ตอนที่ 157 ตำรา
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
หนังสือส่วนใหญ่ในห้องมักจะเป็นหนังสือที่บรรยายเกี่ยวกับทฤษฎี ส่วนหนังสือปฏิบัติที่ว่าย่อมหมายถึงหนังสือที่เกี่ยวกับคาถาเวทหรือค่ายกลสำเร็จรูป ซึ่งหนังสือในรูปแบบนี้จะเรียกว่าคัมภีร์หรือตำราเวท
หนังสือหนังมนุษย์ที่เมอร์ลินกำลังอ่านอยู่นั้นก็เรียกว่าคัมภีร์หรือตำราได้เช่นกัน
ต้องรู้ไว้ว่ามูลค่าของคัมภีร์นั้นสูงมาก ต่อให้เป็นในอดีตมูลค่าของตำราเหล่านี้ก็ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
เมอร์ลินอ่านตำราควบคุมสัตว์อสูรจบ เขาก็สามารถสรุปทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเองเขาก็พบว่าเนื้อหาบางส่วนนั้นเกี่ยวข้องกับศาสตร์วิญญาณ
“หืม? ไม่คิดเลยว่าการควบคุมสัตว์อสูรจะเกี่ยวข้องกับศาสตร์หลายแขนง ตำราเล่มนี้ได้เน้นไปที่พลังจิตและพลังวิญญาณเป็นส่วนใหญ่ แต่คาดไม่ถึงว่าพลังเวท พลังเจตจำนง และพลังศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่น่าเสียดายที่มันพูดถึงในตำราเล่มนี้น้อยเกินไป”
เมอร์ลินคิดว่าเขาได้ค้นพบขุมสมบัติเข้าให้เสียแล้ว
เพียงแค่ตำราควบคุมสัตว์อสูรเล่มนี้เล่มเดียวก็อาจนับได้ว่าประเมินค่าไม่ได้
“ดูเหมือนว่าแม้พลังลี้ลับอื่นๆ จะสามารถควบคุมสัตว์อสูรได้ แต่ขั้นตอนและวิธีการนั้นยุ่งยากมากกว่า ไม่เท่านั้นโอกาสสำเร็จกลับมีน้อย กลับกันพลังจิตและพลังวิญญาณกลับสามารถใช้ได้ผลมากกว่า หากใช้ร่วมกับพลังปีศาจและพลังอสูรโอกาสสำเร็จจะสูงมาก แม้แต่สัตว์อสูรที่มีพลังเหนือกว่าก็ยังสามารถควบคุมได้ง่าย”
ก่อนหน้านี้เมอร์ลินเพียงเคยอ่านพลังลี้ลับเหล่านี้จากหนังสือในห้องสมุดเท่านั้น แต่แน่นอนว่าหนังสือเหล่านั้นไม่ได้พูดถึงวิธีปฏิบัติเหมือนตำราเล่มนี้
“หากใช้พลังจิตโอกาสควมคุมสัตว์อสูรได้สำเร็จจะสูงมากแต่ระยะเวลาในการควบคุมจะสั้น ต่างจากการใช้พลังวิญญาณแม้โอกาสจะต่ำกว่าแต่สามารถควบคุมได้เป็นเวลายาวนาน ทั้งสองมีข้อดีข้อเสียต่างกัน หากสามารถใช้พลังทั้งสองควบคู่กันได้ น่ากลัวว่าคนคนนั้นอาจจะเป็นภัยพิบัติของโลกนี้” เมอร์ลินกล่าวสรุปตำราที่อยู่ในมือ
เพียงแค่เขาคิดถึงชีวประวัติของตัวตนที่มีพลังจิตแข็งแกร่งในอดีตก็เข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ใช้พลังจิตถึงน่ากลัว
“เหตุผลที่จอมโจรลูแซงใช้พลังจิตสะกดผู้คนมากมายในช่วงเวลาที่เขาขโมยของคงเป็นเพราะความสัมพันธ์เกี่ยวกับพลังจิตและเวลาสินะ พลังจิตสามารถสะกดผู้คนได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น หากเป้าหมายมีแค่คนเดียวก็อาจใช้ได้นานหน่อย แต่ถ้าสะกดคนจำนวนมากระยะเวลาที่สะกดผู้คนได้ก็จะสั้นลง เพราะเหตุนี้เขาจึงลงมือขโมยของต่อหน้าสาธารณะชนภายในระยะเวลาสั้นๆ”
เมอร์ลินกล่าววิเคราะห์ประวัติของจอมโจรลูแซงอย่างตื่นเต้น
สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นไม่ใช่ประวัติของจอมโจรลูแซง แต่เป็นเพราะตำราที่เขาพึ่งได้อ่านมามากกว่า
ต้องรู้ไว้ว่านี่เป็นเพียงความรู้ของหนังสือเล่มเดียวเท่านั้น แต่เมอร์ลินกลับสามารถวิเคราะห์ออกมาได้มากมายขนาดนี้
ไม่อยากคิดเลยว่าหากเขาได้อ่านพวกมันทั้งหมดจะเป็นอย่างไร
ดวงตาสีเงินกวาดผ่านหนังสือในห้องนี้อย่างตื่นเต้น
แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่เขาละเลยไป
“ชั้นหนังสือพวกนี้ถูกจัดวางแปลกๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีตำราหลายเล่มถูกนำออกไปก่อนหน้านี้แล้ว”
เมอร์ลินเกิดความคิดหนึ่งในใจ แน่นอนว่าเขาสามารถพิสูจน์ความคิดนี้ได้
ว่าแล้วเด็กน้อยก็ลงมือนำตำราหนังมนุษย์เหล่านั้นออกมาดู
เวทแรงโน้มถ่วงควบคุมหนังสือแต่ละเล่มให้ลอยเคว้งกลางอากาศ จากนั้นดวงตาสีเงินก็ได้กวาดผ่านหน้าปกของพวกมันอย่างรวดเร็ว
“มันเป็นจริงอย่างที่ฉันคิด! สถานที่แห่งนี้ไม่ต่างไปจากห้องทดลองของโฮมุนคูสแล้วห้องหนังสือนี้จะขาดตำราของศาสตร์วิญญาณไปได้อย่างไร มันเป็นไปได้ว่าเจ้าของห้องนี้จะหนีไปพร้อมกับตำราศาสตร์วิญญาณของเขา สิ่งที่พอจะหลงเหลือไว้คงมีแต่อักขระวิญญาณที่ถูกสลักไว้บนกระดูกของตัวทดลองพวกนั้น”
ห้องทดลองแห่งนี้จับมนุษย์มาเป็นตัวทดลอง ไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะทรมานมากเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ภายในห้องโถงแห่งนั้นมีการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับศาสตร์วิญญาณแน่นอน
ทั้งนี้ทั้งนั้นดูเหมือนว่าเจ้าของห้องทดลองแห่งนี้จะหนีไปอย่างเร่งรีบ หรือไม่ก็มีคนค้นพบแล้วกวาดตำราศาสตร์วิญญาณไปทั้งหมด
เมอร์ลินส่ายศีรษะไปมาแล้วเอ่ย “ช่างเถอะ คิดไปก็เสียเปล่า ยังไงตำราเหล่านี้ก็ยังมีประโยชน์ โดยเฉพาะตำราศาสตร์พลังจิต”
เขาสนใจในศาสตร์พลังจิตมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่ผ่านมาคิดหาวิธีการใช้พลังจิตมาตลอด แต่น่าเสียดายที่ห้องสมุดมหาลัยไม่ได้มีตำราฝึกฝนพลังจิตโดยเฉพาะ มันมีแต่หนังสือที่กล่าวถึงพลังจิตเท่านั้น
ตอนนี้เขาได้ตำราพลังจิตมาอยู่ในมือแล้วนับว่าเป็นโชคที่ดี
“ยังไงตอนนี้ฉันควรอ่านพวกมันให้หมดเสียก่อน”
ว่าแล้วเมอร์ลินก็ไม่ลังเลที่จะอ่านตำราหนังมนุษย์เหล่านั้น
ตำราหนังมนุษย์ในห้องนี้แม้จะดูเหมือนเยอะด้วยความหนาของมันจนทำให้เปลืองพื้นที่จัดเก็บ แต่ความจริงมันมีไม่ถึงหนึ่งร้อยเล่มด้วยซ้ำ
ทั้งนี้หนังมนุษย์ก็ยังมีความหนาบางไม่เท่ากัน เนื้อหาที่บันทึกลงไปมีไม่มาก แต่ตำราเล่มหนึ่งมันกลับมีขนาดใหญ่กว่าหนังสือทั่วไป
เมอร์ลินใช้เวทแรงโน้มถ่วงพลิกอ่านตำราเหล่านั้น ด้วยความเร็วของการอ่านนี้ ตำราไม่ถึงหนึ่งร้อยเล่มย่อมสามารถอ่านหมดได้ในคืนเดียว
ตุบ ... ตุบ ... ตุบ ...
ตำราหนังมนุษย์มากมายถูกโยนไปกองอยู่กับพื้น
จะว่าไปเมอร์ลินก็ไม่ได้อภิรมณ์กับพวกมันมากนัก แต่สนใจในเนื้อหาข้างในมากกว่า
“ตำราเหล่านี้แบ่งออกเป็นห้าศาสตร์ใหญ่ ศาสตร์ควบคุมสัตว์อสูร ศาสตร์พลังจิต ศาสตร์เล่นแร่แปรธาตุ ศาสตร์ปรุงยา และศาสตร์พิธีกรรม ดูเหมือนว่าตำราเกี่ยวกับศาสตร์วิญญาณจะถูกเก็บกวาดโดยสมบูรณ์ ไม่เหลือแม้แต่เล่มเดียว”
“วันนี้ฉันควรพอแค่นี้ก่อน”
เมอร์ลินหันไปทางกองหนังสือหนังมนุษย์เหล่านั้น เมื่อเห็นมันกลับปรากฏความรู้สึกที่หลากหลาย เขาทั้งรู้สึกขอบคุณทั้งรู้สึกรังเกียจไปในเวลาเดียวกัน
“ฉันอ่านพวกมันทั้งหมดแล้ว มันคงดีถ้าหากไม่มีใครมาพบมันอีก ถ้าจะทำลายพวกมันจะยากไม่นะ” เมอร์ลินอดที่จะคิดทำลายตำราพวกนี้ไม่ได้
ยังไงห้องทดลองนี้ก็เป็นเหมือนสถานที่ต้องห้ามอยู่แล้ว เมื่อเมอร์ลินตัดสินใจใช้ที่นี่เป็นห้องทดลองของตนเอง เขาก็จำเป็นต้องทำความสะอาดพวกมันทั้งหมด เพราะถึงยังไงเขาก็ไม่สามารถปิดบังมาร์เทลไปได้ตลอดอยู่แล้ว
อีกอย่างการที่เขาจะทำอะไรหลบๆ ซ่อนๆ ในบ้านของตัวเองมันก็ประหลาดไปหน่อยและไม่สะดวกเป็นอย่างมาก
แต่ในระหว่างที่เมอร์ลินกำลังคิดอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียง ...
แบ~~ แบ~~ แบ~~
มันคือเสียงของเจ้าแกะน้อยมาวิช
มาวิชเหมือนจะรู้ความต้องการของเมอร์ลิน จู่ๆ มันก็กระโดดลงจากไหล่ของเด็กน้อย แล้วอ้าปากกว้างแสยะคมเขี้ยวสัตว์ประหลาดที่มีฟันเรียงรายน่าสยดสยอง งับกลืนหนังสือหนังมนุษย์เหล่านั้นภายในคำเดียว
ควับ!