ตอนที่ 15 เพื่อประโยชน์ของนางล้วนๆ (2)
“ท่านแม่ ยายหนูซินอายุยังน้อย ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง…” เยี่ยซื่อดูขลาดกลัวเล็กน้อย และไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเสี่ยวหลี่ซื่อ ได้แค่เอ่ยกับตัวเองว่า ที่จริงนางรู้สึกหวั่นไหวน้อยๆ หากอีกฝ่ายดีอย่างที่พวกนางกล่าวจริง ก็ยังพอถือว่าเป็การแต่งงานที่ดี
“ก็เพราะแบบนี้ เ้าถึงยิ่งควรคิดถึงยายหนูซิน ตระกูลดีๆ แบบนี้ พ้นจากหมู่บ้านไปก็หาที่ไหนไม่เจอแล้ว นี่เป็เื่ดีอย่างยิ่ง พอถึงตรงนั้นแล้ว อย่าว่าแต่หมอเท้าเปล่า[1]เลย ต่อให้เป็หมอหลวงก็สามารถเชื้อเชิญมาได้ทั้งนั้น ถึงครานั้นมีโรคอะไรบ้างที่จะรักษาไม่หาย บางทีใบหน้านั่นอาจจะลบรอยหายก็เป็ได้ พวกข้าต่างเห็นยายหนูซินเติบใหญ่กันมา จะทำร้ายนางได้อย่างไร นี่ก็เพื่อประโยชน์ของนางเองล้วนๆ เ้าเป็แม่ ก็อย่าได้ขัดขวางอนาคตของนางเลย”
เยี่ยซื่อยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินหวังซื่อเอ่ยขึ้นมาจากด้านข้างแล้ว
“ในเมื่อเป็เื่ดี ทำไมพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ให้ยายหนูฟางครอบครัวพี่แต่งไปเสียเล่า นางโตกว่าบุตรสาวข้าตั้งสามเดือน แถมยังหน้าตาสะสวย และยังมียายหนูเยียน นางคือลูกพี่ลูกน้องคนโต นางก็ยังไม่ได้แต่งงานเลย อย่างไรก็ไม่ควรตกมาถึงยายหนูซินของข้า”
เยี่ยซื่อได้ยินถ้อยคำแสนดีเหล่านี้ จึงเกิดความสงสัยขึ้นมา แม้เยี่ยซื่อจะขี้ขลาด แต่นางมิใช่คนโง่ ใครที่ดีต่อนางและลูกๆ นางยังคงรู้ชัดเจนดี คนสกุลหลี่เหล่านี้มองยายหนูซินเป็หนามยอกอก จะช่วยวางแผนชีวิตให้บุตรสาวอย่างจริงใจได้อย่างไร อีกทั้ง นี่เกี่ยวเนื่องไปถึงเื่สำคัญในชีวิตของบุตรสาว นางไม่มีเหตุผลที่จะไม่ระวังตัว
หลายปีมานี้เยี่ยซื่อนับว่ามองอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว นางรู้อย่างชัดเจน หากเป็เื่ดีแบบนี้ ไม่มีทางที่จะข้ามสองครอบครัวใหญ่แล้วตกมาถึงยายหนูซินของตนได้
อีกอย่าง ต่อให้นางไม่อยากยอมรับ ทว่ารอยปานบนใบหน้าของยายหนูซินนั้น กลับเป็สิ่งที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ และจะมีบุรุษคนใดกันที่จะไม่รังเกียจผู้หญิงของตนว่ามีใบหน้าอัปลักษณ์เช่นนี้
ในวันข้างหน้า หากยายหนูซิน้าแต่งงาน นางก็จะตรวจสอบด้วยตัวเอง หาตระกูลที่ไม่สนใจเื่รูปลักษณ์ของบุตรสาว หากไม่ได้จริงๆ ก็จะให้บุตรสาวอยู่เคียงข้าง อย่างมากนางก็แค่ดูแลบุตรสาวไปตลอดชีวิต ต่อให้ต้องตาย ก็จะไม่มีวันปล่อยให้คนสกุลหลี่เหล่านี้มายุ่งวุ่นวาย
“ข้า…เ้าอย่าเป็สุนัขกัดหลี่ว์ต้งปิน[2] ไม่รับรู้เจตนาดีได้ไหม คนเขาเป็ถึงคุณชายจากตระกูลเ้าของที่ดินผู้ร่ำรวย อนาคตจะสอบรับราชการ ไม่แน่อาจสอบได้เป็ถึงขุนนางจอหงวน ยายหนูซินแต่งเข้าไปก็จะกลายเป็ภรรยาตระกูลขุนนาง นี่เป็สิ่งที่คนอื่นปรารถนาก็ยังไม่สมหวังเลยนะ”
หวังซื่อนึกไม่ถึงว่าเยี่ยซื่อที่ขี้ขลาดมาโดยตลอดจะโต้เถียงกับตนต่อหน้าทุกคน และยิ่งคิดถึงเื่ที่ถูกแม่สามีทุบตีเพราะไก่ป่าที่เรือนรองล่ากลับมาได้ก่อนหน้านี้ จึงแอบเคียดแค้นอยู่ในใจ ทว่ากลับพูดด้วยรอยยิ้ม
“ข้าว่านะน้องหญิงรอง เ้าคงมิใช่ไม่เชื่อใจท่านแม่ของพวกเราใช่หรือไม่ นางเป็ย่าแท้ๆ ของยายหนูซินนะ จะทำร้ายหลานสาวแท้ๆ ของตนได้ลงคอหรือ”
เยี่ยซื่อก้มหน้าไม่ส่งเสียงใด ใจกลับคิดว่า หากแม่สามีรักและเอ็นดูยายหนูซินจริง ก็คงไม่ปฏิบัติกับยายหนูซินเหมือนเป็ทาส และยิ่งไม่ควรห้ามนางเชิญหมอ และยังทุบตีเด็กจนเกือบตาย ดังนั้น ยิ่งพวกนางพยายามมากเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกว่ามีปัญหา มักคิดว่าเื่ดีๆ แบบนี้ไม่น่าจะตกมาถึงยายหนูซิน
“เอาละๆ ในเมื่อเ้ารองตายไปแล้ว เื่นี้ก็ให้ฟังยายแก่อย่างข้าแทน ข้ามีสิทธิ์ตัดสินใจเื่การแต่งงานของหลานสาวในตระกูลหลี่ได้”
หลี่จางซื่อมองเยี่ยซื่อที่ในเวลาปกติมักจะเอาแต่นิ่งเงียบเบื้องหน้าตนก็ให้รู้สึกนึกโกรธในใจนัก ดังนั้นเลยกระทำการตัดสินใจเด็ดขาด เดิมทีนางแค่อยากจะบอกให้เยี่ยซื่อรู้ในฐานะที่เป็แม่เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะหารือกับนาง ช่างไม่เข้าใจจริงๆ ว่าตอนนั้นเ้ารองตกหลุมรักสะใภ้ผู้นี้ได้อย่างไร
“ท่านแม่ ข้าบอกแล้ว ซินเอ๋อร์ยังเด็ก ไม่รีบแต่งงาน! ข้าเป็คนให้กำเนิดยายหนูซิน เื่สำคัญในชีวิตนาง ข้าจะทำเป็ไม่สนใจไม่ได้”
เยี่ยซื่อเม้มริมฝีปาก กลับดื้อดึงอย่างหาได้ยาก นางยืนแน่วแน่อยู่ตรงนั้น พูดชัดถ้อยชัดคำทีละตัว ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องให้คนรู้รายละเอียดของอีกฝ่ายให้แน่ชัด คนตระกูลหลี่เหล่านี้ นางเชื่อใจไม่ลงจริงๆ
“เ้ากล้าขัดขืนรึ ลูกชายที่แสนอาภัพของข้าไยถึงแต่งงานกับตัวซวยเช่นเ้าได้ กล้าแม้แต่ไม่ฟังคำพูดข้า เ้าคิดจะเนรคุณใช่ไหม ข้าจะบอกให้เ้ารู้ เื่ในวันนี้ เ้าไม่ยอมยังไงก็ต้องยอม ไม่จำเป็ต้องหารืออีก!”
หลี่จางซื่อเห็นแบบนี้แล้ว อารมณ์เสียขึ้นมาทันที พลางจ้องเขม็งไปที่เยี่ยซื่ออย่างโมโหและเอ่ยโดยตรง “ยังไม่รีบไปช่วยนางเตรียมตัวอีกหรือ อีกสักครู่คนเขาจะมารับตัวไปแล้ว”
หลี่จางซื่อเอ่ยจบ ก็ไม่สนใจว่าเยี่ยซื่อจะคิดอย่างไร พลันลุกขึ้นเดินออกประตูไป
“อะ…อะไรนะ คืนนี้หรือ” เยี่ยซื่อได้ยินก็ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก ต่อให้นางจะซื่อตรงแค่ไหนก็ไม่ใช่เป็คนโง่ หากไม่มีปัญหา ทำไมอีกฝ่ายถึงได้รีบร้อนมารับคนถึงเพียงนี้ กระทั่งรอคืนเดียวยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ทว่าหลี่จางซื่อในยามนี้ออกจากเรือนไปแล้ว ไม่ให้โอกาสนางได้พูดอะไรเลย
หลี่ต้าฟู่มองเยี่ยซื่อที่ตะลึงค้างอยู่หน้าประตูปราดหนึ่ง พลันอ้าปากหมายจะกล่าวอะไรบางอย่าง กลับถูกหวังซื่อเอื้อมมือมารั้งไว้ จึงไม่เอ่ยสิ่งใดอีก พลางทอดถอนใจแล้วเดินออกประตูไป การตัดสินใจของท่านแม่ ในฐานะที่เขาเป็บุตรชายก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เช่นกัน
หลี่ต้าไฉเห็นเช่นนี้ ก็จากไปโดยไม่พูดไม่กล่าวสักคำ หากยายหนูซินไม่แต่งงาน ตนไหนเลยจะมีเงินออกไปทำทุนเปิดร้านเล่า หากต้องโทษ คงต้องโทษที่นางโชคไม่ดีเอง
เชิงอรรถ
^ หมอเท้าเปล่า คือ เกษตรกรที่ได้รับการฝึกการแพทย์และผู้ช่วยแพทย์พื้นฐานขั้นต่ำและทำงานในหมู่บ้านชนบทในประเทศจีน^ สุนัขกัดหลี่ว์ต้งปิน ไม่รับรู้เจตนาดี หลี่ว์ต้งปินเดิมเป็นบัณฑิตและนักกวี ต่อมาบำเพ็ญเพียรจนบรรลุมรรคผลและกลายเป็นเซียน เป็นคำกล่าวเปรียบเปรยว่าแม้แต่คนประพฤติดีก็ยังถูกสุนัขกัด สื่อถึงคนที่ไม่รับรู้เจตนาดีของผู้อื่น แยกแยะดีชั่วไม่เป็น