคนไปกราบทูลที่ตำหนักวิหารสวรรค์ว่าท่านเสนาบดีป่วยหนักราชามู่ฉางเยียนตกพระทัยมาก จึงทรงส่งหมอหลวงที่ดีที่สุดไปที่จวนของห่าวผิงอันทันที
ในขณะเดียวกัน ที่หน้าสำนักวรยุทธ์ชางเฉินไจ่เหยียนประกาศรายชื่อของเจ้าหน้าที่ที่ทำผิดกฎและฉ้อโกงต่อหน้าประชาชนทุกคนเนื้อหาในนั้นมีมากถึงสองหน้ากระดาษและมีผู้เกี่ยวข้องกว่าหกสิบคนเลยทีเดียวหนึ่งในนั้นยังรวมไปถึงรองเจ้าสำนักของสำนักวรยุทธ์ชางหนึ่งคน ทันใดนั้น ผู้ตรวจการของหน่วยทหารก็นำทหารบุกเข้าไปจับตัวรองเจ้าสำนักทันทีผู้มีความผิดกว่าร้อยคนถูกจับกุมและตัดสินภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ยิ่งไปกว่านั้นคดีเหล่านี้ไม่ถูกส่งไปที่กรมราชทัณฑ์ แต่หน่วยทหารนำเรื่องไปรายงานต่อราชามู่ฉางเยียนโดยตรงทันที
เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนไปเป็นสีดำประชาชนทั้งหลายก็รู้สึกยกย่องในนิสัยและความซื่อสัตย์ของเฉินไจ่เหยียนกันหมดแล้ว
เฉินไจ่เหยียนประกาศกับประชาชนทุกคนที่หน้าสำนักวรยุทธ์ชาง ว่าจะเปิดสำนักให้ประชาชนทุกคนเข้าเยี่ยมชมได้สามวันจากนั้นสำนักวรยุทธ์ชางจะออกกฎใหม่ ให้คนที่มาจากครอบครัวระดับล่างมีโอกาสเข้าทดสอบมากขึ้นทุกคนจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันเมื่ออยู่ในสำนักและเมื่อจบการศึกษาจากสำนักวรยุทธ์ชาง หากมีคะแนนดีก็จะได้เป็นทหารในกองทัพทันที
สำหรับประชาชนธรรมดานี่นับเป็นข่าวที่ดีเหลือเกิน
เฉินไจ่เหยียนพูดทิ้งท้ายก่อนจะจากไป“ตอนนี้อันเจิงนักเรียนที่เปิดโปงความชั่วของสำนักวรยุทธ์ชางอยู่ที่หน่วยทหารทุกคนวางใจได้ เขาไม่ได้รับการลงโทษที่ไม่เป็นธรรมหรือการทรมานใด ๆ เลย อีกอย่างอันเจิงบอกว่ายินดีจะยกทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการตามหานักเรียนที่พลาดโอกาสและถูกบีบให้ออกจากสำนักอย่างไม่เป็นธรรมให้พวกเขาได้กลับมาเข้าทดสอบอีกครั้ง นอกจากนี้อันเจิงยังรับปากว่าจะออกเงินเพื่อให้นักเรียนที่มีฐานะยากจนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างน้อยทุกคนจะได้กินอิ่มครบสามมื้อทุกวันแน่นอน”
ประชาชนทั้งหลายส่งเสียงเฮสนั่นและในขณะเดียวกันก็มีคนรู้จักชื่อของอันเจิงมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน
ณ ตำหนักจิงเซี่ยว
ซูเม่ามีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ไทเฮา...หน่วยทหารทำงานกันเร็วเหลือเกินเดิมทีกระหม่อมคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่เราจะโค่นห่าวผิงอันแต่ยังไม่ทันได้วางแผนโค่นพวกมัน เรื่องของสำนักวรยุทธ์ชางก็คลี่คลายลงแล้วประชาชนหายโกรธพวกเขาแล้ว ตอนนี้เห็นทีว่าต้องให้ขุนนางรวมตัวกันถวายฎีกาเล่นงานห่าวผิงอันแทนจากนั้นค่อยรอดูสถานการณ์อีกทีว่าจะถีบห่าวผิงอันออกไปจากหน่วยทหารได้หรือไม่”
ซูไทเฮาตรัสขึ้นด้วยสุรเสียงเรียบ “ฝ่าบาททรงเด็ดขาดกับเรื่องนี้มากมีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่เขาจะกล้าเถียงข้าเช่นนี้ข้าเองก็ไม่อยากบีบเขาจนเกินไป อย่างไรเราก็ยังต้องการหุ่นเชิดแบบเขาอยู่แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดึงอำนาจมาจากหน่วยทหารและโค่นห่าวผิงอันให้ได้ เราจะได้แทรกคนเข้าไปในนั้นได้สะดวกหากหน่วยทหารกับอำนาจทหารอยู่ในมือเรา เท่านี้ฝ่าบาทก็ไม่อาจโต้แย้งข้าได้อีกแล้ว”
“เรื่องนี้ต้องรีบทำอย่างเร่งด่วนกระหม่อมจะไปรวบรวมขุนนางเพื่อเขียนฎีกาโจมตีห่าวผิงอันเดี๋ยวนี้”
ซูไทเฮาโบกพระหัตถ์ “ไปเถอะเรื่องของสำนักวรยุทธ์ชางน่ะเรื่องเล็ก ปล่อยให้พวกเขาแย่งชิงกันต่อไปเถอะ แต่หน่วยทหารต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่จะปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้ห่าวผิงอันจะตายจริง ๆข้าก็ไม่มีทางปล่อยให้เขาตายอย่างสมเกียรติแน่”
ซูเม่าลุกขึ้นยืนแล้วทูลลาไทเฮา“กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เดินออกไปจากตำหนักหลี่ชางหลี่คนสนิทของซูไทเฮาก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน จากนั้นก็ทรุดตัวลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้น“ทูลไทเฮา...เสนาบดีห่าวผิงอันของหน่วยทหาร...ตายแล้ว!”
ซูไทเฮาประทับยืนขึ้นทันที “ตายแล้ว?ไหนบอกว่าแค่ป่วย ทำไมถึงตายเร็วขนาดนี้?”
“ไม่ได้ป่วยพ่ะย่ะค่ะ ข่าวก่อนหน้านี้เป็นข่าวเท็จเมื่อครู่คนในจวนห่าวผิงอันเพิ่งมาบอกข่าวที่แท้จริง บอกว่าห่าวผิงอันรู้สึกผิดกับเรื่องของสำนักวรยุทธ์ชางมากจึงคิดสั้นฆ่าตัวตายเพื่อไถ่โทษ”
พระวรกายของซูไทเฮาสั่นเทาเล็กน้อยเปลวเพลิงแห่งโทสะลุกโชนขึ้นในพระเนตร “เจ้าห่าวผิงอัน!”
นางเพิ่งจะบอกไปเมื่อครู่ ว่าไม่มีทางให้ห่าวผิงอันได้ตายอย่างทรงเกียรติแม้ตอนนี้ห่าวผิงอันจะฆ่าตัวตายเพื่อไถ่โทษ ซึ่งไม่ถือเป็นการตายที่ทรงเกียรติก็เถอะแต่นางก็ทำให้ชื่อเสียงของเขาแปดเปื้อนไม่ได้อีกแล้ว เพราะเขาตายไปแล้ว จะลงโทษหรือโยนความผิดให้เขาไปก็ไม่มีประโยชน์อีกเพียงฆ่าตัวตาย โทษทั้งหมดก็ไร้ค่าลงทันที
เมื่อห่าวผิงอันตายลง คนของหน่วยทหารต้องสามัคคีกันมากกว่าเก่าแน่ดังนั้น เรื่องการส่งคนเข้าไปในหน่วยทหารจึงกลายเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่าพลิกฟ้าเสียอีก
“หาทางลากเฉินไจ่เหยียนมาเป็นพวกให้ได้”
ซูไทเฮาตรัสสั่งหลังสงบพระสติอารมณ์ลง“เขามาจากครอบครัวที่ยากจน ไม่มีความรู้อะไรมากนัก ให้เงิน ผู้หญิงและสมบัติกับเขา ให้ทุกอย่างที่เขาต้องการ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลากคนคนนี้มาเป็นพวกให้ได้ฝ่าบาทต้องทรงเลื่อนขั้นเฉินไจ่เหยียนให้ขึ้นเป็นเสนาบดีแทนห่าวผิงอันแน่ ๆพวกเราเสียโอกาสไปแล้ว หากจะหาคนมาแข่งกับเฉินไจ่เหยียนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วทางเดียวที่มีก็คือต้องลากคนผู้นี้มาเป็นพวกให้ได้ ไปทำเดี๋ยวนี้!”
ซูเม่าวิ่งออกไปจากตำหนักอย่างรีบร้อน
ในขณะเดียวกันในคุกของหน่วยทหารเฉินไจ่เหยียนกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอันเจิงด้วยความสงบ