บทที่ 39ได้เพื่อนใหม่มาทั้งสำนัก แต่ก็ได้ศัตรูมาเช่นกัน
เสียงระฆังทองเหลืองดังขึ้นกังวานไปทั่วสำนักศึกษาเมืองอี้ในช่วงสายนักเรียนที่กำลังนั่งอ่านตำราตามลานหินต่างพากันเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะทยอยเดินเข้าสู่ห้องเรียนทีละคนบรรยากาศภายในสำนักศึกษาเต็มไปด้วยความขยันขันแข็ง เสียงท่องคัมภีร์ดังสลับกันไปมาบ้างกำลังฝึกคัดอักษร บ้างกำลังถกเถียงเรื่องบทกวีอย่างจริงจัง
หลินเสี่ยวเฉินเดินตามอาจารย์กวงหมิงเข้าไปด้านในห้องเรียนด้วยหัวใจที่เต้นแรงเล็กน้อยนี่เป็นวันแรกที่เขาจะได้เรียนร่วมกับนักเรียนคนอื่นอย่างจริงจัง
ห้องเรียนกว้างขวางกว่าที่เขาคิดไว้มากโต๊ะไม้เรียงกันเป็นระเบียบ ด้านหน้ามีชั้นวางตำราและกระดานไม้ขนาดใหญ่นักเรียนราวสี่สิบกว่าคนกำลังนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอยู่แต่พอเห็นอาจารย์กวงหมิงเดินเข้ามาทุกคนก็รีบกลับไปนั่งประจำที่ทันที
“วันนี้มีนักเรียนใหม่เข้ามา”เสียงของอาจารย์กวงหมิงดังขึ้นอย่างราบเรียบทว่าก็มีอำนาจมากจนนักเรียนทุกคนหยุดพูดคุย“เขาชื่อหลินเสี่ยวเฉิน มาจากหมู่บ้านวัดเหลียนหนิว”
ทันทีที่ได้ยินว่ามีเพื่อนใหม่หลายคนก็เริ่มซุบซิบกันทันทีบางคนชะโงกหน้ามอง บางคนยิ้มอย่างตื่นเต้นเพราะในสำนักศึกษาแห่งนี้ไม่ได้มีนักเรียนใหม่เข้ามาบ่อยนัก
หลินเสี่ยวเฉินยืนอยู่หน้าห้องอย่างสงบแม้จะถูกสายตาหลายสิบคู่มองพร้อมกันแต่เขาก็ไม่ได้หลบตา
“เจ้าแนะนำตัวเสียสิ” อาจารย์กวงหมิงกล่าว
เด็กชายจึงค้อมศีรษะเล็กน้อยก่อนพูด “ข้าชื่อหลินเสี่ยวเฉิน มาจากหมู่บ้านวัดเหลียนหนิว ขอฝากตัวกับทุกคนด้วย”
เสียงของเขาชัดถ้อยชัดคำไม่ได้ตะกุกตะกักอย่างที่หลายคนคิด ทำให้นักเรียนบางส่วนพยักหน้าอย่างพอใจ
“หมู่บ้านวัดเหลียนหนิว… ที่เพิ่งมีเรื่องกับท่านเจ้าเมืองใช่หรือไม่”มีคนหนึ่งกระซิบขึ้นมา
“ใช่ ข้าก็เคยได้ยินข่าว”
“ได้ยินว่ามีเด็กคนหนึ่งช่วยชาวบ้านคำนวณหนี้จนเจ้าเมืองเถียงไม่ออก”
“หรือว่าจะเป็นเขา”
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ หลินเสี่ยวเฉินเองก็ได้ยินแต่ไม่ได้พูดอะไรเพียงเดินไปนั่งตรงที่ว่างด้านหลังห้องอย่างเงียบ ๆ
ทว่าภายในห้องกลับมีกลุ่มคนสามคนที่นั่งมองเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรตั้งแต่แรกคนที่นั่งอยู่ตรงกลางคือเด็กชายร่างสูง ใบหน้าคมคาย สวมเสื้อผ้าดีมีราคาเขาชื่อหวงจิ่งหยูหลานชายของเจ้าเมืองหวงจิ่งผู ส่วนอีกสองคนที่นั่งข้าง ๆคือฟ่านซานกับเหลียงเฉาเสียงลูกหลานพ่อค้าและเศรษฐีในเมืองที่มักเกาะกลุ่มกับหวงจิ่งหยูอยู่เสมอ
หวงจิ่งหยูมองหลินเสี่ยวเฉินตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนแค่นหัวเราะเบา ๆ“ที่แท้ก็เด็กบ้านนอกคนนี้เอง”
“แต่งตัวเหมือนชาวนาแบบนี้ยังกล้ามาเรียนที่นี่อีกหรือ” ฟ่านซานหัวเราะตาม
“ได้ยินว่าชอบออกหน้าออกตาด้วยนี่ คงคิดว่าตัวเองฉลาดกระมัง” เหลียงเฉาเสียงเองก็ยิ้มเยาะ
แม้ทั้งสามจะพูดไม่ดังมากแต่คนในห้องก็ได้ยินกันเกือบหมดหลายคนเริ่มมีสีหน้าอึดอัดเพราะรู้ดีว่าหวงจิ่งหยูมีนิสัยชอบวางอำนาจมาตลอดอาศัยว่าตนเป็นหลานเจ้าเมืองจึงมักข่มคนอื่นเสมอ
อาจารย์กวงหมิงหันมามองทั้งสามเล็กน้อยแต่ยังไม่ทันพูดอะไรเสียงระฆังพักก็ดังขึ้นเสียก่อน “พักได้”
ทันทีที่อาจารย์เดินออกจากห้องหวงจิ่งหยูก็ลุกขึ้นทันทีฟ่านซานกับเหลียงเฉาเสียงรีบเดินตามไปติด ๆทั้งสามเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะของหลินเสี่ยวเฉิน นักเรียนรอบข้างเริ่มเงียบลงทุกคนรู้ดีว่าหวงจิ่งหยูต้องหาเรื่องแน่นอน
หวงจิ่งหยูยกยิ้มมุมปาก “เจ้าเด็กใหม่...ได้ยินว่าเจ้าอยากเรียนเพื่อสอบเป็นขุนนางอย่างนั้นหรือ”
“แล้วอย่างไร” หลินเสี่ยวเฉินเงยหน้ามองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ
คำตอบเรียบๆ นั้นทำให้ฟ่านซานหัวเราะ“ยังจะถามอีกหรือ”
หวงจิ่งหยูยกมือไพล่หลังก่อนพูดด้วยน้ำเสียงดูถูกเต็มที่ “ข้าจะบอกอะไรให้นะการเป็นขุนนางน่ะมันไม่ได้ง่ายเหมือนปลูกผักอยู่บ้านนอกหรอก เด็กบ้านนอก โง่ ๆ จนๆ อย่างเจ้า คิดหรือว่าจะสอบได้”
เขากวาดตามองเสื้อผ้าของหลินเสี่ยวเฉินแล้วหัวเราะเยาะฟ่านซานกับเหลียงเฉาเสียงก็หัวเราะผสมโรงเสียงดังลั่น
นักเรียนหลายคนเริ่มขมวดคิ้วไม่พอใจแต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดแทรก
“การจะเป็นขุนนางได้น่ะ ต้องมีเส้นสาย มีตระกูลหนุนหลังคนที่จะเป็นได้ส่วนมากก็ระดับครอบครัวข้านี่แหละ” หวงจิ่งหยูยังพูดต่ออย่างได้ใจ
จากนั้นเขาก็ชี้ไปยังนักเรียนคนอื่นๆ ทั่วห้อง“พวกเจ้าก็เหมือนกัน เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกสุดท้ายก็เป็นได้แค่คนธรรมดา”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเย็นลงทันทีศิษย์หลายคนเริ่มกำหมัดแน่น บางคนหน้าแดงด้วยความโกรธเพราะในห้องนี้ไม่ได้มีแต่ลูกหลานขุนนาง ยังมีลูกชาวบ้าน ลูกพ่อค้าและคนธรรมดาอีกมากมาย
หลินเสี่ยวเฉินมองหวงจิ่งหยูนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน “พูดจบหรือยัง”
“ทำไม เจ้าไม่พอใจหรือ” หวงจิ่งหยูแค่นหัวเราะ
หลินเสี่ยวเฉินยิ้มบางๆ ทำสีหน้ากวนโมโหเล็กน้อย“ข้าแค่สงสัย”
“สงสัยอะไร” หวงจิ่งหยูถาม
“ในเมื่อเจ้าคิดว่าตนเองสูงส่งนักแล้วเหตุใดถึงยังต้องมาเรียนที่เดียวกับพวกคนธรรมดาอย่างพวกข้าด้วยเล่าเจ้าควรจะเรียนที่สำนักศึกษาในเมืองหลวงเพื่อให้สมกับฐานะลูกหลานขุนนางสิหรือว่าระดับสติปัญญาไม่ถึงจึงไปไม่ได้กันแน่”หลินเสี่ยวเฉินพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ท้าทายเขาคิดว่าคำพูดนี้ต้องแทงใจดำหวงจิงหยูเป็นแน่
ทันทีที่คำพูดนั้นจบลงทั้งห้องก็เงียบกริบฟ่านซานกับเหลียงเฉาเสียงอ้าปากค้างไปชั่วขณะ ส่วนหวงจิ่งหยูหน้าชะงักทันที
แต่หลินเสี่ยวเฉินยังไม่หยุด “อีกอย่างหากคนที่จะเป็นขุนนางได้ต้องพึ่งแต่เส้นสายอย่างนั้นก็แปลว่าคนพวกนั้นไร้ความสามารถมิใช่หรือ”
“เจ้า!” หวงจิ่งหยูหน้าแดงทันที มือทั้งสองกำหมัดแน่น
ทว่าหลินเสี่ยวเฉินกลับพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “เจ้าดูถูกคนอื่นว่าเป็นเด็กบ้านนอกแต่ข้ากลับคิดว่าคนที่น่าสงสารที่สุดคือคนที่ต้องอาศัยบารมีปู่ตนเองไปตลอดชีวิตต่างหาก”
สิ้นคำพูดนั้นเสียงสูดหายใจดังขึ้นพร้อมกันทั่วห้องหวงจิ่งหยูถึงกับหน้าเปลี่ยนสีทันที
“เจ้ากล้าดีอย่างไร” เขาตะโกนลั่นแต่หลินเสี่ยวเฉินกลับไม่สะทกสะท้าน
“ข้าเพียงพูดความจริง” หลินเสี่ยวเฉินเผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
นักเรียนคนหนึ่งหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะมีอีกคนหัวเราะตาม จากนั้นเสียงหัวเราะก็ค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ
ฟ่านซานกับเหลียงเฉาเสียงเริ่มหน้าเสียเพราะไม่คิดว่าหลินเสี่ยวเฉินจะกล้าเถียงกลับตรงๆ แบบนี้
ส่วนหวงจิ่งหยูนั้นหน้าแดงจัดจนแทบพูดไม่ออก
หลินเสี่ยวเฉินมองหวงจิ่งหยูอย่างพิจารณาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหวงจิ่งหยูถึงมีนิสัยเช่นนี้ก็เพราะเติบโตมากับเจ้าเมืองหวงจิ่งผูนั่นเอง ทั้งเอาแต่ข่มเหงผู้อื่นทั้งดูถูกคนต่ำกว่า ราวกับคนธรรมดาไม่มีค่าอะไรในสายตา
หลินเสี่ยวเฉินไม่ได้คิดอยากจะสนทนากับหวงจิ่งหยูและพรรคพวกอีกแม้แต่น้อยเขาเพียงปรายตามองทั้งสามคนอย่างเรียบเฉยก่อนจะหมุนตัวเดินจากมาท่าทางนิ่งสงบของเขายิ่งทำให้หวงจิ่งหยูโมโหมากกว่าเดิม
“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ” หวงจิ่งหยูตะโกนตามหลังแต่หลินเสี่ยวเฉินกลับไม่สนใจ
ในขณะเดียวกันนักเรียนคนอื่นๆ กลับพากันเดินเข้ามาล้อมรอบหลินเสี่ยวเฉินแทนเด็กชายคนหนึ่งหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างสะใจ
“เมื่อครู่เจ้าพูดได้สะใจมากจริง ๆ”
“ใช่แล้ว ปกติหวงจิ่งหยูชอบดูถูกคนอื่นไปทั่ว วันนี้โดนสวนกลับบ้างเสียที”
“ข้าชื่อจางเหวินนะ ต่อไปพวกเรามาเป็นสหายกันเถอะ”
หลินเสี่ยวเฉินมองเด็กพวกนั้นที่ยิ้มแย้มเข้ามาทักทายก็อดยิ้มให้ไม่ได้เขาเพิ่งเข้ามาที่สำนักศึกษาแห่งนี้แท้ ๆแต่กลับรู้สึกได้ทันทีว่าที่นี่ไม่ได้มีแต่คนอย่างหวงจิ่งหยูเสมอไปอย่างน้อยก็ยังมีคนที่แยกแยะถูกผิดเป็น
เด็กชายพยักหน้าเบาๆ ก่อนเอ่ยตอบ“ได้สิ ต่อไปฝากตัวด้วย”
ในขณะเดียวกันเสียงระบบก็ดังขึ้นในหัวหลินเสี่ยวเฉิน
“ติ๊ง!” [ได้รับคะแนนความสุขจากนักเรียนในสถานศึกษา 46คน รวม 460 คะแนน]