ท่ามกลางความตื่นตะลึงจากการปรากฏตัวของอวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัว บรรยากาศที่เคยเดือดพล่านพลันเย็นเยียบลงฉับพลันด้วยสุ้มเสียงที่ทรงอำนาจ
“เงียบ!”
น้ำเสียงนั้นไม่ดังทว่ากลับทรงพลังอำนาจดุจคมดาบที่ฟาดลงบนผิวน้ำที่กำลังกระเพื่อมไหว กวาดผ่านลานประลองจนทุกสรรพเสียงพลันขาดสะบั้น ผู้อาวุโสผู้คุมกฎก้าวออกมาเบื้องหน้า สวมชุดคลุมสีเทาหม่น ใบหน้าเหี่ยวย่นดุจเปลือกไม้ทว่าดวงตาคมปลาบประดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ เขามองจ้องอวี้เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยระเบียบวินัยอันเคร่งครัด ราวกับมองเห็น ‘สิ่งแปลกปลอม’ ที่หลุดพ้นจากครรลอง
“เจ้ามาช้าเกินไป” คำพูดนั้นเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งขั้วโลก “การประลองในวันนี้ได้มาถึงบทสรุปแล้ว ผู้ชนะถูกตัดสิน ชะตาถูกกำหนด และกฎระเบียบของตำหนักมังกรเมฆานั้น... ศักดิ์สิทธิ์ดุจขุนเขา มิอาจสั่นคลอนได้ตามอำเภอใจ”
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านร่างอวี้เหวินไปอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกสิ้นหวังที่เริ่มกัดกินหัวใจของผู้คนที่ลุ้นระทึก
“หึ... กลับมาก็สายไปเสียแล้ว” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังมาจากอัฒจันทร์ศิษย์หลัก จ้าวชิงซานเอนกายลงอย่างโอหัง แววตาที่จ้องมองลงมาเต็มไปด้วยความสะใจที่ปิดไม่มิด “ขยะ... ต่อให้ดิ้นรนปีนป่ายขึ้นมาจากก้นบึ้งของขุมนรกได้เพียงใด หากมาช้าไปเพียงอึดใจเดียว ก็ย่อมไร้ค่า!”
ศิษย์หลายคนขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจในถ้อยคำถากถางนั้น ทว่าไม่มีใครกล้าปริปาก เพราะผู้อาวุโสคุมกฎได้เอ่ยปิดประตูตายลงแล้ว
“และที่สำคัญ... กฎการเป็นศิษย์หลักนั้นต้องมีระดับการบ่มเพาะถึง ขอบเขตหลอมรวมกาย เท่านั้น เจ้าที่ยังติดอยู่ในขอบเขตกำเนิดกาย ย่อมไร้สิทธิ์โดยสิ้นเชิง”
ในจังหวะที่ความหวังมืดมิดดุจคืนไร้จันทร์ ผู้อาวุโสเยี่ยนที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ชั้นสูงขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม มือชรากำเข้าหากันหมายจะเปิดปากทักท้วงเพื่อช่วยลูกศิษย์คนสำคัญ ทว่าพริบตานั้น อากาศเหนือลานประลองพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
“วิถีฟ้ากำเนิดมามิได้มีไว้เพื่อกักขังอัจฉริยะ กฎระเบียบเปรียบดังร่างแห ทว่าปลามังกรย่อมทะยานพ้นน้ำ!”
สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นดุจฟ้ากัมปนาท กังวานลึกซึ้งและทรงอำนาจจนหัวใจทุกดวงในลานมังกรทะยานถึงกับสั่นระรัว ท้องฟ้าที่เคยหมองหม่นพลันถูกแหวกออกด้วยรังสีสีทองจางๆ ก่อนที่ร่างของบุรุษผู้หนึ่งจะปรากฏกายกลางหาว ลอยละล่องลงมาสู่แท่นประลองดุจศิลาโบราณที่เคลื่อนไหวได้
เขาคือ “ไป๋เหวินเทียน” เจ้าตำหนักมังกรเมฆา บุรุษวัยกลางคนผู้มีไหล่กว้างตั้งตรงดุจแผ่นผา ใบหน้าคมสันดุจหยกที่สลักด้วยพายุ แววตาที่ลึกล้ำซ่อนพายุคลั่งไว้ภายใต้ความสงบ เยือกเย็นและหนักแน่นจนผู้คนโดยรอบแทบหายใจไม่ออก
“คารวะเจ้าตำหนัก!”
เหล่าผู้อาวุโส ศิษย์หลัก และศิษย์นับพันต่างผุดลุกขึ้นและก้มตัวคารวะด้วยความพร้อมเพรียงประดุจคลื่นกระแทก เสียงคำรามของความเคารพดังก้องไปทั่วขุนเขา ไป๋เหวินเทียนเพียงพยักหน้าเบาๆ กวาดสายตาคมกริบมองลงไปยังเบื้องล่าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าทรงพลัง
“กฎระเบียบคืออักษรที่ไร้ชีวิต ทว่าผู้ฝึกตนคือสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ...” เขาเอ่ยอ้างหลักปรัชญาโบราณ “ในตำรากล่าวไว้ว่า หากยึดติดเพียงตัวอักษรโดยมิเห็นหัวใจของกฎ นั่นมิใช่ความถูกต้อง แต่คือความเขลา การที่อวี้เหวินรอดพ้นจากหุบเขาหมอกโลหิตกลับมาได้ ย่อมพิสูจน์ให้เห็นถึงวาสนาและหัวใจที่กล้าแกร่งเกินผู้ใด”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยคำพูดที่ทำให้ทั่วทั้งลานประลองต้องตะลึง “แท้จริงแล้ว ตำหนักของเรายังมีกฎอีกข้อหนึ่งที่ถูกลืมเลือนไปนานแสนนาน...”
ผู้อาวุโสบางคนถึงกับชะงัก แววตาสั่นระริก “หรือว่า... กฎ ‘เบิกทางสวรรค์’ นั่น?”
ไป๋เหวินเทียนพยักหน้า “กฎนี้มีไว้สำหรับอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะเท่านั้น ในประวัติศาสตร์ของตำหนักมังกรเมฆา มีเพียงผู้เดียวที่เคยใช้มันเพื่อข้ามผ่านลำดับชั้น...”
“และนั่นก็คือข้าเอง”
“เจ้าตำหนัก!” ผู้อาวุโสคุมกฎอุทานออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ “กฎนั่นมัน!”
“ความหมายของมันคือ...” ไป๋เหวินเทียนเอ่ยต่อโดยไม่สนเสียงทัดทาน “บุคคลที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าขั้นหลอมรวมกาย สามารถก้าวขึ้นเป็นศิษย์หลักได้ทันที... หากเขาสามารถท้าทายและเอาชนะศิษย์หลัก 30 อันดับแรกคนใดก็ได้!”
สิ้นคำกล่าว เสียงวิพากษ์วิจารณ์พลันระเบิดออกดุจน้ำป่าไหลหลาก!
“บ้าไปแล้ว! ขอบเขตกำเนิดกายจะสู้กับหลอมรวมกายได้อย่างไร?”
“ต่อให้อวี้เหวินจะเก่งเพียงใด แต่นั่นคือศิษย์หลัก! ช่องว่างของพลังมันช่างกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทร!”
จ้าวชิงซานที่นั่งอยู่บนที่สูงบัดนี้ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ มือที่กำพนักเก้าอี้สั่นเทิ้มด้วยโทสะ เขามองลงมาที่อวี้เหวินด้วยความพยาบาท ทว่าเจ้าตำหนักไป๋เหวินเทียนกลับเลื่อนสายตาไปทางเซี่ยชิงหลัวที่ยืนอยู่เคียงข้างอวี้เหวิน
“แน่นอนว่า... ผู้ที่บรรลุหลอมรวมกายแล้ว ย่อมมีสิทธิ์ใช้กฎนี้เช่นกัน” เขาเว้นจังหวะ สายตามองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัว “พวกเจ้าทั้งสอง... กล้ายอมรับการท้าทายที่ไร้ความปราณีนี้หรือไม่?”
บรรยากาศในลานมังกรทะยานยามนี้เงียบสนิทอีกครั้ง ทุกสายตาพุ่งตรงไปที่ชายหนุ่มชุดดำและสตรีชุดขาว ท่ามกลางความร้อนหนาวของพลังหยินหยางที่ยังคงหมุนวนอยู่รอบกายพวกเขา!
ท่ามกลางกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังเซ็งแซ่ประดุจคลื่นยักษ์โถมเข้าหาฝั่ง บรรยากาศพลันเปลี่ยนไปเมื่อเงาร่างในชุดดำขยับกาย
อวี้เหวินก้าวเท้าไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว ทว่า...
“ปัง!”
เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นศิลากลับดังกึกก้องประดุจกลองศึกมหาเทพ แรงสั่นสะเทือนนั้นไม่กระโชกโฮกฮากทว่ากลับหนักแน่นสม่ำเสมอ พลังในร่างของเขาไม่ได้ระเบิดออกอย่างบ้าคลั่ง แต่มันกลับ ‘รั่วไหล’ ออกมาเพียงเศษเสี้ยว กลิ่นอายความร้อนและคาวเลือดจางๆ จากนรกภูมิทำให้ศิษย์ที่อยู่ใกล้ถึงกับขนลุกซู่โดยมิอาจควบคุม
เขาเงยหน้าขึ้น สบสายตากับเจ้าตำหนักที่อยู่เบื้องบน แววตานิ่งสงบดุจผิวน้ำในบ่อโบราณทว่าคมกริบประดุจกระบี่ที่เพิ่งออกจากเตาหลอม
“ศิษย์อวี้เหวิน... ขอใช้กฎ ‘เบิกทางสวรรค์’ ท้าทายศิษย์หลัก ณ ที่นี้!”
“ข้า... เซี่ยชิงหลัว... ขอใช้กฎนี้เช่นกัน” สุ้มเสียงเย็นใสทว่าเด็ดเดี่ยวของสตรีชุดขาวดังตามมาติดๆ นางก้าวมายืนเคียงข้างเขาประดุจหงส์คู่มังกร
“ฮืออออออออออ—!!!”
พริบตานั้น ทั้งลานประลองระเบิดออกด้วยความโกลาหล! ศิษย์นับพันลุกขึ้นยืนโดยพร้อมเพรียง หลายคนอ้าปากค้างจนแทบเสียกิริยา ศิษย์หลักบนอัฒจันทร์หลายคนเริ่มแสยะยิ้มอย่างนึกสนุก บางคนหรี่ตาลงพิจารณากลิ่นอายที่เปลี่ยนไปของอวี้เหวินอย่างจริงจัง
ไป๋เหวินเทียน เจ้าตำหนักมังกรเมฆาจ้องมองภาพเบื้องหน้าก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกึกก้องจนก้อนเมฆเหนือยอดเขาถึงกับกระจายตัว “ดี! ดีมาก! แววตาของพวกเจ้าช่างถูกใจข้านัก! เช่นนั้นก็จงเลือกมา... ในบรรดายอดอัจฉริยะทั้งสามสิบคน ใครคือผู้ที่เจ้าต้องการใช้เป็นบันไดเหยียบยันไปสู่จุดสูงสุด?”
อวี้เหวินไม่ได้ลังเลแม้เพียงอึดใจ เขาเลื่อนสายตาผ่านใบหน้าของผู้คนนับร้อย กวาดผ่านมู่หรงเซียวและเยี่ยหลิวซวง จนไปหยุดนิ่งอยู่ที่คนผู้หนึ่ง... คนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับจ้าวชิงอวิ๋นราวกับถอดแบบกันมา
เขายกนิ้วขึ้นชี้ตรงไปที่คนผู้นั้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนสั่นประสาท
“ข้าขอท้าทายศิษย์หลักอันดับที่สิบเอ็ด... จ้าวชิงซาน!”
สิ้นคำประกาศนั้น ลานมังกรทะยานกลับมาเเตกฮือยิ่งกว่าเดิมประดุจผึ้งแตกรัง!
“อวี้เหวินผู้นี้... มันบ้าไปแล้วจริงๆ! บ้าแบบไม่มีทางกู้กลับเเล้ว!” ศิษย์พี่คนหนึ่งตะโกนลั่นพลางกุมขมับ
“จ้าวชิงซานนั่นคือระดับ หลอมรวมกายขั้นกลางระดับสูงสุด เชียวนะ! อีกเพียงครึ่งก้าวจะเข้าสู่ขั้นสูงแล้ว อวี้เหวินที่อยู่แค่กำเนิดกายจะเอาอะไรไปสู้? นี่มันเอาไข่ไปกระทบหินชัดๆ!”
“ไม่ใช่แค่รนหาที่ตายหรอกเหรอ?” ศิษย์อีกคนเอ่ยถามด้วยเสียงสั่น
ทว่าศิษย์น้องที่เฝ้ามองวีรกรรมของอวี้เหวินมาตลอดกลับเปรยขึ้นมาอย่างลอยๆ “เอ่อ... ศิษย์พี่ ท่านเคยเห็นอวี้เหวินรนหาที่ตายแบบธรรมดาที่ไหนกัน? ตั้งแต่เข้าสำนักมา เขาก็พุ่งเข้าหาความตายด้วยความเร็วระดับสุนัขบ้าหิวกระดูกมาตลอดไม่ใช่รึไง?”
คำกล่าวนั้นทำให้ความวุ่นวายเงียบลงชั่วขณะ ทุกคนต่างมองหน้ากันแล้วพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเงียบงัน... จริงด้วย!
จ้าวชิงซานที่นั่งอยู่บนที่สูง บัดนี้เส้นเลือดบนขมับปูดโปนจนแทบจะระเบิด ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นที่ถูกสุนัขขี้เรื้อนในสายตาชี้หน้าท้าทายท่ามกลางฝูงชน เขาพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสังหารที่เข้มข้น
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ไอพลังสีม่วงคล้ำแผ่ซ่านออกมาจนเก้าอี้หินข้างกายปริร้าว “อวี้เหวิน... ในเมื่อเจ้าโหยหาความตายถึงเพียงนี้ ข้าก็จะถลกหนังเจ้ามาทำเป็นพรมรองเท้าให้เอง! ข้ารับคำท้า!”
ขณะเดียวกัน เซี่ยชิงหลัวได้หันไปทางอัฒจันทร์ฝั่งขวาแล้วชี้ไปยังสตรีในชุดสีม่วงเข้มผู้หนึ่ง “อันดับที่สิบห้า... หลิวอวี้ ข้าขอท้าทายท่าน”
เจ้าตำหนักพยัคฆ์มองภาพการประลองที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยความพึงพอใจยิ่ง “ดี! ในเมื่อคู่ต่อสู้ตอบรับ เช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา... คู่แรกเริ่มที่การท้าทายของเซี่ยชิงหลัว!”
เซี่ยชิงหลัวทะยานร่างขึ้นสู่เวทีประลองอย่างนุ่มนวลประดุจขนนกสีขาวที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ นางยืนเผชิญหน้ากับหลิวอวี้ ศิษย์หลักสตรีผู้เชี่ยวชาญการใช้กระบี่คู่ ทั้งคู่ต่างเป็นสตรีที่งดงามทว่ากลับแผ่กลิ่นอายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลิวอวี้ชักกระบี่คู่สีม่วงออกมาพร้อมเสียงครางแหลมของโลหะ “ศิษย์น้องเซี่ย... ข้าขอชื่นชมในความกล้าของเจ้า แต่ศิษย์หลักมิใช่ตำแหน่งที่ใครจะมาแย่งชิงไปได้ง่ายๆ!”
พริบตานั้น กลิ่นอายความเย็นเยียบจากพลังหยินของเซี่ยชิงหลัวเริ่มแผ่ซ่านจนพื้นเวทีกลายเป็นน้ำแข็งบางๆ แววตาของนางใต้ผ้าแพรขาวนั้นเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น... การประลองที่สั่นสะเทือนรากฐานของศิษย์หลักกำลังจะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้!