ลูกพายุขนาดยักษ์ใหญ่เหล่านั้นได้รับการขนานนามว่าเป็นพายุกามิกาเซ่ เพราะเชื่อกันว่า มันคือพายุที่ดลบันดาลขึ้นโดยเหล่าทวยเทพ เพื่อปกป้องญี่ปุ่นอันเป็นดินแดนมาตุภูมิแห่งนี้เอาไว้
เจ้าหญิงคางุยะสามารถพิชิตกองทัพจักรวรรดิมองโกลได้เป็นผลสำเร็จ พร้อมกับนำพาชัยชนะมาสู่ญี่ปุ่น เธอจึงได้รับสมญานามว่าเป็นวีรสตรีนักเวทย์แห่งเลือดผสม เพราะเชื่อกันว่าเธอคือมนุษย์ครึ่งเทพที่ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อพิชิตข้าศึกที่ได้รุกรานเข้ามาในญี่ปุ่น ซึ่งนั่นก็เป็นความจริง เพราะเธอนั้นคือบุตรีแห่งเทพีสึคุโยมิ และเธอก็ยังสามารถใช้เวทย์มนต์ได้อีกด้วย
หลังจากที่ศึกกองทัพมองโกลนั้นได้สิ้นสุดลง ซากาอิก็ได้สิ้นใจลงด้วยโรคร้าย และจากไปอย่างสงบที่กระท่อมร้างภายในป่าไผ่ อันเป็นที่พักอาศัยของเขา
เจ้าหญิงคางุยะได้ทำการฝังศพซากาอิไว้ที่หน้ากระท่อมร้างตรงมุมขวา ก่อนที่เธอจะกล่าวอำลาซากาอิที่หน้าสุสานเป็นครั้งสุดท้าย และเดินทางกลับไปอาศัยอยู่กับเทพีสึคุโยมิ ผู้เป็นพระมารดาที่ดวงจันทร์ พร้อมกับเก็นโซอุสึกิ ภูติพิทักษ์กระต่ายเบญจธาตุ อันเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายทั้ง 5 ของเธอ โดยมีเหล่าคณะฑูตบริวารของเทพีสึคุโยมินั้นมารับเธอกลับไปที่นั่น
หลายร้อยกว่าปีผ่านไป เจ้าหญิงคางุยะที่อาศัยอยู่บนดวงจันทร์นั้นได้รับคำบัญชามาจากเทพีสึคุโยมิให้เดินทางลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อคอยรับมือกับนางเทวีอสูรฯ อิซานามิที่กำลังจะถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการถูกพันธนาการด้วยพลังเวทย์ของเจ้าหญิงฮิเมรากิ
ตัวเจ้าหญิงคางุยะเองนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นธิดาเลือดผสมครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ แต่เธอก็รู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างมากไม่แพ้เทพีสึคุโยมิ ผู้เป็นพระมารดา หรือเหล่าบรรดาทวยเทพองค์อื่นๆ เลย ที่นางเทวีอสูรฯ นั้นเคยทำพิธีกรรมสาปแช่งเจ้าหญิงโอริฮิเมะในคืนวันเพ็ญ จนทำให้ญี่ปุ่นนำไปสู่ยุคสงครามกลางเมืองมาแล้วครั้งหนึ่ง เธอจึงรับคำสั่งจากผู้เป็นพระมารดา ก่อนที่เธอนั้นจะเดินทางลงมายังโลกมนุษย์ พร้อมกับเก็นโซอุสึกิ ภูติพิทักษ์ประจำกายทั้ง 5 ตนของเธอ
เมื่อได้กลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง เจ้าหญิงคางุยะรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เมื่อได้มาเห็นสภาพบ้านเมืองในยุคปัจจุบันที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ ถนน เสาไฟ และยานพาหนะชนิดต่างๆ
เมื่อรู้สึกตัวอีกที ก็จะพบว่าตัวเธอในตอนนี้ได้มาอยู่ในชุดเดรสราตรีอันสุดหรูที่มีราคาแพง บนมือเรียวงามของเธอนั้นก็พลางถือกระเป๋าแบรนด์เนมสุดหรูที่มีราคาแพงเอาไว้ และที่สำคัญก็คือ ตัวเธอในตอนนี้ได้มาอยู่บนเรือยอร์ชสุดหรูระดับ 5 ดาวลำหนึ่งที่กำลังแล่นอยู่ในใจกลางอ่าวโตเกียว เจ้าหญิงคางุยะก็เริ่มรู้สึกเอะใจขึ้นมาว่า เธอได้มาอยู่ในสภาพแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ “คุณหนูครับ คุณนายเรียกให้มาตามครับ”
มีบุรุษใส่แว่นดำนายหนึ่งที่มาในลุคของบอดี้การ์ดค่อยๆ เดินเข้ามาหาเจ้าหญิงคางุยะที่ได้มาอยู่ในคราบของสาวน้อยลูกคุณหนู ซึ่งบอดี้การ์ดนายนี้อยู่ในชุดสูทโทนสีดำที่มีเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสวมเอาไว้ด้านใน
คุณหนูอย่างงั้นเหรอ เอาจริงสิ
เจ้าหญิงคางุยะเริ่มรู้สึกตกใจขึ้นมานิดๆ เมื่อได้มารู้ว่า สภาพของเธอในตอนนี้ได้กลายมาเป็นลูกคุณหนูไฮโซไปซะแล้ว แต่ถึงกระนั้น เธอก็จำต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้ข้างใน เพื่อไม่ให้คนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างจับพิรุธเธอได้ เจ้าหญิงคางุยะรีบเดินตามบอดี้การ์ดนายนั้นเข้าไปด้านในทันที ซึ่งตัวเธอเองนั้นก็ยังไม่ค่อยชินกับสภาพที่เป็นอยู่นี้สักเท่าไหร่ แต่ถึงกระนั้น เธอก็พยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ตามที่เทพีสึคุโยมิ ผู้เป็นพระมารดาเคยกล่าวชี้แนะเอาไว้
“โลกมนุษย์ในตอนนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เจ้าจะต้องปรับตัวเข้าให้เข้ากับมัน เพื่อจะแฝงตัวเข้ามาในสังคมมนุษย์”
เมื่อได้เข้ามาด้านในแล้ว เจ้าหญิงคางุยะก็ได้พบกับทาเคโทริ โอคินะ มหาเศรษฐีผู้ครอบครองอาณาจักรหมื่นล้านที่อยู่ในเครือของบริษัท Moonlit Group ซึ่งกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะจีนหรูที่อยู่ภายในเรือยอร์ชที่ถูกจัดแต่งอย่างสวยงามและหรูหราสมราคา โต๊ะจีนสุดหรูที่อยู่ภายในเรือยอร์ชนั้น ในแต่ละโต๊ะจะมีเก้าอี้สุดหรูอยู่ 6 ตัวที่ถูกจัดวางเอาไว้เรียงกันอยู่รอบโต๊ะ
บนโต๊ะจีนที่โอคินะกำลังนั่งอยู่นั้น มีครอบครัวนายทหารจากตระกูลมัทสึไดระที่เป็นเพื่อนบ้านของเขามาร่วมโต๊ะเดียวกันด้วย ซึ่งจะประกอบไปด้วยสมาชิกในครอบครัวถึง 4 คนด้วยกัน คือเซ็นเคียว นายทหารใหญ่แห่งกองกำลังป้องกันตนเอง และเป็นผู้ถือหุ้นส่วนรายใหญ่ในหลายบริษัทชื่อดังในญี่ปุ่น นิชิโกะ นายหญิงแห่งตระกูลมัทสึไดระ เจ้าของกิจการสายการบิน Tori-Sky Airlines และอสังหาริมทรัพย์ในหลายแห่งทั่วญี่ปุ่น
ยูกินะ ลูกสาวคนโตในตระกูลที่เพิ่งจะจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายมาหมาดๆ และกำลังจะเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย และสึบากิ ลูกสาวคนเล็กในตระกูลที่กำลังจะขึ้นชั้นมัธยมต้นปี 3
เจ้าหญิงคางุยะ ค่อยๆ เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ว่างที่อยู่ข้างๆ โอคินะ ผู้เป็นมหาเศรษฐีแห่งตระกูลทาเคโทริ และยูกินะ ที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1
“นายพลใหญ่ คุณนายหญิง ผมขอแนะนำนะครับ นี่คือทาเคโทริ คางุยะ ลูกสาวบุญธรรมของผม หล่อนเคยไปเรียนที่อังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ และเพิ่งจะจบการศึกษาชั้นมัธยมต้นจากที่นั่นมาหมาดๆ”
โอคินะกล่าวแนะนำบุตรสาวของเขาให้กับคนในครอบครัวนายทหารแห่งตระกูลมัทสึไดระ
“มิน่าหล่ะ ทำไมพวกเราถึงไม่เคยเห็นหน้าลูกสาวของคุณมาก่อนเลย”
นิชิโกะกล่าวกับเศรษฐีแห่งตระกูลทาเคโทริ ส่วนทางด้านคางุยะนั้นก็รู้สึกว่าใบหน้าวัยกลางคนของเศรษฐีที่นั่งอยู่ข้างๆ นั้น ช่างเหมือนกับใบหน้าของซากาอิ ผู้เป็นเสมือนพ่อของเธอซะเหลือเกิน ราวกับว่าทั้งสองคนนั้นคือคนๆ เดียวกัน
หลังจากนั้นเป็นต้นมา คางุยะก็พยายามที่จะเรียนรู้ และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบัน จนเธอนั้นสามารถอยู่ร่วมกันกับผู้คนในยุคนี้ได้
และในขณะเดียวกัน เธอก็คอยเตรียมรับมือกับนางเทวีอสูรฯ ที่กำลังจะถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการที่พลังเวทย์ของเจ้าหญิงฮิเมรากิเมื่อหลายร้อยกว่าปีก่อนนั้นถูกคลายลง คางุยะได้รู้จักกับยูกินะและสึบากิ ในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านกัน นอกจากนั้น เธอยังได้รู้จักกับเพื่อนคนอื่นๆ ในโรงเรียนมัธยมปลายเอกชนที่เธอเข้าเรียนด้วย ซึ่งหมายความว่าตัวเธอนั้นมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถเข้ากันกับคนอื่นๆ ได้
จนกระทั่ง 3 ปีต่อมา คางุยะก็ได้ย้ายมาอาศัยอยู่ที่ห้องพักหรูของยูกินะกับสึบากิ จากการที่เธอนั้นสามารถสอบชิงทุนศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยสุเมรากิได้ และกำลังจะจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 ภายในปีนี้ด้วย
วันเวลานั้นได้ผ่านเลยไป จนกระทั่งวันหนึ่ง คางุยะที่อยู่ในคราบเด็กสาวมัธยมปลายลูกคุณหนูนั้นก็ได้ทราบข่าวมาจากเทพีสึคุโยมิ ผู้เป็นพระมารดาว่า สึบากิได้ถูกคำสาปของนางเทวีอสูรฯ อิซานามิเข้า จนทำให้เธอต้องกลายร่างเป็นนางอสูรจิ้งจอก 9 หาง และออกอาละวาดทำลายบ้านเมืองในทุกคืนวันเพ็ญ
คางุยะจึงได้รู้แล้วว่า สึบากินั้นก็คือเจ้าหญิงโอริฮิเมะกลับชาติมาเกิด เธอจึงรีบทักแชทข้อความไปยังสึบากิผ่านทางมือถือ เพื่อที่จะเตือนสึบากิไม่ให้ออกไปนอกบ้าน อันเนื่องมาจากในค่ำคืนวันนั้นก็ได้เข้าสู่ช่วงคืนวันเพ็ญพอดี แต่ก็สายไปซะแล้ว เพราะสึบากิในตอนนี้ได้ไปถึงศาลเจ้าโอยามะซุมิตั้งนานแล้ว พร้อมกับเพื่อนๆ ทั้งสามคนของเธอ