PALMER46: VIRUS
ณ ไชยา สุราษฎร์ธานี ค.ศ. 2035 แสงแดดยามเย็นทอดยาวผ่านยอดไม้เปลือยเปล่าทิ้งเงาอ่อนระเรื่อบนถนนสายเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีจุดจบ PALMER46หรือในอีกตัวตนหนึ่งที่เขาเก็บไว้ในเงามืด ปาล์ม กำลังวิ่งฝ่าลมหนาวเขาสวมฮูดคลุมหัว ก้มหน้าหลบสายตาโลก สองเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอเสียงรองเท้ากระทบถนนดังเป็จังหวะ แต่ทุกย่างก้าวนั้นช่างหนักอึ้ง
ถนนสายนี้เคยเป็สมรภูมิบางครั้งกลิ่นของดินปืนและเสียงะเิยังแว่วในความทรงจำเขาพยายามวิ่งหนีมัน—ไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่รวมถึงตัวเขาในอดีตที่เขาเกลียดที่สุด
รถคันหนึ่งแล่นผ่านเขาคู่รักในรถหัวเราะหยอกล้อกัน เสียงนั้นดังลอดกระจกที่ลดลงบางส่วนปาล์มเหลือบมองพวกเขา ก่อนจะรีบดึงฮูดลงต่ำกว่าเดิม สองเท้าก้าวเร็วขึ้นราวกับกลัวว่าใครจะมองเห็นตัวตนจริงของเขาแต่เสียงหัวเราะนั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงจิตใจเขาให้กลับไปเผชิญกับอดีต
น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาภาพของ อาย ชัดเจนในความคิด อายที่เคยเข้ามาเติมเต็มชีวิตเขาอายที่เคยช่วยดึงเขาออกจากความเดียวดาย เธอเหมือนสายลมเย็นในฤดูร้อนแต่ความสุขนั้นกลับแสนสั้นความทรงจำสุดท้ายของเธอคือเืที่ไหลอาบร่างบนพื้นเย็นะเืเธอจากไปเพราะเขา—หรือเพราะเขาไม่สามารถปกป้องเธอได้จากพวกอันธพาลสารเลว
ความสูญเสียเปลี่ยนเขาไปตลอดกาลความโกรธ ความแค้น กลายเป็เพื่อนแท้ของเขาใน่เวลานั้นแต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อ เจน ก้าวเข้ามาในชีวิตเธอเหมือนแสงสว่างที่ค่อยๆ ลบเงามืดในจิตใจของเขาเธอสอนให้เขาเห็นว่ายังมีสิ่งสวยงามในโลกนี้ และยังมีเหตุผลให้เขายืนหยัดต่อไป
แต่โชคชะตาไม่เคยปรานีเมื่อ PALMER46ถูกซุ่มโจมตี เจนใช้ร่างของเธอเป็เกราะป้องกันะุให้เขาเธอจากไปในอ้อมแขนเขา รอยยิ้มสุดท้ายของเธอยังคงติดตรึงในหัวใจเขาและทิ้งเขาไว้กับคำถามที่ไม่มีคำตอบ—ทำไมทุกคนที่เขารักต้องจากไป
ปาล์มหยุดวิ่งน้ำตาไหลอาบแก้ม เขาเงยหน้ามองฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสีส้มเป็สีดำมือหยาบกร้านยกขึ้นเช็ดหยดน้ำตาเ่าั้ราวกับพยายามลบอดีตที่ทิ้งรอยบาดลึกในหัวใจ เขาพึมพำกับตัวเองเสียงแ่
"อาย...เจน..." เขาเอ่ยชื่อทั้งสองคนด้วยเสียงแ่เบาราวกับกลัวว่าความเงียบรอบตัวจะกลืนกินคำพูดของเขาไป"พวกเธอจะคอยเฝ้ามองฉันจากที่ไหนสักแห่งอยู่ไหมนะ..."
สายลมเย็นพัดผ่านแก้มเขาเบาๆราวกับคำตอบที่ไม่้าถ้อยคำ ปาล์มยิ้มเศร้า น้ำเสียงแหบพร่ายังคงเปล่งออกมาช้าๆ
"ฉันนะ...คิดถึงพวกเธอมากนะ..." เขาหลับตาลงครู่หนึ่งให้ความทรงจำพัดผ่านไปเหมือนสายลม สองมือกำแน่นที่ข้างลำตัวหัวใจเขาอัดแน่นไปด้วยความโหยหาและความรักที่ไม่อาจเอื้อมถึงอีกต่อไป
ปาล์มเปิดประตูบ้านด้วยท่าทีเหนื่อยล้าจากการวิ่งออกกำลังกายเขาถอดเสื้อโยนไปบนโซฟากล้ามเนื้อที่ตึงจากการวิ่งขยับเล็กน้อยเมื่อเขาเริ่มยืดตัวคลายความเมื่อยล้า
เสียงรถมอเตอร์ไซค์ดังสนั่นหน้าบ้านมอส หรือที่เพื่อนๆ เรียกกันว่า ม้าขาว จอดรถก่อนเดินเข้ามา ปาล์มหันไปมองอย่างไม่แปลกใจนัก
ปาล์ม"กลับมาแล้วเหรอ หายไปหลายวัน นึกว่าโดนพวกกลุ่ม BIRDROCK อุ้มไปฆ่าทิ้งซะแล้ว" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แววตากลับคมกริบ
มอส"แล้วพวกมันจะอุ้มฉันไปฆ่าทำไมล่ะ" เขาตอบพลางถอดหมวกกันน็อควางบนโต๊ะมุมปากยกยิ้มอย่างกวนประสาท
ปาล์ม"ขายปืนเถื่อน ยาเสพติด อะไรที่ผิดกฎ ชอบนักนี่" ปาล์มเดินไปหยิบน้ำจากตู้เย็นดวงตายังจับจ้องมอสเหมือนจับผิด
มอส"ต่อให้โดนพวกมันจับได้ ฉันก็ไม่โดนทำอะไรหรอกนายน้อยคนสนิทของ BIRD ROCK เป็เพื่อนรักฉันเลยนะ ฉันน่ะเส้นใหญ่" เขาพูดพลางหัวเราะ ท่าทางเหมือนภูมิใจในความสัมพันธ์สีเทาๆของตัวเอง
ปาล์ม"ไอ้พวกเส้นใหญ่นี่แหละ ฉันฆ่ามาเยอะแล้ว" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบราวกับทุกคำที่พูดออกมาเป็เื่จริงที่หลุดมาจากประสบการณ์
มอส"นี่ขู่กันเหรอ" มอสหยุดหัวเราะจ้องหน้าปาล์มด้วยความสงสัย
ปาล์ม"เปล่านิ" เขายักไหล่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่ได้ใส่ใจแต่ั์ตาของเขากลับสะท้อนภาพของชายคนหนึ่งที่เคยผ่านการฆ่าและรอดชีวิตจากาในโลกมืดมาแล้ว
มอสหยุดพูดและยิ้มแห้งๆเขาเอนตัวลงนั่งบนโซฟา พลางถอนหายใจยาวเสียงในบ้านเงียบลงเหลือเพียงเสียงพัดลมที่หมุนเอื่อยๆ
มอส"พอดีระหว่างที่ฉันไปเที่ยว ฉันไปรู้อะไรน่าสนใจมานะ..." เขาเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงลึกลับแต่เมื่อเห็นปาล์มเงียบ ไม่แม้แต่จะมองหน้า เขาอดไม่ได้ที่จะย่นคิ้ว
มอส"นี่ แกฟังฉันอยู่ไหมวะ"
ปาล์ม"ฟังอยู่" ปาล์มตอบเรียบๆ โดยไม่ได้หันมองเขาเปิดขวดน้ำดื่มหนึ่งอึกก่อนวางมันลง
มอส"ฉันมีอะไรอยากให้แกช่วย งานนี้น่ะอาจทำเงินให้เราได้หลายล้านเลย เยอะจนฉันจะสบายไปทั้งชาติเลยล่ะ! และแน่นอนแกก็ด้วย" มอสยิ้มกว้าง ราวกับคาดหวังให้ปาล์มตื่นเต้นไปกับเขา
ปาล์ม"ฉันไม่้าเงินหรอก แกก็รู้ว่าฉันเป็ยังไง" น้ำเสียงนิ่งๆของปาล์มเหมือนกระแทกอารมณ์ของมอสให้ชะงัก
มอส"งั้นแกอยากได้อะไรก็บอกฉันสิ ฉันซื้อให้ได้หมดเลย" มอสพูดเร็วๆคล้ายกับกลบเกลื่อนความผิดหวัง
ปาล์มหันมามองหน้าเขาช้าๆเหมือนอ่านความคิดของมอสออก
ปาล์ม"แล้วงานนั้นคืออะไรล่ะ"
มอส"ขโมยยังไงล่ะ" น้ำเสียงของเขาเบาลงเล็กน้อยแต่แววตายังเต็มไปด้วยความท้าทาย
ปาล์ม"ให้ฉันเนี้ยนะไปขโมย" ปาล์มถามเสียงเรียบ
มอส"ใช่แล้ว เพราะสิ่งที่เราต้องขโมยคือ BioLink จากบริษัทเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Kittitach" มอสพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ราวกับ้าย้ำว่านี่ไม่ใช่แค่เื่เล่นๆ
ปาล์ม"แล้วทำไมต้องเป็ฉันล่ะ" เขาเลิกคิ้วถาม
มอส"เพราะ Kittitach น่ะเป็บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก!เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโคตรแ่าฉันคิดยังไงก็คิดไม่ออกถึงวิธีที่จะเข้าไปขโมยได้ นอกเสียจาก...เราจะวางแผนให้แกบุกเข้าไป ส่วนพวกเราจะคอยสนับสนุนแกอยู่เื้ั"
ปาล์มหรี่ตามองมอสด้วยความสงสัย “แล้ว Kittitach ที่ว่าอยู่ที่ไหนล่ะ"
มอสยิ้มเล็กน้อย"กรุงเทพมหานคร"
ปาล์มหยุดชะงักเมื่อได้ยินข้อเสนอของมอสเขาหายใจเข้าลึก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบและเด็ดขาด"เื่ขโมยของนี่มันไม่ใช่แนวฉันเลย ฉันไม่เอาด้วยหรอก"
มอสขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ยังคงรอยยิ้มที่มุมปาก "แกไม่รู้หรอกว่าBioLink นั่นน่ะ มันอาจขายในตลาดมืดได้ถึง หนึ่งล้านล้านบาท เลยนะ"
ปาล์มยังคงสีหน้าเรียบเฉยราวกับตัวเลขที่มอสพูดไม่มีความหมายใดๆ กับเขา "ฉันไม่้าเงินหรอก"
มอสถอนหายใจแต่สายตาของเขาแฝงด้วยความเข้าใจ
มอส"เพราะ กรุงเทพ ใช่ไหม แกไม่อยากกลับไปที่นั่นใช่หรือเปล่า"
ปาล์มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบน้ำเสียงเริ่มหนักแน่นขึ้น "ก็บอกแล้วไงว่าไม่้าเงิน...แต่ที่นั่นก็มีส่วนด้วย"
มอสพยักหน้าเล็กน้อยราวกับเขาเดาไว้อยู่แล้ว
มอส"อืม ก็เข้าใจอยู่นะ แกรู้ไหม หลังจากที่พวกกลุ่ม BIRDROCK ก่อา ในแถบภาคใต้ที่เราอยู่น่ะมีคนมากมายที่อดอยากเพราะไม่มีเงินไปซื้ออาหารเลยบางทีเงินพวกนั้นอาจช่วยพวกเขาได้หลายคนเลยนะ"
ปาล์มหัวเราะแห้งๆราวกับความคิดนั้นเป็เื่ไกลตัว
ปาล์ม"ฉันฆาตกรนะ ไม่ใช่ฮีโร่ไม่มีความจำเป็ต้องเห็นใจพวกเขาอยู่แล้ว"
มอสยิ้มบางๆก่อนจะมองปาล์มด้วยสายตาอ่านทะลุความคิด
มอส"คิดว่าฉันดูแกไม่ออกรึไง ฉันรู้นะว่าแกเคยแอบขโมยเงินฉันไปซื้อของกินให้พวกคนไร้บ้าน"
คำพูดของมอสทำให้ปาล์มชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเขาจะหันไปมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบนิ่ง
ปาล์ม"เงินที่ได้มาจากงานสกปรก ฉันแค่เอาไปสร้างประโยชน์ให้"
มอสหัวเราะในลำคอก่อนตบบ่าปาล์มเบาๆ "ถ้าอย่างนั้นตัดสินใจได้แล้วก็บอกฉันนะ ฉันจะรอฟัง" มอสหันหลังเดินไปทิ้งให้ปาล์มยืนอยู่ในความเงียบกับความคิดที่หนักอึ้งในใจ...
ท้องฟ้าปกคลุมด้วยความมืดสลัวดวงดาวพราวระยิบระยับเหนือถนนที่เงียบสงัดไฟถนนกระพริบเป็จังหวะสร้างแสงสว่างอ่อนๆ ในบรรยากาศที่ดูเหมือนจะสงบแต่กลับแฝงความอันตรายไว้
ชายสองคนในโม่งดำจอดมอเตอร์ไซค์อยู่ริมถนนใต้ไฟสลัวพวกเขายืนรอเงียบๆ ในท่าทางที่ตึงเครียด แสงไฟหน้ารถยนต์ปรากฏขึ้นจากที่ไกล
ชายทั้งสองสตาร์ทรถเตรียมพร้อมสำหรับบางอย่างที่วางแผนไว้ พอรถยนต์เคลื่อนเข้ามาใกล้ พวกเขาขับมอเตอร์ไซค์ตัดหน้ารถและจอดบังไว้กลางถนนทันที
โจร A"หยุดรถ" เสียงะโดังก้องไปพร้อมกับปืนที่เล็งไปยังคนขับ
ในรถยนต์คันนั้นสามีจับพวงมาลัยแน่น ภรรยาสะดุ้งกลัว ลูกน้อยในเบาะหลังเริ่มร้องไห้สามีตัดสินใจดื้อรั้น เขาเหยียบคันเร่งพุ่งไปข้างหน้าในเสี้ยววินาทีที่ไม่อาจลังเล
เสียงชนดังสนั่นโจร Bถูกชนลอยตัวไปติดบนฝากระโปรงหน้ารถ ขณะที่โจร A ะโหลบไปอีกทาง
โจร Bไม่ปล่อยให้สถานการณ์รอดพ้นจากการควบคุม เขากระชากปืนขึ้นเล็งไปที่คนขับและลั่นไกอย่างไร้ความปรานี
ปัง!ปัง! ปัง!
ะุทะลุเข้าร่างชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยร่างของเขาฟุบลงพร้อมกับรถที่เสียหลัก ก่อนจะพุ่งชนต้นไม้อย่างรุนแรง
เสียงกรีดร้องของภรรยากับลูกน้อยดังขึ้นท่ามกลางซากความโศกเศร้าภรรยากอดลูกแน่น น้ำตาอาบแก้ม เธอสะอื้นไห้ด้วยความหวาดกลัว
โจร Aวิ่งเข้ามาหาเพื่อนของเขาและช่วยพยุงลงจากฝากระโปรง "เป็ไรมากไหมเพื่อน"
โจร B"แม่งเอ้ย ไม่คิดว่ามันจะพุ่งชนแบบนี้เลย โคตรเจ็บเลย" เขากุมร่างตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยช้ำความโกรธแค้นฉายชัดในน้ำเสียง
ในรถภรรยาที่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวพยายามรวบรวมความกล้าเธอยกมือไหว้และพูดเสียงสั่น "ได้โปรด...จะเอาอะไรก็เอาไปเถอะค่ะ แต่อย่าทำร้ายฉันกับลูกเลย..."
โจร Aเดินเข้ามาโกยทรัพย์สินมีค่าภายในรถอย่างเร่งรีบ ทั้งกระเป๋าเงินโทรศัพท์มือถือ และเครื่องเพชร เขาเหลือบมองผู้หญิงที่ยังคงกอดลูกน้อยไว้แน่นน้ำตาของเธอไหลอาบแก้ม
โจร A"ขอโทษนะคุณผู้หญิง...พวกเราไม่ได้ตั้งใจให้เกิดการสูญเสียแบบนี้เลย เราแค่จะมาดักปล้นพวกคุณไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าสามีคุณ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนพยายามลดความรุนแรงในสถานการณ์
โจร B"แม่งเอ้ย! หัวเสียจริงๆ นี่ถ้ารถเหยียบฉันตายล่ะ จะทำยังไงเพราะมันเลย" เสียงของเขาแฝงความเดือดดาล ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ
โจร A"รู้แล้วว่านายหัวเสีย...แต่ช่วยนึกถึงจิตใจผู้หญิงในรถบ้างสิ" เขาเอ่ยเสียงเข้ม หันไปมองเพื่อนของเขา
โจร Bหันมามองผู้หญิงในรถ เธอมีผิวขาวซีดและงดงามแม้ในสภาพที่เต็มไปด้วยน้ำตาและความหวาดกลัว แววตาของเขาเปลี่ยนไปกลายเป็ความโลภและความใคร่ที่แฝงอยู่
โจร B"จะปล่อยเธอไปก็เสียดายนะ... ขอลองชิมสักหน่อยเถอะ" เขาเดินเข้าไปคว้าร่างผู้หญิงในรถน้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
ภรรยา"ไม่... ไม่เอานะ! ได้โปรดเถอะ" เธอร้องไห้สะอื้น
โจร Aรีบเข้ามาดึงโจร B ออกด้วยแรงทั้งหมด
โจร A"หยุดเดี๋ยวนี้ เธอเพิ่งเสียสามีไปนะและลูกเธอก็อยู่ด้านหลัง"
โจร B"แล้วไงล่ะ ใครจะสนกัน" เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
โจร Aจ้องหน้าเพื่อนของเขาอย่างจริงจัง น้ำเสียงของเขาหนักแน่น
โจร A"ฟังฉันนะ... เธอเจออะไรมาเยอะแล้ว ปล่อยเธอไปซะ"
โจร B"มึงเป็เหี้ยอะไรวะ เราเป็โจรนะ จะมาสงสารพวกมันทำไม" เสียงของเขาดังขึ้น พร้อมกับแรงผลักจากความโกรธ
โจร Aยืนนิ่ง ตัดสินใจอยู่ในใจว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากันสายตาของเขาหันไปมองเด็กที่นั่งอยู่เบาะหลังเด็กคนนั้นตัวสั่นและมองทุกอย่างด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจแต่เต็มไปด้วยความกลัว...
โจร A"นี่มันไม่ได้อยู่ในแผน ถ้าเราไม่รีบหนีตอนนี้ แล้วพวกBIRD ROCK มาเจอเข้า เราตายกันแน่" เขาเอ่ยเสียงเครียดพลางมองรอบๆ ด้วยความระแวง
แต่แทนที่โจร Bจะฟัง เขากลับยกปืนขึ้น เล็งไปที่หน้าอกของโจร A ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
โจร B"ช่างแม่งดิ ทุกวันนี้มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายฉันขอสนุกบ้างเถอะ"
โจร Aหันมามองเพื่อนด้วยแววตาใ ก่อนพยายามตั้งสติ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"นี่มึงจะยิงกูเหรอ กูคือคนที่ช่วยมึง!สอนมึงให้เอาตัวรอดในที่ที่อดอยากแบบนี้นะ"
โจร Bแสยะยิ้ม มือที่ถือปืนยังคงมั่นคง "ก็ใช่ไง...มึงเป็คนชวนกูมาทำเื่แบบนี้เอง กูจะทำอะไรมึงต้องยอมรับให้ได้สิ"
บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งเสียงสะอื้นของผู้หญิงในรถและเสียงร้องของเด็กน้อยแทรกเข้ามาแต่โจรทั้งสองไม่ได้สนใจ ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาทวีความรุนแรงขึ้น
โจร Aค่อยๆ ขยับมือไปที่เข็มขัดของตัวเองเพื่อเตรียมป้องกันตัวขณะพยายามเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง "มึงตั้งสติก่อน โว้ยเื่นี้มันจะทำให้เราตายกันหมด"
โจร B"กูไม่แคร์ ถ้าเป็แบบนี้ กูขอตายแบบสะใจดีกว่า"
ในขณะที่โจรสองคนกำลังทะเลาะกันเสียงะโดังขึ้นจากที่ไกลๆ
เสียงปริศนา"เห้ยยยย"
โจรทั้งสองหันไปตามเสียงแสงไฟสีน้ำเงินวาบขึ้นจากความมืด มันไม่ได้มาจากรถตำรวจแต่มาจากใครบางคนที่กำลังก้าวเดินอย่างมั่นคง
โจร B"นั่น... กลุ่ม BIRD ROCK เหรอ"
โจร A"ไม่... ไม่ใช่... นั่นมัน PALMER46" เสียงของเขาสั่นเครือทันทีที่เอ่ยชื่อ
ร่างของPALMER46 ก้าวออกมาจากเงามืด ดวงไฟสีน้ำเงินที่เด่นชัด
โจร A"หนีเถอะ"
โจร B"แกบ้ารึเปล่า หมอนั่นมีค่าหัวตั้ง 30 ล้านถ้าเราจัดการเขาได้ เรารวยจนไม่ต้องมาทำเื่เลวๆ แบบนี้อีกเลย"
โจร A"ไม่มีทางไหวหรอก"
แต่โจร Bไม่ฟัง เขายกปืนขึ้นเล็งไปที่ PALMER46 ก่อนจะทันได้ลั่นไกเสียงปืนของ PALMER46 ก็ดังก่อน
ปัง!
ะุเจาะเข้ากลางหน้าผากของโจรBร่างของเขาล้มลงกับพื้นในทันที เืไหลเจิ่งนอง โจร A มองเพื่อนร่วมทางที่ตายไปต่อหน้าตัวเองด้วยความใจนตัวสั่น
เขาหันหน้ากลับไปและพบว่าPALMER46 ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วใกล้จนเขารู้สึกถึงแรงกดดันที่เหมือนูเาทับ
PALMER46 ยกมีดขึ้น ควงมันอย่างชำนาญ ทิ้งประกายเย็นะเืในอากาศเขาเตรียมปาดคอของโจร A ทันที
หญิงสาวในรถ"อย่า ได้โปรด เขาไม่ใช่คนไม่ดี" เสียงะโของเธอดังออกมาจากรถดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตาและความหวาดกลัว
PALMER46 หยุดมือไว้กลางอากาศ ดวงตาคมกริบใต้ฮูดมองตรงไปที่หญิงสาวน้ำเสียงของเธอเหมือนสะกิดบางอย่างในใจเขา
โจร Aยังคงยืนตัวแข็ง ช็อกจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เขาเผชิญหน้ากับความตายที่อยู่ตรงหน้าอย่างใกล้ชิดที่สุด
PALMER46 ค่อยๆ ลดมีดลง สายตาเ็าของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของโจร A
PALMER46 ยืนนิ่งก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวในรถด้วยน้ำเสียงเ็า "ทำไมถึงห้ามฉันล่ะ"
หญิงสาวยังคงกอดลูกน้อยไว้แน่นน้ำเสียงของเธอสั่นไหว "ชายคนนั้นพยายามช่วยฉันไว้...ในขณะที่อีกคนพยายามจะข่มขืนฉัน"
PALMER46 หันกลับไปมองโจร A ด้วยสายตาคมกริบ "เหรอ... แต่เขาก็มาปล้นเธอไม่ใช่เหรอ และเขาก็เป็สาเหตุที่ทำให้สามีเธอตายด้วย"
โจร Aทรุดตัวลงกับพื้น หยดเหงื่อไหลอาบข้างแก้มเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจ "ฉันขอโทษ...ฉันไม่อยากให้เกิดเื่แบบนี้ขึ้นเลย ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ..."
หญิงสาวมองไปที่PALMER46ด้วยน้ำตานองหน้า "ไม่ใช่เขา...ทั้งหมดเป็ฝีมือของอีกคนต่างหาก"
PALMER46 หันกลับไปหาโจร A อีกครั้ง น้ำเสียงของเขาหนักแน่น "แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ ปล่อยมันไปเหรอ ทำไมนายถึงต้องมาดักปล้นคนอื่นแบบนี้"
โจร Aสูดลมหายใจลึก พยายามตั้งสติและตอบด้วยความจริง
โจร A"นายเองก็คงจะรู้อยู่แล้วนิ... ั้แ่พวก BIRD ROCK ก่อา หลายสิ่งหลายอย่างก็พังลงไปการปกครองของพวกมันทำให้คนหลายล้านต้องอดอยาก... ฉันไม่มีทางเลือกจนต้องมาทำอะไรโง่ๆ แบบนี้... ฆ่าฉันเถอะ!ทั้งหมดมันเป็ความคิดของฉันเองที่มาดักปล้น ฉันคือต้นเหตุ!"
PALMER46 มองเขานิ่งๆ ก่อนที่เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แบบนั้นเองเหรอ... ถ้าแกอยากตายนัก ฉันจะไม่ฆ่าแกหรอก"
โจร Aเงยหน้ามองเขาด้วยความตกตะลึง "นี่จะปล่อยฉันไปเหรอ"
PALMER46 "ไม่ได้ปล่อย... แต่จะให้แกรับผิดชอบสิ่งที่แกก่อไว้ แกเห็นไหม? ครอบครัวนี้ต้องเสียสามีที่อาจเป็เสาหลักของบ้านไป หลังจากนี้แกต้องหาเงินมาชดใช้ให้เธอ ไม่ว่าจะวิธีไหนก็เื่ของแกแต่ถ้าฉันรู้เมื่อไหร่ว่าแกไม่ทำตามที่บอก ฉันจะตามฆ่าแกเอง"
น้ำเสียงของ PALMER46กดต่ำ หนักแน่นจนไม่มีที่ว่างให้การปฏิเสธ
โจร A"ขอบคุณ... ขอบคุณมาก ฉันจะทำตามที่บอก" เขารีบลุกขึ้นไปที่มอเตอร์ไซค์สตาร์ทรถและขับออกไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวในรถเก็บความกล้าเธอพาศพสามีขึ้นรถพร้อมลูกน้อย แล้วขับออกไปช้าๆ ทิ้งให้ PALMER46ยืนอยู่กลางถนนที่มืดมิด ไฟถนนสาดแสงอ่อนลงบนใบหน้าของเขา
เบื้องล่างร่างของโจร B ยังคงนอนแน่นิ่งเืที่ไหลนองพื้นสะท้อนแสงไฟเล็กน้อย
เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์อีกคันดังใกล้เข้ามาก่อนจะจอดนิ่งใต้แสงไฟถนน มอสก้าวลงมาด้วยท่าทีผ่อนคลาย"ปาล์ม... ว่าแล้วต้องเป็นาย"
ปาล์ม"มอสเหรอ มาทำอะไรแถวนี้"
มอสยักไหล่เล็กน้อยพลางมองไปรอบๆ ก่อนตอบ "ก็ได้ยินเสียงปืนเลยแวะมาดูหน่อย"
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ร่างไร้ิญญาของโจรBที่นอนนิ่งบนพื้น เืแห้งติดอยู่ข้างปืนในมือของมันมอสหัวเราะเบาๆ
มอส"ไอ้หมอนี่... คนที่เพิ่งมาซื้อปืนจากฉันไปเองนี่"
ปาล์มหันมามองมอสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ"รู้ไหมว่าอาวุธและยาเสพติดที่นายขาย มันทำร้ายคนไปมากแค่ไหน"
มอสยิ้มเล็กน้อยสีหน้าของเขาไม่สะทกสะท้าน
มอส"รู้สิ... ก็ตราบใดที่ยังมีคนซื้อ ฉันก็จะขายต่อไป และอีกอย่างเงินพวกนี้ ฉันเองก็เอามาให้นายเหมือนกันนี่"
ปาล์ม"แล้วรู้ไหมฉันต้องมาตามจัดการไอ้พวกลูกค้านายอยู่เป็ประจำ"
มอสยกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ "ก็ในพื้นที่เถื่อนแบบนี้ คนพวกนี้ต้องใช้อาวุธและยาเพื่อตัวรอดตราบใดที่พวกเขายังอดอยากและไม่มีทางเลือก"
ปาล์มหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งดวงตาของเขามองตรงไปที่มอส "นายว่า...ไอ้ที่เราจะไปขโมยกัน มันจะขายได้เท่าไหร่นะ"
มอสหัวเราะในลำคอก่อนตอบอย่างมั่นใจ "BioLink เหรอ ก็ประมาณ...1 ล้านล้าน มั้ง"
ปาล์มพยักหน้าเล็กน้อยสายตาของเขาเปลี่ยนไป "มากพอที่จะช่วยคนได้เยอะเลย..."
มอสยิ้มกว้างท่าทีที่ดูเหมือนจะรอคำนี้จากปาล์ม "ตัดสินใจได้แล้วสินะ"
ปาล์ม"อืม"
มอสหันกลับไปที่รถยนต์ของเขาพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น "พรุ่งนี้เช้า... เราจะออกเดินทางกัน"
ณ กรุงเทพกรุงเทพมหานครตึกบริษัท Kittitach
ที่ตึกสูงระฟ้ากลางกรุงเทพมหานครอาคารของ Kittitach ดูโดดเด่นท่ามกลางแสงไฟยามค่ำคืนแต่เื้ัความงดงามนั้นคือความลับที่ดำมืด
ในชั้นบนสุดของตึกดอกเตอร์ศิริรัตน์ หรืออีกชื่อ ฝน ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และวิทยาศาสตร์ประสาทกำลังซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของห้องวิจัย เธอกำแท่งเหล็กในมือแน่นดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เธอถูกลักพาตัวโดยKittitach บริษัทที่มีเส้นสายลึกล้ำกับรัฐบาลและใช้อำนาจเงินซื้อความเงียบของเ้าหน้าที่รัฐไม่มีใครสนใจชะตากรรมของเธอ ไม่มีใครคิดจะช่วยเหลือ ฝนถูกบังคับให้พัฒนาเทคโนโลยี BioLinkที่อาจเปลี่ยนอนาคตของโลก แต่เธอไม่ยอมจำนน
เสียงฝีเท้าดังก้องในโถงทางเดินโปร ซีอีโอของ Kittitach เดินมาพร้อมลูกน้องที่ถือถาดอาหารสำหรับฝนเมื่อมาถึงหน้าประตูห้องวิจัยเขาพบกับเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่
เ้าหน้าที่"สวัสดีครับท่าน" ทั้งสองยืนตรงทำความเคารพโปรพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะออกคำสั่ง
โปร"เปิดประตู"
หนึ่งในเ้าหน้าที่กดสวิตช์ระบบล็อคแม่เหล็กส่งเสียงดังเบาๆ ก่อนประตูเลื่อนเปิดออก โปรก้าวเข้าไปอย่างมั่นใจลูกน้องที่ถือถาดอาหารเดินตามเขาเข้าไป
ภายในห้องวิจัยดูเหมือนว่างเปล่าโต๊ะทดลองถูกจัดไว้อย่างเป็ระเบียบ แต่ไม่มีวี่แววของฝน
โปร ยืนอยู่กลางห้องเขากวาดตามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าที่เริ่มไม่พอใจ "ได้เวลาอาหารแล้วเลิกเล่นเกมบ้าๆ ของเธอ และออกมาได้แล้ว"
เสียงของเขาดังสะท้อนในห้องวิจัยเงียบสงัดฝนยังคงซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด แท่งเหล็กในมือของเธอกระชับแน่นขึ้นเธอสูดลมหายใจเข้าอย่างเงียบเชียบ
ฝนสูดลมหายใจลึกเธอกระชับแท่งเหล็กในมือแน่น ก่อนจะฟาดมันใส่ลูกน้องของโปรอย่างเต็มแรงจนเขาล้มลงกับพื้นเธอผลักอีกคนล้มไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว และออกวิ่งหนีไปทันที
โปร ถอนหายใจยาวสีหน้าของเขาไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย "เมื่อไหร่จะเลิกทำเื่โง่ๆแบบนี้นะ..."
ลูกน้องของโปรที่ยังพอได้สติรีบยกมือขึ้นกดหูฟัง ส่งเสียงรายงานทันที "ดอกเตอร์ศิริรัตน์พยายามหนีอีกแล้วจับตัวเธอไว้"
เสียงรายงานดังไปยังระบบสื่อสารของทีมรักษาความปลอดภัยทั่วตึกฝนวิ่งไปตามทางเดินแคบๆ ของตึก Kittitach หัวใจของเธอเต้นรัวเธอมองหาทางออกขณะที่เสียงฝีเท้าของเ้าหน้าที่เริ่มดังใกล้เข้ามา
เมื่อถึงทางแยกเธอตัดสินใจเลี้ยวไปทางขวา แต่ทันทีที่เลี้ยวเธอก็พบกับกลุ่มคนของโปรที่กำลังวิ่งมาจากอีกฝั่ง ฝนเบิกตากว้างก่อนจะหันหลังกลับและวิ่งไปอีกทาง แต่เมื่อไปถึง เธอก็ต้องหยุดกะทันหันเพราะเส้นทางนั้นก็ถูกปิดกั้นโดยคนของโปรเช่นกัน
ฝนกำหมัดแน่นเธอกลั้นใจและพุ่งตัวไปข้างหน้า หวังจะฝ่าออกไปแต่แรงของเธอไม่อาจสู้กับพวกเขาได้เลย พวกเ้าหน้าที่คว้าตัวเธอไว้แน่น
...ในห้องวิจัย
โปรนั่งไขว่ห้างอยู่ที่เก้าอี้ในห้องวิจัยของฝนขณะคนของเขาลากฝนกลับเข้ามา โปรไม่ได้มองเธอทันทีเขาจดจ่ออยู่กับเอกสารที่แสดงความคืบหน้าของโครงการ BioLink
เมื่อฝนถูกดันกลับมานั่งบนเก้าอี้โปรจึงละสายตาจากเอกสารและพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน"เมื่อไหร่เธอจะเลิกทำเื่โง่ๆ อย่างการหนีสักที? เธอควรตั้งใจสร้าง BioLink ให้ฉันนะ"
ฝนเงยหน้ามองโปรดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง "ฉันไม่ได้้าจะสร้างมันสักหน่อยแกมันไอ้สารเลว"
โปร ยืนจ้องฝนด้วยสีหน้าราบเรียบแต่แฝงด้วยความเยือกเย็น เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่คำพูดของเขาเหมือนโซ่ตรวนที่พันธนาการฝนไว้ "ก็บอกแล้วไงถ้าหากเธอสร้างมันสำเร็จสมบูรณ์ ฉันจะปล่อยเธอไป"
ฝนเงยหน้าขึ้นน้ำตาแห่งความโกรธเคืองและสิ้นหวังเริ่มคลอในดวงตา "ก็บอกไปแล้วไงว่าฉันทำได้แค่นี้จริงๆ"
โปรหัวเราะเบาๆก่อนจะเดินไปที่โต๊ะซึ่งวางต้นแบบ BioLink Betaที่ฝนสร้างขึ้น
โปร"ทำได้แค่นี้เหรอ เธอนะคือคนเก่ง ฉลาด มีความสามารถเพราะแบบนี้ไงฉันถึงเลือกเธอมาทำงานนี้"
ฝน"แกบังคับให้ฉันมาทำงานบ้านี่ ฟังฉันนะ การสร้างBioLink ของแก ฉันทำให้ไม่ได้หรอกวิทยาการของโลกเรายังไม่ถึงขั้นนั้น"
โปรหยุดอยู่ตรงหน้าBioLinkBeta เขาเอื้อมมือไปแตะมันเบาๆดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความหลงใหล "แต่เธอก็ทำไปแล้ว..."
ฝน"ฉันพยายามแล้ว แต่ฉันไม่สามารถปรับให้มันเข้ากับมนุษย์ได้ถ้าจะใช้จริงๆ คนที่ใช้มันจะเริ่มจาก..." เธอหยุดหายใจลึกก่อนบรรยายต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ฝน"อาการปวดหัวรุนแรง จากนั้นจะเริ่มวิกลจริตเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตทั่วร่างกาย ตามด้วยอาการเกร็งชักกล้ามเนื้อบิดตัวด้วยความเ็ป เส้นเืภายในเริ่มแตกทำให้เกิดเืไหลในร่างกาย จากนั้นเืจะไหลออกจากปาก หู จมูก ตาหัวใจจะเต้นผิดปกติจนเหมือนจะะเิ และในที่สุด ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตภายในไม่เกิน 1 ชั่วโมง"
เธอหยุดไปชั่วครู่เสียงของเธอสั่นไหวเมื่อพูดถึงสิ่งที่เลวร้ายที่สุด "ก่อนที่พวกเขาจะตาย...พวกเขาจะต้องผ่านการทรมานทางร่างกายและจิตใจจากอาการหลอนจนไม่สามารถทนได้..."
โปรฟังคำอธิบายโดยไม่สะทกสะท้านราวกับสิ่งที่เธอพูดเป็แค่ปัญหาทางเทคนิค "เธอก็ทำจนเกือบสำเร็จแล้วนี่เหลือแค่ปรับให้มันเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้..."
ฝนกัดฟันแน่นน้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม "ก็บอกว่ามันทำไม่ได้ไง!แกขังฉันอยู่กับงานบ้าๆ นี่มานานมากแล้วนะ! ได้โปรดเถอะ... ปล่อยฉันไป"
โปรหัวเราะเบาๆก่อนจะหันมามองฝนด้วยสายตาที่ไร้ความปรานี "ไม่...จนกว่า BioLink จะเสร็จสมบูรณ์ เธอต้องอยู่ที่นี่ทำงานนี้ให้เสร็จ ไม่ว่าจะอีก 1 ปี 10 ปีหรือตลอดทั้งชีวิตของเธอ ชีวิตของเธอเป็ทรัพย์สินของฉันแล้ว"
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบขณะพูดต่อ"รัฐบาลและผู้มีอำนาจในทุกสายงานสนับสนุนฉันเต็มที่ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก"
คำพูดนั้นเหมือนมีดที่แทงลึกเข้าไปในจิตใจของฝนเธอทรุดตัวลงกับพื้น น้ำตาไหลพราก หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ฝน"ก็บอกว่าฉันทำมันไม่ได้ไง ฉันพยายามแล้ว ฉันไม่อยากใช้ชีวิตทั้งชีวิตในห้องวิจัยบ้านี่...ได้โปรด... ใครก็ได้... ช่วยฉันที..."
เสียงของเธอสะท้อนในห้องวิจัยที่เงียบงันไม่มีคำตอบใดจากใคร... เธอได้แต่หวังลึกๆ ว่าใครสักคนจะมาปลดปล่อยเธอจากนรกนี้...
แสงแดดอ่อนๆของเช้าวันใหม่ส่องผ่านหมอกบางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งในอากาศ ปาล์ม เปิดประตูรถและนั่งลงที่เบาะข้างคนขับมอส สตาร์ทรถด้วยความมั่นใจ ก่อนจะเหยียบคันเร่งและพารถออกไปตามถนนที่ขรุขระ
เส้นทางจาก สุราษฎร์ธานีเริ่มต้นจากพื้นที่ที่ถูกทำลายด้วยา เศษซากอาคารที่พังลง ทุ่งรกร้างและสภาพแวดล้อมที่แฝงไปด้วยความสิ้นหวัง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็ป่าเขียวขจีบ้านเรือนเรียบง่าย และความสงบสุขที่ดูเหมือนจะเป็คนละโลก
มอส เหลือบมองปาล์มที่มีสีหน้าเบื่อหน่ายนั่งเงียบมาตลอดทาง"มีอะไร ทำอย่างกับฉันบังคับให้นายมา คิดซะว่ามาเที่ยวสิสนุกกับมันหน่อย"
ปาล์ม ถอนหายใจยาวก่อนตอบน้ำเสียงแฝงความกังวล "พอนึกถึงที่นั่นแล้ว...มันทำให้นึกถึงอดีตนะ ฉันกลัวความรู้สึกนั้น"
มอสหัวเราะเบาๆสีหน้าดูไม่แปลกใจ "คนอย่างนายกลัวเป็ด้วยเหรอจริงสิ... นายทำเื่ไว้ที่นั่นเยอะนี่ พวกรัฐบาลกับตำรวจก็อยากจับนายใจจะขาดแต่จะเปลี่ยนใจไม่ไปตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะ"
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดินความมืดค่อยๆ คลืบคลานเข้ามา มอสขับรถเข้ามายังเขตนอกเมืองบรรยากาศรอบข้างเริ่มเงียบสงบ แต่ก็ดูไม่ปลอดภัยเท่าไร รถมาจอดที่หน้า คฤหาสน์ร้างหลังหนึ่ง โครงสร้างที่เคยยิ่งใหญ่ถูกไฟเผาไหม้จนเหลือแต่ซากเต็มไปด้วยรอยะุและร่องรอยของการต่อสู้
ปาล์ม มองออกไปยังตัวคฤหาสน์ก่อนพูดเรียบๆ "ที่นี่แหละ"
มอสมองไปรอบๆอย่างสงสัย ก่อนจะหันมาถาม "คฤหาสน์ร้าง นายจะมาทำอะไรที่นี่"
ปาล์ม หันมามองมอสด้วยสายตานิ่งก่อนพูดสั้นๆ "รออยู่ในรถนะ ห้ามตามมา ฉันมีธุระนิดหน่อย"
มอสยักไหล่ท่าทีไม่ใส่ใจมากนัก ก่อนจะเอนตัวลงนั่งในรถ ปาล์มเดินไปที่ประตูคฤหาสน์ร้างร่างของเขาดูเงียบขรึม ขณะที่สายลมเย็นๆ พัดผ่านอย่างแ่เบา
ภายในคฤหาสน์เต็มไปด้วยซากความทรุดโทรมเศษกระจกแตก เฟอร์นิเจอร์เก่าและไหม้เกรียมบันไดที่เคยงดงามบัดนี้เหลือเพียงโครงที่หักพัง ปาล์มก้าวเดินไปช้าๆเสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบ
ทันทีที่เขามองไปที่บันไดความทรงจำจากอดีตพลันปรากฏขึ้นภาพและเสียงของ่เวลาที่มีความสุขวาบผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มเสียงหัวเราะ ความรักที่เขาเคยมี ภาพคนที่เขาเคยปกป้อง และคนที่เคยพึ่งพาเขาทุกอย่างผ่านไปเหมือนพายุ ก่อนจะจบลงที่ภาพของความตายและความสูญเสีย
ภาพอดีต เืรอยะุบนกำแพง เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเ็ปและความโกรธทุกคนที่เขารักต้องจากไปต่อหน้าต่อตา
ปาล์มยืนนิ่งใบหน้าไร้อารมณ์ แต่ดวงตาของเขาสะท้อนความเ็ปที่ซ่อนอยู่ลึกในใจ
มอส ไม่ได้อยู่ในรถตามที่ปาล์มบอกเขาเดินเข้ามาเงียบๆ พร้อมจุดบุหรี่ไว้ในปากเขามองปาล์มที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังใบหน้าของปาล์มดูนิ่งจนเหมือนไร้ความรู้สึก "เ้าของที่นี่ต้องเป็พวกรวยมากแน่ๆ"
ปาล์มยังคงเงียบหลังจากที่มอสพูดจบแต่ไม่นานใบหน้าของเขาก็เริ่มแสดงอาการที่มอสไม่เคยเห็นมาก่อนกล้ามเนื้อที่แข็งกร้าวกลับคลายลง น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากดวงตาที่เคยนิ่งสงบร่างที่เคยดูเข้มแข็งสั่นไหว ราวกับความเ็ปทั้งหมดที่เขาเก็บไว้กำลังหลุดพ้น"ก็บอกแล้วไงว่าอย่าตามมา"
เสียงของเขาสั่นเครือก่อนจะเริ่มสะอื้นเหมือนเด็กน้อยที่เสียการควบคุมอารมณ์
มอสยืนอึ้งไปชั่วครู่ภาพนักฆ่าผู้โเี้ที่มีค่าหัวถึง 30 ล้านบาทตอนนี้กลับดูเปราะบาง น้ำตาของเขาไหลพรากจนมอสแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง"ที่นี่เองสินะ... ที่ที่นายเคยเล่าให้ฉันฟัง"
ปาล์มสะอื้นเงียบๆเขาไม่ได้ตอบในทันที แต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาหันมามองมอสด้วยความขุ่นเคือง"กลับไปที่รถเถอะ... ฉันขออยู่คนเดียวสักพัก"
มอสถอนหายใจเล็กน้อยสีหน้าของเขาแสดงออกถึงความเข้าใจ แต่ก็ยังเป็ห่วง "นายดูไม่เหมาะจะปล่อยให้อยู่คนเดียวหรอกนะ...ที่นี่เป็ที่ที่นายเคยอยู่กับคนรักที่ชื่อ อาย ใช่ไหม? ไม่สิ... ถ้าเป็คฤหาสน์หลังนี้ ต้องเป็คนที่ชื่อ เจน"
คำพูดของมอสเหมือนกรีดลึกเข้าไปในหัวใจของปาล์มเขาหันมาจ้องมอสด้วยแววตาเ็ปและโกรธเคือง "เงียบซะแล้วกลับไปที่รถ... เดี๋ยวฉันจะรีบตามไป"
มอสมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "ก็ได้..."
เขาหมุนตัวเดินกลับไปที่รถทิ้งให้ปาล์มยืนอยู่ลำพังในคฤหาสน์ร้างที่เต็มไปด้วยอดีตอันแสนเ็ป
เสียงฝีเท้าของมอสค่อยๆห่างออกไป ปาล์มทรุดตัวลงกับพื้น น้ำตายังคงไหลไม่หยุดขณะที่ความทรงจำของคนรักที่จากไปยังคงวนเวียนในใจของเขา...
ปาล์มเดินเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเศษซากปรักหักพังห้องที่ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่กับ เจน เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบแต่ทันใดนั้น ชายคนไร้บ้านคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากมุมห้อง พร้อมไม้ในมือหวังจะโจมตีปาล์ม
ปาล์มเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วก่อนจะยกขาขึ้นถีบชายคนนั้นจนล้มกระเด็นไปกับพื้น เขาหยิบมีดออกมาทันทีเตรียมจัดการอีกฝ่าย
แต่ในจังหวะที่เขาหันไปดวงตาของเขาเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กอดลูกน้อยอยู่มุมห้องเด็กน้อยร้องไห้เสียงดังด้วยความใ ขณะที่ผู้หญิงคนนั้นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
ปาล์มชะงักน้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่แฝงด้วยความอ่อนโยน "เอาเถอะ... จะไม่ถามหรอกนะว่าทำไมมาอยู่ที่นี่ ไม่ต้องกลัวหรอกฉันไม่ได้มาทำร้ายพวกคุณ"
ผู้หญิงคนนั้นมองเขาด้วยแววตาที่ไม่มั่นใจขณะที่ปาล์มลดมีดลง "เดินขึ้นบันไดไปห้องตรงกลาง ลองไปหาอะไรที่จะพอขายได้ดู แล้วเอาเงินนั้นไปเริ่มต้นชีวิตใหม่"
คำพูดของเขาทำให้ผู้หญิงคนไร้บ้านน้ำตาคลอเธอพยักหน้าช้าๆ พร้อมกอดลูกแน่นกว่าเดิม
ปาล์มเก็บมีดกลับเข้าไปเดินออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรอีก
เมื่อปาล์มกลับมาถึงรถเขาเปิดประตูเข้าไปนั่ง มอส มองเขาด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ "ไปต่อได้แล้วล่ะ"
ปาล์มพยักหน้า"ไปสิ"
มอสสตาร์ทรถ ขณะขับออกไปเขาหันมามองปาล์มอีกครั้งด้วยรอยยิ้มกวนๆ"ครั้งแรกเลยนะที่เห็นนายร้องไห้เหมือนเด็กแบบนี้...แถมนายมัวร้องอยู่จนทำให้เราไปถึงช้าอีก"
ปาล์มหันมามองมอสเล็กน้อยน้ำเสียงของเขาเรียบเฉย "ไม่ใช่สักหน่อยฉันเจอคนไร้บ้าน... เลยให้สิ่งจำเป็พอให้พวกเขาอยู่ได้"
มอสหัวเราะในลำคอขณะพยักหน้า"ครับๆ เชื่อก็ได้... แต่เอาจริงนายมีหัวใจที่อ่อนโยนกว่าที่คิดนะเนี่ย"
ปาล์มไม่ได้ตอบเขามองออกไปนอกหน้าต่าง จ้องมองแสงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า
ณพัทยา ย่านธุรกิจมืด
ย่านธุรกิจมืดในพัทยา สว่างไสวด้วยแสงไฟนีออนหลากสี ถนนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ดนตรีดังสนั่นและกลุ่มคนทั้งไทยและต่างชาติที่สนุกสนานกันอย่างไม่สนใจโลก ร้านรวง บาร์และคลับเต็มไปด้วยผู้คน เสียงเรียกแขกดังแทรกเข้ามาจากทุกทิศทาง
มอส ขับรถเข้ามาจอดที่มุมหนึ่งของย่านนี้เขามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนจะพอใจ
ปาล์ม"เรามาทำอะไรกันที่นี่ ไหนบอกว่าจะไปขโมยอะไรนั่นที่กรุงเทพฯไง"
มอส หัวเราะเบาๆก่อนตอบ"เรา้าอุปกรณ์และทีม นายคงไม่คิดจะทำคนเดียวใช่ไหม อีกอย่าง...ที่นี่มันน่าสนุกออก ดูรอบๆ สิ"
ปาล์มหันไปมองรอบตัวแสงสีและความคึกคักที่รายล้อมดูขัดแย้งกับบรรยากาศเย็นเยียบในใจของเขา
ปาล์ม"เื้ัแสงสีเหล่านี้... คงจะมีพวกอะไรเทาๆอยู่เต็มไปหมด"
มอส"อย่าคิดมากนัก ฉันจะไปติดต่องานเดี๋ยวจะได้ทีมมืออาชีพมาช่วยเรา นายจะไปด้วยไหม"
ปาล์มมองมอสด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนส่ายหน้าเล็กน้อย "ไว้เดี๋ยวจะตามไป...นายไปก่อนเลย"
มอส พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ เขายกคอเสื้อขึ้นเล็กน้อยให้ดูทะมัดทะแมงก่อนจะเดินเข้าไปในตรอกที่เต็มไปด้วยบาร์และแสงไฟ ทิ้งให้ปาล์มอยู่ในรถ
มอสเดินลึกเข้าไปในย่านที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนทั่วไปสถานที่ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของพัทยา เต็มไปด้วยธุรกิจผิดกฎหมาย โสเภณี ยาเสพติดอาวุธเถื่อนและคนที่ดูเหมือนจะเป็มือปืนหรือนักฆ่าในคราบของนักดื่มที่กำลังนั่งหัวเราะกัน
มอสเดินเข้าไปในร้านเหล้าเล็กๆที่เต็มไปด้วยกลิ่นบุหรี่และเหล้า เสียงพูดคุยดังอื้ออึงบนผนังร้านนั้นมีใบประกาศจับของ PALMER46 ติดอยู่เด่นชัดพร้อมค่าหัวมหาศาลที่ดึงดูดสายตา
มอส มองไปที่ใบประกาศด้วยรอยยิ้มบางๆ"คนที่นี่คงอยากฆ่าเขามากน่าดู... หวังว่าเ้านั่นคงไม่ใส่ชุดนั้นมาที่นี่นะ"
เขาพูดเบาๆ กับตัวเองก่อนจะเดินไปที่บาร์สั่งเหล้าหนึ่งแก้วจากบาร์เทนเดอร์ แล้วโน้มตัวไปกระซิบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"ฉัน้าพบหัวหน้าของนาย"
บาร์เทนเดอร์พยักหน้ารับก่อนเดินหายเข้าไปด้านหลังผ่านไปไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับชายคนหนึ่ง
ชายคนนั้นดูธรรมดาผมยุ่งเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดเก่าๆ และมีรอยสักลายดุร้ายที่แขนเขามองมอสด้วยสายตาเ็า
มอส มองชายคนนั้นขึ้นๆลงๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "นี่มึงไปพาใครมาวะกูบอกว่า้าคุยกับ 'หัวหน้า' ของที่นี่"
บาร์เทนเดอร์ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ"ก็นี่แหละหัวหน้าผม"
ชายที่เพิ่งมาใหม่ยิ้มมุมปากก่อนพูดขึ้น"กูเองแหละ... หัวหน้างานที่นี่ มีอะไรก็ว่ามา"
มอสกลอกตาเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเบาแต่ชัดเจน
มอส"ไม่ใช่มึง... ที่กูอยากเจอคือ ออกญา"
คำว่า"ออกญา" ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงเล็กน้อย หัวหน้างานเลิกคิ้วก่อนหัวเราะเบาๆ
หัวหน้างาน"ออกญาไม่คุยกับคนอย่างมึงหรอก"
มอส ยืนพิงเคาน์เตอร์บาร์ด้วยท่าทีไม่ยี่หระก่อนพูดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา "ฉันมาติดต่อเื่งานนะ"
หัวหน้างาน มองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ค่อยสนใจ "แล้วได้นัดไว้ไหม"
คำถามนั้นทำให้มอสชะงักเล็กน้อย"เอ่อ... คือ..."
หัวหน้างาน แค่นเสียงหัวเราะในลำคอก่อนพูดต่อ "ถ้าไม่ได้นัดไว้ก็ให้พบไม่ได้หรอก"
มอสเริ่มมีอารมณ์เขาขยับตัวตรงขึ้น พูดสวนกลับอย่างไม่พอใจ "แล้วกูต้องนัดยังไงวะมีตู้กดบัตรคิวรึไง"
หัวหน้างาน"มึงอย่ากวนตีน กูไม่ว่างมาเล่นกับมึงหรอก"
มอสยกมือขึ้นเหมือนยอมแพ้แต่สายตายังเต็มไปด้วยความกวน
มอส"โอเคๆ งั้นขอนัดเจอตอนนี้... เดี๋ยวนี้เลย"
หัวหน้างาน ถอนหายใจหนักราวกับหมดความอดทน "ถ้าอยากเจอนางนายติดต่อผ่านฉันไม่ได้หรอก"
คำพูดนั้นยิ่งทำให้มอสหัวเสียเขาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง "อะไรของพวกมึงวะกูบอกว่า้าเจอเดี๋ยวนี้"
หัวหน้างาน มองเขาด้วยสีหน้ารำคาญเต็มทีก่อนพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ "ก็ได้วะ...น่ารำคาญจริงๆ จะลองให้ดูก็ได้"
มอสยิ้มเล็กน้อยสีหน้าแสดงความพอใจ "บอกไปว่า... ฉันคือม้าขาว"
คำพูดนั้นทำให้หัวหน้างานชะงักเล็กน้อยสายตาเริ่มเปลี่ยนไป เขามองมอสอย่างครุ่นคิดก่อนจะหันไปกระซิบบางอย่างกับบาร์เทนเดอร์ แล้วเดินหายไปหลังร้าน
มอสหยิบแก้วเหล้าขึ้นมาอีกครั้งจิบช้าๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
เสียงฝีเท้าดังก้องในร้านเหล้าเมื่อ ออกญา หญิงสาวรูปงามในชุดหรูหราก้าวเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ด 4คนที่ถืออาวุธครบมือใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและความมั่นใจ บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปทันที ผู้คนเริ่มเงียบลงและจับตามอง
มอส ยกแก้วเหล้าขึ้นพลางยิ้มบางๆก่อนเอ่ยทัก "ไง, ออกญา...ทำไมจะเจอเธอนี่มันยุ่งยากจริงๆ"
ออกญา หยุดเดินตรงหน้ามอสเธอมองเขาด้วยสายตาเฉียบคม ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเ็า"อย่ามาทำเป็สนิทกับฉันนะ ไหนล่ะ คนที่แกบอกว่าจะพามา?"
มอสยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อยพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "แน่นอน...ฉันพามาแล้ว"
ออกญา"ตอนนี้ฉันเห็นแต่แกนั่งโง่อยู่คนเดียว"
มอส"เดี๋ยวเขาก็มานะ ตอนนี้คงไปเที่ยวเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่ง"
คำตอบของมอสทำให้ออกญาขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
ออกญา"เสียเวลาจริงๆ แกทำให้ฉันเสียเวลาเปล่า"
มอสเอนตัวไปด้านหลังอย่างสบายๆก่อนพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ใจเย็นน่า...คนที่ฉันพามา เธอจะไม่ผิดหวังแน่นอน"
ออกญา หัวเราะเบาๆแต่แฝงไปด้วยความเยาะเย้ย "ผิดหวังเหรอ แกคิดว่าฉันไม่มีความสามารถหาคนเองหรือไงแกคงพาไอโง่ที่ไหนมาให้ฉันอยู่ดี เด็กๆ เอามันออกไปจากที่นี่"
บอดี้การ์ดคนหนึ่งพยายามเข้ามาจับตัวมอสแต่ก่อนที่เขาจะทันได้แตะตัว มอสชักปืนขึ้นมาเล็งไปที่บอดี้การ์ดด้วยความเร็ว"อย่าดีกว่า... คนที่ฉันพามาคือที่สุดแล้ว รอหน่อยสิ"
ออกญาแค่นเสียงในลำคอก่อนปรบมือเบาๆ
เสียงเก้าอี้ดังสนั่นในร้านเมื่อทุกคนลุกขึ้นพร้อมเล็งปืนไปที่มอสบรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลายเป็ิ่เหม่ต่อการปะทะ
ออกญา"กล้าเอาชีวิตแกมาเดิมพันไหมล่ะ แกทำให้ฉันเสียเวลามานานพอแล้ว"
มอสยิ้มบางๆแต่เหงื่อเริ่มซึมออกมาที่หน้าผาก เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความสงบ
มอส"ใจเย็นน่า... ถึงกับต้องฆ่ากันเลยเหรอ"
เสียงเข้มดังมาจากหน้าประตูร้านPALMER46 ยืนอยู่ในชุดอันเป็เอกลักษณ์ของเขา เสื้อฮูดสีน้ำเงินคลุมหัวหน้ากากไฟ LED สีน้ำเงินส่องประกายจากเงามืด
PALMER46 "คิดจะทำอะไรเพื่อนฉันนะ"
ทุกสายตาหันไปที่ประตูพร้อมกันบรรยากาศในร้านที่ตึงเครียดหยุดลงทันที
มอส"มัวไปทำอะไรอยู่วะ พวกนี้แม่งจะฆ่ากูอยู่แล้ว"
บรรดาบอดี้การ์ดและลูกน้องในร้านต่างเล็งปืนไปที่PALMER46ด้วยความตื่นตัว
PALMER46 "ก็แค่ไปดูรอบๆ มานะ"
เสียงพูดนิ่งๆของเขากลับทำให้ทุกคนในร้านรู้สึกถึงอำนาจที่แฝงอยู่
ออกญา มองปาล์มด้วยสายตาใก่อนจะพูดขึ้น "คนที่นายพามาคือPALMER46 เหรอ"
เธอหันไปทางลูกน้องและออกคำสั่งเสียงดัง
ออกญา"ทุกคนลดอาวุธ"
ทันใดนั้นทุกคนในร้านค่อยๆ ลดปืนลง พร้อมกับมอง PALMER46 ด้วยความเกรงกลัว
PALMER46 เดินตรงไปที่ออกญาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ออกญามองเขาก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าพร้อมพนมมือไหว้ด้วยท่าทีสำนึกผิด
ออกญา"ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ทำการต้อนรับอย่างดี"
มอสที่ยืนอยู่ข้างๆมองฉากตรงหน้าด้วยความงุนงง
มอส"นี่มันเื่เหี้ยอะไรวะ"
ออกญาไม่ได้สนใจคำถามของมอสเธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "ฉันขอโทษค่ะที่ไม่ได้ทำการต้อนรับอย่างดี ฉันไม่รู้ว่าคุณจะ..."
PALMER46 ยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้เธอหยุดพูด "ลุกขึ้นมาได้แล้วไม่ต้องทำแบบนี้ มันเกินไปแล้วนะ"
ออกญาค่อยๆลุกขึ้นยืน แต่สายตาของเธอยังคงแสดงถึงความนอบน้อม "ไม่เกินไปหรอกค่ะ คุณคือผู้มีพระคุณของฉัน ฉันมีวันนี้ได้เพราะคุณและฉันได้กระทำการเสียมารยาทไป ขอโทษค่ะ PALMER46"
มอสหัวเราะในลำคอพลางพูดด้วยน้ำเสียงกวนๆ "เงิบไปดิ"
ออกญาหันมามองมอสด้วยสายตาดุ ก่อนพูดสวนกลับ "เงียบไปเลย, ม้าขาว"
PALMER46 มองทั้งสองคนด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"เรียกฉันว่าปาล์มเฉยๆ พอก็ได้ ไม่ต้องเป็ทางการขนาดนั้น... เราไปคุยกันที่ที่คนน้อยกว่านี้เถอะ"
ออกญา พยักหน้าอย่างสุภาพก่อนตอบ"ได้ค่ะ"
เธอหันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้องที่ยืนเฝ้าอยู่กระจายตัวออกจากนั้นเธอเดินนำ ปาล์ม และ มอส ไปยังห้องด้านหลังร้าน
ห้องที่ออกญาพามาเป็ห้องเล็กๆตกแต่งอย่างเรียบง่าย โต๊ะไม้ตรงกลางและเก้าอี้สามตัวมีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดนีออนบนเพดาน
ออกญา เปิดประตูและผายมือเชิญ"เชิญค่ะ"
ปาล์มเดินเข้ามาเป็คนแรกมอสตามหลัง เขานั่งลงที่เก้าอี้ทันที พร้อมกับพ่นลมหายใจเบาๆ
มอส"ในที่สุดก็ได้คุยกันเสียที"
ออกญา หันไปปิดประตูและเดินมานั่งตรงข้ามกับปาล์มเธอปรับสีหน้ากลับมาเป็จริงจัง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ออกญา"ถ้าคุณ PALMER... เอ่อ ขอโทษค่ะปาล์ม... ้าอะไรที่นี่ บอกมาได้เลย ฉันพร้อมช่วย"
ปาล์มนั่งนิ่งก่อนจะมองตาออกญาน้ำเสียงของเขาสงบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ "ไม่คิดเลยว่าจะได้กลับมาที่อีก ที่นี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย"
ออกญาชะงักเล็กน้อยก่อนพยักหน้า น้ำเสียงของเธอมุ่งมั่น "บอกมาเลยค่ะว่าคุณ้าอะไร ฉันจะจัดหาให้ดีที่สุด"
มอส"มาเข้าเื่งานที่จะทำกันเถอะ"
ออกญา หันไปจ้องมอสด้วยสายตาคม"แกเป็ใครมาสั่งฉัน"
PALMER46 ยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็สัญญาณให้ทั้งสองคนหยุด "ออกญา...เข้าเื่เถอะ"
ออกญาหยุดชั่วครู่ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ"ก็ได้ค่ะ"
ปาล์มส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น"ช่วยพูดกับฉันเหมือนคนปกติได้ไหม มันฟังแล้วเขินๆ นะ"
ออกญา ยิ้มแห้งๆก่อนพยักหน้า "ค่ะ ขอโทษ...งานที่ฉันจะให้คุณทำ คือการไปขโมย BioLink"

PALMER46 "ฉันรู้อยู่แล้วว่าจะขโมยมันไปขายในตลาดมืด...แต่ทำไมมันถึงขายได้แพงนักล่ะ มันคืออะไร ทำอะไรได้"
ออกญาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง "BioLink คือเทคโนโลยีนาโนที่สามารถฉีดเข้าสู่ร่างกายมนุษย์มันจะเชื่อมต่อกับระบบประสาทโดยตรงและช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดที่อยู่ในระยะสายตา"
ปาล์มเลิกคิ้วเล็กน้อยพร้อมถามต่อ "ควบคุม ยังไง"
ออกญา"BioLink ทำงานผ่านนาโนชิพที่ทำหน้าที่เป็ตัวกลางระหว่างสมองกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผู้ใช้เพียงคิดหรือสั่งการด้วยจิตใจ ก็สามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เช่น โดรนคอมพิวเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ หรือแม้กระทั่งระบบรักษาความปลอดภัยทุกอย่างที่เป็อิเล็กทรอนิกส์ในระยะสายตาจะกลายเป็สิ่งที่พวกเขาควบคุมได้"
PALMER46 ฟังเงียบๆ ดวงตาแสดงออกถึงความเข้าใจ "แต่มันขายได้เป็หนึ่งล้านล้าน เลยเหรอ"
ออกญา"มันจะเปลี่ยนโลกได้เลย เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแค่ขายให้คนทั่วไปแต่ยังมีความหมายมหาศาลในเชิงการทหารและการควบคุมเศรษฐกิจ ใครที่มันจะมีพลังอำนาจมหาศาลในมือ"
มอส ที่นั่งฟังเงียบมาตลอดเริ่มหัวเราะเบาๆ"ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีคนอยากได้มันนักแค่ฟังก็รู้ว่ามันไม่ใช่แค่ 'แพง' แต่มันคือ'อำนาจ' ชัดๆ"
PALMER46 นั่งเอนหลังบนเก้าอี้ สายตาจับจ้องออกญาก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง"มันสุดยอดขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วเธอไปเอาข้อมูลพวกนี้มาจากไหนกัน"
ออกญา หันไปสั่งลูกน้องที่ยืนรออยู่ด้านนอก"ไปพา โจเซฟ กับ แดนนี่ มา"
ไม่นานนักชายชาวต่างชาติสองคนเดินเข้ามาในห้อง โจเซฟเป็ชายวัยกลางคน ท่าทางสุขุมมีแววตาที่แสดงถึงความเป็มืออาชีพ ส่วนแดนนี่เป็ชายหนุ่มท่าทางคล่องแคล่วมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาถูกฝึกมาอย่างดี
ออกญา"นี่คือ โจเซฟ เขาเป็คนที่ไปเอาข้อมูลนี้มาให้เรา ส่วนอีกคน แดนนี่พวกเขาสองคนจะช่วยคุณในการขโมย BioLink"
มอส ที่นั่งอยู่ข้างๆหัวเราะเบาๆ ก่อนพูดแทรก "งั้นฉันขอเป็คนขับรถนะ"
ออกญา หันมามองมอสด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนตอบกลับทันที "ขับรถเหรอ"
มอส ยักไหล่พร้อมพูดต่อ"ก็แบบขับรถพาหนีหลังจากขโมยสำเร็จไง"
ออกญา หัวเราะในลำคอเล็กน้อยก่อนปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา "ไม่...นายไม่ได้อยู่ในแผน และนั่นเป็หน้าที่ของ แดนนี่"
มอส ขมวดคิ้วทันทีน้ำเสียงของเขาเริ่มแฝงความไม่พอใจ "ปาล์มเป็เพื่อนฉันนะจะให้เอาชีวิตไปฝากกับไอ้ฝรั่งบ้านั่นไม่ได้หรอก"
ออกญา ยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ "คนพวกนี้มีความสามารถสูงฉันรู้จักพวกเขาดี และฉันไว้ใจได้ แต่ถ้านายอยากร่วมงานนี้จริงๆ ก็ได้...มาคอยช่วยซัพพอร์ตฉันก็แล้วกัน"
มอส หรี่ตามองออกญาด้วยท่าทีจับผิด ก่อนจะพูดขึ้น "ก็พอได้อยู่...แต่แล้วเื่ส่วนแบ่งล่ะ"
ออกญา ยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ"BioLink น่าจะขายได้ประมาณ 1 ล้านล้านบาท...แบ่งเงินเป็ 4 ส่วนก็แล้วกัน ฉัน, ปาล์ม,โจเซฟ และแดนนี่ คนละ สองแสนห้าหมื่นล้านบาท"
มอส ชะงักไปก่อนขมวดคิ้ว"แล้วฉันล่ะ"
ออกญา มองมอสด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ "นายเอาไป 1 ล้านพอไหม"
มอส มองออกญาอย่างไม่เชื่อหูตัวเองก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแฝงความไม่พอใจ "1 ล้าน นั่นมันเศษชัดๆ ทำไมฉันไม่ได้ส่วนแบ่งเหมือนคนอื่น"
ก่อนที่บรรยากาศจะเริ่มเดือดขึ้นPALMER46 ที่นั่งนิ่งฟังอยู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "ออกญา...ให้เขาด้วยเถอะ"
ออกญาหันมามองปาล์มด้วยสีหน้าที่อ่อนลงเล็กน้อยก่อนพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ "ก็ได้...แต่นี่เพราะปาล์มเขาขอนะ"
มอส ยิ้มอย่างพอใจก่อนพยักหน้าให้ปาล์ม "เพื่อนที่ดีจริงๆนายเนี้ย"
ปาล์มไม่ได้ตอบอะไรเขาเพียงแต่เอนตัวพิงเก้าอี้ มองดูสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายลงเล็กน้อย...แต่สายตาของเขายังคงระแวดระวัง ขณะที่การประชุมยังคงดำเนินต่อไป...
หลังจากการวางแผนปล้นBioLink ที่ใช้เวลานานหลายชั่วโมง ทุกคนในห้องเริ่มเตรียมตัวแยกย้ายแต่บรรยากาศยังเต็มไปด้วยความคึกคักและความกังวลที่ซ่อนอยู่
ออกญา ยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดชวนทุกคน "เราไปดื่มกันหน่อยไหมเผื่อว่าภารกิจครั้งนี้พลาด อาจไม่ได้ดื่มอีกแล้ว"
PALMER46 ยืนขึ้นพร้อมตอบทันทีด้วยน้ำเสียงเรียบ "ฉันไม่ดื่มหรอกนะ...ไปกันเถอะ มอส"
มอส มองปาล์มอย่างไม่เห็นด้วยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งอ้อน "เอาหน่อยเถอะน่าเธออุตส่าชวน"
ก่อนที่ PALMER46จะทันตอบอะไร โจเซฟ เดินเข้ามาตบบ่ามอสเบาๆพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
โจเซฟ"ม้าขาว ยินดีที่ได้ร่วมงานนะ... แต่ระวังไว้หน่อยล่ะคนรักษาความปลอดภัยของ KITTITECH ไม่เหมือนพวกกลุ่มก่อการร้ายBIRD ROCK หรอกนะ"
แดนนี่ ที่เดินตามหลังเสริมขึ้น"นั่นแหละ อย่าประมาทล่ะ"
ทั้งสองเดินออกจากห้องไปปล่อยให้มอสหันมองตามหลังพวกเขาอย่างงงๆ
มอส"เดี๋ยวนะ... พวกเขาเรียกฉันว่าม้าขาว เธอแนะนำฉันแบบนั้นเหรอ"
ออกญา ส่ายหน้าพร้อมหัวเราะเบาๆ"ป่าวนะ ฉันไม่ได้บอกอะไรพวกเขาเลย"
มอส ยิ้มกว้างขึ้นพร้อมพูดติดตลก"นี่ฉันเองก็ดังเหมือนกันนะเนี่ย"
ออกญา หัวเราะในลำคอก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่กวนเล็กน้อย "นายไม่ดังขนาดนั้นหรอก"
มอส"เธอก็พูดเกินไป... ทำไมไม่ชวนพวกเขาไปดื่มด้วยล่ะ"
ออกญา"ชวนแล้วล่ะ แต่พวกเขาบอกว่ามีธุระต้องไปทำ"
มอส หันมามองปาล์มก่อนพูดด้วยท่าทีสนุกสนาน "งั้นพวกเราไปกันเถอะ"
PALMER46 มองมอสด้วยสายตาที่เหมือนจะบอกว่า "ไม่สนุกด้วย"แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธตรงๆ ขณะที่ออกญาเดินนำทั้งสามเตรียมออกจากห้องเพื่อพักผ่อนก่อนที่แผนการใหญ่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วัน...
ภายในร้านเหล้าที่ปิดเงียบเหลือเพียงแสงไฟสลัวและบรรยากาศที่เงียบสงบ ออกญา นั่งดื่มอย่างผ่อนคลาย ขณะที่PALMER46 หรือปาล์มยังคงใส่หน้ากากและชุดเต็มยศส่วนมอสนั่งจิบเหล้าอยู่ข้างๆ
ออกญา เริ่มมีอาการมึนเมาเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี"นี่... เมื่อไหร่จะถอดหน้ากากแล้วมาดื่มกันได้แล้ว"
PALMER46 ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนตอบเรียบๆ "ฉันไม่อยากดื่ม"
มอส พูดแทรกพร้อมหัวเราะในลำคอ"เอาเถอะน่า นานๆ ที ยัยนี่เมาแล้วเห็นหน้านายก็ไม่เป็อะไรหรอก พรุ่งนี้เดี๋ยวนางก็ลืม"
ออกญา หันไปมองมอสด้วยสายตาไม่พอใจ"อย่ามาดูถูกฉันนะ ฉันจำได้หมดนั่นแหละ...แต่ฉันไม่ขายนายหรอกนะ! อย่าลืมสิว่านายเป็ผู้มีพระคุณของฉัน... นายไว้ใจฉันได้,PALMER46"
มอส ยักไหล่พลางยิ้มเล็กๆ"ได้ยินแล้วนี่..."
PALMER46 ถอนหายใจยาว ก่อนยกมือถอดหน้ากากช้าๆ "ก็ได้..."
ทันทีที่หน้ากากถูกถอดออกเผยให้เห็นใบหน้าของปาล์มที่เรียบเฉยและดวงตาแฝงไปด้วยความลึกซึ้ง ออกญา ที่กำลังจะดื่มอีกแก้วถึงกับหยุดนิ่งดวงตาของเธอเบิกกว้าง "ว้าว..." เธอหัวเราะเบาๆท่าทางเหมือนใแต่ก็ประทับใจ
PALMER46 มองออกญาด้วยสายตานิ่งๆ ก่อนพูดขึ้น "ไม่ได้ดูดีอย่างที่เธอคิดใช่ไหมล่ะ"
ออกญา โบกมือปฏิเสธเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงขี้เล่น"ป่าว... ตอนแรกฉันคิดว่านายต้องหน้าตาโหดๆ ดุๆดูน่ากลัวมากแน่... แต่ความจริงเป็หนุ่มตี๋หน้าใสนี่เอง"
คำพูดนั้นทำให้มอสหัวเราะลั่นพลางยื่นแก้วเหล้าเพียวๆ ให้ปาล์ม "เอาสิ...จะได้ตามคนอื่นทัน"
ปาล์มมองแก้วเหล้าด้วยความลังเลก่อนพูดเสียงนิ่งๆ "นั่นมันเกินไปแล้วนะ"
ออกญา เอนตัวพิงเก้าอี้ยิ้มเ้าเล่ห์ ก่อนพูดท้าทาย "เอาสิแสดงให้ฉันดูหน่อย... หมดแก้วเลยนะ"
ปาล์มหันไปมองออกญาสายตานิ่งๆ ที่เหมือนจะบอกว่าเขาไม่ได้อยากรับคำท้า แต่สุดท้ายถอนหายใจยาวก่อนพูดเบาๆ "ก็ได้วะ..."
เขาหยิบแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มเพียวๆ หมดในรวดเดียว ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ ของมอสและออกญา
...20 นาทีต่อมาปาล์มนั่งฟุบหลับคาโต๊ะ ดวงหน้าที่ปกติสงบนิ่งกลับดูผ่อนคลายเกินปกติทำให้มอสและออกญาหัวเราะ
ออกญา"คออ่อนจังเลย..."
มอส"นี่แหละ PALMER46 ผู้โเี้เมาเพียวแก้วเดียวหลับซะงั้น"
ออกญา หัวเราะเบาๆพลางมองปาล์มด้วยสายตาอ่อนโยน "นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีมุมแบบนี้เหมือนกันนะ"
มอส"คอยดูนะ พรุ่งนี้เดี๋ยวเขาก็ลุกขึ้นมาหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว"
ทั้งสองยังคงหัวเราะเบาๆในค่ำคืนที่เงียบสงบ ขณะที่ปาล์มยังคงหลับสนิทไม่รู้เื่...
มอส เอนตัวพิงเก้าอี้มองออกญาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก่อนถามด้วยน้ำเสียงสงสัย"นี่... ช่วยเล่าเื่ของโจเซฟกับแดนนี่ให้ฟังหน่อยสิพวกเขาเป็ใครกันแน่"
ออกญา หยิบแก้วเหล้าขึ้นมาจิบอีกครั้งก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ "ไอ้ฝรั่งสองคนนั้นเหรอฉันไม่รู้จักพวกมันหรอก"
มอส ชะงักทันทีดวงตาเบิกกว้าง "อ้าวไหนตอนนั้นบอกว่าคนพวกนี้มีความสามารถสูง เธอรู้จักพวกเขาดี แล้วพวกเขาไว้ใจได้ไง"
ออกญา หัวเราะเบาๆราวกับไม่ใส่ใจ "ก็แค่พูดให้นายเลิกเถียงฉันเฉยๆแค่นั้นแหละ... ก็นายมันน่ารำคาญนี่"
มอส มองออกญาด้วยความไม่เชื่อสายตา"พอเมาแล้วพูดหมดเลยนะ แล้วเื่ของโจเซฟกับแดนนี่ล่ะ ไม่มีประวัติอะไรในวงการมือปืนหรือนักฆ่าเลยเหรอ"
ออกญา"ไม่มีหรอก พวกมันเป็ใครก็ไม่รู้"
มอส ขมวดคิ้วหนักขึ้นน้ำเสียงเริ่มจริงจัง "นี่เธอคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงให้พวกมันมาร่วมงานนี้"
ออกญา ถอนหายใจยาวน้ำเสียงเริ่มมีความรำคาญ "โอย...ถามเยอะน่ารำคาญจริงๆ ฉันก็แค่สั่งให้ลูกน้องของฉันไปหาคนฝีมือดีๆ มา...ก็แค่นั้น"
มอส"แล้วทำไมลูกน้องเธอถึงเลือกพวกเขาล่ะ ไม่สงสัยบ้างเหรอ"
ออกญา มองมอสด้วยสายตาที่เหมือนจะบอกให้เลิกถามแต่เธอก็ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ฟังนะลูกน้องของฉันเคารพและนับถือฉันมาก พวกเขาจะหาสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ฉันเสมอ"
มอส"งั้นขอคุยกับลูกน้องเธอคนนั้นหน่อยสิฉันอยากรู้ว่าเขาไปเจอพวกนี้ที่ไหน"
ออกญา หัวเราะเล็กน้อยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงขี้เล่น "คุยเหรอ ไม่ได้หรอก่นี้ฉันไม่เห็นเขาเลย ไม่รู้หายไปไหน สงสัยไปหาครอบครัวที่ต่างจังหวัดมั้ง"
มอส หรี่ตาลงอย่างสงสัยขณะที่ในใจเริ่มรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ปกติ "เธอมั่นใจจริงเหรอว่าทุกอย่างมันปกติ"
ออกญา"ก็ใช่น่ะสิ นายอย่าคิดมากเกินไปเลย"
มอสมองออกญาที่เริ่มมีอาการเมาและไม่สนใจคำถามต่อก่อนจะหันไปมองปาล์มที่ยังคงฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ทิ้งความสงสัยไว้ในใจ...
มอส มองไปรอบๆด้วยสายตาระแวดระวัง ก่อนพูดขึ้น "รู้สึกเหมือนมีอะไรแปลกๆนะ... เราแยกย้ายไปพักผ่อนกันเถอะ"
ออกญา พยักหน้าเบาๆพร้อมตอบ"อืม"
มอสเดินไปหาPALMER46 ที่ยังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะพยายามประคองเขาขึ้นมา"ไป... กลับห้องพักกันเถอะ"
แต่ในจังหวะนั้นออกญา เดินเข้ามาแตะไหล่มอสเพื่อหยุดเขา "มีอะไรล่ะ"
ออกญา พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ไม่เห็นเหรอ หมอนี่เมาจนไม่มีสติแล้วปล่อยให้ฉันดูแลเขาเองดีกว่า"
มอส มองออกญาด้วยความไม่ไว้ใจเล็กน้อยก่อนออกญาจะอธิบายต่อ "เขาเป็คนมีค่าหัวนะและแถวนี้ก็เต็มไปด้วยนักฆ่า... ในสภาพแบบนี้ ถ้าอยู่ใกล้ๆ ฉันเขาจะปลอดภัยที่สุด"
มอส ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า"งั้นฝากด้วยนะ"
แสงแดดอ่อนๆส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง PALMER46 หรือปาล์มลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆสภาพในหัวของเขาหนักอึ้งจากอาการเมาค้าง เมื่อเขามองไปรอบๆก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นเคย
ประตูห้องน้ำเปิดออกออกญา เดินออกมาพร้อมชุดชั้นในที่เผยให้เห็นรูปร่างชัดเจนเธอเปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบชุดมาใส่อย่างไม่รู้สึกเขินอาย
ออกญา"ไง... ตื่นแล้วเหรอ เมื่อคืนนายเมาหมดสภาพเลยล่ะ"
PALMER46 ขยับตัวลุกขึ้นช้าๆ มือจับหน้าผากเล็กน้อยเพราะอาการมึน "ที่นี่... ห้องเธอเหรอ"
ออกญา หันมายิ้มเล็กน้อย"ใช่สิ... ฉันบอกมอสแล้วว่าจะดูแลนายเองเพราะเมื่อคืนสภาพนายแย่มากจริงๆ"
PALMER46 ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่องช้า แต่จังหวะนั้นเขาเหลือบไปเห็น ออกญาที่ยังคงหันหลังเลือกชุดจากตู้เสื้อผ้าในสภาพที่สวมแค่ชุดชั้นใน "นี่... เธอไม่คิดจะปิดอะไรหน่อยเหรอ"
ออกญา หันมามองปาล์มด้วยสีหน้ายิ้มขำๆก่อนตอบ"ปิดทำไมล่ะ ก็ไม่เห็นต้องอายเลยนี่นา"
เธอหยิบชุดเดรสตัวหนึ่งออกมาก่อนจะหันมาหาปาล์มและพูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ว่าแต่...นายจ้องอะไรอยู่ ไม่เคยเห็นผู้หญิงหรือไง"
PALMER46 รีบหันหน้าหนีทันที แต่สีหน้าเขากลับดูไม่สงบเหมือนเคย "ไม่ใช่แบบนั้น แค่... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมอง"
ออกญา หัวเราะเบาๆพลางหยิบเสื้อเชิ้ตมาใส่ช้าๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเล่น"แต่ก็นะ... คนที่มีค่าหัวตั้ง 30 ล้านมาเขินเพราะแค่ผู้หญิงเนี่ย น่าสนใจดีเหมือนกัน"
PALMER46"ช่วยหารถให้ฉันหน่อยสิ คืนนี้ฉันจะไปกรุงเทพ"
ออกญา เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนพยักหน้า "ได้สิ... แต่ว่าไปทำไมเหรอ"
PALMER46 "แค่ไปดูเส้นทางหนี... แล้วก็สำรวจรอบๆ ตึก KITTITECH นะ"
…เวลา 23.00 น.
ท้องฟ้ามืดสนิทไฟถนนสองข้างทางส่องแสงสลัว ออกญา เดินมาพร้อมกุญแจรถในมือ
ออกญา"รถที่นายขอ... มาแล้วนะ"
ปาล์มในชุดฮูดสีดำและแมสปิดหน้าสนิทเดินไปที่รถเมื่อเขาเห็นรถที่จอดอยู่ตรงหน้า เขาชะงักเล็กน้อย "นี่... เธอเว่อไปหน่อยไหม"
ออกญา ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ"BMW M1000RR ชอบไหมล่ะ คันนี้ฉันคัดมาให้เองเลยนะ"
ปาล์มเดินวนรอบรถมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์ไบค์สีดำมันเงาที่ดูหรูหราและดุดัน"มันดูเด่นไปหน่อยนะ... แต่ก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก"
ออกญา"เด่นไป นายคิดเยอะไปหรือเปล่า"
PALMER46 หันมามองเธอเล็กน้อยก่อนพยักหน้า "ก็ได้...ถือว่าเธอเลือกมาให้แล้ว"
ออกญา"แน่นอน... นายคงไม่คิดจะปฏิเสธอะไรอยู่แล้วใช่ไหม"
ปาล์มไม่ตอบ แต่ขึ้นคร่อมรถพร้อมสตาร์ทเสียงเครื่องยนต์คำรามก้องในยามค่ำคืน "ฉันจะกลับก่อนเช้า"
ออกญา"ระวังตัวด้วยล่ะ"
เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นขณะปาล์มขับออกไปในความมืดทิ้งออกญายืนมองตามด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์เล็กๆ...
PALMER46ขับ BMW M1000RR ไปยังจุดที่ไร้ผู้คนใกล้ตึกKITTITECH เสียงเครื่องยนต์ดับลง ปาล์มก้าวลงจากรถมองไปยังตึกสูงที่เป็เป้าหมายของภารกิจ
รอบๆตึกเต็มไปด้วยเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดเครื่องแบบสีขาวโดดเด่นแต่ละคนติดอาวุธครบมือ สะท้อนถึงอำนาจของ KITTITECH ซึ่งรัฐบาลอนุญาตให้คนของบริษัทติดอาวุธได้เพราะหวังพึ่งพาเทคโนโลยีจากที่นี่ในการก้าวขึ้นเป็มหาอำนาจ
PALMER46 มองไปยังยอดตึกก่อนจะเหลือบตามองหาตึกใกล้เคียงที่สามารถใช้เป็จุดสังเกตการณ์เขาตัดสินใจขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าของตึกข้างๆ วิวจากตรงนั้นทำให้เขานึกถึงอดีต"สมัยก่อนฉันก็เคยทำแบบนี้...วิวบนนี้สวยงามไม่เปลี่ยนเลย"
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเสียงรถและผู้คนในเมืองเบื้องล่างดูเหมือนจะไกลออกไป ปาล์มหันกลับมามองที่ตึกKITTITECH อีกครั้ง สายตาของเขาจับจ้องไปยังชั้นสูงสุดที่นั่นเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง...
ดอกเตอร์ฝน กำลังทำงานอย่างเงียบๆอยู่ในห้องวิจัย ดวงหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเศร้าหมอง
PALMER46 มองผ่านหน้าต่างเข้าไปในห้องของเธอ เขาไม่รู้ว่าเธอเป็ใครแต่แววตาของเธอสะท้อนความทุกข์ที่เขาเข้าใจได้
ฝนรู้สึกเหมือนมีสายตาของใครบางคนมองมา เธอหยุดมือที่กำลังทำงานหันไปมองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปยังตึกตรงข้าม
ใน่เวลาเสี้ยววินาทีเธอคิดว่าเห็นเงาของใครบางคนบนยอดตึกนั้น แต่เมื่อเพ่งมองอีกครั้ง กลับไม่พบใครเธอหันกลับมา พร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ
PALMER46 ขยับตัวหลบให้พ้นจากสายตา เขาไม่แน่ใจว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ใครแต่บางอย่างในตัวเธอทำให้เขารู้สึกสงสัย "ใครกัน...ทำไมถึงดูเศร้าขนาดนั้น"
เขานั่งอยู่บนดาดฟ้าสักพักจ้องมองตึก KITTITECH อย่างเงียบงันก่อนจะหันกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ของเขา และหายลับไปในความมืด...
ที่พัทยาในย่านท่าเรือที่เงียบสงัดยามค่ำคืนมอส กำลังแอบตาม โจเซฟ หนึ่งในทีมที่ออกญาจัดหามาเพื่อช่วยในการปล้นBioLink เขาเดินตามห่างๆ อย่างระมัดระวัง พร้อมพูดพึมพำกับตัวเอง"แกจะไปไหนกันนะ..."
โจเซฟเดินมาถึงโกดังร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือมอสรีบแอบซ่อนตัวหลังลังไม้ เพื่อไม่ให้โจเซฟสังเกตเห็น
ภายในโกดังโจเซฟเดินเข้าไปข้างใน พบกลุ่มคนอีกสามคนที่รออยู่ก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นคือ แดนนี่ ส่วนอีกสองคนเป็ชายและหญิงที่ดูเหมือนจะเป็คนจากกลุ่มอื่น"เหมือนว่าการปล้นของพวกมันจะเริ่มในอีกไม่กี่วัน"
ผู้หญิง ซึ่งชื่อโคล พูดขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง "นายแน่ใจใช่ไหมว่าพวกมันยังไม่รู้ตัวตนของนาย"
โจเซฟ ยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ"แน่นอน โคล... แล้วเธอล่ะแน่ใจไหมว่าพวก รัสเซีย ยังไม่รู้แผนนี้"
โคล ส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมตอบอย่างมั่นใจ "ฉันแน่ใจเรานำหน้าพวกมันอยู่หลายก้าว แต่ฉันห่วงพวก จีน มากกว่าพวกรัสเซียอีก"
มอส ที่แอบฟังอยู่หลังลังไม้เริ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "พวกนั้นพูดเื่อะไรกันวะชักเริ่มไม่ดีแล้วสิ..."
มอสรู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติการสนทนานี้ชัดเจนว่ามีการซ่อนแผนการบางอย่างที่เขาและปาล์มไม่รู้เกี่ยวกับโจเซฟและแดนนี่
มอสหยิบโทรศัพท์ออกมา พิมพ์ข้อความหาปาล์มอย่างรวดเร็ว "เจอเื่แปลกๆ ว่ะ... มันต้องไม่ปกติแน่ ดูตำแหน่งที่ฉันส่งไปแล้วรีบมา"
มอสส่งข้อความพร้อมตำแหน่งของโกดังไปให้ปาล์มแล้วเขาก็ซ่อนตัวต่อเพื่อดูว่าโจเซฟและคนอื่นๆ ในโกดังจะทำอะไรต่อ...
เสียงจากหูฟังของชายคนหนึ่งดังขึ้น
"อืม...จับมันมา"
มอส ที่แอบซ่อนตัวอยู่ได้ยินพอดีเขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ "จับมันเหรอ...ใครวะ"
ก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งตัวก็มีใครบางคนเข้ามาทุบเขาจากด้านหลังอย่างแรง มอสหมดสติล้มลงทันที
โคล เดินเข้ามาอย่างรวดเร็วสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ เธอหันไปมอง โจเซฟ พร้อมตวาด"แกนี่มัน... ปล่อยให้มีคนตามมาได้ไงวะ, โจเซฟ"
ชายอีกคนลากตัวมอสที่หมดสติอยู่เข้ามาโยนไว้กลางโกดัง
โจเซฟ มองมอสที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ "นี่มัน... ม้าขาว หนึ่งในทีมปล้นนี่"
โคล กอดอกมองมอสด้วยสายตาเ็า"เหรอ ถ้าอย่างนั้นเราคงปล่อยมันไปไม่ได้แล้วล่ะ"
เวลาผ่านไปมอสฟื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองถูกมัดติดกับเก้าอี้ เขาส่ายหัวเล็กน้อยเพื่อเรียกสติก่อนพูดขึ้น "นี่กูมาทำอะไรที่นี่วะ"
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นจากด้านหลัง โจเซฟ เดินเข้ามาพร้อมสีหน้าที่แสดงความเหนือกว่า"ไง, ไอ้คนอยากรู้อยากเห็น"
มอสมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคือง"ฉันคิดไว้แล้วว่าแกกับแดนนี่ต้องมีอะไรแปลกๆ... แกมีแผนอะไรKITTITECH จ้างพวกแกมาสืบรึไง"
โจเซฟหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า "เป็การเดาที่โคตรมั่วเลย...เราไม่ใช่คนของ KITTITECH"
มอสขมวดคิ้วแน่น"แล้วพวกแกเป็ใคร"
โจเซฟ มองเขาโดยตรงก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "เรา... คือ CIS"
โคลยืนกอดอก มองไปที่โจเซฟก่อนพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิ "นี่โจเซฟ... แกพึ่งบอกตัวจริงของเราไปนะ"
โจเซฟ ยิ้มเล็กน้อยไม่แสดงความสำนึกผิด "ก็้าแบบนั้นอยู่แล้ว...หมอนี่มันคือพ่อค้าของเถื่อน กำจัดทิ้งไปก็ดีแล้ว"
โคล ถอนหายใจพลางหันมาพูดกับมอสด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "เอ่อ...นายคือ ม้าขาว ใช่ไหม ขอโทษนะ ตอนแรกเราแค่จะเก็บตัวนายไว้พอการปล้นจบก็ว่าจะปล่อยไป... แต่ตอนนี้เพื่อนฉันดันบอกตัวจริงของเราไปแล้วดังนั้น..."
เธอหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจ้องตาเขาและพูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน "เราจำเป็ต้องฆ่าปิดปากนายทิ้งซะ"
มอส หายใจหนักขึ้นแต่ยังพยายามรักษาความสงบในน้ำเสียง "CIS... พวกสายลับอเมริกาสินะ พวกแก้าอะไร"
โจเซฟ หัวเราะเบาๆก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเ็า "แผนมันง่ายมาก...หลังจากที่ PALMER46 ขโมย BioLink มาได้เราก็จะฆ่าเขาทิ้งซะ"
โจเซฟ ยิ้มเยาะ "เราจะโยนความผิดทั้งหมดให้ PALMER46 เหมือนเขาคือคนที่ทำทุกอย่าง...แค่นี้แผนก็จบง่ายๆ"
มอส จ้องโจเซฟด้วยสายตาโกรธจัด"ไอ้สารเลว... พวกแกใช้เขาเป็เครื่องมือ แล้วโยนเขาให้ตาย"
โคล"เขามันเหมาะที่จะเป็แพะอยู่แล้ว... ค่าหัวสูง ประวัติอื้อฉาวคนทั้งโลกพร้อมจะเชื่อว่าเขาเป็คนก่อเื่ใหญ่แบบนี้"
โคลมองมอสด้วยสีหน้าจริงจัง น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความเชื่อมั่น"เราทำเพื่อโลกนี้นะ..."
มอส หัวเราะเยาะเบาๆสายตาเต็มไปด้วยความดูถูก "เพื่อโลกบ้าอะไร พวกแกแค่้าเงินเท่านั้นเอง"
โคล ส่ายหน้าก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ไม่...เราไม่ได้ทำเพื่อเงิน นายไม่เข้าใจ BioLink นั้นมันคือสุดยอดอาวุธรัฐบาลไทยสนับสนุน KITTITECH เต็มที่เพื่อมัน เพราะรู้ว่ามันจะนำมาซึ่งอำนาจนายนึกภาพไม่ออกหรอกว่ามันอันตรายแค่ไหน"
มอส ขมวดคิ้วน้ำเสียงของเขาเริ่มแฝงความประชด "ประเทศที่ยิ่งใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาส่ง CIS มาขโมยเทคโนโลยีจากประเทศเล็กๆ... น่าภูมิใจจริงๆกลัวจะมีคู่แข่งเพิ่มหรือยังไง"
โคล หันมามองเขาด้วยสายตานิ่งๆก่อนพูดเสียงหนักแน่น "ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากเห็นประเทศนี้เจริญขึ้น...แต่สิ่งที่นายไม่เข้าใจก็คือ ก่อนที่ประเทศของนายจะได้ใช้งานมันจริงๆเทคโนโลยีแบบนี้จะถูกขโมยไปโดยคนที่โเี้กว่าเราหลายเท่า"
มอส"คนแบบพวกแกน่ะเหรอ"
โคล"ไม่ใช่แค่เรา เชื่อฉันสิ... นายโชคดีที่ยังไม่เจอพวก FSBสายลับของรัสเซีย และไม่ใช่แค่พวกรัสเซียที่้ามัน...BioLink คืออำนาจที่ใครๆ ก็อยากได้ ทั้งจีน ยุโรปหรือแม้แต่กลุ่มผู้ก่อการร้ายพวกนั้นไม่มีความลังเลใจในการใช้มันเพื่อสร้างความหายนะ"
มอส จ้องโคลด้วยสายตาขุ่นเคืองก่อนพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "งั้นที่พวกแกทำก็คือช่วยขโมยมันไปก่อนเพื่อให้พวกแกได้อำนาจนั้นแทน"
โคล หันมาสบตาเขาตรงๆน้ำเสียงของเธอเ็า "มันไม่เกี่ยวกับอำนาจ...มันเกี่ยวกับการควบคุมความหายนะ ก่อนที่มันจะตกไปอยู่ในมือคนที่เลวร้ายกว่าเราและใช่... นายนึกว่าพวกเราคือคนเลว แต่นี่คือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อโลกนี้"
มอส หายใจลึกสีหน้าของเขายังคงแสดงความไม่เชื่อใจ "แล้วพวกแกจะทำยังไงกับมัน...หลังจากขโมยได้แล้ว"
โจเซฟ ยกปืนขึ้นพร้อมกับติดที่เก็บเสียงเข้าไปน้ำเสียงของเขาเ็า "พอเถอะ... เดี๋ยวมันก็ต้องตายอยู่ดีพูดไปก็เสียเวลาเปล่า"
เขาเล็งปืนไปที่มอส เตรียมเหนี่ยวไก แต่ทันใดนั้นไฟในโกดังดับลงทันที บรรยากาศตกอยู่ในความมืดมิด"อะไรเนี่ย"
เขากดหูฟังสื่อสารทันที"แดนนี่ ด้านนอกเกิดอะไรขึ้น"
เสียงเงียบสนิทไม่มีการตอบกลับ
มอส ยิ้มบางๆพลางพูดเสียงเบา "มาได้สักทีนะ..."
โคล หันมามองมอสด้วยความสงสัย"มา อะไรมา"
โจเซฟ กดหูฟังอีกครั้งเสียงของเขาเริ่มมีความไม่มั่นใจ "แดนนี่ฉันถามว่าเกิดอะไรขึ้น โหล ได้ยินฉันไหม แดนนี่"
ความมืดปกคลุมโกดังพวกCIS หยิบไฟฉายขึ้นมาส่องไปรอบๆ แต่บรรยากาศยังคงเงียบผิดปกติ
โจเซฟ"แดนนี่ กลับมาที่นี่เดี๋ยวนี้"
ทันใดนั้นมือที่ขาดของใครบางคนก็ลอยเข้ามาทางประตูโกดัง มันกระแทกลงพื้นเสียงดัง"ตึ้ง!"
โคล ส่องไฟไปที่มันก่อนพูดเสียงสั่น "นั่น...มือของแดนนี่นี่!"
มอส มองภาพนั้นด้วยความสะใจเล็กน้อยก่อนพูดประชด "CIS เหรอ พวกแกเล่นผิดคนแล้ว..."
เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นจากความมืดPALMER46 เดินเข้ามาอย่างช้าๆ พร้อมแสงไฟสีน้ำเงินที่ส่องมาจากหน้ากาก
PALMER46 "ขอโทษที... ฉันแค่เข้ามาตาม GPS ที่มอสมันส่งให้แต่แดนนี่พยายามขวางทางฉัน"
เขามองไปที่ มอสที่ยังถูกมัดอยู่ ก่อนหันสายตาไปที่ โจเซฟ และคนอื่นๆ"แล้วทำไมนายถึงโดนมัดล่ะ และนั่น... โจเซฟใช่ไหม แล้วอีกสองคนนั้นล่ะ"
มอส หายใจลึกก่อนตอบ"พวกนี้คือ CIS สายลับอเมริกาพวกมันวางแผนหักหลังเราหลังการปล้น... ฉันแอบตามมันมา เลยจะโดนฆ่าปิดปาก"
PALMER46 หรี่ตาเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงเย็น "เหรอ...ถ้าคิดจะฆ่าเพื่อนฉัน คงต้องเป็ศัตรูกับฉันแล้ว"
เขาดึง ปืนพก และมีดคารามิดไทเทเนียม ออกมา เสียงโลหะที่เสียดสีกับปลอกมีดดังแ่เบาในความมืดแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่แผ่ออกมา
โคล มองPALMER46 ด้วยสายตาเ็า ก่อนพูดเสียงดัง "ฆาตกร... PALMER46"
PALMER46 ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน เขาเพียงแค่ยักไหล่เล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ "ถ้าเรียกว่านักฆ่าแทนฆาตกรจะขอบคุณมาก..."
โจเซฟ หัวเราะเยาะเสียงดัง"ก็แค่ฆาตกร... คิดว่าคนอย่างนายจะชนะสายลับที่ผ่านการฝึกอย่างดีแบบเราได้เหรอ"
โคล หันไปมองโจเซฟด้วยความไม่พอใจ"โจเซฟ... อย่าประมาท เขามีค่าหัวถึง 30 ล้านไม่ใช่เพราะโชคช่วย...เขาอันตราย"
โจเซฟ ยิ้มเยาะก่อนตอบ"รู้อยู่แล้ว... แต่ยังไงเราก็เป็ฝ่ายได้เปรียบอยู่ดี"
โคล ยังคงมอง PALMER46อย่างระมัดระวัง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความร้ายกาจ"และนี่ก็เป็โอกาสดีที่จะได้กำจัดตัวปัญหาให้ประเทศนี้...ถือว่าเป็การขอโทษล่วงหน้าที่เราจะขโมย BioLink"
PALMER46 จับจ้องไปยังทั้งคู่ "ถ้าคิดว่ากำจัดฉันได้...ก็มาลองดูสิ"
เสียงของ โคล ดังก้องไปทั่วโกดัง"ฉันรู้นะว่าพวกนายแอบตามพวกเรามาตลอด ออกมาได้แล้วพวกเรามีปัญหาและเป้าหมายเดียวกัน... BioLink และเ้าPALMER46 นี่แหละ คือปัญหาของฉันตอนนี้และอาจจะเป็ปัญหาของพวกนายในอนาคต เรามาช่วยกันกำจัดเขากันเถอะ"
เสียงปรบมือเบาๆดังขึ้นในมุมมืดของโกดัง ก่อนที่ชายและหญิง 4 คนในชุดดำจะเดินออกมาพร้อมอาวุธติดตัว SIS-9 "เก่งใช้ได้นี่ที่รู้ว่าพวกเราอยู่ด้วย..."
PALMER46 หันไปมอง พร้อมเลิกคิ้วเล็กน้อย
โคล ยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดต่อ"พวกอังกฤษ... แต่ฉันมั่นใจว่ายังมีอีก ใช่ไหม"
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้น ชายสองคนในชุดรัดรูปพร้อมโลโก้จางๆ ของหน่วย GRU-Xเดินออกมา "นึกว่าจะไม่รู้ซะแล้ว..."
ไม่นานนักอีกกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากอีกมุมของโกดัง ชายสามคนในชุดลายพรางพร้อมอาวุธหนักในมือ Mossad-Alpha"ใช้โอกาสนี้กำจัดตัวปัญหาในอนาคตไปได้ก็ดี..."
จากอีกด้านสายลับสองคนในชุดสูทของ DGS-7เดินออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง "เราจะร่วมมือกันก็แค่ตอนนี้เท่านั้น..."
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่กลุ่มสุดท้ายจะปรากฏตัว ชายและหญิง 4 คนจาก DragonEyes เดินเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ "ก็แค่ฆาตกร...จะได้สักกี่น้ำกันเชียว"
มอสมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความใ แต่ยังคงพูดประชดประชัน"พวกแกมากันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ เพื่อมาขโมย BioLink ช่างเป็แหล่งรวมสายลับระดับโลกจริงๆ"
PALMER46 ยืนอยู่กลางวงสายลับนานาชาติที่ล้อมรอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "นี่... ออกมากันหมดยังกำลังรออยู่นะ..."
สายตาของเขากวาดมองไปที่ทุกคนท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงัน แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันจากทุกทิศทาง
โคลมองPALMER46 ด้วยสายตาเยาะเย้ยก่อนพูดขึ้น "ไม่คิดจะกลัวเลยเหรอทุกคนที่นี่ต่างเป็สายลับที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี... ถ้านายไม่ใช่นักฆ่าระดับโลกไม่มีทางเอาชนะพวกเราได้หรอก"
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นจาก มอส ที่ยังคงมัดอยู่กับเก้าอี้ "ฮาฮาฮา...ปาล์ม บอกมันไปสิ ว่าทำไมไอนักฆ่าที่ชื่อ Shadows ถึงตายที่ประเทศนี้"
คำพูดของมอสทำให้สีหน้าของโคลเปลี่ยนไปทันที"Shadows... อย่าบอกนะว่าคนที่ฆ่าเขาได้คือ... นาย"
สายลับทุกคนที่อยู่ในโกดังชะงักสีหน้าที่เคยมั่นใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความระแวง พวกเขาถอยหลังคนละก้าวอย่างไม่รู้ตัว
PALMER46 กำมีดคารามิดในมือแน่น สายตาเยือกเย็นจับจ้องไปที่โคล "อย่าพูดชื่อนั้นให้ฉันได้ยินอีก..."
น้ำเสียงเ็าของเขาส่งผ่านแรงกดดันที่ััได้ถึงหัวใจ
โคล กลืนน้ำลาย ก่อนหันไปพูดกับพวกสายลับที่ยืนลังเล"พวกเรามีกันเยอะกว่า อย่ากลัวมัน!"
แต่ก่อนที่โคลจะพูดอะไรต่อเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เสียงของออกญา"เหรอ ฝ่ายไหนกันแน่ที่มีเยอะกว่า"
สายลับทุกคนหันไปตามเสียงพร้อมกันนั้นแสงไฟหน้ารถหลายดวงก็สาดส่องเข้ามาในโกดัง เผยให้เห็น ออกญา ที่ยืนอยู่พร้อมกับลูกน้องหลายร้อยคนที่ล้อมรอบโกดังไว้หมดแล้วแต่ละคนเล็งปืนไปที่กลุ่มสายลับ
โคล มองไปรอบๆด้วยความใ "เพราะมัวแต่โฟกัสเ้าPALMER46... ถึงไม่ทันได้สังเกตอะไรเลย"
ออกญายิ้มเล็กน้อยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ"ก็ช่วยไม่ได้... แต่ถ้าอยากสู้ ฉันก็พร้อมจะเล่นด้วย"
เมื่อสายลับจากทุกประเทศต่างยกมือขึ้นยอมแพ้ออกญา กลับหัวเราะเบาๆ ราวกับไม่พอใจ "เดี๋ยวก่อนสิ...แบบนี้มันไม่สนุกเลย"
มอส มองออกญาด้วยความหงุดหงิด"อะไรของเธอวะ รีบช่วยฉันออกจากที่นี่สักที"
ออกญา ยิ้มเ้าเล่ห์ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดตลก "เรามาเล่นเกมกันดีกว่า"
โคล ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ยังคงฟังอย่างตั้งใจ "เกมเหรอ ได้สิ...ว่าแต่ถ้าพวกเราชนะ เราจะได้อะไร"
ออกญา"ฉันก็จะปล่อยพวกเธอไปไง... มั้งนะ"
โคล หรี่ตาลงอย่างสงสัย"ว่ามาสิ เกมอะไร"
ออกญา"ฉันจะให้พวกแก... สายลับทุกคนจากประเทศต่างๆ ช่วยกันฆ่าPALMER46"
โคล หันไปมองสายลับคนอื่นๆก่อนพยักหน้า "งั้นเหรอ เอาสิ"
ออกญา หันไปสั่งลูกน้อง"เอาปืนจากสายลับทุกคนออก... แล้วช่วยมอสออกมา"
ลูกน้องรีบทำตามคำสั่งทันทีสายลับทุกคนถูกปลดอาวุธ มอส ถูกแก้มัดและลุกขึ้นมายืนข้างPALMER46
ออกญา ยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดต่อ"แต่ห้ามใช้ปืนนะ... จะใช้อะไรก็ได้ แต่ยกเว้นปืน!"
โคล พูดด้วยน้ำเสียงติดประชด"ตามใจเลย... พวกเราไม่มีทางเลือกอยู่แล้วนี่"
เมื่อทุกคนถูกปลดปืนลูกน้องของออกญาค่อยๆ ออกจากโกดัง ปล่อยให้ PALMER46 อยู่ในวงล้อมสายลับจากทั่วโลก
PALMER46หันไปมองออกญา ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "นี่... แล้วทำไมไม่เอาปืนฉันไปด้วยล่ะ"
ออกญา ยิ้มมุมปาก"นายจะใช้ก็ได้นะ ถ้านายอยาก"
PALMER46 ส่งปืนในมือ ยื่นให้กับออกญาโดยไม่ลังเล "ถึงเกมนี้เธอจะคุมแต่ฉันก็ไม่อยากโกงหรอกนะ"
ออกญา มองเขาอย่างพิจารณาก่อนพยักหน้าเบาๆ "อืม... เข้าใจแล้วแต่ถ้าไม่ไหวก็บอกฉันนะ"
PALMER46 ยิ้มเย็น "เธออยากให้เกมนี้สนุกใช่ไหม งั้นมาดูกันว่าพวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง..."
บรรยากาศในโกดังกลับมาตึงเครียดอีกครั้งขณะที่สายลับจากทุกประเทศเริ่มขยับตัวเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้กับนักฆ่าที่มีค่าหัว 30 ล้านบาท...
PALMER46เดินเข้าสู่กลางโกดังท่ามกลางสายลับนานาชาติที่ล้อมรอบตัวเขาไว้ทุกด้าน เขาดึง มีดคารามิดไทเทเนียม ออกมาจากซองเสียงโลหะเสียดสีกันดังแ่เบาในบรรยากาศอันเงียบงัน "งั้นมาเถอะ...เรามาเริ่มการฆ่ากัน"
เหล่าสายลับพุ่งเข้าใส่เขาอย่างชำนาญการบางคนถือมีดสั้น บางคนใช้ท่อนเหล็ก หรือแม้แต่มือเปล่าที่เปี่ยมด้วยทักษะการต่อสู้
PALMER46 เคลื่อนตัวหลบการโจมตีได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมสวนกลับอย่างแม่นยำทุกครั้งที่มีดในมือเขาเคลื่อนไหว จะมีสายลับล้มลงพร้อมเสียงร้องเ็ปเืเริ่มหยดกระเซ็นทั่วพื้นโกดัง
แม้PALMER46 จะมีฝีมือเหนือชั้นแต่จำนวนศัตรูที่มากกว่าก็ทำให้เขาต้องถอยเป็บางครั้งเพื่อปรับจังหวะเขาอาศัยความชำนาญในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของศัตรูรอจังหวะที่จะพลิกกลับมารุกอย่างดุดัน
เสียงมีดเสียดสีกับอาวุธเสียงลมหายใจหนักหน่วง และเสียงกรีดร้องจากผู้าเ็ดังขึ้นตลอดการต่อสู้
หลังจากการต่อสู้กินเวลาสักพักในที่สุดทุกอย่างก็จบลง เหล่าสายลับจากทุกชาติถูกจัดการจนล้มลงไปกองกับพื้นท่ามกลางความเงียบที่หนักอึ้ง PALMER46 หันมาหา โคลซึ่งเป็คนสุดท้ายที่ยังยืนอยู่
เขายกมีดที่เปื้อนเืขึ้นมาก่อนจะปาดเฉียดๆ ใบหน้าของโคล เืจากปลายมีดกระเซ็นเลอะตัวเธอ"แกล้งตายไปซะ... ฉันไม่อยากฆ่าผู้หญิง"
โคล ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความสั่นกลัว
ออกญา เดินเข้ามาท่ามกลางซากศพที่นอนเกลื่อน"นายนี่... เก่งจนไม่ทำให้ฉันผิดหวังเลยจริงๆ"
PALMER46 ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเ็า "ถ้ามีใครรอดชีวิต...ก็ปล่อยพวกเขาไป ถือว่าพวกเขาโชคดี"
ออกญา ยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ"ได้สิ... ตามใจนายเลย"
มอส มองไปที่ศพของโจเซฟและแดนนี่ที่นอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางซากของสายลับจากทั่วโลกเขาขมวดคิ้วด้วยความกังวล ก่อนหันไปพูดกับ ออกญา "แล้วแบบนี้... เราจะหาใครมาแทนโจเซฟกับแดนนี่ล่ะ"
ออกญา กอดอกครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า "จริงสิ...ถ้าไม่มีพวกเขา งานนี้จะทำยังไงต่อดี"
ก่อนที่เธอจะคิดหาคำตอบPALMER46 ที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"ไม่ต้องหาใครมาแทนทั้งนั้น"
ทั้งมอสและออกญาหันมามองเขาด้วยความสงสัย"หมายความว่ายังไง พวกเขาเป็คนสำคัญในแผนนะ"
PALMER46 "ฉันมีแผนของฉันเอง... "
ออกญา มองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มเล็กน้อย "งั้นก็ตามใจนาย...แต่ถ้ามีอะไรที่นาย้า ฉันก็ยังพร้อมจะช่วย"
หลายวันต่อมา ณ ร้านเหล้าของออกญา
ออกญา เดินเข้ามาพร้อมกล่องอุปกรณ์หลายกล่องวางลงบนโต๊ะตรงหน้า PALMER46 "ของที่นาย้าฉันหามาให้ครบแล้วนะ... แต่จะเอาโดรนพวกนี้ไปทำอะไรกัน"
PALMER46 เปิดกล่อง ดูอุปกรณ์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด ก่อนตอบโดยไม่เงยหน้า"เธอได้ติดตั้งและปรับแต่งมันตามที่ฉันบอกไหม"
ออกญา ยิ้มเล็กน้อย"เรียบร้อยตามสั่งเลย ทุกชิ้นพร้อมใช้งาน"
PALMER46 "ดี... ฉันขอเวลาเอามันมาปรับอะไรนิดหน่อย"
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวล
PALMER46 "เธอคิดว่าจะมีคนตายไหม ฉันหมายถึงพวกหน่วยรักษาความปลอดภัยที่นั่น...พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย"
ออกญา เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ตรงไปตรงมา "มันต้องมีอยู่แล้วสิ...พวกนั้นทั้งหมดเป็ทหารรับจ้าง นี่คืองานของพวกเขาและพวกเขาเลือกที่จะเสี่ยงเอง"
PALMER46 ถอนหายใจลึก สายตาเขาดูหม่นหมอง "มันก็ทำใจยากนะ...ที่ต้องฆ่าพวกเขา"
ออกญา"นายมาใจอ่อนตอนนี้ไม่ได้นะ! ฟังสิ... จริงๆแล้วฉันได้ยินบางอย่างมา เหมือนว่า KITTITECH จะจับตัวคนไปคนหนึ่ง...ดอกเตอร์ ศิริรัตน์ เธอถูกลักพาตัวไปเมื่อนานมาแล้ว"
PALMER46 หันมามองออกญาทันทีด้วยสายตาจับผิด "เธอรู้ได้ไงหรือว่าแต่งเื่มาโกหกฉัน"
ออกญา"ไม่ใช่เื่โกหก เคยมีพวกหน่วยรักษาความปลอดภัยของKITTITECH มาดื่มที่นี่ ฉันได้ยินพวกมันคุยกัน... คิดดูสิทั้งที่พวกเขารู้ว่า KITTITECH ลักพาตัวคนไปพวกเขายังทำงานให้มันอยู่ดี"
PALMER46 นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสงสัย "งั้นเหรอ...ว่าแต่ ดอกเตอร์ ศิริรัตน์ หน้าตาเป็ยังไง? ถ้าฉันเจอเธอฉันอาจช่วยเธอได้"
ออกญา ขมวดคิ้วทันทีส่ายหน้าเบาๆ "ไม่ได้ นั่นไม่ได้อยู่ในแผน...และอีกอย่าง เื่ลักพาตัวมันนานมากแล้ว เธออาจจะโดนฆ่าไปแล้วก็ได้"
PALMER46 มองเธอด้วยสายตานิ่ง
ออกญา"ฟังฉันนะ ปาล์ม... ห้ามทำอะไรนอกแผนเด็ดขาด!ถ้านายทำ พวกมันจะรู้ทัน นายจะหนีไม่ทัน แล้วโดนพวกมันฆ่าแน่ เพราะหลังจากนายขโมยBioLink มาแล้ว ตำรวจจะแห่กันมาเต็มไปหมด"
PALMER46"ครับๆ เข้าใจแล้ว..."
เขากลับไปตรวจสอบโดรนต่อแต่ในใจเขากลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ยังคาใจ
2 วันต่อมาเริ่มการปล้น BioLink ก่อนเช้า ตึก KITTITECH ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง ท่ามกลางถนนวงกลมที่ล้อมรอบท้องฟ้ายังคงมืดสนิท มีแสงไฟจากถนนเพียงสลัวๆ สภาพรอบข้างเงียบสงัดยามค่ำคืนมีรถวิ่งผ่านเพียงประปราย
ดอกเตอร์ศิริรัตน์(ฝน) นั่งอยู่ในห้องทดลองชั้นบนสุดของตึกเธอจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความคาดหวัง "สำเร็จทีเถอะ...ขอร้องล่ะ"
เธอพิมพ์คำสั่งครั้งสุดท้ายก่อนหน้าจอจะแสดงผล"ล้มเหลว" ขึ้นมาอีกครั้ง "ล้มเหลวอีกแล้ว...ฉันหมดปัญญาแล้ว ฉันคงต้องถูกขังอยู่ที่นี่จนตายแน่... ใครก็ได้ ช่วยฉันด้วย"
เธอถอนหายใจลึกก่อนหันไปมองเมือง "จะเช้าแล้วเหรอ"
สายตาของเธอเหลือบลงไปที่ถนนด้านล่างเห็น รถตู้ 4 คัน ขับเรียงกันมาเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย
ด้านล่างตึกKITTITECH
รถตู้คันแรก จอดห่างจากด้านหน้าตึกประมาณ100เมตร ส่วนอีกสามคันจอดที่ด้านซ้าย ขวา และด้านหลังของตึกล้อมตึกไว้ทั้งสี่ด้าน
ประตูหลังของรถตู้ทุกคันเปิดออกเผยให้เห็นลำโพงขนาดใหญ่ที่ถูกติดตั้งไว้ภายใน
ทันใดนั้นเสียงเพลงอลังการที่ดังกระหึ่มดังขึ้นพร้อมกันจากลำโพงของรถทั้งสี่คันเสียงดังจนแสบแก้วหู แทรกความเงียบงันของยามค่ำคืนไปทันที
หน่วยรักษาความปลอดภัยที่อยู่รอบตึกต่างหยุดชะงัก มองไปที่รถตู้ด้วยความใ
เ้าหน้าที่คนหนึ่ง"เหี้ยไรวะเนี่ย"
เสียงเพลงสร้างความสับสนให้กับทุกคนหน่วยรักษาความปลอดภัยบางคนเริ่มหยิบวิทยุขึ้นมารายงานแต่เสียงเพลงดังเกินกว่าจะได้ยินการสื่อสาร
PALMER46 นั่งอยู่ในรถคันหนึ่ง มองเหตุการณ์ด้วยความนิ่งสงบขณะเพลงยังคงบรรเลงอย่างอลังการ "ได้เวลาเริ่มเกมแล้ว..."
การปล้นBioLink ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ...
เสียงเพลงอลังการยังคงดังสนั่นจากลำโพงของรถตู้ทั้งสี่คันหน่วยรักษาความปลอดภัยรอบตึกต่างจับจ้องไปยังแหล่งเสียงด้วยความสับสน
ทันใดนั้นPALMER46 ก็ปรากฏตัวออกมาจาก รถตู้ด้านหน้าตึก พร้อมโดรนขนาดใหญ่ที่บินวนอยู่เหนือหัว
หน่วยรักษาความปลอดภัย"นั่นมัน... PALMER46 นี่"
เ้าหน้าที่คนหนึ่งหยิบวิทยุขึ้นมารายงาน
หน่วยรักษาความปลอดภัย(ด้านหน้า) "ด้านหน้าตึก! PALMER46 อยู่ที่นี่"
ไม่นานนัก เสียงตอบกลับดังขึ้นจากอีกฝั่ง
หน่วยรักษาความปลอดภัย(ด้านหลัง): "ไม่ๆ ด้านหลังตึกต่างหากมันอยู่ด้านหลัง"
หน่วยรักษาความปลอดภัย(ด้านหน้า) "ด้านหน้าต่างหากแกจำหน้าหลังตึกผิดหรือเปล่า"
หน่วยรักษาความปลอดภัย(ด้านขวา) "ไม่ใช่ เขาอยู่ขวาตึก เขากำลังเดินเข้ามา"
หน่วยรักษาความปลอดภัย(ด้านหน้า) "ก็บอกว่าอยู่หน้าตึกฉันเห็นกับตา"
หน่วยรักษาความปลอดภัย(ด้านซ้าย) "ซ้ายเขาอยู่ด้านซ้ายต่างหาก"
เสียงวิทยุเริ่มตีกันจนเกิดความโกลาหลหนึ่งในหน่วยรักษาความปลอดภัยรีบดูภาพจากกล้องวงจรปิดบนหน้าจอเพื่อเช็คสถานการณ์
หน่วยรักษาความปลอดภัย"ติดต่อหัวหน้าด่วน PALMER46 ปรากฏตัวพร้อมกันทั้งสี่ด้านของตึกหรือว่ามันมีสี่คน"
PALMER46 (ด้านหน้า) ยกปืนขึ้น ยิงใส่หน่วยรักษาความปลอดภัยทันทีคนหนึ่งล้มลงเสียชีวิตในพริบตา และ PALMER46 ที่ปรากฏตัวอีกสามด้านก็เริ่มโจมตีเช่นกัน
โปร (CEOของ KITTITECH) มองภาพจากกล้องด้วยความใ"เกิดเื่บ้าอะไรขึ้นวะ ยิง ฆ่ามันเลย"
เสียงปืนดังสนั่นรอบตึกหน่วยรักษาความปลอดภัย จำนวนมากยิงถล่มใส่ PALMER46 ที่ปรากฏตัวทั้งสี่ด้านของตึก แต่ะุที่พุ่งเข้าหา PALMER46 กลับทะลุผ่านร่างของพวกเขาไปโดยไม่สร้างความเสียหายใดๆ
หน่วยรักษาความปลอดภัยเริ่มล้มตายไปทีละคน ขณะที่ PALMER46 ทั้งสี่คนยังคงเดินหน้าเข้ามาโดยไม่หยุดหรือหลบหลีกะุที่ระดมยิงมาไม่สามารถทำอะไร PALMER46 ทั้ง 4 ได้เลย
โปร ทุบโต๊ะด้วยความหงุดหงิด"มันเป็ไปได้ยังไงกัน ฆ่ามันสิ ฆ่ามันให้ได้"
ในมุมมืดห่างออกไปจากตึกKITTITECH ออกญา นั่งอยู่ในรถตู้ที่ถูกปรับแต่งให้เป็ศูนย์ควบคุมเคลื่อนที่เธอยิ้มเล็กน้อยสายตามองจอมอนิเตอร์ที่แสดงภาพจากโดรนและโปรเจ็กเตอร์ที่สร้างภาพโฮโลแกรมของPALMER46
ออกญา"ดูพวกมันสิ... สับสนไปหมดแบบนี้ สนุกดีเหมือนกัน" มือของเธอขยับควบคุมโดรนที่บินวนอยู่รอบตึกปรับการแสดงผลของโฮโลแกรม PALMER46 ให้เคลื่อนไหวเหมือนจริงยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน ลูกน้องของออกญาที่ประจำการอยู่ตามจุดต่างๆ รอบตึก KITTITECH ก็เริ่มปฏิบัติการของพวกเขา มือสไนเปอร์หลายคนจับจุดยิงจากระยะไกลเล็งไปที่หน่วยรักษาความปลอดภัยที่กำลังระดมยิงใส่โฮโลแกรม
ลูกน้องของออกญาคนหนึ่ง รายงานผ่านวิทยุ
ลูกน้อง A"เป้าหมายเริ่มลดลง เรากำจัดไปได้ประมาณ 10 คนแล้ว"
ออกญา กดวิทยุตอบกลับ
ออกญา"ดี... ยิงให้แม่น อย่าให้ใครสงสัยว่ามันมาจากทางเรา"
เสียงปืนซุ่มยิงดังเบาๆแต่แม่นยำ สไนเปอร์ของออกญาใช้ะุพิเศษที่ลดเสียงกระแทกและในความโกลาหลจากเสียงเพลงและเสียงปืนหน่วยรักษาความปลอดภัยไม่สามารถแยกแยะได้ว่าะุนั้นมาจากไหน
โปร (CEOของ KITTITECH) ยังคงะโด้วยความหงุดหงิด"ยิงมันให้หมด ทุกตัว"
แต่ไม่ว่าจะยิงมากเท่าไระุก็ยังทะลุผ่านร่างของ PALMER46 โฮโลแกรมไปหน่วยรักษาความปลอดภัยเริ่มแตกตื่น และบางคนเริ่มถูกซุ่มยิงจนล้มลงโดยไม่รู้ตัว
ออกญา ยิ้มเล็กน้อยพลางพูดกับตัวเอง "นี่แหละ...เวทีที่ฉันสร้างขึ้นมาเอง"
เสียงเพลงอลังการยังคงดังสนั่นพร้อมกับความโกลาหลที่เพิ่มขึ้นในทุกวินาที แผนการของPALMER46 และออกญากำลังดำเนินไปอย่างสมบูรณ์...
การปะทะกินเวลาพักใหญ่ท่ามกลางความโกลาหล หน่วยรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติเมื่อเขายิงะุไปที่ โดรน ที่บินอยู่เหนือหัวของ PALMER46 โฮโลแกรม ร่างของโฮโลแกรมใต้โดรนนั้นเริ่มบิดเบี้ยว
หน่วยรักษาความปลอดภัย"อะไรวะนั่น ยิงไปที่โดรนบนหัวมัน ทุกคน ยิงไปที่โดรน"
เสียงปืนระดมยิงขึ้นโดรนทั้งสี่ตัวที่สร้างภาพโฮโลแกรมของ PALMER46 ถูกยิงตกทีละตัว โฮโลแกรมทั้งสี่เริ่มสลายหายไป
โปร (CEOของ KITTITECH) ยืนมองสถานการณ์ด้วยความโมโหสุดขีดก่อนออกคำสั่ง "ไปจับพวกมัน! ไปที่รถตู้พวกนั้นแล้วปิดเสียงเหี้ยนี่ซะ"
หน่วยรักษาความปลอดภัยกระจายกำลังไปยังรถตู้ทั้งสี่คันแต่เมื่อเปิดประตูรถ กลับไม่พบใครอยู่ข้างในเลย
ทันใดนั้น ออกญาที่ซ่อนตัวอยู่ในระยะปลอดภัย ยิ้มเล็กน้อย ก่อนกดปุ่มบนสวิตช์ะเิในมือ
ออกญา"ตูมมม!!"
เสียงะเิดังสนั่นรถตู้ทั้งสี่คันะเิพร้อมกันแสงและแรงสั่นะเืทำให้หน่วยรักษาความปลอดภัยที่อยู่ใกล้รถตู้ถูกแรงกระแทกจนล้มลง
โปร มองภาพจากกล้องวงจรปิดด้วยความโกรธ"ใครมันกล้าทำแบบนี้ สั่งการให้หน่วยสำรองมาที่นี่เดี๋ยวนี้"
มอส อยู่ในจุดควบคุมอีกแห่งกดหูฟังเพื่อติดต่อ PALMER46 "ตัวดึงดูดความสนใจพังหมดแล้ว...นายแอบเข้าไปได้แล้วใช่ไหม"
เสียงของPALMER46 ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ "ได้แล้ว...ฉันคิดว่าห้องเก็บ BioLink อยู่ด้านหน้าฉันนี่เอง"
PALMER46 กดสวิตช์เปิดประตูห้องวิจัย เสียงล็อกประตูดัง "คลิก" ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปข้างในห้องนั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทค และตรงกลางมีแท่นวาง BioLink ที่ดูสำคัญที่สุดในห้อง
ฝน เห็น PALMER46เดินเข้ามา เธอคว้าแท่งเหล็กที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาป้องกันตัว"อย่าเข้ามา"
PALMER46ยกมือขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีเจตนาร้าย
PALMER46 "ใจเย็นก่อน... ฉันไม่ได้มาทำร้ายเธอ ด้านหลังเธอนั่นใช่ BioLink ไหม"
ฝน"ใช่... แล้วไง"
PALMER46 "ใจเย็นๆ... เธอช่วยถอยออกจากตรงนั้นหน่อย ฉันแค่จะเอาเ้า BioLink นั่นไป แค่นี้เอง ก็ไม่มีใครต้องเจ็บตัว"
ฝน ส่ายหน้าน้ำเสียงของเธอเริ่มสั่น "จะเอามันไปเหรอ ไม่ได้นะมันยังไม่เสร็จ ถ้านายเอามันไป มันจะฆ่าคนที่ใช้แน่ ชีวิตฉันขึ้นอยู่กับมัน...ฉันให้นายเอาไปไม่ได้หรอก"
เสียงวิทยุดังขึ้นในหูของPALMER46
มอส"นายได้มันมายัง เร็วเลยก่อนพวกมันจะรู้ตัว"
PALMER46 หันมามองฝนด้วยสีหน้าจริงจัง "ฟังฉันนะคุณผู้หญิง... ส่งมันมา ฉันมีเวลาไม่มาก"
ฝน"ไม่... ขอร้องล่ะ ถ้านายเอามันไปฉันต้องติดอยู่ที่นี่จนตายแน่"
มอส พูดซ้ำอีกครั้งน้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล "พวกมันเริ่มกลับเข้าไปในตึกแล้วด่วนเลย"
PALMER46 ไม่สนใจคำร้องขอของฝน เขาเดินตรงไปยังแท่นวาง BioLink เพื่อหยิบมัน ฝนพยายามดึงเขาไว้ "ขอร้องล่ะอย่าทำแบบนี้เลย ถ้านายเอามันไป... พวก KITTITECH จะขังฉันไว้ที่นี่จนตายแน่"
PALMER46 หยุดนิ่งไปชั่วครู่ก่อนตัดสินใจผลักเธอออกเบาๆ "ขอโทษ..."
เขารีบคว้าBioLink แล้ววิ่งออกจากห้องโดยไม่หันกลับมา
ฝน ทรุดตัวลงกับพื้นน้ำตาไหลอาบแก้ม "ไม่นะ...ทำไมต้องเป็แบบนี้..."
เสียงร้องไห้ของเธอสะท้อนก้องอยู่ในห้องวิจัยที่ว่างเปล่าขณะที่PALMER46 กำลังหลบหนีออกไปพร้อม BioLink
PALMER46 แอบเข้าไปในห้องควบคุมที่เต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดทั่วตึกเขาเห็นเ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยที่ประจำอยู่ในห้องคนหนึ่งกำลังจะส่งสัญญาณแจ้งเตือน
PALMER46 เข้าประชิดอย่างรวดเร็ว ใช้สันมือทุบที่ท้ายทอยทำให้เ้าหน้าที่สลบก่อนที่เขาจะทันส่งข่าว
PALMER46 ซ่อนตัวอยู่ในห้องนั้นเนื่องจากยังมีเ้าหน้าที่เดินลาดตระเวนอยู่ในทางเดินด้านนอก
เขาหันไปมองจอมอนิเตอร์หน้าจอหนึ่งแสดงภาพในห้องวิจัยที่เขาเพิ่งหนีออกมา เขาเห็น ฝน กำลังนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นด้วยความสิ้นหวัง
ไม่นานนัก โปร(CEO ของ KITTITECH) เดินเข้าไปในห้องวิจัย เขาสำรวจสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะเข้าใจว่า BioLink ถูกขโมยไปแล้ว
โปร สั่งผ่านวิทยุด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธ"ทุกคนออกค้นหา อย่าให้ใครหนีออกไปได้"
เขาหันไปมอง ฝน ที่ยังนั่งอยู่บนพื้นน้ำตานองหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปและฟาดฝ่ามือเข้าที่แก้มของเธออย่างแรง "นี่มันความผิดของเธอ"
PALMER46 ที่อยู่ในห้องควบคุมมองภาพนั้นจากจอมอนิเตอร์ ความโกรธแล่นพล่านในตัวเขา
เสียงวิทยุในหูดังขึ้น"ฉันดู GPS ของนายอยู่ทำไมนายหยุดกับที่แบบนี้ รีบออกมาได้แล้ว พวกตำรวจแห่กันมาแล้วออกมาเดี๋ยวนี้"
PALMER46 ยังไม่ตอบ เขาเหลือบมองจอมอนิเตอร์อีกครั้ง เห็น ฝน กำลังถูก โปร ตวาดและใช้กำลังทำร้าย
เขาแน่นกรามก่อนตัดสินใจสิ่งที่อาจทำลายแผนการทั้งหมด
PALMER46 วิ่งกลับไปที่ห้องวิจัยอย่างรวดเร็ว
มอส ที่กำลังดู GPSของเขาอยู่ เห็นเส้นทางการเคลื่อนไหวที่วิ่งสวนกลับไปที่ห้องวิจัย"ไอ้บ้าเอ้ย ทำบ้าอะไรของมันวะ"
เสียงไซเรนของรถตำรวจดังใกล้เข้ามา"โถ่เว้ย มันทำให้แผนล่มหมดแล้ว"
ออกญา ติดต่อมาทางวิทยุน้ำเสียงเคร่งขรึม "หมดเวลาแล้ว...เรารอรับเขาหนีไม่ได้แล้ว ถ้ารออีก พวกเราจะไม่รอด"
มอส ทุบพวงมาลัยอย่างหัวเสียก่อนตัดสินใจขับรถออกไป พร้อมกับออกญาและลูกน้อง ทิ้งให้PALMER46 อยู่ในตึกเพียงลำพัง...
PALMER46 วิ่งกลับมาที่ห้องวิจัยอย่างรวดเร็ว ทันทีที่เขาพุ่งตัวเข้าไป โปร หันมามองด้วยความใแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร PALMER46 ก็ฟาดหมัดเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างแรงจนล้มกระแทกพื้น
เขาหันไปมอง ฝน ที่ยังคงนั่งใอยู่บนพื้นก่อนจะยื่นมือไปหาเธอ
PALMER46 "ไปกับฉัน"
เขาคว้ามือเธอขึ้นมาโดยไม่รอคำตอบและเริ่มออกวิ่ง ฝนที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ปล่อยตัวตามเขาไปอย่างไม่มีทางเลือก
ในใจของฝนมีแต่คำถามแต่ขณะเดียวกัน ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้น "หรือว่า...นี่คือคนที่ฉันเรียกหามาตลอด คนที่จะช่วยฉันออกไปจากที่นี่..."
โปร ลุกขึ้นด้วยความโกรธจัดรีบหยิบวิทยุขึ้นมาสั่งการ "PALMER46 มันพึ่งหนีออกจากห้องวิจัยจับมันไว้ อย่าให้มันหนีไปได้"
เสียงวิทยุสั่งการดังลั่นไปทั่วตึกหน่วยรักษาความปลอดภัยและตำรวจเริ่มกระจายกำลังตามหา
PALMER46 ยังคงจูงมือ ฝน วิ่งผ่านทางเดินที่เต็มไปด้วยเ้าหน้าที่เขาใช้ความชำนาญหลบหลีก ถีบและผลักคนที่ขวางทางออกไปบางคนที่พยายามจะหยุดเขาถูกเขาฆ่าอย่างไร้ความลังเล
ไม่นานนักทั้งคู่ก็มาถึงด้านนอกตึกแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องมาที่ทั้งสองราวกับบอกว่าการหลบหนีครั้งนี้ใกล้สำเร็จ
PALMER46 ยังคงจูงมือฝนวิ่งต่อไป เธอหันมามองเขา ฝีเท้าของเขาไม่เคยหยุดความตั้งใจในสายตาของเขาบอกเธอว่าเขาจะไม่ยอมแพ้
เสียงไซเรนของตำรวจและเสียงะโของเ้าหน้าที่KITTITECH ยังดังไล่หลัง ทั้งคู่พากันหลบเข้าไปในซอกตึกซ่อนตัวจากสายตาผู้ไล่ล่า
เมื่อมองรอบตัวฝนรู้ว่าเธอกำลังวิ่งอยู่เคียงข้าง PALMER46 นักฆ่าผู้ที่โลกตราหน้าว่าเป็ปีศาจร้าย แต่ตอนนี้เขาคือคนที่จูงมือพาเธอหนีจากนรกที่เธอเคยอยู่
การวิ่งหนีของทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไปผ่านถนนเล็กๆ ซอยเงียบๆ ออกไปยังชานเมืองเสียงไซเรนเริ่มจางหายเมื่อพวกเขาวิ่งออกไปไกลขึ้น
ฝนคิดในใจ"ฉันไม่รู้ว่าเขาช่วยฉันทำไม... และไม่รู้ว่าเขากำลังพาฉันไปที่ไหนแต่ทุกก้าวที่ฉันวิ่งตามเขา... ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังวิ่งไปสู่อิสรภาพ"
PALMER46วิ่งพา ฝน ไปจนถึงบ้านหลังหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่มีคนอยู่เขาใช้ไหล่กระแทกประตูไม้จนมันเปิดออกเสียงดัง เขารีบพาฝนเข้าไปด้านใน"เ้าของบ้านไม่อยู่สินะ...เราต้องรีบหาที่ซ่อนตัวก่อนที่พวกมันจะตามมา"
เขาปิดประตูล็อกไว้และตรวจดูหน้าต่างทุกบานเพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัย
ฝน ที่ยังคงหอบเหนื่อยจากการวิ่งมองเขาด้วยสายตาสงสัย "ทำไมนายถึงพาฉันมาด้วยล่ะนายแค่เอา BioLink ไปก็พอแล้วนี่"
PALMER46 หันมามองเธอชั่วครู่ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ "ก็คนพวกนั้นมันทำร้ายเธอ...และฉันรู้สึกว่าเธอ้าให้มีคนช่วย"
คำพูดของเขาทำให้ฝน น้ำตาคลอ เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีความรู้สึกที่อัดอั้นมานานในใจเธอพลุ่งพล่านออกมา
เธอเดินเข้าไปหาเขาก่อนจะสวมกอดเขาแน่น "นายเป็ใครฉันก็ไม่รู้...แต่ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ"
ณ กลางกรุงเทพฯ
ภาพหน้าจอทุกจอในเมืองถูกแทรกด้วยการถ่ายทอดสดจากKITTITECHภาพที่ปรากฏคือ ดอกเตอร์ศิริรัตน์ (ฝน) พร้อมข้อความเสียงจากโปร (CEO)
โปร"ประกาศตามหานักโทษหลบหนีด่วน! ดอกเตอร์ศิริรัตน์ เธอหลบหนีไปพร้อมกับBioLink สมบัติของชาติของชิ้นนี้คือกุญแจที่จะทำให้ประเทศเราก้าวขึ้นสู่การเป็ชาติมหาอำนาจ
ทาง KITTITECHได้ร่วมมือกับรัฐบาล และขอมอบเงินรางวัล 30 ล้านบาทให้กับผู้ที่สามารถจับตัว ดอกเตอร์ศิริรัตน์และนำตัวเธอกลับมาได้"
เสียงประกาศดังกระจายไปทั่วเมืองนักฆ่า มือปืน นักล่าเงินรางวัล รวมถึงแก๊งอันธพาล และมาเฟียต่างยิ้มออกด้วยความสนใจ
นักฆ่าคนหนึ่ง"แค่จับผู้หญิงคนเดียวก็ได้เงินตั้ง 30 ล้าน...งานง่ายแบบนี้ต้องรีบลงมือ"
ฝนที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านกับ PALMER46 มองเห็นภาพและได้ยินประกาศจากทีวีด้วยสีหน้าใ "ไม่นะ...ฉันถูกตั้งค่าหัวเหรอ"
PALMER46 ยืนกอดอก ดูประกาศบนจอทีวีด้วยสีหน้าตึงเครียด ก่อนพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว"แบบนี้ไม่ดีแน่... เธอช่วยอะไรฉันหน่อย ด่วนเลย"
ฝน"จะให้ฉันทำอะไร"
PALMER46 "ใช้คอมในบ้านนี้ แทรกระบบถ่ายทอดสดทุกจอในกรุงเทพฯ ให้ฉัน"
ฝน รีบลงมือทำงานเธอใช้ความเชี่ยวชาญด้านระบบเจาะเข้าไปในเครือข่ายของเมือง ในเวลาไม่ถึง 5 นาที เธอสามารถเข้าถึงระบบถ่ายทอดสดได้สำเร็จ
ภาพบนจอทุกจอเปลี่ยนไปกลายเป็ใบหน้าของ PALMER46 สวมหน้ากาก
PALMER46 ถ่ายทอดสด "สวัสดีทุกคน... ฉัน PALMER46ขอบอกให้พวกคุณรู้ไว้... ผู้หญิงคนนั้น ฉันเป็คนพาตัวมาเองถ้าไม่อยากมีปัญหา หรือคิดสั้นอยากเอาชีวิตมาทิ้ง อย่าเข้ามายุ่งกับเราและเลิกตามหาเธอซะ
ใครก็ตามที่คิดจะเอาเงินรางวัลจากตัวเธอ...ฉันจะฆ่าพวกให้หมด"
คำพูดของPALMER46 ทำให้บางคนที่กลัวชื่อเสียงและฝีมือของเขาตัดใจทันทีแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่คิดต่าง
นักล่าค่าหัวคนหนึ่ง"มันพูดแบบนี้ก็แปลว่ามันอยู่กับเธอ ถ้าฆ่า PALMER46 ได้ ก็จะได้ค่าหัวทั้งสองคนรวมกัน 60 ล้านเลยนะ"
นักฆ่ามือปืน นักล่าค่าหัว แก๊งอันธพาล และมาเฟีย จากทุกแห่งเริ่มเตรียมตัวออกล่าบางกลุ่มถึงขั้นตั้งทีมร่วมมือกันเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ
มอสที่ซ่อนตัวในพัทยา เห็นข่าวการประกาศผ่านทีวี "ปาล์ม...ซวยแล้วไงมึง"
PALMER46ที่อยู่กับ ฝน รับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเขารู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น
PALMER46 "ทางรอดเดียวของเราคือไปให้ถึงเขต BIRD ROCK... ที่นั่นพวกมันจะไม่กล้ายุ่ง"
ฝน"แล้วมันอยู่ไกลแค่ไหน"
PALMER46 "500 กิโลเมตร... เราต้องใช้เส้นทางธรรมชาติ พวกเขาจะไม่ตามมาง่ายๆ"
การเดินทาง 500กิโลเมตรสู่เขต BIRD ROCK จะกลายเป็บททดสอบความแข็งแกร่งของทั้งคู่ในระหว่างเส้นทางที่เต็มไปด้วยการไล่ล่า และความสัมพันธ์ระหว่าง ปาล์ม และ ฝนจะพัฒนาขึ้นท่ามกลางความยากลำบาก อาจกลายเป็กุญแจสำคัญของการเอาชีวิตรอด
End CreditScene
ในบ้านร้างกลางป่าปาล์ม พา ฝน เข้ามาให้เธอได้พักผ่อนชั่วคราวทั้งสองวางแผนที่จะรอจนฟ้ามืดก่อนจะเริ่มการเดินทางลงใต้ต่อ
ฝนนอนหลับสนิทอยู่ในมุมหนึ่งของบ้าน ขณะที่ PALMER46 ยังคงยืนคุมเชิงอยู่ด้านนอก ปล่อยให้สายลมพัดผ่านแต่สายตาของเขาไม่เคยละจากบริเวณโดยรอบ
เสียงฝีเท้าเบาๆดังขึ้นจากระยะไกล PALMER46 ตวัดมีดคารามิดไทเทเนียมของเขาและพุ่งตัวไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
ปลายมีดจ่ออยู่ที่ลำคอของหญิงสาวคนหนึ่ง...เธอสวมหน้ากากเหมือนของเขา แต่ผมสีชมพูยาว สวมเสื้อฮูดสีชมพูและกระโปรงสั้นสีขาว
CODE2"ไม่เจอกันตั้งนาน ทักทายกันแบบนี้เลยเหรอ"
PALMER46 "เธอเองก็มาล่าค่าหัวเหมือนกันเหรอ CODE2... ไม่สิ,ซี"
CODE2 ยิ้มเล็กน้อย"ป่าวนิ... เงินไม่ได้ทำให้ฉันทรยศนายได้หรอกนะ ปาล์มฉันแค่ผ่านมาเช็คว่านายยังอยู่ดีไหม... และฉันเอาอาหารมาให้ด้วย ขอบคุณฉันสิ"
PALMER46 ถอนมีดออกช้าๆ ก่อนพูดเบาๆ "ขอบคุณมาก"
เธอโยนถุงอาหารเล็กๆให้เขา ก่อนจะนั่งลงบนก้อนหินใกล้ๆ
CODE2 "นายจะเฝ้าเธอแบบนี้ทั้งคืน โดยไม่พัก ไม่หลับเลยรึไง?"
PALMER46 "แถวนี้ยังอันตรายเกินไป ฉันไม่มีทางเลือก"
CODE2 มองหน้าเขาก่อนพูดด้วยน้ำเสียงขี้เล่น "ไปพักซะเถอะฉันจะช่วยเฝ้าให้เอง เดี๋ยวก็เหนื่อยตายหรอก"
PALMER46 พยักหน้าเล็กน้อย "ช่วยได้มากเลย"
CODE2 ยิ้มจางๆ"แต่แค่วันนี้เท่านั้นนะ หลังจากนายหนีลงใต้ไปนายต้องดูแลตัวเอง ฉันช่วยไม่ได้มากไปกว่านี้แล้ว"
PALMER46 "เข้าใจ... ฉันเองก็ไม่อยากให้เธอต้องมาเสี่ยงเหมือนกัน"
ก่อนจะเดินไปพักPALMER46 หันกลับมายืนตรงหน้าเธอ เขาหยิบมีดคารามิดไทเทเนียมออกมายื่นให้ CODE2 "เธอรู้ไหมว่ามีดเล่มนี้สำคัญกับฉันมาก...การหนีครั้งนี้ ฉันอาจจะไม่รอด... ขอฝากมันไว้กับเธอได้ไหม"
CODE2 หัวเราะเบาๆก่อนส่ายหน้า "ไม่เอาหรอก นายพูดเหมือนกำลังบอกลาเลยถ้ามันสำคัญ ก็เก็บไว้เองสิ"
PALMER46 เก็บมีดกลับไป ก่อนหันหลังเดินกลับเข้าไปในบ้าน "ก็ได้"
CODE2 มองตามเขาก่อนจะเรียกชื่อเขาเบาๆ "นิ, ปาล์ม..."
PALMER46 หยุดเดิน แต่ไม่หันกลับมา
CODE2 "ห้ามตายนะ... และรอบนี้... ปกป้องไว้ให้ได้ล่ะ คนคนนั้น"