บทที่ 16 พิสูจน์ด้วยตาตนเอง
เย่กู่อี้จ้องมองใบหน้าของหลิวชิงด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและกังวลใจลึกๆ นางหวั่นใจว่าคำพูดที่เพิ่งเอ่ยไปจะกลายเป็ชนวนเหตุให้ทั้งสองต้องบาดหมางกันอีกรอบ ทั้งที่เพิ่งจะกลับมาสงบศึกกันได้ไม่นาน
ในใจของนางคิดว่า หากหลิวชิงจะขุ่นเคืองนางก็สมควรแล้ว เพราะเื่เช่นนี้ นางควรจะบอกเขาแต่เนิ่นๆ มิใช่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนป่านนี้ถึงมาบอก
หลิวชิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเย่กู่อี้ที่กำลังสั่นระริก ยามนี้มันเริ่มวาววับราวกับนางกำลังจะหลั่งน้ำตาออกมาเสียให้ได้ เขาคิดได้ทันทีว่าหากยังคงนิ่งเงียบไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดตอบกลับไป นางคงได้ร้องไห้ฟูมฟายออกมาเป็แน่
ลึกๆ ในใจหลิวชิงพอจะเข้าใจนางอยู่บ้าง ว่าเหตุใดนางถึงแสดงท่าทีเช่นนั้น นางคงคิดว่าหลิวชิงจะต่อว่านาง... เหตุใดนางถึงจงใจปิดบังเื่สำคัญเช่นนี้ไว้ตั้งนาน และการที่เพิ่งมาบอกกล่าวเอาป่านนี้ มันจะก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นมาได้อีก
หลิวชิงเริ่มตระหนักได้ว่าเย่กู่อี้ คงเพิ่งรับรู้ถึงความลับแห่งพลังหยินหยางนี้ก็เมื่อตอนที่นางกลายเป็คนรักของพี่รองแล้ว การจะนำเื่สัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างบุรุษและสตรีมาสนทนากับชายอื่นเช่นเขา ย่อมเป็เื่ที่วางตัวลำบากและมิเหมาะสมอย่างยิ่ง
“เหตุใด เ้าจึงปล่อยให้น้ำตาออกมาเปรอะเปื้อนใบหน้าอันงดงามของเ้าเช่นนี้เล่า?” หลิวชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ เขาเอื้อมมือไปซับน้ำตาที่รินไหลอาบแก้มเนียนของนางอย่างแ่เบา ก่อนจะรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วด้วยความระมัดระวัง เพียงเพื่อรักษามรรยาทและมิให้เกินเลยขอบเขตความเหมาะสมไปมากกว่านี้
“เ้ามิโกรธข้าอย่างนั้นหรือ?” เย่กู่อี้เอ่ยถามพลางเบะปากน้อยๆ ราวกับพยายามกลั้นน้ำตาที่พร้อมจะไหลออกมาอีกระลอก
“เื่มันผ่านพ้นไปแล้วข้ามิถือสา อีกอย่างข้าเองก็มิอยากทำตัวเป็เด็กไร้เหตุผล...” หลิวชิงเอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จะว่าไป... ข้าจำได้ว่าเราเคยผิดใจกันเื่ที่เ้าพยายามคะยั้นคะยอให้ข้ารีบหาคู่ครอง ยามนั้นเ้าคงตั้งใจจะบอกใบ้เื่นี้แก่ข้าอยู่ใช่หรือไม่?”
“เ้ายังจำเื่นั้นได้อยู่หรือ?” เย่กู่อี้สวนคำกลับทันควันพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏบนใบหน้า ความอึดอัดในอกมลายหายไปจนสิ้นเมื่อเห็นว่าเขาเข้าใจในเจตนาดีของนาง
“ข้าต้องจำได้อยู่แล้ว ตอนนั้นเราถึงขั้นไม่คุยกันตั้งหนึ่งสัปดาห์เต็ม” หลิวชิงเอ่ยกลั้วหัวเราะ “หากตอนนั้นข้ารู้ว่าเ้าหวังดีจะบอกเื่สำคัญเช่นนี้ ข้าก็คงไม่โกรธเ้าเลยแม้แต่น้อย แต่เอาเถอะ... ข้าเข้าใจเหตุผลของเ้าหมดแล้ว มิต้องอธิบายสิ่งใดต่อให้ลำบากใจอีก”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกเื่บางอย่างขึ้นมาได้ “ถ้าอย่างนั้น... วันที่พี่รองเอ่ยถามเื่นี้กลางวงสนทนา เ้าก็มองออกั้แ่แรกแล้วใช่หรือไม่ว่าข้ากำลังโกหกทุกคนอยู่?”
เย่กู่อี้พยักหน้าตอบเบาๆ แทนคำพูด เมื่อเห็นดังนั้นหลิวชิงจึงอดใจถามต่อไม่ได้ “ในเมื่อเ้าล่วงรู้ความจริง... เหตุใดวันนั้นจึงมิเอ่ยขัดว่าข้ากำลังโกหกอยู่เล่า?”
นางส่ายหน้าช้าๆ “ข้าเชื่อว่าเ้าคงมีเหตุผลจำเป็บางอย่างของเ้า ข้าจึงเลือกที่จะนิ่งเงียบเพื่อเก็บความลับนี้ไว้มิได้บอกกล่าวแก่ใคร... แม้แต่กับพี่รองคนรักของข้า ข้าก็มิเคยปริปากเื่ของเ้าเลยแม้แต่น้อย”
เย่กู่อี้เว้นจังหวะเล็กน้อยพลางคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เอาเป็ว่า... หากวันใดที่เ้าพร้อม ก็อย่าลืมพาสาวงามผู้นั้นมาแนะนำให้พวกเราได้รู้จักกันบ้างล่ะ”
หลิวชิงถอนหายใจออกมา เขาไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตอบกลับไปในเมื่อความจริงนั้นช่างซับซ้อน เป็ความสัมพันธ์ที่มิอาจเป็ไปได้และไม่ควรถูกเอ่ยถึง
“คือว่า... ระหว่างข้ากับนาง เป็เพียงความบังเอิญมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันเพราะอารมณ์ชั่ววูบเพียงเท่านั้น มิอาจมีสิ่งใดเกินเลยไปมากกว่านั้นได้อีก”
“เช่นนั้นหรอกหรือ...” เย่กู่อี้ ตอบกลับสั้นๆ ราวกับเข้าใจทุกอย่างดี แต่น้ำเสียงกลับแฝงนัยบางอย่าง “เพียงคราเดียว... ก็สามารถส่งเสริมให้เ้าบรรลุระดับาาเซียนได้เชียวหรือ?”
นางเอ่ยพลางทอดสายตามองไปยังท้องฟ้ากว้างเบื้องบน ราวกับเป็การเปรยขึ้นมาลอยๆ
หลิวชิงรีบเอ่ยเสริมทันควันเพราะกลัวนางจะเข้าใจผิดไปใหญ่ "มันก็มิใช่เพียงคราเดียวเสียทีเดียว... คือว่าหลายคราอยู่ ทว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นภายในคืนเดียวเท่านั้น"
เย่กู่อี้หันกลับมามองหน้าเขาแล้วหลุดขำออกมากับท่าทีซื่อ ๆ ของหลิวชิง "ข้าเข้าใจแล้ว... ข้าเข้าใจ"
ไม่ทันไรนางก็หัวเราะร่วนอีกครา พลางนึกถึงเื่ตลกที่เกือบจะเกิดขึ้นเพราะความหวังดี "อันที่จริงมีเื่น่าอายที่ข้าเกือบจะทำลงไปเพราะอยากช่วยเ้า ตอนนั้นข้าอยากรู้เหลือเกินว่าสิ่งที่ข้าคาดเดาไว้จะถูกต้องหรือไม่ จนเกือบจะลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองเสียแล้ว... เื่นี้เ้าต้องเก็บไว้เป็ความลับระหว่างเราสองคนนะ"
เย่กู่อี้เอ่ยพลางช้อนตาคู่สวยที่เริ่มปรือเยิ้มขึ้นมองเขาเล็กน้อย คำพูดของนางทำเอาคนฟังถึงกับอึ้งจนอดใจถามต่อไม่ได้ “ที่ว่า... พิสูจน์ด้วยตนเอง หมายความว่าเ้าคิดจะลองมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับข้าอย่างนั้นหรือ?”
นางพยักหน้ารับช้าๆ พร้อมยกยิ้มบางที่มุมปาก “ก็ยามนั้นข้าอยากรู้ความจริงจนเกินห้ามใจ... แต่ท้ายที่สุดก็ต้องดึงสติยับยั้งชั่งใจตนเองไว้ เพราะรู้ดีว่ามันเป็เื่มิควร อีกทั้งข้ายังกังวลว่าหากเอ่ยออกไปตรงๆ เ้าจะเชื่อคำข้าหรือไม่และที่สำคัญ... เ้าจะมองข้าเป็สตรีเช่นไร”
หลิวชิงจ้องมองใบหน้าของเย่กู่อี้ค้างอยู่อย่างนั้น สมองของเขาขาวโพลนไปหมดจนนึกคำพูดใดไม่ออก ไม่คาดคิดเลยว่านางจะกล้าเอ่ยความลับเช่นนี้ออกมา... หรืออาจเป็เพราะฤทธิ์ของสุราที่ทำให้นางพลั้งปากพูดสิ่งที่ซ่อนลึกอยู่ในใจออกมาจนสิ้น
เมื่อเห็นหลิวชิงนิ่งเงียบไปนานผิดปกติ แถมยังเอาแต่จ้องหน้าค้างไว้อย่างนั้นเย่กู่อี้จึงขยับกายเล็กน้อยพลางเอ่ยถามด้วยความฉงน “เหตุใดเ้าจึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเล่า?”
หลิวชิงจ้องมองร่างที่นั่งอยู่บนเนินหินเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ราวกับทุกสิ่งรอบกายช่างเป็ใจเสียเหลือเกิน... ทั้งบรรยากาศราตรีที่เงียบสงัด วาจาที่ชวนให้ลุ่มหลง หรือแม้แต่อาภรณ์ที่ขาดรุ่งริ่งของนางที่เปิดเปลือย
เขาตัดสินใจก้าวเข้าหานางเพียงสองก้าว จนหัวเข่าแนบชิดติดกับร่างของนาง ก่อนที่สองมือจะเอื้อมไปดันร่างของสตรีเบื้องหน้าจนแผ่นหลังของนางแนบติดกับพื้นหินเย็นเยียบในชั่วพริบตา
“ยามนี้... เ้ายังปรารถนาจะพิสูจน์ด้วยตาตนเองอยู่อีกหรือไม่?” หลิวชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มพร่า ขณะที่ร่างกายร้อนวูบวาบราวกับมีเปลวไฟแผดเผา ั์ตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ยากจะดับมอด “ข้าเตือนให้เ้ารีบกลับไปตั้งนานแล้วแต่เ้าก็มิฟัง... เช่นนั้นก็อย่าได้โทษกัน เพราะยามนี้ข้ามิอาจหักห้ามใจตนเองได้อีกต่อไปแล้ว”
สิ้นคำพูดนั้น หลิวชิงก็โน้มกายลงซุกไซ้และสูดดมกลิ่นกายหอมกรุ่นที่ซอกคอระหงของนางอย่างโหยหา แรงอารมณ์ที่กักขังไว้พังทลายลงจนเขาไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้อีกแม้เพียงเสี้ยววินาที